ตอน 2

บทที่ 2

ไม่นานนัก จากถนนสายหลักก็เลี้ยววนเข้าสู่ย่านอันธพาลอันเป็นตรอกเล็กๆ ที่หากไม่สังเกตก็แทบจะไม่เห็นเลยว่ามีตรอกแบบนี้อยู่ด้วย ภาพเหล่าคนไร้บ้านยืนหลบฝนใต้หลังคาตามแนวกำแพง ภาพเหล่าเด็กวัยรุ่นอันธพาลยืนจับกลุ่มสูบบุหรี่กัน ทำให้ทนายคอนเนอร์รู้สึกแปลกๆ เหลือบมองคนข้างกายเล็กน้อยด้วยไม่อยากเชื่อว่าเขาจะอาศัยอยู่ในย่านซึ่งแทบไม่ต่างจากสลัมแห่งนี้

ขบรถมาเรื่อยๆ ไม่นานโจชัวก็เอ่ยขึ้น

“จอดตรงนี้ครับ ถึงแล้ว”

“คุณพักอยู่นี่หรือ”

ทนายคอนเนอร์ถามอย่างประหลาดใจ พร้อมทั้งจ้องมองตึกตรงหน้า มันเป็นตึกเล็กๆ ประมาณสี่ชั้น ทางเข้าด้านหน้าแลดูสกปรกเลอะเทอะไปด้วยสีสเปรย์พ่นคำหยาบต่างๆ แต่ด้วยลักษณะของตึกก็พอจะเดาได้ว่ามันเป็นห้องเช่าราคาต่ำที่พวกคนรายได้น้อยอยู่กัน

โจชัวชำเลืองมองชายวัยกลางคนเพียงเล็กน้อยที่กำลังให้ความสนใจกับตึกห้องเช่าหลังนี้ ก่อนขานรับ

“ใช่ครับ”

“แสดงว่าคุณและคุณแม่ของคุณนี่คงใช้ชีวิตกันลำบากมากเลยสินะ”

แม้จะเป็นคำพูดลอยๆ แบบไม่ต้องการคำตอบ แต่โจชัวก็ไม่อยากจะเออออตอบรับสักเท่าไหร่นัก เพราะรู้ดีว่าหากพูดอะไรไป มีหวังคงได้ถูกซักต่อถึงประวัติเชิงลึกเป็นแน่ จึงรีบตัดบททันที

“ขอบคุณที่มาส่งนะครับคุณคอนเนอร์ ผมขอตัว”

ทว่าทันทีที่มือของโจชัวเอื้อมไปสัมผัสกับประตูรถ ทนายคอนเนอร์ก็กดปุ่มล็อคประตูรถอัตโนมัติ ไม่ให้โจชัวออกไป ก่อนว่าเสียงเรียบ เรียกให้ชายหนุ่มหันกลับไปมองอย่างไม่ไว้ใจ

“เดี๋ยวก่อนสิคุณโจชัว ผมมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วยอีกสักหน่อย”

โจชัวนิ่ง ไม่ถามกลับใดๆ ก่อนจะค่อยๆ ดึงมือกลับมาวางไว้บนหน้าตัก สายตาที่โจชัวจ้องมองกลับมา ทำให้ทนายคอนเนอร์ไม่อาจเดาได้เลยว่าชายหนุ่มคิดอะไรอยู่ แต่กระนั้น เขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่นัก นอกเสียจากพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด

“ผมว่าถ้าใครมาเห็นว่าคุณอาศัยในที่แบบนี้ มันจะกลายเป็นข่าวแง่ลบนะครับ”

“แล้วมันสำคัญตรงไหน ผมก็อยู่ที่นี่มาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นจะมีใครมาสนใจ และผมก็อยู่ของผมได้ ไม่ได้มีปัญหาอะไรนี่”

“สำหรับคุณแต่ก่อนมันอาจไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้คงมีแน่ถ้าพวกนักข่าวรู้ว่าผมพบตัวทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเอิร์ลเก่าที่เพิ่งได้รับมรดกหลายพันล้านปอนด์ของพ่อตัวเอง แต่กลับอยู่ในห้องเช่าซอมซ่อแบบนี้ คงได้เขียนข่าวซุบซิบกันสนุกปากแน่ แล้วผมนั่นแหละที่จะเสียชื่อในฐานะทนายประจำตระกูลที่ดูแลคุณไม่ดี”

