ตอน 2

ท้องฟ้าในยามค่ำคืนของตารัคไม่ได้มืดเหมือนกับดาวเคราะห์หลายดวงในบริเวณนี้ ดาวนับหมื่นนับแสนดวงคอยส่องประกายสร้างสีเหลืองนวลสบายตา แสงสีขาวผสมเหลืองเล็ก ๆ เป็นประกายระยิบระยับราวกับกำลังทักทายพูดคุยหยอกล้อ

นีรุณเงยหน้ามองความสวยงามบนท้องฟ้า ถ้าเป็นในเวลาปกติ เธอคงจะชื่นชมว่ามันช่างงดงามและยังสามารถปลอบประโลมจิตใจของเธอได้ในบางเวลา

ทว่า!....ในเวลานี้กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เสียงหญิงชราพร่ำบ่นเรื่องที่พูดกับเธอมาแล้วร่วมสิบรอบ เสียงนั้นทำลายบรรยากาศที่สวยงามไปจนหมดสิ้น “คุณนีรุณรู้อยู่แท้ ๆ ว่าอีกไม่กี่วันก็ต้องเข้ารับบททดสอบเพื่อขึ้นเป็นผู้นำตระกูลเกเลนแล้ว เหตุใดจึงยังชอบออกไปเที่ยวเล่น”

“ก็ไม่ได้อยากเป็น” หญิงสาวบ่นอุบอิบอย่างเบา ๆ

“คุณหนูว่าอย่างไรนะคะ?” ผู้อาวุโสแทราหันมาถามอย่างสงสัยปะปนความไม่มั่นว่าเธออาจจะชราเกินไปจนไม่ได้ยินสิ่งที่หญิงสาวพูด

หญิงสาวชะงักไปชั่วครู่ ดวงตากลมโตมองหญิงสาวอย่างใสซื่อ เธอส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่มีอะไรคะ?”

นีรุณเพียงอยากใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่ได้อยากมีภาระอะไรที่ต้องแบกรับมาดูแลใคร เธอถึงได้พยายามร่ำเรียนวิชาแพทย์แล้วสร้างธุรกิจ ‘โรงยาสารพันโรค’ ให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เธอเพียงหวังว่าสักวันจะได้ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแบบชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ที่ไม่ใช่…ผู้นำตระกูลโบราณอะไรแบบนี้ ที่มีหน้าที่ล้านแปดต้องทำ

“ถ้าต้องถูกขังในกรงแบบนั้นก็ตายพอดี” เธอบ่นพึมพำด้วยท่าทางครุ่นคิดถึงทางรอด

“ต้องหนี” ไม่เช่นนั้นจะหมดโอกาสได้ใช้ชีวิตอิสระในแบบที่ตัวเองอยากจะเป็นแล้ว

ดวงตากลมโตเริ่มชำเลืองมองไม้เท้าของผู้อาวุโสแทราในแต่ละย่างก้าว เธอค่อย ๆ ชะลอฝีเท้าและทิ้งระยะห่างจากผู้อาวุโสแทรามากขึ้นเรื่อย ๆ

หญิงสาวมองซ้ายมองขวาแล้วค่อย ๆ ปลดอัญมณีที่ประดับเสื้อออกทีละเม็ดจนเต็มกำมือ เธอค่อย ๆ โปรยมันไปตามทางเดิน เหล่าอัญมณีกลมเกลี้ยงส่องประกายวิบวับดั่งดาวตกลงบนพื้นหิน

สักพักเสียงโวยวายก็ดังขึ้นจากข้างหลัง นีรุณยิ้มกว้างอย่างเจ้าเล่ห์

“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ?” หญิงสาวหันกลับมาถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ

เธอแสร้งทำท่าทางตกใจมองเหล่าทหารที่ตามมาลื่นล้มกันระเนระนาดพร้อมกับแอบยิ้มเบา ๆ

“ว้าย! พี่ ๆ เป็นอะไรกันไปหรือคะ!!” เธอแสร้งทำท่าตกใจโหวกเหวกโวยวายดึงความสนใจของเหล่าทหารเฝ้ายามที่ต่างวิ่งกันมาดูสถานการณ์

“เกิดอะไรขึ้น?” ผู้อาวุโสแทราค่อย ๆ เดินแหวกฝูงชนเข้ามาดูสถานการณ์

เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน นีรุณหันไปเห็นมามูมายืนรออยู่ที่มุมทางเดิน เธอจึงค่อย ๆ ปลีกตัวจากฝูงชน

มามูพาเธอเดินมาหาเทาไปดาตัวใหญ่ มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสี่ขา ขาทั้งสี่ข้างสั้นและอ้วน มือและขาทั้งสี่ทรงพลังในการขุดดินจนมันสามารถทำโพรงขนาดใหญ่เพื่อให้ตัวมันเข้าไปอาศัยใต้ดินสำหรับการพรางตัวได้ ช่วงหน้าสั้นจนแทบจะเสมอตัว ทำให้มันดูกลมไปหมดทั้งตัว ตัวเต็มวัยของมันสามารถใหญ่ได้มากกว่าพวกเธอ 5-10 เท่า เทาไปดาตัวนี้มีนามว่า

“เจ้านิกซ์” นีรุณเดินเข้าไปลูบมันแผ่วเบา มันเป็นสัตว์เลี้ยงตัวสนิทและยังเป็นพาหนะของนีรุณ

ยามเจ้านิกซ์เห็นเจ้านายของมัน มันค่อย ๆ หมอบราบไปกับพื้นเพื่อให้เจ้านายของมันขึ้นมาขี่ได้ง่ายยิ่งขึ้น

นีรุณกระโดดขึ้นหลังของมันอย่างคล่องแคล่ว แล้วทั้งนีรุณและมามูวิ่งผ่านทางเดินที่คดเคี้ยว ป่านนี้คงไม่มีใครตามเธอมาแล้ว เธอค่อย ๆ ชะลอฝีเท้าของเจ้านิกซ์ตรงเข้าไปในเมืองแล้วมาหยุดหน้า ‘โรงยาสารพันโรค’

เสียงพึมพำและเสียงพูดคุยดังไปทั่วบริเวณหน้าร้านยาที่เต็มไปด้วยลูกค้าหลายกลุ่ม ทั้งชาวตารัคและชาวไซทอบต่างยืนแออัดกันอยู่หน้าร้าน พวกเขาต่างแหกปากราวกับจะพังร้านเข้ามาให้ได้

“ร้านยังไม่เปิด ไป ๆ” เด็กหนุ่มร้านยาค่อยยืนกันด้านหน้าประตู ป้องกันไม่ให้พวกเขาแห่กันเข้าไปข้างใน

หญิงสาวสองคนที่เพิ่งมา หยุดดูสถานการณ์ก็พากันสงสัย พวกเธอลัดเลาะกันเข้าไปหลังร้าน แล้วก็พบกับเคลเจ้าของร้านกำลังยืนมองอย่างตึงเครียด

“ฟ้ายังไม่สว่าง พวกเขารีบมาทำไมกันแต่เช้าหรือ…คุณเคล?” นีรุณเอ่ยถามอย่างสงสัย

เคลรีบหันมาทำความเคารพนีรุณ เขาส่ายหน้าแล้วมองเธออย่างเคร่งเครียด “สองสามวันนี้เกิดโรคแปลก ๆ ระบาดในกลุ่มชาวบ้าน ไปหาร้านหมอที่ไหนก็รักษากันไม่ได้ ก็เลยแห่กันมาที่ร้านเราอย่างที่คุณหนูเห็นครับ”

นีรุณทำหน้าฉงน “มีโรคแปลกประหลาดแบบไหน ที่ร้านเรายังไม่เตรียมยาเอาไว้อีกหรือ?”

เคลเดินนำนีรุณเข้ามาด้านหลังร้าน เธอก็พบกับชายวัยกลางคนที่ผิวเต็มไปด้วยตุ่มน้ำใส ๆ ถัดไปเป็นไซทอบรูปร่างค่อนข้างกลม ร่างกายมีสีเหลืองนวล บนผิวเรียบเนียนของเธอก็มีตุ่มใส ๆ เช่นเดียวกัน

“มามู ช่วยไปตามอาจารย์โกดามาที่นี่ที” นีรุณพูดด้วยน้ำเสียงตึงเครียด

มามูพยักหน้าแล้วรีบวิ่งออกไป นีรุณยืนอยู่ตรงนั้น มองดูตุ่มน้ำใส ๆ ที่กระจายอยู่บนร่างของคนไข้สอง พลางคิดถึงวิธีรักษาในหัว

เคลยืนอยู่ข้าง ๆ ก็มองด้วยความวิตกกังวลไม่แตกต่างกัน “ส่วนใหญ่พวกที่ติดเชื้อมักจะเป็นผู้ที่มีทาสเป็นไซทอบครับ พวกเขาทุกคนล้วนไปประมูลเหล่าไซทอบนี้มาจากโรงค้าทาสในตลาดมืดครับ”

“ตลาดมืดอีกแล้วหรือ?” นีรุณนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะหันไปถามเคล “ทำไมชาวไซทอบเหล่านี้ถึงได้กลายมาเป็นทาส?”

เท่าที่นีรุณรู้…ดาวตารัคนั้นค่อนข้างมีเสรีภาพของการทำมาหากิน เธอไม่เคยรู้ว่ามีการบังคับค้าทาสมาก่อน

เคลทำหน้าตาหนักใจก่อนจะนั่งข้าง ๆ หญิงสาว “คุณหนู เรื่องราวเหล่านี้มีมาช้านาน แต่แค่มักจะแอบบทำในเขตชานเมืองหรือที่ที่ห่างไกลจากเมืองตารัค คุณหนูเลยอาจจะไม่เคยได้ยิน…ส่วนทาสไซทอบนั้นเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย เนื่องจากยามที่พวกเราชาวตารัคบุกไปตีดาวดวงอื่น ๆ พวกเราก็มักจะกวาดต้อนชาวไซทอบบนดาวนั้นมาเป็นเชลย แล้วพวกเขาก็จะกลายเป็นชาวไซทอบชนชั้นล่างอย่างปฏิเสธไม่ได้ สุดท้ายพวกเขามักจะถูกขายไปเป็นแรงงานครับ”

หญิงสาวนั่งนิ่งเงียบไปอยู่ครู่ใหญ่ เธอมองไซทอบร่างเล็กเบื้องหน้าอย่างเศร้าใจ สิ่งมีชีวิตนี้น่าจะมาจากชนเผ่าคัมพัส พวกเขามีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่บนดาวคัมพัส ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตารัค

ไม่นาน มามูพยุงชายชราเข้ามาพร้อมอุปกรณ์การตรวจเข้ามา

ผู้อาวุโสโกดาค่อย ๆ เดินมาหยุดหน้าเตียง เขามองอาการของคนไข้ก็ทำหน้าสงสาร เขาหยิบเข็มขึ้นมาและพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ไม่ต้องตกใจหรอกนะคุณหนู นี่ไม่ใช่โรคระบาด แต่มันคือพิษใช้ทำร้ายร่างกาย”

“ที่ท่านโกดาเอ่ยก็มาค่อนข้างสอดคล้องกับสถานการณ์นะครับ ถ้าเป็นโรคระบาดนั้นจะไม่เลือกกลุ่มคน แต่นี่ติดกันเพียงบางคนบางกลุ่มเท่านั้น” เคลเอ่ยเสริม

ผู้อาวุโสโกดามองนีรุณอย่างใจเย็น ก่อนจะยื่นเข็มให้เธอ “ลองสะกิดแผลแล้วดูสีของเข็มให้ดี”

นีรุณใช้เข็มสะกิดบาดแผลออกมา ชายชราเอ่ยต่อด้วยความหนักใจ “การรักษาพิษนั้นไม่เหมือนการรักษาโรคทั่วไป เราไม่มีทางรู้ว่าพิษนั้นปรุงจากอะไร…คนสร้างพิษก็เหมือนนักเล่นหมากล้อม เขาต้องพยายามพัฒนาพิษทุกวิถีทาง ไม่ให้คนทำยารักษาอย่างไรแก้พิษได้ง่าย…เราคงต้องพยายามหายามาช่วยประคับประคองอาการไปก่อน ถ้าเราต้องการรักษาพิษจริง ๆ เราคงต้องหาตัวคนที่สร้างพิษนี้ให้เจอ”

นีรุณพยักหน้าอย่างเข้าใจ พวกเธอเป็นหมอปรุงยา จะรักษาคนป่วยให้หายจำเป็นต้องรู้ที่มาของโรค แต่ว่าตอนนี้พวกเธอไม่รู้ว่าพิษตัวนี้ส่งผลต่อร่างกายพวกเขาอย่างไร ฉะนั้นจึงยากต่อการป้องกัน ทำได้เพียงรักษาตามอาการ

นีรุณเริ่มลงมือรักษาอย่างตั้งใจ เธอรู้ว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ ถ้าสิ่งมีชีวิตทั้งสองอาการดีขึ้น อย่างน้อยพวกเธอก็จะรู้แนวทางรักษาให้คนที่อยู่ข้างนอก หญิงสาวค่อย ๆ หยดยาทีละตัวลงในของเหลวที่สกัดออกมาจากบาดแผลคนไข้ ยาตัวแล้วตัวเล่าค่อยหยดลงมา “ยาตัวนี้ทำให้น้ำเปลี่ยนสีจากสีเหลืองม่วงเป็นสีใสค่ะ อาจารย์”

ผู้อาวุโสโกดาหยิบห่อยาขึ้นมาดู สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “ยากลุ่มนี้ไว้ต้านพิษเรื้อรังที่จะส่งผลต่อระบบไต คนสร้างพิษก็ช่างใจร้ายนัก อยากให้พวกเขาตายอย่างช้า ๆ”

ชายชรายื่นยาให้นีรุณ “ให้พวกเขาทานทีละน้อยและเราต้องค่อย ๆ ดูอาการอย่าใจร้อน”

หลายวันมานี้ นีรุณไม่ได้กลับคฤหาสน์ตระกูลเกเลนเลย เธอทุ่มเทเวลาให้กับการเฝ้ารอการฟื้นตัวของคนไข้ทั้งสอง คอยดูอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ชุดยาหลายประเภทถูกนำมาใช้รักษาตามอาการ จนในใจของเธอเริ่มคิดถึงผู้ที่สร้างพิษซับซ้อนนี้ขึ้นมา

“ถ้าคุณหนูหายามารักษาอาการนี้ได้ คุณหนูคิดราคาเท่าไร พวกเขาก็จำเป็นต้องจ่าย” มามูเอ่ยออกมา

นีรุณพยักหน้าอย่างยิ้ม ๆ แต่เมื่อมองไปยังหน้าร้าน กลุ่มคนที่กำลังโหวกเหวกโวยวายนั้นกลับเป็นกลุ่มชาวบ้านจน ๆ และเหล่าทาสไซทอบ รอยยิ้มเริ่มเลือนรางไปจากดวงหน้าหวาน

ทันใดนั้น มีชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน “คุณหนูค่ะ พวกเขาฟื้นแล้วค่ะ!”

ทันทีที่ได้ยินข่าวดี นีรุณรีบวิ่งไปยังห้องที่คนไข้กำลังนอนอยู่ ชายวัยกลางคนและหญิงชาวคัมพัสกำลังดื่มน้ำมื้อแรกในรอบหลายวัน “พวกคุณอาการเป็นอย่างไรบ้างคะ? รู้สึกเจ็บตรงไหนบ้างไหม?” นีรุณถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย

ชายวัยกลางคนและไซทอบต่างมองนีรุณด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะพูดเสียงสั่นเครือ “ไม่เจ็บมากครับ แค่ได้มีชีวิตอีกครั้ง ผมไม่รู้จะขอบคุณคุณนีรุณยังไงดี” ทั้งสองก้มลงขอบคุณเธออย่างจริงใจ

นีรุณตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นพวกเขาก้มลงขอบคุณอย่างจริงใจ เธอรีบเดินไปข้าง ๆ และยื่นมือไปให้พวกเขาลุกขึ้น “ขอแค่พวกคุณหายดีก็พอแล้ว”

“คุณหนู!!!....” เสียงแหลมสูงดังขึ้น เป็นสาวชาวคัมพัสค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นอย่างช้า ๆ แขนขาสั้น ๆ ของเธอค่อยคลานเข้ามาหานีรุณ ดวงตากลมโตสีดำมองเธออย่างซาบซึ้ง “ชีวิตนี้กาอิลไม่เหลืออะไรแล้ว คุณหนูยังเสียเวลามาช่วย กาอิลไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรคะ”

นีรุณรีบเข้ามาพยุงร่างเล็กของเธอให้ลุกขึ้น “เอ่อคือ…พักก่อนเถอะ พวกคุณก็ยังไม่หายดี”

“ชีวิตของผมเหลือเพียงทาสคัสพัสตนนี้ ถ้าคุณหนูรับนางไว้ดูแลผมจะยินดีมากครับ” ชายวัยกลางคนมองนีรุณอย่างอ้อนวอน

เมื่อนีรุณหันไปมองสาวชาวคัสพัส เธอเองก็พยักหน้าพลางยิ้มหวานอย่างยินดี “กาอิลทำงานได้ทุกอย่างเลยนะคะ”

นีรุณชะงักไปชั่วขณะ ไม่เคยมีใครในตารัคมองนีรุณด้วยสายตาเช่นนี้มาก่อนในชีวิต คำพูดของชายคนนั้นและกาอิลทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงจนแอบมีน้ำตาคลออยู่ในดวงตา “การเป็นที่ยอมรับมันรู้สึกดีเช่นนี้เอง” เธอพึมพำเบา ๆ

เสียงชายชราดังขึ้นข้างหลัง “หนูรู้สึกดีใช่ไหมที่ได้ช่วยคน?” ผู้อาวุโสโกดาลูบหัวนีรุณอย่างอ่อนโยน มองร่างบางที่เขาสั่งสอนมาแต่เด็กด้วยสายตาอบอุ่นและเต็มไปด้วยความภูมิใจ “ดีแล้วนีรุณ เมื่อเรามีมากพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว เราก็ต้องรู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่น ความสุขที่ได้จากการแบ่งปันนั้นเป็นสิ่งที่หาซื้อไม่ได้ หนูจะเข้าใจเมื่อได้ลงมือทำด้วยตัวเอง”

นีรุณพยักหน้ารับ มองอาจารย์ของเธอด้วยความเคารพและยินดี แล้วเธอจึงตัดสินใจเดินเลี่ยงไปหาเคลที่หลังร้าน “คุณเคล ช่วงนี้อย่าเพิ่งปรับราคายานะคะ โดยเฉพาะถ้าขายให้ชาวบ้าน คงราคาเดิมเอาไว้ก่อนค่ะ”

เคลมองเธอด้วยความตกใจ “แต่ราคาสมุนไพรแพงขึ้นมากนะครับ ร้านยาที่อื่นๆ ก็ทยอยกันปรับราคากันหมด”

นีรุณยืนฟังเขาอย่างนิ่งเงียบ ก่อนจะพูดออกมาเสียงเรียบ “ให้ร้านของเราคงราคาเดิมไปก่อนเถอะค่ะ คุณเคล”

“เกิดอะไรขึ้นครับ เมื่อวันก่อนคุณหนูยังบอกให้พวกเราเพิ่มราคาเยอะ ๆ ทำไมวันนี้เปลี่ยนใจ”

นีรุณนิ่งคิดไปเมื่อนึกย้อนไปก็พบสายตาแห่งความซาบซึ้งยามผู้ป่วยได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง จิตใจของเธอก็พลอยยินดีไปด้วย เธอยิ้มอ่อน ๆ “ความสบายใจนะคุณเคล เอาตามนี้นะคะ เราคงราคานี้กันไว้ก่อน”

เคลมองเธออย่างไม่เห็นด้วย เขายื่นบัญชีขึ้นมาให้เธอดู “คุณหนูเห็นแล้วใช่ไหมครับ วัตถุดิบแพงขึ้นมาก ถ้าเรากดราคาให้เหมือนเดิม ร้านของเราจะขาดทุนหนักนะครับ ถ้าเราไม่มั่นใจว่าเราจะอยู่รอดได้ เราก็ไม่สามารถช่วยใครได้เลย”

นีรุณเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “พวกเราจะช่วยใคร ก็ต้องช่วยให้ได้ผลจริงค่ะ แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งกังวลเรื่องนั้นเลยนะคะ ให้คงราคาเดิมไปก่อน เราจะหาทางออกไปด้วยกัน”

ก่อนนีรุณจะเดินไป เธอหันมามองหน้าเคลอีกครั้ง “คุณเคลไม่ต้องกังวลนะคะ ฉันไม่ได้ขอร้องให้คุณเคลเฉือนเนื้อตัวเองหรอกค่ะ” นีรุณหันมามองหน้าชายรุ่นราวคราวพ่ออย่างหนักแน่น “ยังไงขอรบกวนให้คุณเคลช่วยรักษาราคายาเดิมไว้สักระยะ…มีส่วนต่างเท่าไรขอให้คุณเคลจดบัญชีเอาไว้ ฉันจะจ่ายส่วนที่ต้องเป็นกำไรของคุณเคลให้เองค่ะ ไม่ต้องเป็นกังวล”

นีรุณไล่นิ้วไปตามรายชื่อในบัญชีผู้ขายสมุนไพร “หรือไม่เราก็ต้องทำให้วัตถุดิบกลับมาเราเท่าเดิม”

ตอน 3

เมื่อสามารถหาแนวทางการบรรเทาอาการของพิษประหลาดนั้นได้ มามูจึงสามารถลากนีรุณกลับคฤหาสน์เกเลนได้ในที่สุด แต่ระหว่างที่เดินมาแต่ละก้าว…คิ้วของนีรุณก็เอาแต่ขมวดเป็นปมราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ในหัวแทบจะตลอดเวลา……จนเผลอลืมไปว่าตัวเองได้ทำอะไรเอาไว้เมื่อหลายคืนก่อน

ยังไม่ทันที่สองสาวจะได้ก้าวเท้าพ้นธรณีประตู “คุณนีรุณ” เสียงแหบแห้งของหญิงชราดังขึ้นมาทันที

“ตายแล้วมามู ตายแน่ ๆ ท่านแทราเอาฉันตายแน่คราวนี้” ว่าแล้วหญิงสาวรีบกระโดดขึ้นหลังเจ้านิกซ์ แต่ทว่า!!...ขอของเธอหรือจะสู้เวทมนตร์ของผู้อาวุโส หญิงชราผูกแส้ไว้กับข้อเท้าเบาะบางของนีรุณ เพียงกระตุกเบา ๆ ร่างของนีรุณก็ลอยมาหล่นข้างหน้าผู้อาวุโสแทราเสียแล้ว

“ท่านแทรา” นีรุณเงยหน้าสบตาผู้อาวุโวแทราพร้อมรอยยิ้มหวานเจื่อน ๆ ออกมา

“คุณนีรุณ วันนี้ท่านอาวุโสแห่งตระกูลเกเลน ผู้ดูแลทิศทั้งสี่มากันครบแล้ว วันนี้ท่านจะต้องเข้าทำพิธีชำระล้างตนเอง พร้อมเข้ารับตำแหน่งผู้นำตระกูลเกเลน จะปล่อยให้เลยฤกษ์วันนี้ไม่ได้ค่ะ” คำเอื้อนเอ่ยที่มีพลังและทรงอำนาจ ทำให้คนฟังอย่างนีรุณถึงกับหยุดชะงักและยืนฟังตัวที่แข็งทื่อ

“ผู้อาวุโสไซออน จากตระกูลเกเลนผู้ดูแลทิศอุดร” ผู้อาวุโสแทราเริ่มแนะนำจากขวามาซ้าย เขาเป็นชายชราร่างใหญ่โตผิวสีน้ำผึ้งเข้มอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวตารัค เขามีผมสีขาวโผลยาวแล้วจับมันมาถูกรวบเอาไว้เป็นหางม้าด้านหลังอย่างเรียบง่าย

นีรุณโค้งคำนับให้ชายชราผู้นั้นตามหลักผู้น้อยเคารพผู้ใหญ่ หากแกแต่เขากลับใช้เพียงหางตามองเธอตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าโดยไม่มีแม้แต่ปฏิกิริยายาจะให้ลุกขึ้น

“ผู้อาวุโสริค จากตระกูลเกเลนผู้ดูแลทิศทักษิณ”

เธอมองชายชราร่างเล็กแลดูไม่ค่อยจะแข็งแรง เขาเดินมาหาเธอด้วยไม้เท้าย้ำหยันเข้ามาอย่างช้า ๆ แล้วผ่านเธอไปโดยไม่คิดจะสนใจเธอเลยแม้แต่น้อย

พอปฏิกิริยาจากสองคนแรกที่กลับมาไม่ค่อยจะดีนัก เลยทำให้นีรุณรู้สึกเริ่มเบื่อหน่ายกับการต้องมานั่งทนทำพิธีรีตองเช่นนี้และเริ่มไม่ได้คาดหวังอะไรอีกแล้ว เธอค่อย ๆ เบนหน้าหนีมองไปทางอื่น

“ผู้อาวุโสมหิ จากตระกูลเกเลนผู้ดูแลทิศบูรพา” ผู้อาวุโสแทราเผยมือออกไปทางซ้าย

ผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างมีอายุแต่เธอสามารถรักษารูปร่างของเธอได้เป็นอย่างดี เธอเดินเข้ามาด้วยท่าทางทรงอำนาจและสายจับจ้องมาที่นีรุณนิ่ง ๆ ราวกับกำลังประเมินนีรุณ เธอค่อย ๆ สแยะยิ้มออกมา “คนนี้หรือ…ผู้ถูกเลือก” ผู้อาวุโสมหิเอ่ยพลางมองนีรุณตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

“จะใช่หรือไม่..ไม่ใช่หน้าที่ของเธอนะมหิ ให้เป็นหน้าที่ของเหล่าบรรพบุรุษเถอะ” หญิงชราร่าเล็กเดินหลังค่อม ๆ ออกมาช้า ๆ เธอคือ ‘ผู้อาวุโสธรา’ จากตระกูลเกเลนผู้ดูแลทิศประจิม

“คุณนีรุณ” ผู้อาวุโสแทราแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและทรงอำนาจ “แม้คุณนีรุณจะมีสายเลือดโดยตรงมาจากผู้นำตระกูลคนเก่า แต่ถึงอย่างไรกฎระเบียบข้อปฎิบัติก็ไม่สามารถผัดผ่อนได้ คุณนีรุณจะต้องทำเข้าพิธีชำระล้างตนเองเพื่อตรวจสอบว่าคุณนีรุณเป็นผู้ได้รับเลือกหรือไม่?”

นีรุณมองไปยังเหล่าผู้อาวุโสทึนทึกจากตระกูลเกเลนทั้งสี่ทิศ ดูก็รู้ว่าพวกเขาไม่มีใครยอมรับในตัวของเธอเลย เธอได้แต่ถอนหายใจระหว่างมองผู้อาวุโสแทราแล้วพยายามขยับปากที่สามารถแปลเป็นคำพูดได้ว่า “ไม่ทำได้ไหม?”

สิ่งที่ได้กลับมาจากปากผู้อาวุโสแทราคือ “ไม่”

“เพื่อให้ทุกอย่างราบรื่น คุณนีรุณขึ้นไปนั่งบนเสลี่ยงได้เลยค่ะ” ผู้อาวุโสแทราเอ่ยพลางผายมือไปทางขวา มีเสลี่ยงสี่คนหามเตรียมพร้อมไว้เบื้องหน้า

นีรุณรีบหันมามองหน้าผู้อาวุโสแทราด้วยความประหลาดใจอย่างสุดซึ้ง ไม่คาดคิดว่าจะมีการเตรียมพร้อมกันเธอหนีไว้แยบยลเช่นนี้ เธอค่อย ๆ เดินขึ้นเสลี่ยงอย่างช้า ๆ แล้วจึงมีทหารเข้ามายกเสลี่ยงของเธอขึ้นลอยจากพื้นเพื่อเดินตามเหล่าผู้อาวุโสไป

แต่ทว่า!!...เสลี่ยงแค่นี้ไม่สามารถกันนีรุณไว้ได้หรอก

ในระหว่างทางที่พวกเธอกำลังเดินไปยังส่วนด้านในสุดของตระกูลตารัค อันเป็นเขตห่วงห้าม จะต้องผ่านเหล่าทหารหลายชั้น ดวงตากลมโตมองไปรอบ ๆ อย่างครุ่นคิด “ทางข้างหน้าจะมีทางแยก” เธอพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตากลมโตคอยจด ๆ จ้อง ๆ รอทางแยกข้างหน้า

“พร้อม” ว่าแล้วร่างบางก็กระโดดลอยตัวหมุนตัวลงมาสู้พื้นเพื่อพร้อมจะวิ่งไปยังสถานที่ที่นัดกับมามูเอาไว้

ทว่า!!...กำแพงดินกลับโผล่พรวดขึ้นมาจากแผ่นดินและห้อมล้อมร่างบางเอาไว้จนมิด ทุกอย่างช่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนหญิงสาวที่ถูกกักขังยังไม่ทันได้ตั้งตัว “ท่านแทรา…ไม่เห็นต้องลงมือลงไม้กันเลยนะคะ” เมื่อหมดหนทางหนี การออดอ้อนจึงเป็นเพียงหนทางเดียวที่นีรุณจะทำได้

หญิงชราถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ “คุณนีรุณอยู่ในนั้นสักครู่เถิด”

นอกจากจะกักขังแล้วผู้อาวุโสแทรายังร่ายเวทมนตร์ปิดกันการได้ยินเสียง ทหารแบกหามกล่องดินที่บรรจุนีรุณมาหยุดอยู่หน้าวิหารหลังใหญ่ทางทิศเหนือของตระกูลเกเลน บนประตูบานใหญ่มีตราประทับเป็นรูปโล่คู่ซ้อนทับกัน

รูปโล่คู่ซ้อนทับกันเป็นตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลเกเลน แสดงให้ผู้คนในตระกูลได้ระลึกถึงหน้าที่ที่เกิดมาในตระกูลนี้ เพราะตระกูลเกเลนเป็นดังกำแพงที่ปกป้องเมืองตารัค เพื่อให้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในดาวดวงนี้ปลอดภัยจากการคุกคามทั้งภายในและภายนอก

ตระกูลเกเลนได้มีการแบ่งการดูแลออกเป็นผู้ดูแลทิศทั้งสี่ เหนือ ใต้ ออก ตก ซึ่งจะรับคำสั่งโดยตรงจากภาคส่วนกลางของตระกูล

ทว่า…ตำแหน่งผู้นำสูงสุดกลับถูกเว้นว่างเป็นระยะเวลาหลายปี

“ในที่สุดเวลาที่เรารอคอยก็มาถึง ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลจึงขอเปิดการคัดเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลเกเลน”

สิ้นเสียงเคร่งขรึมของผู้อาวุโสแทรา เวทมนตร์ที่กักขังนีรุณอยู่ก็ค่อย ๆ สลายหายไป ดวงไฟเล็ก ๆ สีเหลืองนับร้อยดวงค่อย ๆ สว่างขึ้นอย่างช้า ๆ แล้วมาห้อมล้อมตัวนีรุณให้ลอยขึ้นจากพื้นค่อย ๆ พาให้ตัวเธอลอยมาหยุดยืนอยู่กลางวงกลมที่มีตราสัญลักษณ์รูปโล่คู่ล้อมห้อมล้อมด้วยอักขระโบราณที่เขียนเอาไว้ว่า ‘หอบรรพบุรุษตระกูลเกเลน’

“โอย” นีรุณร้องออกมาด้วยความเจ็บที่อยู่ดี ๆ ก็เกิดบสดแผลลึกบริเวณฝ่ามือ เลือดของเธอค่อย ๆ ไหลลงมาสู่ตราสัญลักษณ์รูปโล่คู่จนครบทั้งพื้น

บังเกิดเสียง “แค็ก” คล้ายการปลดล็อกอะไรบางอย่าง แสงสว่างสีเหลืองอ่อนพุ่งขึ้นไปยังยอดหอคอยแล้วตรงไปยังต้นไม่ศักดิ์ที่อยู่ใจกลางเมืองของตารัค แสงสีเหลืองอ่อนแผ่กระจายไปท่วมทั่วหอบรรพบุรุษ พลังมหาศาลของต้นไม้ศักดิ์ได้แผ่กลับมาปกคลุมบริเวณแห่งนี้

“ไม่เคยสัมผัสพลังเช่นนี้เลย” ผู้อาวุโสธราเอ่ยขึ้นอย่างปลื้มปรีติ เธอตบมือรัว ๆ แสดงความดีใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง “ยินดีจริง ๆ….หากเรามีผู้นำที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ตระกูลเกเลนก็ไม่ต้องกลัวใคร”

ผู้อาวุโสแทราเดินมายืนตรงหน้านีรุณ แววตาชราวัยหรี่ลงมองเธอด้วยความเป็นกังวลผสมความห่วงใย “ขอฝากตระกูลเกเลนให้คุณนีรุณช่วยดูแลต่อด้วยนะคะ”

เธอพูดจบก็หันหลังแล้วยกมือขึ้นวนรอบอากาศ “เหล่าดวงจิตแห่งบรรพบุรุษ โปรดช่วยชำระล้างคุณนีรุณให้สะอาดทั้งกายและใจ” เสียงเคาะไม้เท้าดังกึกก้องสะท้อนกลับไปกลับมาในหู เสียงนั้นวนเวียนในหูของนีรุณจนเริ่มบีบรัดสมอง แล้วอยู่ดี ๆ ความอึดอัดก็พลันสลายหายไป

ประโยคสุดท้ายที่ได้ยินคือ “พวกคุณไม่ควรเข้ามาที่นี่” ซึ่งเป็นคำพูดของผู้อาวุโสแทราที่พูดด้วยน้ำเสียงที่กำลังประหม่าและหวาดกลัว

นีรุณลืมตาขึ้นอีกทีก็พบว่าตัวเองถูกห้อมล้อมด้วยกำแพงดินอีกครั้ง เธอเดินเข้ามาใกล้กำแพงเดินเพื่อพยายามฟังว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้น แต่เสียงที่ได้ยินกลับเป็นเพียงเสียงของการต่อสู้ ที่ดังมาจากด้านนอกก็ดังก้องเข้ามาถึงภายในกำแพงดิน

“ผู้อาวุโส เกิดอะไรขึ้นค่ะ” นีรุณพยายามตะโกนถามจนสุดเสียง

แต่กลับไม่มีคำตอบกลับจากภายนอก เท่าที่เธอได้ยินจะมีเพียงเสียงของการต่อสู้ การกระทบกระทั่งที่ดังลอดเข้ามา การจินตนาการทำให้นีรุณเริ่มร้อนใจ เธอพยายามร่ายเวทด้วยมือที่สั่นสะท้าน สร้างแส้เวทขึ้นมา แล้วฟาดมันใส่กำแพงดินอย่างไม่ยั้งมือจนกำแพงดินก็เริ่มแตกเป็นรอยเล็ก ๆ

ซึ่งก็ดูเหมือนจะยังไม่พอที่จะทำให้มันพังทลายลง “ไม่พอ! ไม่พอเลย!” นีรุณบ่นกับตัวเองเสียงต่ำ ขณะพยายามฟาดแส้เวทซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยความรวดเร็ว ในขณะที่กำแพงเริ่มร้าวหนักขึ้น แสงสว่างวาบเข้ามาอย่างฉับพลันจนทำให้ทุกสิ่งรอบตัวเธอดูเบลอไปชั่วขณะ

เงาของผู้หญิงร่างท้วมราง ๆ กำลังเดินตรงมาที่เธอ “ใครกัน?”

ภายใต้ความมืดมิดที่แสนเงียบสงัด นีรุณยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า ลูกไฟสีแดงฉานพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว ส่องแสงวาบเป็นเส้นทางหลอกหลอน ร่างของเธอถูกไฟที่ลุกไหม้เผาไปทั่วทั้งตัว มันร้อนแรงจนเจ็บแสบและทำให้ร่างกายสั่นสะท้าน นีรุณสะดุ้งเฮือกด้วยความหวาดกลัว รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ท่วมท้น

“คุณหนู! เป็นอย่างไรบ้างคะ?” เสียงของมามูดังขึ้นแทรกผ่านความมืด นีรุณค่อย ๆ ลืมตาตื่นมาพบกับสีหน้ามามูที่กำลังตกใจและมองเธออย่างเป็นห่วง

นีรุณหันไปมองและพบว่าตัวเองกลับมาอยู่ในห้องนอนของตัวเองแล้ว เธอใช้มือเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนหน้าผาก รู้สึกโล่งใจที่มันเป็นแค่ความฝัน แต่ความรู้สึกไม่ดีบางอย่างยังคงปะปนอยู่ในใจ

“มามู… ฉันมานอนที่นี่ได้ยังไง?” นีรุณเอ่ยด้วยความสงสัย เธอพยายามทบทวนเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นปริศนา

“เอ่อ…คุณหนูมาเองค่ะ” มามูตอบตะกุกตะกัก ก่อนจะรีบวิ่งไปหยิบถ้วยน้ำมาให้

ในระหว่างนั้นนีรุณเองยังคงคิดทบทวนภาพเมื่อคืน จับจ้องไปยังผนังห้องที่คุ้นเคย แต่ภาพของผู้อาวุโสแทราและเสียงการต่อสู้กลับผุดขึ้นมาในความทรงจำ ทำให้เธอรู้สึกกังวล “ท่านแทรากับเหล่าผู้อาวุโสท่านอื่น ๆ ละ?...พวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง? เมื่อคืนฉันเหมือนจะได้ยินเสียงต่อสู้…” เสียงของเธอแฝงไปด้วยความกังวล ราวกับยังไม่สามารถปล่อยวางสิ่งที่เกิดขึ้นได้

“เอ่อ…ท่านอาวุโส” มามูพูดตะกุกตะกัก รู้สึกไม่แน่ใจว่าควรจะพูดอะไรดี ก่อนจะรีบพานีรุณมาที่วิหารบรรพบุรุษ

เมื่อเห็นร่างของเหล่าผู้อาวุโสนอนอยู่บนเตียง นีรุณรีบวิ่งเข้าไปทันที ดวงตาเปลี่ยนเป็นจริงจัง เมื่อเธอจับชีพจรของผู้อาวุโสแต่ละคนด้วยมืออันสั่นเทา

เธอรู้สึกถึงการเต้นที่ช้าและไม่สม่ำเสมอ “ชีพจรเต้นช้าผิดปกติ ความดันเลือดต่ำลง…” นีรุณพึมพำกับตัวเอง ขณะสายตาไม่หยุดสำรวจร่างกายของผู้อาวุโส ไม่มีร่องรอยการบาดเจ็บจากการต่อสู้ ใบหน้าและร่างกายของแต่ละท่านดูเหมือนคนที่กำลังนอนหลับลึก

“ไม่น่าจะใช่…” นีรุณกล่าวขึ้นมาเสียงเบา ขณะที่เดินรอบเตียงแล้วพลิกข้อมือของผู้อาวุโสแต่ละท่านขึ้นมาอีกครั้ง เธอคลำไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยความพินิจพิเคราะห์ จนกระทั่งมือของเธอไปสัมผัสกับส่วนบนของศีรษะ ผิวหนังใต้ฝ่ามือรู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ

“เข็มหรือคะ?” มามูถามขึ้นเสียงตกใจเมื่อเห็นนีรุณดึงเข็มขนาดเล็ก ๆ ออกมาจากศีรษะของผู้อาวุโสแทราแล้วจึงเดินมายังผู้อาวุโสท่านอื่น ๆ

“ผู้อาวุโสทุกท่านล้วนมีเข็มทิ่ม…” นีรุณพยักหน้า ค่อย ๆ เพ่งมองปลายเข็มด้วยความสงสัย ก่อนจะนำต่างหูเงินของเธอมาสัมผัสกับปลายเข็ม แต่เมื่อสัมผัสไปแล้ว ต่างหูเงินของนีรุณกลับยังคงมีสีเงินเช่นเดิม ยิ่งทำให้เธอรู้สึกสับสน “ไม่มีพิษ…แล้วทำไมพวกท่านถึงไม่ฟื้น”

“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ?” มามูถามด้วยความกังวล ขณะที่รับเข็มมาอย่างระมัดระวัง

“มามูช่วยไปตามอาจารย์โกดามาพบฉันที่เรือนที ฉันต้องการความมั่นใจ…” นีรุณพูดเสียงเข้ม ขณะจับมือที่เหี่ยวเฉาของผู้อาวุโสแทรา กุมเอาไว้อย่างอ่อนโยน เธอรู้สึกเจ็บปวดในใจ “ถ้าหนูไม่ดื้อดึง ท่านคงไม่เป็นแบบนี้…”

ชายชราอายุเกือบร้อยปีเดินหลังค่อมกระย่องกระแย่งพยุงตัวด้วยไม้เท้ามาหยุดดูมองเข็มที่ทิ่มเหล่าผู้อาวุโส “ที่ตุ้มหูเงินไม่เปลี่ยนสีเพราะว่ามันไม่ใช่ยาพิษ มันเป็นเพียงยาสลบ”

นีรุณพยักหน้ามองผู้อาวุโสโกดาด้วยความครุ่นคิด “ยาสลบหรือคะ?”

ชายชราพยักหน้าเบา ๆ “ยาสลบมักเดียวกับที่เหล่านายพรานมักจะนำไปใช้ล่าสัตว์….ไม่ได้ทำให้ถึงแก่ชีวิต”

ยิ่งได้ยินเช่นนี้ หญิงสาวยิ่งสับสน คำถามมากมายเริ่มค่อย ๆ ทยอยเข้ามาตีกันในหัวของเธอ “มันเลยยิ่งทำให้น่าสงสัย ทำไมคนร้ายที่บุกเข้ามาในยามวิกาลถึงใช้เพียงยาสลบ…ตกลงคนร้ายที่บุกเข้ามาต้องการสิ่งใดกันแน่?”

ชายชราวางเข็มลง เขานั่งลงข้าง ๆ หญิงสาว “ถึงคนร้ายจะไม่ได้ต้องการถึงชีวิต แต่ว่าเหล่าผู้อาวุโสชราภาพมากแล้ว หากความดันเลือดตกมากจนเกินไป ก็อาจจะอันตรายถึงแก่ชีวิตได้”

นีรุณหันมามองหน้าผู้อาวุโสโกดาอย่างตกใจ เธอลืมสิ่งนี้ไปได้อย่างไร “เช่นนั้น เราจะต้องรีบปลุกให้ผู้อาวุโสตื่น”

ชายชราส่ายหน้าเบา ๆ “จะปลุกอย่างไรละ ได้แต่รอให้ร่างกายขับยาออกจนหมด…นอกจากว่า”

“ค่ะ” นีรุณรีบหันไปมองอย่างคาดคั้น

“ต้องมีพิษอีกตัวที่มาต้านพิษตัวนี้ ให้ร่างกายรีบขับยาออกมาให้เร็วยิ่งขึ้น” ชายชราเอ่ยอย่างหนักใจ “แต่ว่า พิษที่ต้านพิษกันเองนั้นหายากนัก มักจะเคยแต่ได้ยินคนในตลาดมืดเขาพูดกัน”

นีรุณหันขวับกลับมามองหน้าผู้อาวุโสโกดา “ตลาดมืดอีกแล้วหรือ?”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED