เสียงบาทหลวงผู้ดำเนินพิธีศพของหญิงวัยกลางคนซึ่งนอนสงบนิ่งอยู่ในโลงไม้ตรงหน้า ดังระคนกับเสียงเม็ดฝนโปรยปรายกระทบพื้นหญ้า สร้างความหดหู่ให้กับผู้ร่วมพิธีเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับชายหนุ่มวัยยี่สิบสี่ปี ผู้ซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวของผู้จากไป ดวงตาสีมะฮ็อกกานีฉายแววโศกเศร้าอย่างชัดแจ้ง หากแต่ไม่มีน้ำตาเอ่อคลอให้เห็นสักหยด มีเพียงความสงบนิ่งราวกับเขารับรู้มานานแล้วว่าสักวันก็คงจะมีวันนี้ ...วันที่พระเจ้าพรากบุคคลอันเป็นที่รักไปจากเขาตลอดกาล...
“...ดังนั้นพวกเราจึงมอบร่างกายของเธอสู่พื้นดิน จากดินสู่ดิน จากเถ้าสู่เถ้า จากธุลีสู่ธุลี ในความแน่นแท้และความหวังอันไว้วางใจได้ของการคืนชีพสู่ชีวิตอันชั่วนิรันดร์”
ดินในกำมือถูกโปรยลงไปบนโลงศพเป็นพิธีการสุดท้าย ก่อนเหล่าสัปเหร่อจะช่วยกันกลบฝังร่างแม่ของชายหนุ่มให้หลับใหลภายใต้ผืนดินแห่งนี้ไปตลอดกาล
“เธอกลับคืนสู่อ้อมอกของพระบิดาแล้ว อย่าได้เป็นห่วงไปเลยครับคุณโจนส์”
บาทหลวงผู้ประกอบพิธีเอ่ยเบาๆ กับเขา เรียกให้ ‘โจชัว โจนส์’ หันไปมองใบหน้าเหี่ยวย่นทว่าแฝงด้วยความโอบอ้อมอย่างช้าๆ ก่อนจะตอบรับสั้นๆ
“ครับ ผมก็หวังว่าแม่คงจะสบาย”
“คุณนายเป็นคนดี พระเจ้าต้องรักเธออย่างแน่นอน”
“ครับ”
จริงๆ ก็ตอบรับไปอย่างนั้น เขาไม่มีความเชื่อในเรื่องพระเจ้าด้วยซ้ำไป เว้นเสียแต่ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายเช่นแม่ของเขาที่หันหน้าเข้าหาศาสนาอันเป็นที่พึ่งสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นใจ จึงทำให้บาทหลวงประจำโบสถ์แห่งนี้สนิทสนมกับครอบครัวมากเป็นพิเศษ ในเมื่อเห็นว่าเป็นความสุขของแม่ในช่วงชีวิตสุดท้าย โจชัวจึงยินยอมให้แม่ทำตามใจโดยไม่มีข้อแม้ เพียงต้องการยืดเวลาให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้นานที่สุดเท่านั้น แต่กระนั้น ร่างกายเธอก็ไม่อาจต้านทานโรคร้ายที่กัดกินดุจปรสิตนี้ได้
“พ่อขอตัวก่อน ไว้เจอกันนะคุณโจนส์”
“ครับ”
โจชัวจ้องมองแผ่นหลังชายชราที่เดินห่างออกไปครู่หนึ่ง ก่อนกลับมาให้ความสนใจกับหลุมศพของแม่อีกครั้ง เขาแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าเพียงก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเธอยังมีชีวิตอยู่ เขาไม่เคยรู้สึกว่าโลกทั้งใบหันหลังให้เขาเท่ากับวันนี้มาก่อนเมื่อสมาชิกในครอบครัวคนเดียวที่เขามีได้จากไป คนที่ไม่มีอะไรเลยอย่างเขา นึกไม่ออกเลยว่าต่อจากนาทีนี้ชีวิตจะดำเนินไปอย่างไร เงินสะสมจากการทำงานทั้งหมดก็หมดไปกับค่ารักษาพยาบาล ต้องออกจากมหาวิทยาลัยกลางคันเพราะความเจ็บป่วยของแม่ ซ้ำร้าย เจ้าของห้องเช่าที่เช่าอยู่ก็ไม่ยอมให้ค้างค่าเช่าอีกต่อไป อาทิตย์นี้ก็เป็นอาทิตย์สุดท้ายสำหรับการหาที่อยู่ใหม่พร้อมกับหนี้ค่าเช่าก้อนโตที่ต้องสะสาง
ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าควรจะร้องไห้ดีหรือไม่ ในหัวคิดถึงแต่ปัญหามากมายที่วนเวียนเข้ามาอย่างสับสน โดยไม่ทันสังเกตเห็นใครบางคนเดินมาจากข้างหลัง ก่อนเขาจะสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อน้ำเสียงแหบห้าวเอ่ยขึ้น
“ขอโทษนะครับ คุณใช่โจชัว โจนส์หรือเปล่า”
“อ่ะ...อ๋อ ใช่ครับ”
โจชัวหลุดออกจากภวังค์ ดวงตาปราดมองชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานในชุดสูทสีดำอย่างสงสัยด้วยไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน และค่อนข้างมั่นใจว่าทั้งเขาและแม่ไม่เคยรู้จักแต่อย่างใด ฝ่ายตรงข้ามพอเห็นสีหน้าสงสัยของชายหนุ่ม ก็รีบล้วงนามบัตรออกจากกระเป๋าเสื้อสูทส่งให้พร้อมกับแนะนำตัว
“ผมคือทนายคอนเนอร์ครับ เป็นทนายประจำตระกูลโจนส์ ตระกูลของคุณพ่อคุณน่ะครับ”
ว่าพลางกระชับร่มสีดำในมืออีกข้างเพื่อดึงไม่ให้กระเป๋าเอกสารซึ่งหนีบไว้ที่สีข้างไหลร่วงลงไป พลางส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
“คุณพ่อหรือ”
“ครับ คุณ เจคอบ โจนส์ น่ะครับ”
โจชัวเกือบลืมไปแล้วว่าตนก็มีพ่อด้วย เนื่องจากพ่อของเขานั้นไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดู ตั้งแต่จำความได้ก็มีแต่แม่เท่านั้นที่ทำงานทุกอย่างเพื่อเลี้ยงดูเขาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต แต่ก็เคยได้ยินแม่เล่าให้ฟังอยู่เหมือนกันว่าพ่อนั้นเป็นบุตรหลานของตระกูลเอิร์ล1 เก่าแก่ตระกูลหนึ่งของอังกฤษ เป็นมหาเศรษฐีคนหนึ่งที่มีผู้หญิงมากหน้าหลายตาหมายปองซึ่งครั้งหนึ่งเคยคบหากับแม่ของเขาทั้งๆ ที่ตนมีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้ว พอพลาดพลั้งให้กำเนิดเขาขึ้นมา ผู้เป็นปู่จึงบังคับให้แต่งงานและยัดเงินให้แม่เขาก้อนหนึ่งเพื่อให้ตัดขาดจากพ่อด้วยเหตุผลว่าตระกูลโจนส์จะต้องรักษาสายเลือดชั้นสูงเอาไว้ ซึ่งมันไร้สาระมากสำหรับศตวรรษนี้ และเขาเองก็ไม่เคยได้พบพ่อสักครั้งเพราะแม่กีดกัน กระนั้นก็น่าแปลกที่ยอมให้เขาใช้นามสกุลของพ่อ แทนที่จะใช้นามสกุลตามแม่
อย่างไรก็ตาม โจชัวก็ไม่ได้สนใจอะไรมากว่าใครจะเป็นพ่อหรือจะใช้นามสกุลตามใคร นอกเหนือจากอดแปลกใจไม่ได้ว่าเหตุใดจู่ๆ ทนายประจำตระกูลถึงได้มาหาเขาในวันนี้
“แล้วมีธุระอะไรกับผมหรือครับ”
“คุณคงทราบข่าวอุบัติเหตุของคุณโจนส์กับคุณนายโจนส์แล้วสินะครับ”
“อุบัติเหตุหรือครับ”
“ครับ อุบัติเหตุทางรถยนต์ของทั้งคู่เมื่ออาทิตย์ก่อนน่ะครับ”
บอกตรงๆ ว่าจำไม่ได้เพราะมัวแต่วุ่นวายอยู่กับอาการป่วยของแม่ แต่ก็พอคุ้นหูได้ยินผ่านๆ มาอยู่บ้างว่าพ่อและแม่เลี้ยงประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตหลังจากไปพักตากอากาศที่คฤหาสน์ในชนบท สีหน้าท่าทางเหมือนนึกออกของโจชัว ทำให้ทนายคอนเนอร์รีบพูดต่อถึงการมาในวันนี้ของตนทันที
“ที่ผมมาในวันนี้ก็เพราะผมต้องจัดการพินัยกรรมให้กับทายาทผู้มีสิทธิอันชอบธรรมในทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลโจนส์ ซึ่งนั่นก็คือคุณซึ่งเป็นบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมาย นับว่าแม่คุณฉลาดนะครับที่ให้คุณใช้นามสกุลคุณโจนส์แทนที่จะเป็นนามสกุลตัวเอง บังเอิญจริงๆ ที่คุณนายโจนส์ก็เสียชีวิตด้วย ไม่อย่างนั้นทรัพย์สินทั้งหมดคงไม่ตกมาถึงคุณอย่างแน่นอน”
โจชัวหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย รู้สึกว่าชายตรงหน้านี้พูดไม่เข้าหูเอาเสียเลย หากแต่ไม่ได้พูดโต้ตอบแต่อย่างใด ยืนมองทนายคอนเนอร์ด้วยสายตาว่างเปล่าขณะที่เจ้าตัวยังพูดจ้อไม่หยุด
“เดี๋ยวผมจะแจ้งรายละเอียดทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลให้ฟังนะครับ แต่ตอนนี้ผมว่าเราเข้าไปหลบในที่ร่มก่อนดีกว่า ฝนเริ่มตกหนักกว่าเดิมแล้ว”
คอนเนอร์เชิญชวนก่อนรีบจ้ำเดินไปยังโบสถ์ที่อยู่ห่างออกไปเพียงเล็กน้อย ทิ้งให้โจชัวเดินตามหลังอย่างช้าๆ ฝ่าหยาดฝนโปรยปรายเข้าสู่วังวนแห่งพันธะบางอย่างโดยไม่รู้ตัว
“ตามที่พินัยกรรมระบุ ทายาทโดยชอบธรรมจะมีสิทธิในทรัพย์สินทั้งหมดของคุณเจคอบ โจนส์ รวมถึงหุ้นส่วนธุรกิจและที่ดินเก่าแก่ของตระกูล ทั้งนี้ ผมในฐานะทนายได้รับมอบหมายให้ดูแลธุรกิจก่อนชั่วคราวและสอนคุณโจชัวให้รู้วิธีการบริหารภายในระยะเวลาไม่ 3 ปี จากนั้นทรัพย์สินในส่วนนี้จะเป็นของคุณโจชัวโดยสมบูรณ์ สรุปคือคงจะมีแต่พวกหุ้นส่วนนะครับที่ยังไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ขาดให้ทั้งหมดได้”
ทนายคอนเนอร์ว่ายาวพร้อมจัดแจงเอกสารสำคัญต่างๆ ในมือให้เรียบร้อยหลังจากอธิบายสิทธิในทรัพย์สินของตระกูลให้กับทายาทคนสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่ของตระกูลโจนส์เป็นที่เรียบร้อย ขณะที่ผู้ฟังไม่มีท่าทีสนอกสนใจในรายการทรัพย์สินซึ่งตนเพิ่งได้รับอย่างตกกระไดพลอยโจนสักนิด มีเพียงใบหน้านิ่งเรียบและดวงตาคู่สวยมองจ้องไปยังใบหน้าของชายวัยกลางคนตรงหน้าเท่านั้น
“มีคำถามอะไรมั้ยครับ”
ทนายคอนเนอร์ละมือจากเอกสาร เงยหน้าขึ้นมาถาม เขามองลอดกรอบแว่นตา ประจันสายตาโดยไม่แสดงความประหม่าใดๆ จากดวงตาสีมะฮ็อกกานีนั่นสักนิด
โจชัวเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนตอบ
“ไม่มีครับ”
“โอเคครับ งั้นธุระของผมกับคุณสำหรับวันนี้ก็หมดแล้วล่ะ”
“ขอบคุณที่แจ้งข่าวครับ”
“ยินดีครับ”
โจชัวว่าแล้วละสายตาจากทนายคอนเนอร์ไปกวาดมองประติมากรรมรอบๆ ตัวโบสถ์นิกายโรมันคาธอลิกแห่งนี้ เขาแทบนับครั้งได้เลยว่าตั้งแต่เกิดมานั้นเคยเข้ามาเหยียบโบสถ์กี่ครั้ง แม้ว่ามันจะเป็นประติมากรรมสมัยใหม่ แต่มันก็ทำให้คนห่างร้างไกลศาสนาอย่างเขาสนใจได้ไม่น้อย ขณะที่ทนายคอนเนอร์เองก็ชื่นชมความงามบางอย่างอยู่เช่นกัน พลางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้สำหรับอธิษฐานภายในโบสถ์ บิดตัวแสดงอาการเมื่อยล้าออกมาเล็กน้อย สายตาชำเลืองจับจ้องใบหน้าเรียวสวยได้รูปของชายหนุ่มอย่างชื่นชม ผมหยักศกสีน้ำตาลเข้มยาวประบ่านั่นยิ่งขับให้เขาแลดูงามงดราวกับรูปปั้นเทพบุตรกรีกก็ไม่ปาน มีเพียงใบหน้าที่ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ นั่นแหละที่ไม่ค่อยเจริญหูเจริญตาสักเท่าไหร่นัก แต่ก็นับว่าโจชัวนั้นมีรูปร่างหน้าตาดีกว่าเจคอบ ผู้เป็นพ่ออยู่มากโข
ดูท่าทางจะได้แม่มาเยอะ
เปรี้ยง!
พินิจพิจารณาความงามของชายหนุ่มตรงหน้าได้ไม่เท่าไหร่ พลันเสียงฟ้าร้องก็ลั่นดังกัมปนาท ทำเอาชายทั้งสองสะดุ้งสุดตัว มองหน้ากันเลิ่กลั่กพลัน ครู่เดียว ทนายคอนเนอร์ก็เป็นฝ่ายแค่นหัวเราะแก้เก้อออกมาก่อนจะพูดเรื่องลมฟ้าอากาศ
“พายุคงจะเข้าแน่ๆ ดูสิ หลังคาโบสถ์กระทบกันกึงกังเชียว โบสถ์นี่ก็เก่าแล้วด้วย น่ากลัวหลังคาจะพังลงมาเสียจริง”
คำพูดของเขาทำให้โจชัวต้องตั้งใจฟังเสียงเม็ดฝนและกระแสลมแรงซัดหลังคาโบสถ์อย่างตั้งใจ จริงอย่างที่ทนายคอนเนอร์พูด หากอยู่นานกว่านี้ ไม่แน่ว่าอาจจะได้เห็นหลังคาโบสถ์ทะลุลงมาจริงๆ ก็ได้
“ผมว่าเรากลับกันดีกว่ามั้ย ดูท่าไม่ค่อยดีซะแล้วสิ”
“เอาสิครับ”
โจชัวเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อแม้ ก่อนทั้งคู่จะพากันวิ่งฝ่าพายุฝนบ้าคลั่งออกไปนอกตัวโบสถ์ แม้จะมีร่ม แต่ก็หาได้ช่วยกันอะไรได้มากมายเท่าไหร่นัก ไม่นาน ทั้งคู่ก็มาถึงยังลานจอดรถ ทนายคอนเนอร์กดรีโมทปลดล็อครถเก๋งคู่ใจ ก่อนยกมือป้องปากตะโกนเรียกชายหนุ่มที่กำลังตั้งท่าจะวิ่งต่อออกไปยังประตูรั้วของโบสถ์
“คุณโจนส์ครับ! ไปด้วยกันสิ เดี๋ยวผมขับไปส่ง!”
โจชัวชะงักขาพลัน หันกลับมาตะโกนบอก “ไม่ต้องหรอกครับคุณคอนเนอร์ สถานีรถไฟใต้ดินอยู่ใกล้ๆ นี่เอง วิ่งไปแป๊บเดียวก็ถึง!”
“เวลาอย่างนี้กว่าจะได้ขึ้นรถไฟ คงต้องฝ่าฝูงคนอีกเยอะ มาเถอะครับ! ผมไปส่งเอง!”
โจชัวยืนพิจารณาครู่เดียวก็ตัดสินใจตอบตกลงพลัน วิ่งย้อนกลับมายังรถของทนายคอนเนอร์ก่อนแทรกตัวขึ้นไปนั่งข้างเบาะคนขับ เนื้อตัวเปียกโชกทำเอาหยดน้ำหยดแหมะในรถราวกับน้ำตกจนโจชัวรู้สึกเกรงใจขึ้นมา
“ขอโทษที่ทำรถคุณเลอะเทอะนะครับ”
“โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอกครับ เปียกแค่นี้มันทำความสะอาดได้ แต่ถ้าพินัยกรรมของตระกูลคุณเปียกนี่สิ ผมซวยแน่”
ทนายคอนเนอร์ยิ้มรับอย่างใจดี เขาไม่เป็นห่วงรถตัวเองกับเรื่องแค่นี้หรอก สิ่งที่เขาเป็นห่วงที่สุดคือกระเป๋าเอกสารที่เก็บพินัยกรรมทรัพย์สินมูลค่าหลายร้อยล้านปอนด์มากกว่า ขืนมีเอกสารแผ่นใดแผ่นหนึ่งเสียหายขึ้นมา เขานี่แหละที่จะแย่
เขาใช้ผ้าเช็ดซับหยาดน้ำฝนบนกระเป๋าเอกสารอยู่ครู่ใหญ่จนเสร็จ ก่อนจะนำมันไปวางไว้บนเบาะหลังอย่างเบามือ พลันหันมาติดเครื่องยนต์ ถามคนข้างๆ ถึงที่หมายปลายทาง
“แล้วคุณโจชัวพักอยู่แถวไหนหรือครับ”
“ขับไปตามถนนสายหลักน่ะครับ ใกล้ถึงแล้วผมจะบอกอีกที”
โจชัวไม่บอกสถานที่ชัดเจนด้วยไม่ต้องการให้ทนายคอนเนอร์ถามอะไรจุกจิก เช่นว่าทำไมถึงไปอยู่ย่านนั้น เป็นถึงทายาทเศรษฐีระดับแนวหน้าของประเทศ ทำไมถึงไม่ไปอยู่ที่หรูๆ เป็นต้น ส่วนทนายคอนเนอร์เองก็พอจะเดาใจชายหนุ่มออก จึงไม่ถามอะไรออกไปอีก นอกจากขับรถออกไปตามเส้นทางที่โจชัวบอกเท่านั้น
บทที่ 2
ไม่นานนัก จากถนนสายหลักก็เลี้ยววนเข้าสู่ย่านอันธพาลอันเป็นตรอกเล็กๆ ที่หากไม่สังเกตก็แทบจะไม่เห็นเลยว่ามีตรอกแบบนี้อยู่ด้วย ภาพเหล่าคนไร้บ้านยืนหลบฝนใต้หลังคาตามแนวกำแพง ภาพเหล่าเด็กวัยรุ่นอันธพาลยืนจับกลุ่มสูบบุหรี่กัน ทำให้ทนายคอนเนอร์รู้สึกแปลกๆ เหลือบมองคนข้างกายเล็กน้อยด้วยไม่อยากเชื่อว่าเขาจะอาศัยอยู่ในย่านซึ่งแทบไม่ต่างจากสลัมแห่งนี้
ขบรถมาเรื่อยๆ ไม่นานโจชัวก็เอ่ยขึ้น
“จอดตรงนี้ครับ ถึงแล้ว”
“คุณพักอยู่นี่หรือ”
ทนายคอนเนอร์ถามอย่างประหลาดใจ พร้อมทั้งจ้องมองตึกตรงหน้า มันเป็นตึกเล็กๆ ประมาณสี่ชั้น ทางเข้าด้านหน้าแลดูสกปรกเลอะเทอะไปด้วยสีสเปรย์พ่นคำหยาบต่างๆ แต่ด้วยลักษณะของตึกก็พอจะเดาได้ว่ามันเป็นห้องเช่าราคาต่ำที่พวกคนรายได้น้อยอยู่กัน
โจชัวชำเลืองมองชายวัยกลางคนเพียงเล็กน้อยที่กำลังให้ความสนใจกับตึกห้องเช่าหลังนี้ ก่อนขานรับ
“ใช่ครับ”
“แสดงว่าคุณและคุณแม่ของคุณนี่คงใช้ชีวิตกันลำบากมากเลยสินะ”
แม้จะเป็นคำพูดลอยๆ แบบไม่ต้องการคำตอบ แต่โจชัวก็ไม่อยากจะเออออตอบรับสักเท่าไหร่นัก เพราะรู้ดีว่าหากพูดอะไรไป มีหวังคงได้ถูกซักต่อถึงประวัติเชิงลึกเป็นแน่ จึงรีบตัดบททันที
“ขอบคุณที่มาส่งนะครับคุณคอนเนอร์ ผมขอตัว”
ทว่าทันทีที่มือของโจชัวเอื้อมไปสัมผัสกับประตูรถ ทนายคอนเนอร์ก็กดปุ่มล็อคประตูรถอัตโนมัติ ไม่ให้โจชัวออกไป ก่อนว่าเสียงเรียบ เรียกให้ชายหนุ่มหันกลับไปมองอย่างไม่ไว้ใจ
“เดี๋ยวก่อนสิคุณโจชัว ผมมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วยอีกสักหน่อย”
โจชัวนิ่ง ไม่ถามกลับใดๆ ก่อนจะค่อยๆ ดึงมือกลับมาวางไว้บนหน้าตัก สายตาที่โจชัวจ้องมองกลับมา ทำให้ทนายคอนเนอร์ไม่อาจเดาได้เลยว่าชายหนุ่มคิดอะไรอยู่ แต่กระนั้น เขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่นัก นอกเสียจากพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด
“ผมว่าถ้าใครมาเห็นว่าคุณอาศัยในที่แบบนี้ มันจะกลายเป็นข่าวแง่ลบนะครับ”
“แล้วมันสำคัญตรงไหน ผมก็อยู่ที่นี่มาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นจะมีใครมาสนใจ และผมก็อยู่ของผมได้ ไม่ได้มีปัญหาอะไรนี่”
“สำหรับคุณแต่ก่อนมันอาจไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้คงมีแน่ถ้าพวกนักข่าวรู้ว่าผมพบตัวทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเอิร์ลเก่าที่เพิ่งได้รับมรดกหลายพันล้านปอนด์ของพ่อตัวเอง แต่กลับอยู่ในห้องเช่าซอมซ่อแบบนี้ คงได้เขียนข่าวซุบซิบกันสนุกปากแน่ แล้วผมนั่นแหละที่จะเสียชื่อในฐานะทนายประจำตระกูลที่ดูแลคุณไม่ดี”
“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง”
โจชัวเริ่มเข้าใจในสิ่งที่ทนายคอนเนอร์บอก แน่นอนอยู่แล้วว่าในฐานะทนาย ชื่อเสียงย่อมสำคัญพอๆ กับผลงาน ยิ่งเขาเป็นทนายชื่อดังก็ต้องยิ่งรักษาผลงานไว้ให้คงเดิมและสร้างผลงานให้มากกว่า แต่โจชัวไม่ได้สนใจว่าทนายคอนเนอร์จะเป็นอย่างไรมากนัก นอกเสียจากรีบๆ คุยให้จบๆ เขาเหนื่อยมามากพอแล้ว อยากจะพักผ่อนให้ลืมเรื่องร้ายๆ ในวันนี้เสียเหลือเกิน
“คุณเจคอบมีอพาร์ตเม้นต์อยู่ย่านธุรกิจหลายที่ คุณสนใจไปอยู่มั้ยล่ะครับ อย่างน้อยๆ มันก็ยังเหมาะสมกับฐานะคุณในตอนนี้มากกว่าที่จะอยู่ในห้องเช่าโกโรโกโสแบบนี้”
พอได้ยินว่าย่านธุรกิจ โจชัวก็เหนื่อยหน่ายขึ้นมาทันที ถึงจะเกิดและเติบโตในเมืองหลวง แต่เขาก็ไม่ชอบความวุ่นวายเท่าไหร่นัก และนี่คือเหตุผลที่เขาตัดสินใจอาศัยอยู่ในย่านนี้โดยไม่คิดจะย้ายหนีไปไหนหรือยกระดับตัวเองให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้นเหมือนเพื่อนๆ ร่วมรุ่นเขาเลยสักนิด
“ขอบคุณคุณคอนเนอร์มากที่หวังดี แต่ผมว่าไม่ดีกว่าครับ”
“เอ้า ทำไมล่ะครับ หรือถ้าคุณต้องการอะไรเพิ่มเติม บอกผมได้นะ ทรัพย์สินที่คุณมีอยู่ในตอนนี้สามารถซื้อได้ทุกอย่างที่คุณอยากได้ ขอแค่ให้บอกผม ผมจะดำเนินการให้ทันที”
“ผมไม่ชอบคนพลุกพล่านน่ะครับ”
คำตอบของโจชัว แทบจะทำให้ทนายคอนเนอร์เข้าในกระจ่างชัดถึงบุคลิกภาพของชายหนุ่มในทันที ตรงอย่างที่เขาเดาไว้แต่แรกไม่มีผิดว่าโจชัวนั้นเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว และไม่ค่อยชอบสังคมเท่าไหร่นัก แต่อย่างนั้นก็เถอะ จะให้เขายอมให้โจชัวอยู่ในสถานที่แบบนี้ได้อย่างไรกัน พวกนักข่าวน่ะจมูกไวจะตาย วันพรุ่งนี้ก็คงรู้เรื่องกันหมดว่าเขาพบตัวทายาทคนสุดท้ายของตระกูลโจนส์แล้ว หากให้พวกนักข่าวมาเจอโจชัวที่นี่ คงไม่เป็นเรื่องดีสำหรับเขาแน่
“อย่างนั้นหรือครับ...”
ทนายคอนเนอร์ว่าแล้วเงียบนิ่งไปครู่หนึ่ง โจชัวเดาได้ว่าเขาคงกำลังใช้ความคิดอย่างหนักในการสรรหาที่อยู่ใหม่ให้ตนในเวลานี้ และก็จริงอย่างที่เดาไว้ เพราะทนายคอนเนอร์เองก็กำลังนึกถึงบ้านพักต่างๆ อันเป็นทรัพย์สินของตระกูลโจนส์ว่ามีที่ไหนที่พอจะเหมาะสมกับความต้องการของโจชัวบ้าง ที่นึกออกคร่าวๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบ้านพักตามเมืองชนบทต่างๆ ทว่ามันก็หนีไม่พ้นย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านอยู่ดี โจชัวเห็นว่าหากปล่อยไว้ จะทำให้ตนไม่ได้ไปสักที จึงเอ่ยลาโดยไม่สนใจว่าจะเสียมารยาทแต่อย่างใด
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับ”
ทันทีที่เสียงของชายหนุ่มดังแว่วเข้ามาในหู ภาพคฤหาสน์เก่าหลังใหญ่หลังหนึ่งแว้บเข้ามาในภวังค์จนเขาต้องดีดนิ้วเปาะ ร้องเรียกร่างสูงที่กำลังก้าวลงจากรถไว้อย่างรวดเร็ว
“เดี๋ยวครับ ผมพอจะรู้แล้วว่ามีที่ไหนที่เหมาะกับคุณ”
“ที่ไหนครับ”
“กลับขึ้นรถเถอะ ยังไงก็ไปที่บ้านผมก่อนเถอะครับ ผมต้องการข้อมูลอีกหน่อย”
ไม่รู้อะไรดลใจให้โจชัวต้องกลับขึ้นรถแล้วมุ่งหน้าตรงไปที่บ้านของทนายคอนเนอร์ บ้านของเขาตั้งอยู่ในย่านธุรกิจของลอนดอนซึ่งคาดว่าก็คงอยู่ในละแวกเดียวกับบ้านหลักที่พอของเขาเคยอาศัยอยู่ ทนายคอนเนอร์เชื้อเชิญเขาเข้าไปข้างใน เรียกภรรยาของเขาช่วยนำเสื้อผ้ามาให้โจชัวผลัดเปลี่ยนและดูแลจัดเตรียมอาหารเย็นให้ ก่อนตนจะขอตัวไปยังห้องทำงานเพื่อตรวจสอบเอกสารทรัพย์สินในส่วนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของตระกูลโจนส์เพียงลำพัง
ที่บ้านของทนายคอนเนอร์นั้นมีเด็กชายและเด็กหญิงวัยไม่ถึงสิบปีอาศัยอยู่ด้วย ทั้งสองพากันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวจนภรรยาของทนายคอนเนอร์ต้องดุเสียงดังถึงได้เงียบไป ต้นเหตุของเสียงเด็กทั้งสองนั้นมาจากการแบ่งขนมมาร์ชแมลโลว์กันไม่ลงตัว ก่อนเด็กหญิงจะวิ่งน้ำตานองมายังห้องนั่งเล่นซึ่งโจชัวอยู่ พลันฟ้องเป็นการใหญ่
“คุณแม่ขา อลันไม่ยอมแบ่งมาร์ชเมลโลว์ให้หนู”
“ผมแบ่งแล้วนะ แต่มันไม่พอดีต่างหาก อลิซขี้โกหก!”
“ไม่เอานะเด็กๆ ไม่ทะเลาะกัน แม่ให้แกะห่อใหม่ได้ แล้วไปเล่นกันเงียบๆ นะจ๊ะ”
พอได้ยินคำอนุมัติ เด็กๆ ก็ร้องไขโย พากันวิ่งไปยังห้องครัว โจชัวสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของครอบครัวคอนเนอร์จนรู้สึกอิจฉาขึ้นมาเล็กน้อยที่เด็กทั้งสองมีทั้งพ่อและแม่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ก่อนจะหลุดออกจากความคิดของตนเอง หันไปตามเสียงของหญิงวัยกลางคนทันที
“ขอโทษด้วยนะคะคุณโจนส์ที่เด็กๆ รบกวนคุณ”
“ไม่เป็นไรครับคุณนายคอนเนอร์”
เป็นครั้งแรกในรอบอาทิตย์ที่โจชัวยิ้มให้กับคนอื่นก็ว่าได้ แม้มันจะเป็นรอยยิ้มเศร้าๆ แต่ก็สามารถรับรู้ได้ถึงความเป็นมิตร
“เรียกมาเรียก็ได้ค่ะ ไม่ต้องเรียกคุณนายคอนเนอร์หรอก”
โจชัวพยักหน้ารับ ก่อนหล่อนจะเบนความสนใจไปรินกาแฟลงถ้วยให้เขาอีกครั้ง พลันโจชัวก็นึกแปลกใจขึ้นมากับสรรพนามที่เด็กๆ ใช้เรียกมาเรีย มันดูน่าเหลือเชื่อไปหน่อยที่คนที่เลยวัยกลางคนไปแล้วจะมีลูกเล็กๆ ถึงสองคน จึงเอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย
“เด็กสองคนนั่น... ผมหมายถึงอลันกับอลิซน่ะครับ พวกแกเป็นลูกของคุณกับคุณคอนเนอร์หรือ”
มาเรียยิ้มเล็กน้อย ส่งถ้วยกาแฟให้ชายหนุ่มรับก่อนตอบ
“ไม่ใช่หรอกค่ะ เด็กสองคนนั่นเป็นลูกๆ ของลูกชายเรา พอดีพ่อแม่ของพวกแกทำงานอยู่เมืองอื่น พวกแกเลยมาอยู่กับเราที่นี่ประจำ เราสอนให้เรียกเราว่าพ่อแม่ตั้งแต่เล็กๆ เลยเป็นอย่างที่เห็นน่ะค่ะ”
“อย่างนั้นหรือครับ...”
โจชัวพยักหน้ารับเป็นเชิงเข้าใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็อดอิจฉาไม่ได้อยู่ดีที่เด็กทั้งสองนอกจากจะมีพ่อแม่พร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว ยังมีปู่กับย่าที่คอยให้ความรักยามไม่ได้อยู่กับพ่อแม่อีก ช่างต่างจากเขาอะไรอย่างนี้นะ นอกจากพ่อจะไม่เคยสนใจไยดีตั้งแต่เขายังไม่ลืมตาแล้ว ครอบครัวฝั่งพ่อยังไม่ยอมรับเขาว่าเป็นหนึ่งในสายเลือดอีก กระทั่งทั้งตระกูลไม่มีใครหลงเหลืออยู่นอกจากเขานี่แหละ เขาถึงได้รับการต้อนรับสู่ตระกูลอีกครั้ง
“ยังไงคุณโจนส์นั่งรอก่อนนะคะ คงอีกสักพักกว่าตาแก่จะจัดการเอกสารเสร็จ”
สรรพนามซึ่งผู้เป็นภรรยาใช้เรียกสามี ทำเอาโจชัวหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะขอตัวไปพาเด็กๆ เข้านอนเพราะเลยเวลานอนของเด็กๆ มามากแล้ว โจชัวจึงนั่งรอทนายคอนเนอร์ต่อไปตามลำพัง ไม่กี่อึดใจ ชายวัยกลางคนก็ออกจากห้องทำงานพร้อมเอกสารปึกหนึ่งในมือ ตรงเข้ามานั่งฝั่งตรงข้ามกับโจชัวก่อนส่งเอกสารในมือให้
“อันนี้เป็นเอกสารกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ส่วนนี่เป็นรูปถ่ายของคฤหาสน์ครับ ลองดูสิครับว่าโอเคมั้ย ถ้าคุณชอบ ผมจะได้ติดต่อกับคนดูแลที่นั่นแล้วพาคุณไปพรุ่งนี้”
โจชัวหยิบภาพถ่ายคฤหาสน์ขึ้นมาดู พินิจคร่าวๆ ดูท่าคฤหาสน์นี้น่าจะมีอายุยาวนานแล้วจากความเก่าแก่ของมัน หากแต่หาได้ดูซอมซ่อไร้การดูแลแต่อย่างใด จากบรรยากาศรอบๆ เขาเดาได้ว่าน่าจะสร้างอยู่ในป่า พลันทนายคอนเนอร์ก็พูดขึ้นให้ข้อมูลเพิ่มเติม
“คฤหาสน์นี่เป็นหนึ่งในสมบัติเก่าแก่ของตระกูลโจนส์มาหลายชั่วอายุคนแล้วครับ ถ้าจำไม่ผิด เห็นว่าถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ในศตวรรษที่ 17 ถึงจะเก่าไปหน่อย แต่ก็ยังคงสภาพดีกว่าคฤหาสน์หลังอื่นๆ ของตระกูลที่ถูกรื้อสร้างคฤหาสน์ใหม่อยู่เยอะ ที่สำคัญ แถวนั้นไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านด้วย หวังว่าคงจะถูกใจคุณนะ”
“มันอยู่ที่ไหนครับ”
ทนายคอนเนอร์กะไว้อยู่แล้วว่าโจชัวต้องสนใจ เขาหยักยิ้มเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“อยู่ในหมู่บ้านโบราณเล็กๆ ทางเหนือของเมืองแมนเชสเตอร์ครับ”
โจชัวนิ่งไปครู่หนึ่ง เขารู้สึกแปลกๆ กับภาพคฤหาสน์ในภาพถ่ายใบนี้เสียเหลือเกิน ราวกับว่ามีความผูกพันอะไรบางอย่างกับคฤหาสน์หลังนี้อย่างไม่อาจให้คำตอบได้ว่าทำไม ทั้งๆ ที่เขาเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตระกูลโจนส์มีคฤหาสน์นี้ไว้ในครอบครองด้วย ถึงอย่างนั้นเขาก็ตอบตกลงไปโดยแทบไม่ต้องใช้ความคิดหรือเหตุผลอะไรมากนัก นอกเสียจากความต้องการที่จะไปราวกับมีเสียงปริศนาร้องเรียกเขาดังออกมาจากภาพถ่าย
“ตกลงครับ ผมเลือกที่นี่”
ทนายคอนเนอร์ยิ้มอย่างพอใจที่โจชัวยอมตกลงตามข้อเสนอของเขา รู้สึกโล่งอกที่เขารอดพ้นข้อกล่าวหาว่าดูแลทายาทคนสุดท้ายของตระกูลโจนส์ได้ไม่ดีเป็นที่เรียบร้อย ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าก่อนเจคอบจะเสียชีวิตนั้น เขาได้ดำเนินการบางอย่างกับคฤหาสน์เอาไว้
“แต่ผมต้องบอกไว้อย่างหนึ่งว่าคฤหาสน์นี่ถูกดัดแปลงเป็นสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าเล็กๆ ไปเมื่อเดือนก่อนนะครับ ตอนนี้มีเด็กในดูแลราวสิบกว่าคน แต่เดี๋ยวเด็กพวกนั้นก็จะถูกส่งเข้ามาอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ในลอนดอน หวังว่าคุณคงจะไม่มีปัญหาอะไรนะครับ”
“ครับ ไม่มีปัญหา”
“ดีครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะได้ติดต่อทางนั้นเลย”
ว่าแล้วก็เดินไปยกหูโทรศัพท์ กดหมายเลขติดต่อผู้ดูแลคฤหาสน์ทางนั้นในทันที ปล่อยให้โจชัวนั่งจ้องภาพถ่ายในมือลำพังโดยไม่อาจให้คำตอบตัวเองได้ว่าเหตุใดถึงตัดสินใจเลือกคฤหาสน์แห่งนี้เลยสักนิด
บทที่ 3
ทนายคอนเนอร์จองไฟลท์เครื่องบินจากลอนดอนสู่แมนเชสเตอร์ไว้ตั้งแต่เมื่อคืนวานหลังแจ้งจุดประสงค์กับพ่อบ้านประจำคฤหาสน์เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าทายาทคนสุดท้ายของตระกูลโจนส์จะไปอาศัยอยู่ที่นั่น ด้วยเหตุนี้เอง โจชัวจึงต้องรีบเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นเป็นการด่วนด้วยทนายคอนเนอร์ได้จองเที่ยวบินช่วงเช้ามืดเอาไว้ เวลาเพียงน้อยนิดทำให้ชายหนุ่มเลือกเอาข้าวของดูต่างหน้าของแม่กับเสื้อผ้าเพียงสองสามชุดติดตัวมา ทิ้งให้ทนายคอนเนอร์จัดการจัดส่งส่วนที่เหลือตามไปในภายหลัง
และตอนนี้ก็ได้เวลาที่ทั้งคู่โบกมือลากรุงลอนดอนเพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองแมนเชสเตอร์ ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้บนเครื่องบินที่จองไว้ด้วยท่าทางเหนื่อยล้า ทำเอาชายวัยกลางคนซึ่งทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เอ่ยทักอย่างล้อเลียน
“อพาร์ตเม้นต์หรูๆ ในลอนดอนมีไม่เอา ไปเอาคฤหาสน์เก่าๆ ก็ต้องเหนื่อยอย่างนี้หน่อยนะครับ”
โจชัวเพียงชำเลืองหางตามองด้วยความว่างเปล่า ไม่มีถ้อยคำใดๆ หลุดออกจากปากก่อนพยักหน้ารับเล็กน้อยเป็นเชิงว่าขานรับ เรียกเสียงหัวเราะในท่าทางของเขาจากทนายคอนเนอร์ได้ทันใด
“ไม่แปลกหรอกครับถ้าจะเหนื่อยขนาดนี้ เมื่อวานก็วุ่นวายกับงานศพคุณแม่ของคุณมาทั้งวัน ไหนจะวุ่นวายเรื่องหาที่อยู่ใหม่อีก อย่างนี้นี่พอไปถึงคฤหาสน์เมื่อไหร่ ผมว่าคงหลับเป็นตายแน่”
“ถ้าคุณไม่วิตกกลัวนักข่าวจะเอาผมไปเขียนข่าวซุบซิบให้คุณเสียหน้าล่ะก็ ป่านนี้ผมคงยังนอนซุกอยู่ในผ้าห่มอุ่นๆ ล่ะมั้ง”
โจชัวว่าเนือยๆ แต่ก็เรียกเสียงหัวเราะจากคนข้างๆ ได้ไม่น้อยทีเดียว
“เอาน่า ตอนคุณเจคอบยังมีชีวิตอยู่ เขาก็เดินทางบ่อยจนไม่ได้พักผ่อนเป็นประจำเหมือนกันครับ อย่างที่เขาว่ากัน พ่อลูกยังไงก็เชื้อไม่ทิ้งแถว ต่างกันนิดเดียวตรงที่คุณเจคอบเป็นคนชอบสังคม ต่างจากคุณที่ดูเหมือน...”
“เก็บตัว...”
โจชัวต่อประโยคให้โดยอัตโนมัติ ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังใบหน้าเหี่ยวย่นของชายวัยกลางคนด้วยความรู้สึกที่เขาไม่สามารถรู้ได้ว่าคนตรงหน้ามีอะไรอยู่ในใจกันแน่ มันแลดูเศร้า โดดเดี่ยวและเจ็บปวดจนไม่อาจจะสรุปแน่ชัดออกมาได้ว่ามันเป็นความรู้สึกใด
“อีกอย่าง... ผมไม่เหมือนกับพ่อผม ไม่เหมือนเลยสักนิด...”
โจชัวว่าเสริม ทนายคอนเนอร์เงียบไปด้วยรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกของชายหนุ่มนั้นเป็นเช่นไร เขารู้สึกผิดเล็กน้อยที่ไปพูดเปรียบเทียบอย่างนั้น ทำให้บรรยากาศโดยรอบของการสนทนาตึงเครียดไปในนาทีนั้น ความเงียบเข้ามาปกคลุกทั้งสอง แทนที่ด้วยเสียงใสของแอร์โฮสเตสสาวที่กำลังสาธิตเครื่องชูชีพต่างๆ ก่อนเครื่องจะขึ้นบิน ทว่าเพียงครู่เดียว ทนายคอนเนอร์ก็เป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาขึ้นมาอีกครั้ง
“เออ ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีใครคนหนึ่งอยากแนะนำให้คุณรู้จัก” ว่าแล้วก็ค้นกระเป๋าเอกสารครู่หนึ่งก่อนจะหยิบรูปถ่ายออกมาส่งให้ชายหนุ่ม
“นี่ครับ พ่อบ้านประจำคฤหาสน์ ชื่อไบรอัน มัวร์ ครอบครัวของคุณมัวร์ดูแลคฤหาสน์นี้มาหลายชั่วอายุคนแล้ว ถ้าหากมีอะไรสงสัยหรือต้องการอะไรเพิ่มเติม ก็สอบถามได้โดยตรงเลยนะครับ เขาคงจะให้ข้อมูลที่คุณต้องการได้มากกว่าผม”
โจชัวรับภาพถ่ายนั้นมาดู มันเป็นภาพถ่ายขาวดำของชายชราวัยเจ็ดสิบกว่าปีในชุดทักซิโด้ สีหน้าบนใบหน้าเหี่ยวย่นแลดูราบเรียบดุดันราวกับว่าเป็นคนเจ้าระเบียบมากคนหนึ่ง หางตาและมุมปากตกลงนั้น ทำให้เขาดูดุอย่างบอกไม่ถูก โจชัวดูรูปถ่ายนั้นได้ครู่เดียวก็หันไปถามทนายคอนเนอร์ นับเป็นประโยคแรกที่หลุดออกจากริมฝีปากบางเฉียบของชายหนุ่มตั้งแต่ขึ้นเครื่องมาเลยก็ว่าได้
“มีเขาดูแลอยู่คนเดียวหรือครับ”
“ไม่หรอกครับ ยังมีผู้ช่วยและเจ้าหน้าที่ดูแลเด็กที่คุณเจคอบจ้างมาอยู่ด้วยอีกหลายคน ไม่ต้องห่วงหรอกครับ คฤหาสน์นั้นไม่เคยเงียบเหงาหรอก”
โจชัวไม่รู้เลยว่าที่ทนายคอนเนอร์พูดว่า ‘คฤหาสน์นั้นไม่เคยเงียบเหงา’ นั้นมีความหมายว่าอย่างไร ได้แต่พยักหน้ารับและเงียบตลอดการเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองแมนเชสเตอร์
ไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง ไฟลท์บินของทนายมือฉมังและเศรษฐีหน้าใหม่ก็มาถึงยังจุดหมาย ทันทีที่ถึงอาคารผู้โดยสารขาเขา ทนายคอนเนอร์ก็กวาดสายตามองหาใครบางคนซึ่งได้นัดหมายให้มารับตั้งแต่เมื่อคืนวาน กระทั่งเสียงทุ้มแหบของชายหนุ่มดังขึ้นไม่ไกลนัก เรียกให้เขาหันไปยังผู้เป็นเจ้าของเสียงทันที
“คุณคอนเนอร์ครับ! ทางนี้ครับ ทางนี้!”
ชายหนุ่มชาวเอเชียผิวสีแทนโบกไม้โบกมือเรียกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เขาใส่เสื้อลายสก็อตทับด้วยชุดเอี๊ยมและรองเท้าบูทยาง บ่งบอกตัวตนของเขาว่าเขานั้นเป็นชาวไร่เต็มตัว ทนายคอนเนอร์เห็นก็พลันร้องทักอย่างคุ้นเคย
“สวัสดี อเล็กซิสต์ ไม่ได้เจอกันนาน สบายดีนะ”
“ครับ ผมสบายดี ดูคุณสิ หล่อขึ้นเป็นกองเลย”
โจชัวมองผู้มาใหม่อย่างพินิจ ดูแล้วชายที่ชื่ออเล็กซิสต์จะเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดีไม่น้อย ท่าทางเขาจะค่อนข้างสนิทสนมกับทนายคอนเนอร์เสียด้วย ดูจากใบหน้าแล้ว คาดว่าอายุอานามก็คงไม่น่าจะห่างจากตนเท่าไหร่นัก
โจชัวมองทั้งคู่สนทนาทักทายกันครู่หนึ่ง ก่อนทนายคอนเนอร์จะหันมาแนะนำเขาให้อเล็กซิสต์รู้จัก
“เอ้อ นี่คุณโจชัว โจนส์ ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลโจนส์ที่ฉันบอกจะพามาน่ะ ทำความรู้จักไว้สิ”
“สวัสดีครับคุณโจนส์ ผมอเล็กซิสต์ครับ”
“สวัสดีครับ เรียกโจชัวเฉยๆ ก็ได้ ผมไม่ถือ”
โจชัวตอบรับไปพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ ก่อนยื่นมือไปจับทักทาย แม้ใบหน้าจะยิ้ม กระนั้นอเล็กซิสต์ก็สัมผัสได้ว่ามันเศร้าเพียงใด หากแต่เขาไม่ใส่ใจนักเพราะพอรู้ประวัติของชายตรงหน้าคร่าวๆ จากทนายคอนเนอร์แล้วว่าโจชัวผ่านเรื่องอะไรมาบ้าง นอกจากยิ้มกว้างจนตาหยี ผูกพันธไมตรีอย่างธรรมชาติ
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”
“อเล็กซิสต์เป็นเด็กในดูแลของคุณมัวร์ครับ จะเรียกว่าเป็นผู้ช่วยพ่อบ้านก็ได้ นี่ก็เป็นอีกคนที่คุณโจชัวสามารถถามข้อมูลเกี่ยวกับคฤหาสน์ได้ เขารู้ข้อมูลดีพอๆ กับคุณมัวร์เลยครับ”
ทนายคอนเนอร์เสริม พร้อมตบบ่าอเล็กซิสต์ โจชัวพยักหน้ารับ
“ขอฝากตัวด้วยนะครับ”
“ได้ครับ ผมยินดีเสมอ แต่ผมว่าตอนนี้เราไปกันเลยดีกว่า ขืนมัวชักช้า เราอาจไปถึงที่คฤหาสน์ค่ำแล้วคุณโจชัวจะอดชมตัวคฤหาสน์ก่อนมืดเอานะครับ จากสนามบินไปที่นั่นก็ใช้เวลานานเหมือนกัน เกือบจะพอๆ กับนั่งเครื่องบินจากลอนดอนมาที่แมนเชสเตอร์นี่เลย” อเล็กซิสต์ว่าติดตลกเพราะเห็นว่าทนายคอนเนอร์คุยไม่เลิก
“นั่นน่ะสิ งั้นเราไปกันเถอะ อ่ะ นี่กระเป๋าของคุณโจชัว ฝากด้วยนะอเล็กซิสต์”
ทนายคอนเนอร์ถือวิสาสะคว้ากระเป๋าสัมภาระของโจชัวส่งให้อเล็กซิสต์จัดการนำไปยังรถ ก่อนเขาจะบรรทุกเข้าท้ายอย่างรู้งาน แล้วกลับมาบริการเปิดประตูให้ราวกับโจชัวนั้นเป็นเจ้าชายก็ไม่ปาน ทนายคอนเนอร์คงจะคุ้นชินกับการบริการสุดแสนจะธรรมดาอย่างนี้ คงมีแต่โจชัวล่ะมั้งที่อึดอัดอย่างบอกไม่ถูก เขาได้แต่หวังว่าที่คฤหาสน์นั้นคงจะไม่มีคนมาคอยทำให้ทุกอย่างเหมือนกับในละครช่วงหัวค่ำที่เขาเคยดูผ่านๆ หรอกนะ
เป็นจริงอย่างที่ทนายคอนเนอร์ว่าว่าคฤหาสน์เก่าประจำตระกูลนั้นอยู่ในที่สงบ ไม่มีคนพลุกพล่าน เพราะมันอยู่ไกลออกไปจากตัวเมืองตั้งหลายสิบกิโลเมตร ยิ่งอเล็กซิสต์ขับรถมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์นั้นเท่าไหร่ ต้นไม้และป่าข้างทางก็ปรากฏให้เห็นมากขึ้นเท่านั้นจนกระทั่งบ้านเรือนสักหลังก็แทบไม่เห็น ฟังว่าคฤหาสน์นั้นตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้านโบราณที่ปัจจุบันนั้นรกร้างไปแล้ว มีเพียงไม่กี่ครอบครัวที่ยังอยู่อาศัยเป็นบางครั้ง นานๆ ก็กลับมาทำการเกษตรกันไปเรื่อยเปื่อยสักที อย่างที่ว่ากันว่าเมื่อใดที่ความเป็นเมืองเติบโตขึ้น เมื่อนั้นวิถีความเป็นชนบทก็ลดถอยลงนั่นแหละ