“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง”

โจชัวเริ่มเข้าใจในสิ่งที่ทนายคอนเนอร์บอก แน่นอนอยู่แล้วว่าในฐานะทนาย ชื่อเสียงย่อมสำคัญพอๆ กับผลงาน ยิ่งเขาเป็นทนายชื่อดังก็ต้องยิ่งรักษาผลงานไว้ให้คงเดิมและสร้างผลงานให้มากกว่า แต่โจชัวไม่ได้สนใจว่าทนายคอนเนอร์จะเป็นอย่างไรมากนัก นอกเสียจากรีบๆ คุยให้จบๆ เขาเหนื่อยมามากพอแล้ว อยากจะพักผ่อนให้ลืมเรื่องร้ายๆ ในวันนี้เสียเหลือเกิน

“คุณเจคอบมีอพาร์ตเม้นต์อยู่ย่านธุรกิจหลายที่ คุณสนใจไปอยู่มั้ยล่ะครับ อย่างน้อยๆ มันก็ยังเหมาะสมกับฐานะคุณในตอนนี้มากกว่าที่จะอยู่ในห้องเช่าโกโรโกโสแบบนี้”

พอได้ยินว่าย่านธุรกิจ โจชัวก็เหนื่อยหน่ายขึ้นมาทันที ถึงจะเกิดและเติบโตในเมืองหลวง แต่เขาก็ไม่ชอบความวุ่นวายเท่าไหร่นัก และนี่คือเหตุผลที่เขาตัดสินใจอาศัยอยู่ในย่านนี้โดยไม่คิดจะย้ายหนีไปไหนหรือยกระดับตัวเองให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้นเหมือนเพื่อนๆ ร่วมรุ่นเขาเลยสักนิด

“ขอบคุณคุณคอนเนอร์มากที่หวังดี แต่ผมว่าไม่ดีกว่าครับ”

“เอ้า ทำไมล่ะครับ หรือถ้าคุณต้องการอะไรเพิ่มเติม บอกผมได้นะ ทรัพย์สินที่คุณมีอยู่ในตอนนี้สามารถซื้อได้ทุกอย่างที่คุณอยากได้ ขอแค่ให้บอกผม ผมจะดำเนินการให้ทันที”

“ผมไม่ชอบคนพลุกพล่านน่ะครับ”

คำตอบของโจชัว แทบจะทำให้ทนายคอนเนอร์เข้าในกระจ่างชัดถึงบุคลิกภาพของชายหนุ่มในทันที ตรงอย่างที่เขาเดาไว้แต่แรกไม่มีผิดว่าโจชัวนั้นเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว และไม่ค่อยชอบสังคมเท่าไหร่นัก แต่อย่างนั้นก็เถอะ จะให้เขายอมให้โจชัวอยู่ในสถานที่แบบนี้ได้อย่างไรกัน พวกนักข่าวน่ะจมูกไวจะตาย วันพรุ่งนี้ก็คงรู้เรื่องกันหมดว่าเขาพบตัวทายาทคนสุดท้ายของตระกูลโจนส์แล้ว หากให้พวกนักข่าวมาเจอโจชัวที่นี่ คงไม่เป็นเรื่องดีสำหรับเขาแน่

“อย่างนั้นหรือครับ...”

ทนายคอนเนอร์ว่าแล้วเงียบนิ่งไปครู่หนึ่ง โจชัวเดาได้ว่าเขาคงกำลังใช้ความคิดอย่างหนักในการสรรหาที่อยู่ใหม่ให้ตนในเวลานี้ และก็จริงอย่างที่เดาไว้ เพราะทนายคอนเนอร์เองก็กำลังนึกถึงบ้านพักต่างๆ อันเป็นทรัพย์สินของตระกูลโจนส์ว่ามีที่ไหนที่พอจะเหมาะสมกับความต้องการของโจชัวบ้าง ที่นึกออกคร่าวๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบ้านพักตามเมืองชนบทต่างๆ ทว่ามันก็หนีไม่พ้นย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านอยู่ดี โจชัวเห็นว่าหากปล่อยไว้ จะทำให้ตนไม่ได้ไปสักที จึงเอ่ยลาโดยไม่สนใจว่าจะเสียมารยาทแต่อย่างใด

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ”

ทันทีที่เสียงของชายหนุ่มดังแว่วเข้ามาในหู ภาพคฤหาสน์เก่าหลังใหญ่หลังหนึ่งแว้บเข้ามาในภวังค์จนเขาต้องดีดนิ้วเปาะ ร้องเรียกร่างสูงที่กำลังก้าวลงจากรถไว้อย่างรวดเร็ว

“เดี๋ยวครับ ผมพอจะรู้แล้วว่ามีที่ไหนที่เหมาะกับคุณ”

“ที่ไหนครับ”

“กลับขึ้นรถเถอะ ยังไงก็ไปที่บ้านผมก่อนเถอะครับ ผมต้องการข้อมูลอีกหน่อย”

ไม่รู้อะไรดลใจให้โจชัวต้องกลับขึ้นรถแล้วมุ่งหน้าตรงไปที่บ้านของทนายคอนเนอร์ บ้านของเขาตั้งอยู่ในย่านธุรกิจของลอนดอนซึ่งคาดว่าก็คงอยู่ในละแวกเดียวกับบ้านหลักที่พอของเขาเคยอาศัยอยู่ ทนายคอนเนอร์เชื้อเชิญเขาเข้าไปข้างใน เรียกภรรยาของเขาช่วยนำเสื้อผ้ามาให้โจชัวผลัดเปลี่ยนและดูแลจัดเตรียมอาหารเย็นให้ ก่อนตนจะขอตัวไปยังห้องทำงานเพื่อตรวจสอบเอกสารทรัพย์สินในส่วนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของตระกูลโจนส์เพียงลำพัง

ที่บ้านของทนายคอนเนอร์นั้นมีเด็กชายและเด็กหญิงวัยไม่ถึงสิบปีอาศัยอยู่ด้วย ทั้งสองพากันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวจนภรรยาของทนายคอนเนอร์ต้องดุเสียงดังถึงได้เงียบไป ต้นเหตุของเสียงเด็กทั้งสองนั้นมาจากการแบ่งขนมมาร์ชแมลโลว์กันไม่ลงตัว ก่อนเด็กหญิงจะวิ่งน้ำตานองมายังห้องนั่งเล่นซึ่งโจชัวอยู่ พลันฟ้องเป็นการใหญ่

“คุณแม่ขา อลันไม่ยอมแบ่งมาร์ชเมลโลว์ให้หนู”

“ผมแบ่งแล้วนะ แต่มันไม่พอดีต่างหาก อลิซขี้โกหก!”

“ไม่เอานะเด็กๆ ไม่ทะเลาะกัน แม่ให้แกะห่อใหม่ได้ แล้วไปเล่นกันเงียบๆ นะจ๊ะ”

พอได้ยินคำอนุมัติ เด็กๆ ก็ร้องไขโย พากันวิ่งไปยังห้องครัว โจชัวสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของครอบครัวคอนเนอร์จนรู้สึกอิจฉาขึ้นมาเล็กน้อยที่เด็กทั้งสองมีทั้งพ่อและแม่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ก่อนจะหลุดออกจากความคิดของตนเอง หันไปตามเสียงของหญิงวัยกลางคนทันที

“ขอโทษด้วยนะคะคุณโจนส์ที่เด็กๆ รบกวนคุณ”

“ไม่เป็นไรครับคุณนายคอนเนอร์”

เป็นครั้งแรกในรอบอาทิตย์ที่โจชัวยิ้มให้กับคนอื่นก็ว่าได้ แม้มันจะเป็นรอยยิ้มเศร้าๆ แต่ก็สามารถรับรู้ได้ถึงความเป็นมิตร

“เรียกมาเรียก็ได้ค่ะ ไม่ต้องเรียกคุณนายคอนเนอร์หรอก”

โจชัวพยักหน้ารับ ก่อนหล่อนจะเบนความสนใจไปรินกาแฟลงถ้วยให้เขาอีกครั้ง พลันโจชัวก็นึกแปลกใจขึ้นมากับสรรพนามที่เด็กๆ ใช้เรียกมาเรีย มันดูน่าเหลือเชื่อไปหน่อยที่คนที่เลยวัยกลางคนไปแล้วจะมีลูกเล็กๆ ถึงสองคน จึงเอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย

“เด็กสองคนนั่น... ผมหมายถึงอลันกับอลิซน่ะครับ พวกแกเป็นลูกของคุณกับคุณคอนเนอร์หรือ”

มาเรียยิ้มเล็กน้อย ส่งถ้วยกาแฟให้ชายหนุ่มรับก่อนตอบ

“ไม่ใช่หรอกค่ะ เด็กสองคนนั่นเป็นลูกๆ ของลูกชายเรา พอดีพ่อแม่ของพวกแกทำงานอยู่เมืองอื่น พวกแกเลยมาอยู่กับเราที่นี่ประจำ เราสอนให้เรียกเราว่าพ่อแม่ตั้งแต่เล็กๆ เลยเป็นอย่างที่เห็นน่ะค่ะ”

“อย่างนั้นหรือครับ...”

โจชัวพยักหน้ารับเป็นเชิงเข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็อดอิจฉาไม่ได้อยู่ดีที่เด็กทั้งสองนอกจากจะมีพ่อแม่พร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว ยังมีปู่กับย่าที่คอยให้ความรักยามไม่ได้อยู่กับพ่อแม่อีก ช่างต่างจากเขาอะไรอย่างนี้นะ นอกจากพ่อจะไม่เคยสนใจไยดีตั้งแต่เขายังไม่ลืมตาแล้ว ครอบครัวฝั่งพ่อยังไม่ยอมรับเขาว่าเป็นหนึ่งในสายเลือดอีก กระทั่งทั้งตระกูลไม่มีใครหลงเหลืออยู่นอกจากเขานี่แหละ เขาถึงได้รับการต้อนรับสู่ตระกูลอีกครั้ง

“ยังไงคุณโจนส์นั่งรอก่อนนะคะ คงอีกสักพักกว่าตาแก่จะจัดการเอกสารเสร็จ”

สรรพนามซึ่งผู้เป็นภรรยาใช้เรียกสามี ทำเอาโจชัวหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะขอตัวไปพาเด็กๆ เข้านอนเพราะเลยเวลานอนของเด็กๆ มามากแล้ว โจชัวจึงนั่งรอทนายคอนเนอร์ต่อไปตามลำพัง ไม่กี่อึดใจ ชายวัยกลางคนก็ออกจากห้องทำงานพร้อมเอกสารปึกหนึ่งในมือ ตรงเข้ามานั่งฝั่งตรงข้ามกับโจชัวก่อนส่งเอกสารในมือให้

“อันนี้เป็นเอกสารกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ส่วนนี่เป็นรูปถ่ายของคฤหาสน์ครับ ลองดูสิครับว่าโอเคมั้ย ถ้าคุณชอบ ผมจะได้ติดต่อกับคนดูแลที่นั่นแล้วพาคุณไปพรุ่งนี้”

โจชัวหยิบภาพถ่ายคฤหาสน์ขึ้นมาดู พินิจคร่าวๆ ดูท่าคฤหาสน์นี้น่าจะมีอายุยาวนานแล้วจากความเก่าแก่ของมัน หากแต่หาได้ดูซอมซ่อไร้การดูแลแต่อย่างใด จากบรรยากาศรอบๆ เขาเดาได้ว่าน่าจะสร้างอยู่ในป่า พลันทนายคอนเนอร์ก็พูดขึ้นให้ข้อมูลเพิ่มเติม

“คฤหาสน์นี่เป็นหนึ่งในสมบัติเก่าแก่ของตระกูลโจนส์มาหลายชั่วอายุคนแล้วครับ ถ้าจำไม่ผิด เห็นว่าถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ในศตวรรษที่ 17 ถึงจะเก่าไปหน่อย แต่ก็ยังคงสภาพดีกว่าคฤหาสน์หลังอื่นๆ ของตระกูลที่ถูกรื้อสร้างคฤหาสน์ใหม่อยู่เยอะ ที่สำคัญ แถวนั้นไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านด้วย หวังว่าคงจะถูกใจคุณนะ”

“มันอยู่ที่ไหนครับ”

ทนายคอนเนอร์กะไว้อยู่แล้วว่าโจชัวต้องสนใจ เขาหยักยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบ

“อยู่ในหมู่บ้านโบราณเล็กๆ ทางเหนือของเมืองแมนเชสเตอร์ครับ”

โจชัวนิ่งไปครู่หนึ่ง เขารู้สึกแปลกๆ กับภาพคฤหาสน์ในภาพถ่ายใบนี้เสียเหลือเกิน ราวกับว่ามีความผูกพันอะไรบางอย่างกับคฤหาสน์หลังนี้อย่างไม่อาจให้คำตอบได้ว่าทำไม ทั้งๆ ที่เขาเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตระกูลโจนส์มีคฤหาสน์นี้ไว้ในครอบครองด้วย ถึงอย่างนั้นเขาก็ตอบตกลงไปโดยแทบไม่ต้องใช้ความคิดหรือเหตุผลอะไรมากนัก นอกเสียจากความต้องการที่จะไปราวกับมีเสียงปริศนาร้องเรียกเขาดังออกมาจากภาพถ่าย

“ตกลงครับ ผมเลือกที่นี่”

ทนายคอนเนอร์ยิ้มอย่างพอใจที่โจชัวยอมตกลงตามข้อเสนอของเขา รู้สึกโล่งอกที่เขารอดพ้นข้อกล่าวหาว่าดูแลทายาทคนสุดท้ายของตระกูลโจนส์ได้ไม่ดีเป็นที่เรียบร้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าก่อนเจคอบจะเสียชีวิตนั้น เขาได้ดำเนินการบางอย่างกับคฤหาสน์เอาไว้

“แต่ผมต้องบอกไว้อย่างหนึ่งว่าคฤหาสน์นี่ถูกดัดแปลงเป็นสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าเล็กๆ ไปเมื่อเดือนก่อนนะครับ ตอนนี้มีเด็กในดูแลราวสิบกว่าคน แต่เดี๋ยวเด็กพวกนั้นก็จะถูกส่งเข้ามาอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ในลอนดอน หวังว่าคุณคงจะไม่มีปัญหาอะไรนะครับ”

“ครับ ไม่มีปัญหา”

“ดีครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะได้ติดต่อทางนั้นเลย”

ว่าแล้วก็เดินไปยกหูโทรศัพท์ กดหมายเลขติดต่อผู้ดูแลคฤหาสน์ทางนั้นในทันที ปล่อยให้โจชัวนั่งจ้องภาพถ่ายในมือลำพังโดยไม่อาจให้คำตอบตัวเองได้ว่าเหตุใดถึงตัดสินใจเลือกคฤหาสน์แห่งนี้เลยสักนิด

ตอน 3

บทที่ 3

ทนายคอนเนอร์จองไฟลท์เครื่องบินจากลอนดอนสู่แมนเชสเตอร์ไว้ตั้งแต่เมื่อคืนวานหลังแจ้งจุดประสงค์กับพ่อบ้านประจำคฤหาสน์เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าทายาทคนสุดท้ายของตระกูลโจนส์จะไปอาศัยอยู่ที่นั่น ด้วยเหตุนี้เอง โจชัวจึงต้องรีบเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นเป็นการด่วนด้วยทนายคอนเนอร์ได้จองเที่ยวบินช่วงเช้ามืดเอาไว้ เวลาเพียงน้อยนิดทำให้ชายหนุ่มเลือกเอาข้าวของดูต่างหน้าของแม่กับเสื้อผ้าเพียงสองสามชุดติดตัวมา ทิ้งให้ทนายคอนเนอร์จัดการจัดส่งส่วนที่เหลือตามไปในภายหลัง

และตอนนี้ก็ได้เวลาที่ทั้งคู่โบกมือลากรุงลอนดอนเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองแมนเชสเตอร์ ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้บนเครื่องบินที่จองไว้ด้วยท่าทางเหนื่อยล้า ทำเอาชายวัยกลางคนซึ่งทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เอ่ยทักอย่างล้อเลียน

“อพาร์ตเม้นต์หรูๆ ในลอนดอนมีไม่เอา ไปเอาคฤหาสน์เก่าๆ ก็ต้องเหนื่อยอย่างนี้หน่อยนะครับ”

โจชัวเพียงชำเลืองหางตามองด้วยความว่างเปล่า ไม่มีถ้อยคำใดๆ หลุดออกจากปากก่อนพยักหน้ารับเล็กน้อยเป็นเชิงว่าขานรับ เรียกเสียงหัวเราะในท่าทางของเขาจากทนายคอนเนอร์ได้ทันใด

“ไม่แปลกหรอกครับถ้าจะเหนื่อยขนาดนี้ เมื่อวานก็วุ่นวายกับงานศพคุณแม่ของคุณมาทั้งวัน ไหนจะวุ่นวายเรื่องหาที่อยู่ใหม่อีก อย่างนี้นี่พอไปถึงคฤหาสน์เมื่อไหร่ ผมว่าคงหลับเป็นตายแน่”

“ถ้าคุณไม่วิตกกลัวนักข่าวจะเอาผมไปเขียนข่าวซุบซิบให้คุณเสียหน้าล่ะก็ ป่านนี้ผมคงยังนอนซุกอยู่ในผ้าห่มอุ่นๆ ล่ะมั้ง”

โจชัวว่าเนือยๆ แต่ก็เรียกเสียงหัวเราะจากคนข้างๆ ได้ไม่น้อยทีเดียว

“เอาน่า ตอนคุณเจคอบยังมีชีวิตอยู่ เขาก็เดินทางบ่อยจนไม่ได้พักผ่อนเป็นประจำเหมือนกันครับ อย่างที่เขาว่ากัน พ่อลูกยังไงก็เชื้อไม่ทิ้งแถว ต่างกันนิดเดียวตรงที่คุณเจคอบเป็นคนชอบสังคม ต่างจากคุณที่ดูเหมือน...”

“เก็บตัว...”

โจชัวต่อประโยคให้โดยอัตโนมัติ ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังใบหน้าเหี่ยวย่นของชายวัยกลางคนด้วยความรู้สึกที่เขาไม่สามารถรู้ได้ว่าคนตรงหน้ามีอะไรอยู่ในใจกันแน่ มันแลดูเศร้า โดดเดี่ยวและเจ็บปวดจนไม่อาจจะสรุปแน่ชัดออกมาได้ว่ามันเป็นความรู้สึกใด

“อีกอย่าง... ผมไม่เหมือนกับพ่อผม ไม่เหมือนเลยสักนิด...”

โจชัวว่าเสริม ทนายคอนเนอร์เงียบไปด้วยรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกของชายหนุ่มนั้นเป็นเช่นไร เขารู้สึกผิดเล็กน้อยที่ไปพูดเปรียบเทียบอย่างนั้น ทำให้บรรยากาศโดยรอบของการสนทนาตึงเครียดไปในนาทีนั้น ความเงียบเข้ามาปกคลุกทั้งสอง แทนที่ด้วยเสียงใสของแอร์โฮสเตสสาวที่กำลังสาธิตเครื่องชูชีพต่างๆ ก่อนเครื่องจะขึ้นบิน ทว่าเพียงครู่เดียว ทนายคอนเนอร์ก็เป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาขึ้นมาอีกครั้ง

“เออ ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีใครคนหนึ่งอยากแนะนำให้คุณรู้จัก” ว่าแล้วก็ค้นกระเป๋าเอกสารครู่หนึ่งก่อนจะหยิบรูปถ่ายออกมาส่งให้ชายหนุ่ม

“นี่ครับ พ่อบ้านประจำคฤหาสน์ ชื่อไบรอัน มัวร์ ครอบครัวของคุณมัวร์ดูแลคฤหาสน์นี้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว ถ้าหากมีอะไรสงสัยหรือต้องการอะไรเพิ่มเติม ก็สอบถามได้โดยตรงเลยนะครับ เขาคงจะให้ข้อมูลที่คุณต้องการได้มากกว่าผม”

โจชัวรับภาพถ่ายนั้นมาดู มันเป็นภาพถ่ายขาวดำของชายชราวัยเจ็ดสิบกว่าปีในชุดทักซิโด้ สีหน้าบนใบหน้าเหี่ยวย่นแลดูราบเรียบดุดันราวกับว่าเป็นคนเจ้าระเบียบมากคนหนึ่ง หางตาและมุมปากตกลงนั้น ทำให้เขาดูดุอย่างบอกไม่ถูก โจชัวดูรูปถ่ายนั้นได้ครู่เดียวก็หันไปถามทนายคอนเนอร์ นับเป็นประโยคแรกที่หลุดออกจากริมฝีปากบางเฉียบของชายหนุ่มตั้งแต่ขึ้นเครื่องมาเลยก็ว่าได้

“มีเขาดูแลอยู่คนเดียวหรือครับ”

“ไม่หรอกครับ ยังมีผู้ช่วยและเจ้าหน้าที่ดูแลเด็กที่คุณเจคอบจ้างมาอยู่ด้วยอีกหลายคน ไม่ต้องห่วงหรอกครับ คฤหาสน์นั้นไม่เคยเงียบเหงาหรอก”

โจชัวไม่รู้เลยว่าที่ทนายคอนเนอร์พูดว่า ‘คฤหาสน์นั้นไม่เคยเงียบเหงา’ นั้นมีความหมายว่าอย่างไร ได้แต่พยักหน้ารับและเงียบตลอดการเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองแมนเชสเตอร์

ไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง ไฟลท์บินของทนายมือฉมังและเศรษฐีหน้าใหม่ก็มาถึงยังจุดหมาย ทันทีที่ถึงอาคารผู้โดยสารขาเขา ทนายคอนเนอร์ก็กวาดสายตามองหาใครบางคนซึ่งได้นัดหมายให้มารับตั้งแต่เมื่อคืนวาน กระทั่งเสียงทุ้มแหบของชายหนุ่มดังขึ้นไม่ไกลนัก เรียกให้เขาหันไปยังผู้เป็นเจ้าของเสียงทันที

“คุณคอนเนอร์ครับ! ทางนี้ครับ ทางนี้!”

ชายหนุ่มชาวเอเชียผิวสีแทนโบกไม้โบกมือเรียกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เขาใส่เสื้อลายสก็อตทับด้วยชุดเอี๊ยมและรองเท้าบูทยาง บ่งบอกตัวตนของเขาว่าเขานั้นเป็นชาวไร่เต็มตัว ทนายคอนเนอร์เห็นก็พลันร้องทักอย่างคุ้นเคย

“สวัสดี อเล็กซิสต์ ไม่ได้เจอกันนาน สบายดีนะ”

“ครับ ผมสบายดี ดูคุณสิ หล่อขึ้นเป็นกองเลย”

โจชัวมองผู้มาใหม่อย่างพินิจ ดูแล้วชายที่ชื่ออเล็กซิสต์จะเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดีไม่น้อย ท่าทางเขาจะค่อนข้างสนิทสนมกับทนายคอนเนอร์เสียด้วย ดูจากใบหน้าแล้ว คาดว่าอายุอานามก็คงไม่น่าจะห่างจากตนเท่าไหร่นัก

โจชัวมองทั้งคู่สนทนาทักทายกันครู่หนึ่ง ก่อนทนายคอนเนอร์จะหันมาแนะนำเขาให้อเล็กซิสต์รู้จัก

“เอ้อ นี่คุณโจชัว โจนส์ ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลโจนส์ที่ฉันบอกจะพามาน่ะ ทำความรู้จักไว้สิ”

“สวัสดีครับคุณโจนส์ ผมอเล็กซิสต์ครับ”

“สวัสดีครับ เรียกโจชัวเฉยๆ ก็ได้ ผมไม่ถือ”

โจชัวตอบรับไปพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ก่อนยื่นมือไปจับทักทาย แม้ใบหน้าจะยิ้ม กระนั้นอเล็กซิสต์ก็สัมผัสได้ว่ามันเศร้าเพียงใด หากแต่เขาไม่ใส่ใจนักเพราะพอรู้ประวัติของชายตรงหน้าคร่าวๆ จากทนายคอนเนอร์แล้วว่าโจชัวผ่านเรื่องอะไรมาบ้าง นอกจากยิ้มกว้างจนตาหยี ผูกพันธไมตรีอย่างธรรมชาติ

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”

“อเล็กซิสต์เป็นเด็กในดูแลของคุณมัวร์ครับ จะเรียกว่าเป็นผู้ช่วยพ่อบ้านก็ได้ นี่ก็เป็นอีกคนที่คุณโจชัวสามารถถามข้อมูลเกี่ยวกับคฤหาสน์ได้ เขารู้ข้อมูลดีพอๆ กับคุณมัวร์เลยครับ”

ทนายคอนเนอร์เสริม พร้อมตบบ่าอเล็กซิสต์ โจชัวพยักหน้ารับ

“ขอฝากตัวด้วยนะครับ”

“ได้ครับ ผมยินดีเสมอ แต่ผมว่าตอนนี้เราไปกันเลยดีกว่า ขืนมัวชักช้า เราอาจไปถึงที่คฤหาสน์ค่ำแล้วคุณโจชัวจะอดชมตัวคฤหาสน์ก่อนมืดเอานะครับ จากสนามบินไปที่นั่นก็ใช้เวลานานเหมือนกัน เกือบจะพอๆ กับนั่งเครื่องบินจากลอนดอนมาที่แมนเชสเตอร์นี่เลย” อเล็กซิสต์ว่าติดตลกเพราะเห็นว่าทนายคอนเนอร์คุยไม่เลิก

“นั่นน่ะสิ งั้นเราไปกันเถอะ อ่ะ นี่กระเป๋าของคุณโจชัว ฝากด้วยนะอเล็กซิสต์”

ทนายคอนเนอร์ถือวิสาสะคว้ากระเป๋าสัมภาระของโจชัวส่งให้อเล็กซิสต์จัดการนำไปยังรถ ก่อนเขาจะบรรทุกเข้าท้ายอย่างรู้งาน แล้วกลับมาบริการเปิดประตูให้ราวกับโจชัวนั้นเป็นเจ้าชายก็ไม่ปาน ทนายคอนเนอร์คงจะคุ้นชินกับการบริการสุดแสนจะธรรมดาอย่างนี้ คงมีแต่โจชัวล่ะมั้งที่อึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เขาได้แต่หวังว่าที่คฤหาสน์นั้นคงจะไม่มีคนมาคอยทำให้ทุกอย่างเหมือนกับในละครช่วงหัวค่ำที่เขาเคยดูผ่านๆ หรอกนะ

เป็นจริงอย่างที่ทนายคอนเนอร์ว่าว่าคฤหาสน์เก่าประจำตระกูลนั้นอยู่ในที่สงบ ไม่มีคนพลุกพล่าน เพราะมันอยู่ไกลออกไปจากตัวเมืองตั้งหลายสิบกิโลเมตร ยิ่งอเล็กซิสต์ขับรถมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์นั้นเท่าไหร่ ต้นไม้และป่าข้างทางก็ปรากฏให้เห็นมากขึ้นเท่านั้นจนกระทั่งบ้านเรือนสักหลังก็แทบไม่เห็น ฟังว่าคฤหาสน์นั้นตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านโบราณที่ปัจจุบันนั้นรกร้างไปแล้ว มีเพียงไม่กี่ครอบครัวที่ยังอยู่อาศัยเป็นบางครั้ง นานๆ ก็กลับมาทำการเกษตรกันไปเรื่อยเปื่อยสักที อย่างที่ว่ากันว่าเมื่อใดที่ความเป็นเมืองเติบโตขึ้น เมื่อนั้นวิถีความเป็นชนบทก็ลดถอยลงนั่นแหละ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED