ตอน 1

แสงสว่างวาบลงมาจากท้องฟ้า พาดผ่านเหนือวิหารโบราณอันสูงตระหง่านภายในคฤหาสน์เก่าแก่ขนาดใหญ่

หญิงชรากำลังนั่งสมาธิอยู่กลางห้อง เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ มองแสงจันทร์สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างด้านบนวิหาร แสงสาดลงมาประกายบนใบหน้าเธอทำให้เห็นริ้วรอยที่ขึ้นมาตามอายุวัย

สายตาของเธอเหลือบขึ้นมองเหล่าดวงวิญญาณสีเหลืองอ่อนนับร้อยดวงของเหล่าบรรพบุรุษผู้ปกปักรักษาวิหารแห่งนี้

พวกเขาค่อย ๆ เคลื่อนไหวกันไปมาราวกับพวกเขารับรู้ได้ถึงสัญญาณของบางสิ่งบางอย่าง

บางตนกระซิบ…..บางตนวิ่งวนแสดงความยินดีอย่างยิ่ง....ราวกับสิ่งที่พวกเขารอคอยมาแสนนานได้มาถึงเสียที

หญิงชราเห็นเช่นนั้นก็ค่อย ๆ เผยยิ้มอันชราภาพออกอย่างบางเบา “พวกท่านยินดีกันเช่นนี้!!...แสดงว่าคงถึงเวลาอันเหมาะสมแล้วสิ…นะคะ?”

ยามเธอเอ่ยจบก็เกิดเสียงกระซิบตอบรับจากเหล่าดวงวิญญาณของบรรพบุรุษกลับมาแสดงความยินดีอย่างไม่ปิดบัง

*****************************************************

ภายในป้อมปราการศิลาแลงโบราณ ตัวคฤหาสน์แบ่งเป็นเรือนย่อย ๆ นับร้อยหลัง แต่ละหลังถูกออกแบบอย่างประณีตด้วยสถาปัตยกรรมโบราณและงานฝีมืออันวิจิตรบรรจง

ทางเดินดินศิลาแลงปูเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างเรือนเหล่านั้น มุ่งสู่โดมสีแดงอิฐปนสีส้มที่ตั้งตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางคฤหาสน์ ไม่ว่าพระอาทิตย์จะขึ้นหรือลง เงามืดไม่เคยพาดผ่านโดมแห่งนี้

….ช่างดูมีเสน่ห์ลึกลับและยิ่งใหญ่ เหมาะสมแล้วกับการเป็นที่ตั้งของคฤหาสน์ของตระกูลเก่าแก่เกือบจะที่สุดในดินแดนแห่งนี้และมีประวัติศาสตร์มานับหมื่นปี…..ตระกูลนั้นมีนามว่า ‘เกเลน’

“อีกแล้วหรือ!!!” หญิงชราผมสีดอกเลาพึมพำกับตัวเองอย่างเหนื่อยใจ

เธอเดินกระย่องกระแย่งออกจากประตูเรือนหลังใหญ่ แล้วจึงตะโกนเสียงดังก้องกังวาล “เห็นคุณนีรุณบ้างหรือไม่?”

สิ้นเสียงท่านแทราผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตระกูลเกเลน เสียงเอะอะโวยวายของสาวใช้ก็ดังก้องสอดประสานกันไปทั่วคฤหาสน์

พวกเธอรีบวิ่งกันจนเกิดเสียงกระโปรงเสียดสีจากการสับไหว เสียงตะโกนตอบกลับไปมาทำให้บรรยากาศในคฤหาสน์ดูยิ่งวุ่นวาย

"ไม่เจอ!” เสียงหนึ่งดังมาจากเรือนทางทิศตะวันออก

"ทางนี้ก็ไม่เจอ!” อีกเสียงตอบกลับมาจากเรือนด้านทิศเหนือ

ท่ามกลางความวุ่นวาย เสียงฝีเท้าของสาวใช้สับสนวุ่นวายไปมาระหว่างเรือนต่าง ๆ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเป็นยามเย็น แสงอาทิตย์ส่องสะท้อนกับโดมสีแดงปนส้ม สร้างบรรยากาศเคร่งขรึมและตึงเครียดเพิ่มขึ้นในคฤหาสน์เก่าแก่แห่งนี้

*****************************************************

ในอีกมุมของดาวเคราะห์แห่งนี้ เมื่อแสงแดดที่ร้อนแรงค่อย ๆ ทุเลาความรุนแรงลงและกำลังลาลับขอบฟ้า พื้นท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีจากสีแดงส้มเป็นสีฟ้าคราม เหล่าชาวบ้านจึงได้ทยอยกันออกมาตั้งโต๊ะขายของ คล้ายเป็นกิจวัตรประจำวันที่พวกเขาทำกันในทุกวัน

ตำนานเล่าขานกันว่าดวงดาว ‘ตารัค’ ถือกำเนิดจากร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ ของเทพบิดร อันเป็นแหล่งพลังของ ‘ปฐวีธาตุ’ ทำให้ดวงดาวตารัคอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์ในดิน บริเวณต่าง ๆ จึงมีแร่ธาตุล้ำค่ากระจายตัวทั่วทั้งดาว เหล่าชาวตารัคขึ้นชื่อเรื่องอัญมณีจากแร่หายากและอาวุธยุทโธปกรณ์

เหล่าสิ่งมีชีวิตจากดวงดาวข้างเคียงหรือที่ชาวตารัคมักจะเรียกพวกเขารวม ๆ กันว่า ‘ไซทอบ’ พวกเขามักแวะเวียนมาที่ดาวตารัค เพื่อนำสิ่งของมาแลกเปลี่ยนกับพ่อค้าแม่ค้าชาวตารัคเสมอ

นีรุณมองตลาดตารัคที่เต็มไปด้วยความคึกคักและหลากหลายด้วยใจเต้นรัว เธอรู้สึกตื่นเต้นกับสินค้าที่แปลกตาจากดาวดวงอื่นและสิ่งมีชีวิตหน้าตาแปลก ๆ หลากหลายทางพันธุกรรม

“คุณหนู! หนีออกมาอยู่ที่นี่เอง” เสียงหวานของมามูคนสนิทของนีรุณดังมาแต่ไหล

นีรุณหันมาเห็นคนสนิท ดวงตาที่กลมโตอยู่แล้วเปิดกว้างขึ้นด้วยอารมณ์ตกใจ เธอลนลานจนหันไปทางซ้ายทีหนึ่ง แล้วกลับมามองทางขวาอีกที ก่อนจะเห็นทางหนีจึงตัดสินใจออกตัววิ่งอย่างสุดกำลัง

ทว่า!!...มามูที่อยู่ด้วยกันมานานมีหรือจะไม่รู้ทัน… เธอรีบคว้าข้อแขนของเจ้านายสาวเอาไว้ได้เสียก่อน

“คุณหนูจะหนีไปไหนคะ?” มามูมองหน้าเจ้านายสาวอย่างเหนื่อยใจ

นีรุณก้มหน้าจ๋อยได้ไม่นาน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ปรากฏขึ้นบนดวงหน้าหวาน เธอค่อย ๆ ดึงมามูเข้ามาภายในตลาดที่มีเหล่าบรรดาไซทอบจำนวนมาก

ขาของมามูหยุดชะงักไปชั่วครู่ หญิงสาวยืนตัวแข็งทื่อไม่สามารถขยับได้ สายตาของเธอแสดงความหวาดกลัวขณะมองจดจ้องไปยังเหล่าสิ่งชีวิตแปลกประหลาดเหล่านั้น

เธอหันซ้ายก็พบสิ่งมีชีวิตสีเขียวคล้ายของเหลว เคลื่อนที่ไปมาอย่างไร้รูปร่างชัดเจน ดวงตาแดงสองจุดมองมาอย่างเย็นชา ไม่มีจมูกหรือปาก มีเพียงเสียงครางเบา ๆ ที่ทำให้ขนลุก

ทางขวามีสัตว์สี่ขาที่เดินด้วยสองขาหลัง ขนดำหนาปกคลุมทั่วร่าง ดวงตาเหลืองอร่ามราวกับสามารถมองดึงจิตวิญญาณของคนอื่นได้ ปากเต็มไปด้วยเขี้ยวคม และเสียงหายใจหนักหน่วงพร้อมคำรามต่ำ ๆ เตือนให้ทุกคนถอยหนี

มามูทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ เธอก้าวเดินไม่ออก เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเบา ๆ “คุณหนูช่วยมามูด้วย”

นีรุณไม่เพียงไม่ช่วย เธอกลับหัวเราะท่าทางตื่นตระหนกของคนสนิทจนท้องแข็ง “ฮา ๆ ๆ ๆ”

“คุณหนูมาช่วยมามูก่อน” มามูเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาเริ่มเอ่อคลอมองจ้องเจ้านายสาวอย่างขอร้อง

“รู้ตัวว่ากลัวพวกไซทอบแล้วจะตามมาทำไมกัน?” นีรุณเดินมาจับมือคนสนิทแล้วดึงเธอมายืนด้านหลังคอยกันไม่ให้เหล่าไซทอบเข้าใกล้มามูจนเกินไป

“ก็เพราะท่านแทรามาหาคุณหนูที่เรือน ทุกคนเลยตามหาตัวคุณหนูจนวุ่นวายไปหมด” มามูพูดรัวจนหายใจไม่ทัน

นีรุณยิ้มเจื่อน ๆ แค่คิดถึงใบหน้าเหี่ยวย่นกับคำบ่นของผู้อาวุโสแทราก็พา “แค่คิดก็สยอง” มือบางยกขึ้นแคะหูด้วยใบหน้าเหยเก “ปล่อยท่านไปเถอะ”

มามูทำสีหน้ากังวล “ดูท่าทางท่านน่าจะมีเรื่องด่วน เห็นท่านกล่าวว่า ยังไงวันนี้ท่านจะรอคุณหนูกลับมา”

หญิงสาวหันขวับมามองหน้ามามูครู่หนึ่งก่อนจะทำท่าทางขนลุก แล้วรีบเดินหายเข้าไปในตลาด

“แล้วคุณหนูจะไปไหนอีกคะ? ไม่กลับอีกหรือ?” เมื่อไม่มีคนกำกับเหล่าไซทอบ มามูก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัวจนต้องรีบวิ่งไปหาเจ้านายสาว

“ไม่อะ กลับช้าหรือกลับเร็ว…ก็คงจะโดนบ่นเหมือนกัน ฉะนั้นแล้ว….ขอเที่ยวต่ออีกสักนิดให้คุ้มกับที่ต้องนั่งฟังเสียงท่านแทราบ่นหน่อยล่ะกัน” นีรุณพูดจบแล้วเดินลากมามูเข้าตลาดโดยไม่สนเสียงโอดครวญของคนสนิทอีกเลย

*****************************************************

‘โรงยาสารพันโรค’

นีรุณเงยหน้ามองโรงงานผลิตยาที่ใหญ่ที่สุดในตารัค โรงยานี้ไม่เพียงแต่มีชื่อเสียงในด้านคุณภาพของตัวยา โรงยาแห่งนี้ยังมีตำรับยาเป็นของตัวเอง ที่มีความหลากหลายครอบคลุมโรคแทบทุกชนิดที่ถูกบันทึกเอาไว้

แต่ทว่า…โรงยาสารพันโรค ก็มีชื่อเสียงในความเย่อหยิ่ง ขายยาราคาแพงและมักจะขายให้แก่ลูกค้ารายใหญ่เท่านั้น

นีรุณกับมามูเดินเข้ามาในร้านที่คึกคักจนผิดปกติก็ต่างมองหน้ากันแปลกใจ พวกเธอค่อย ๆ แทรกตัวผ่านฝูงชนเข้ามาในร้านแล้วตรงไปยังหลังร้านด้วยท่าทีอย่างคุ้นเคย “ทำไมวันนี้คนเยอะขนาดนี้คะ?…คุณเคล”

เคล ที่ทุกคนรู้จักในนามเจ้าของโรงยาสารพันโรค เขาเป็นคนที่ตามตัวยากและค่อนข้างเล่นตัวกับการที่จะมาพบปะใคร ๆ

แต่สำหรับนีรุณนั้นเป็นข้อยกเว้น!!!.....

เคลเดินออกมาต้อนรับนีรุณด้วยตัวเอง พร้อมทำความเคารพอย่างนอบน้อม “คุณหนู…ท่านมาพอดีเลยครับ” เขายิ้มอย่างเคารพแต่ก็เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ก่อนจะยื่นบัญชีการเงินให้เธออย่างกังวล

นีรุณมองชายวัยกลางคนอย่างไม่เข้าใจ เธอพลิกดูบัญชีในมือแล้วมองหน้าเคลอีกครั้ง หญิงสาวเกิดคำถามมากมายขึ้นมาในทันที “ร้านของเราขายดีมาตลอดนี่น่าคุณเคล แต่ทำไมกำไรถึงลดลงขนาดนี้?”

เคลถอนหายใจเสียงเบา “ช่วงนี้พ่อค้าสมุนไพรขึ้นราคาสมุนไพรตากแห้งจนทะลุเพดาน ตอนนี้สมุนไพร 1 กิโลกรัมราคาเท่าทองคำ 1 กิโลกรัม….นี่ขนาดร้านเราขึ้นราคาตามราคาตลาดสมุนไพรแล้วนะครับ ยังขึ้นตามไม่ทัน”

นีรุณมองรายการสมุนไพรอย่างครุ่นคิดก่อนจะโยนบัญชีลงบนโต๊ะ “ถึงอย่างไรพวกเขาก็ต้องมาซื้อยาจากเราอยู่ดี ปรับขึ้นราคาเพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าเลยค่ะ…คุณเคล….เราจะช่วยใครให้หายหิว เราต้องมั่นใจว่าเรากินอิ่มก่อน…ใช่ไหมคะคุณเคล”

ชายวัยกลางคนยิ้ม ๆ “ใช่ครับคุณหนู”

นีรุณเดินออกจากโรงยาสารพันโรค สายตาของเธอครุ่นคิดไปเรื่อย ๆ เหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “ถ้าเราขึ้นราคาสินค้า แล้วยังสามารถหาวัตถุดิบราคาถูกได้อีก….กำไรของเราจะยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไรกันนะ”

นีรุณยืนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์เมื่อคิดถึงผลกำไรที่พวกเธออาจจะทำได้ ดังนั้นแทนที่พวกเธอจะตรงกลับคฤหาสน์ตระกูลเกเลน เธอจึงเลือกที่จะดึงมามูมายังตลาดสมุนไพร

ดวงดาวตารัคของพวกเธอเป็นดวงดาวที่มีแหล่งทรัพยากรดินชั้นเลิศ แต่ในทางตรงกันข้ามพวกเรานั้นกลับขาดแคลนสิ่งอื่น ๆ โดยเฉพาะน้ำที่จำมีความเป็นในการทำเกษตรกรรม ตารัคจึงต้องพึ่งพาสินค้าจากดาวดวงอื่น ๆ ซึ่งราคานั้นมักจะแกว่งมากจนวางแผนล่วงหน้าไม่ได้

หญิงสาวทั้งสองเดินมาหยุดหน้าแผงขายสมุนไพรตากแห้งที่ชาวไซทอบเพศชายชาวโทรลล์ เขามีร่างใหญ่โตปกคลุมด้วยขนหยาบทั่วลำตัว เป็นเจ้าของร้าน

“พี่จ้า ราคาบอระเพ็ดตากแห้งกองนี้เท่าไรคะ?” นีรุณแกล้งเดินเข้ามาถาม

“ผมคิด 1 กิโลกรัมบอระเพ็ด ราคา 1 บาททองคำครับคุณลูกค้า” พ่อค้าไซทอบตอบอย่างนอบน้อม

“ราคาแพงมากเลยค่ะคุณหนู” มามูแอบกระซิบเสียงต่ำด้วยความตกใจ

นีรุณพยักหน้าเบา ๆ เหมือนจะเห็นด้วยก่อนจะหันไปแสดงท่าทางตื่นตกใจแล้วแปรเปลี่ยนเป็นท่าทางน่าสงสาร “พี่ชาย…พอจะบอกได้ไหมคะ ทำไมราคาถึงขึ้นมาขนาดนี้?”

“นี่…นี่เป็นทหารตารัคมาหาข้อมูลจากผมหรือเปล่าครับ?” เขาถามอย่างตื่นตระหนก มือที่ถือสมุนไพรเริ่มสั่นเล็กน้อย “ผมไม่รู้ไม่เห็นอะไรนะครับ ผมเป็นแค่พ่อค้าธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นนะครับ”

นีรุณส่ายหน้าทันควัน “ไม่ใช่ค่ะพี่…ไม่ใช่ค่ะ…พอดีพ่อของเพื่อนหนูป่วยหนักนะคะ” เธอชี้มาที่มามู

ตัวมามูที่ถูกกล่าวอ้าง ยืนทำหน้าฉงน เธอยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูกจนทำให้นีรุณต้องขยิบตาแทบหลุดกว่ามามูจะแสดงท่าทีเข้าใจ “ใช่ค่ะคุณพี่…ช่วงนี้คุณพ่อมีความจำเป็นต้องใช้ยา จำนวนเยอะมากค่ะ” มามูรีบเสริมตามที่นีรุณบอกด้วยน้ำเสียงแข็ง ๆ

“โรคของคุณลุงต้องมียาค่อยประคับประคองอาการตลอด ถ้าวันไหนไม่มียา วันนั้นคุณลุงจะทรุดทันที…” นีรุณรีบเสริมขึ้นอย่างรวดเร็ว ช่วยมามูที่แสดงละครได้ไม่ค่อยได้เรื่องให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น

แล้วจู่ ๆ นีรุณก็หยุดนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนเธอจะเริ่มสะอึกสะอื้นเสียงดังอย่างจงใจ เธอใช้มือปาดน้ำตาเพื่อสร้างภาพของการร้องไห้ให้สมจริงที่สุด

ทว่า….เธอขยี้ตาไปสักพักชักก็เริ่มเกิดอาการแสบขึ้นมาจริง ๆ น้ำตาจริงเริ่มไหลลงมาอย่างไม่ต้องแสร้งทำ

“คุณลุง…คุณลุง!” คราวนี้เสียงสะอื้นของนีรุณร้องไห้อย่างสมจริงจนมามูตกใจ “พวกเรากำลังคิดกันว่าจะไปขายแรงงาน หาเงินมาซื้อยารักษาคุณลุง…หือ ๆ ๆ ๆ”

นีรุณเริ่มรู้สึกว่าเธอแสบตามากขึ้น เธอหันหลังแล้วแสร้งส่งสัญญาณให้มามู “เนอะ เจ็บเนอะมามู…”

มามูที่เข้าใจว่าคุณหนูของเธอกำลังแสดงละคร จึงพยายามกลั้นหัวเราะการแสดงที่สมจริงนั้น “เออ…อืม…ใช่ค่ะ…คุณพ่อท่านเจ็บมาก”

นีรุณกลอกตาไปมา แต่ยิ่งเธอพยายามเคลื่อนไหวดวงตามากขึ้นเท่าไร ดวงตาของเธอก็จะยิ่งรู้สึกแสบมากขึ้น เมื่อสัมผัสเปลือกตาเบา ๆ จะรู้สึกว่าดวงตาทั้งสองของเธอตอนนี้น่าจะบวมแดงปูดขึ้นมา น้ำตาไหลลงมาเปรอะข้างสองแก้มทันทีด้วยความเจ็บ “พวกหนูน่าสงสารมากเลยค่ะ พ่อหนูก็ป่วยหนักอยู่แล้ว ถ้าคุณลุงยังทรุดไปอีกคน พวกหนูก็อาจจะต้องออกไปขายแรงงานทำงานหนักแล้วค่ะ…”

นีรุณทนแสบไม่ไหวแล้ว เธอกุมมือมามูขึ้นอย่างช้า ๆ แล้วค่อย ๆ สัมผัสแผ่วเบา มองมามูด้วยดวงตาบวมแดงปิดที่ปิดตาของเธอจนแทบจะมองไม่เห็นอยู่แล้ว

มามูที่กำลังคิดว่าเจ้านายส่งสัญญาณให้เธอเล่นละครต่อ เธอแทบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่แล้ว แต่ก็ตอบตามบทบาทที่คิดว่าเจ้านายต้องการให้เธอเล่นต่อ “ไม่น่าเลย พี่ไม่น่าลากน้องให้ต้องมาลำบากไปด้วยเลย”

ในขณะที่สองสาวกำลังแสดงละครฉากหญิงสาวผู้น่าสงสาร พ่อค้าไซทอบเห็นน้ำตาของเธอแล้วก็เริ่มรู้สึกสงสาร ดวงตาสีเขียวของเขาสลดลงและน้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ “อย่าเพิ่งทำอะไรบุ่มบ่ามกันนะครับ คิดให้ดีกันก่อน”

แม้นีรุณจะรู้สึกแสบรอบดวงตา แต่เมื่อเหยื่อเริ่มติดกับดัก รอยยิ้มมุมปากค่อย ๆ เผยออก “พวกหนูคิดกันมาหลายรอบแล้วค่ะพี่ หรือว่าคุณพี่พอจะมีวิธีช่วยพวกหนูได้บ้าง?”

พ่อค้าไซทอบแสดงท่าทีลังเล เขามองร่างบางทั้งสองอย่างชั่งใจอยู่นานก่อนจะเสนอข้อเสนอบางอย่าง “ถ้าใช้ปริมาณเยอะ ๆ พวกคุณลองไปรับต้นสมุนไพรสดมาทำแห้งกันเองไหมครับ? น่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้มาก”

“จริงเหรอคะ? ถ้าพี่ช่วยบอกแหล่งขายส่งต้นสมุนไพรสดให้พวกหนูได้ไหมคะ?” นีรุณพยายามกดน้ำเสียงตื่นเต้นลงและเพิ่มเสียงสะอื้นให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้ดูน่าสงสาร

“ผมเองก็รับมาต่อจากพ่อค้าคนกลางอีกทีนะครับ” พ่อค้าไซทอบทำท่าทางไม่มั่นใจ

นีรุณปาดน้ำตาออกอย่างรวดเร็วแล้วถามกลับอย่างไว “รับมากจากใครหรือคะ?”

เมื่อโดนจู่โจมพ่อค้าสมุนไพรก็ตอบกลับอย่างไม่ทันตั้งตัว “เออ เขาเป็นชาวเผ่าเอนโดไซด์ครับ”

นีรุณพยักหน้าแล้วรีบสวนกลับอีกครั้ง “เราจะพบเขาได้ที่ไหนคะ?”

“ในตลาดมืดครับ” เขาตอบออกไปอย่างไม่ทันคิด

นีรุณค่อย ๆ เผยยิ้มหวานอย่างพอใจ เธอเอ่ยทิ้งท้าย “ขอบคุณมากเลยนะคะ” แล้วเดินจากออกมา ปล่อยให้ผู้ที่โดนซักถามยืนทำท่าทางงงงวยอยู่ที่เดิม

*****************************************************

“คุณหนูแสดงละครเก่งมากเลยนะคะ ขนาดมามูรู้จักคุณหนูมาแต่เล็กยังหลงเชื่อ หลงสงสารคุณหนูเลยนะคะ” มามูเอ่ยตามหลังอย่างชื่นชมและจริงใจ

นีรุณแทบจะหัวเราะทั้งน้ำตา ไม่รู้จะขอบคุณในคำชมหรือสงสารตัวเองดีกว่ากัน เธอพยายามเบิ่งดวงตาบวมแดงจนแทบจะมองไม่เห็นมองมามู “ไม่ได้แกล้งมามู ฉันแสบตาจริง ๆ คิดว่าน่าจะแพ้เกสรต้นบอระเพ็ด อาจจะเผลอไปแตะบอระเพ็ดเมื่อกี้แล้วดันเอามือไปขยี้ตา…ฮือออ แสบตาเลย”

มามูหันมามองดวงตาที่เคยหวานหยดย้อยคู่นั้นด้วยท่าทีตกใจและเป็นกังวล “ทำไมคุณหนูไม่บอกมามูล่ะคะ?...ทิ้งไว้นานจนมันบวมไปหมดแล้ว”

นีรุณยกมือขึ้นปิดตาทั้งสองข้าง ร้องไห้เพราะความรู้สึกแสบไปทั่วรอบดวงตา “มันแสบมากจริง ๆ มามู เหมือนมีไฟเผาอยู่ในตาเลย” มามูรีบวิ่งไปหายาบรรเทาความแสบมาให้เจ้านายสาว

*****************************************************

ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งสองสาวลืมคนสำคัญในค่ำคืนนี้ไปอีกหนึ่งคน

“คุณนีรุณ กลับมาแล้วหรือคะ?” เสียงแหบแห้งของหญิงชราเอ่ยทักขึ้นเบา ๆ

หญิงสาวทั้งสองเงยหน้าก็พบกับสายตาชราวัยของแทรา นีรุณถอยหลังกรูไปด้านหลังชิดติดกำแพง พยายามทำตัวเล็กแล้วดันมามูให้มายืนอยู่เบื้องหน้า

“ท่านแทราเหงาหรือ?” เสียงหวานเอื้อนเอ่ยอย่างเบา ๆ ก่อนจะโผล่หน้ามาดูหญิงชราที่มองจ้องกลับมาด้วยท่าทางจริงจัง

นีรุณยิ้มเจื่อน ๆ พูดพึมพำเบา ๆ “ตายละ…ไม่ขำแฮะ?”

ตอน 2

ท้องฟ้าในยามค่ำคืนของตารัคไม่ได้มืดเหมือนกับดาวเคราะห์หลายดวงในบริเวณนี้ ดาวนับหมื่นนับแสนดวงคอยส่องประกายสร้างสีเหลืองนวลสบายตา แสงสีขาวผสมเหลืองเล็ก ๆ เป็นประกายระยิบระยับราวกับกำลังทักทายพูดคุยหยอกล้อ

นีรุณเงยหน้ามองความสวยงามบนท้องฟ้า ถ้าเป็นในเวลาปกติ เธอคงจะชื่นชมว่ามันช่างงดงามและยังสามารถปลอบประโลมจิตใจของเธอได้ในบางเวลา

ทว่า!....ในเวลานี้กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น เสียงหญิงชราพร่ำบ่นเรื่องที่พูดกับเธอมาแล้วร่วมสิบรอบ เสียงนั้นทำลายบรรยากาศที่สวยงามไปจนหมดสิ้น “คุณนีรุณรู้อยู่แท้ ๆ ว่าอีกไม่กี่วันก็ต้องเข้ารับบททดสอบเพื่อขึ้นเป็นผู้นำตระกูลเกเลนแล้ว เหตุใดจึงยังชอบออกไปเที่ยวเล่น”

“ก็ไม่ได้อยากเป็น” หญิงสาวบ่นอุบอิบอย่างเบา ๆ

“คุณหนูว่าอย่างไรนะคะ?” ผู้อาวุโสแทราหันมาถามอย่างสงสัยปะปนความไม่มั่นว่าเธออาจจะชราเกินไปจนไม่ได้ยินสิ่งที่หญิงสาวพูด

หญิงสาวชะงักไปชั่วครู่ ดวงตากลมโตมองหญิงสาวอย่างใสซื่อ เธอส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่มีอะไรคะ?”

นีรุณเพียงอยากใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่ได้อยากมีภาระอะไรที่ต้องแบกรับมาดูแลใคร เธอถึงได้พยายามร่ำเรียนวิชาแพทย์แล้วสร้างธุรกิจ ‘โรงยาสารพันโรค’ ให้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เธอเพียงหวังว่าสักวันจะได้ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายแบบชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ที่ไม่ใช่…ผู้นำตระกูลโบราณอะไรแบบนี้ ที่มีหน้าที่ล้านแปดต้องทำ

“ถ้าต้องถูกขังในกรงแบบนั้นก็ตายพอดี” เธอบ่นพึมพำด้วยท่าทางครุ่นคิดถึงทางรอด

“ต้องหนี” ไม่เช่นนั้นจะหมดโอกาสได้ใช้ชีวิตอิสระในแบบที่ตัวเองอยากจะเป็นแล้ว

ดวงตากลมโตเริ่มชำเลืองมองไม้เท้าของผู้อาวุโสแทราในแต่ละย่างก้าว เธอค่อย ๆ ชะลอฝีเท้าและทิ้งระยะห่างจากผู้อาวุโสแทรามากขึ้นเรื่อย ๆ

หญิงสาวมองซ้ายมองขวาแล้วค่อย ๆ ปลดอัญมณีที่ประดับเสื้อออกทีละเม็ดจนเต็มกำมือ เธอค่อย ๆ โปรยมันไปตามทางเดิน เหล่าอัญมณีกลมเกลี้ยงส่องประกายวิบวับดั่งดาวตกลงบนพื้นหิน

สักพักเสียงโวยวายก็ดังขึ้นจากข้างหลัง นีรุณยิ้มกว้างอย่างเจ้าเล่ห์

“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ?” หญิงสาวหันกลับมาถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อ

เธอแสร้งทำท่าทางตกใจมองเหล่าทหารที่ตามมาลื่นล้มกันระเนระนาดพร้อมกับแอบยิ้มเบา ๆ

“ว้าย! พี่ ๆ เป็นอะไรกันไปหรือคะ!!” เธอแสร้งทำท่าตกใจโหวกเหวกโวยวายดึงความสนใจของเหล่าทหารเฝ้ายามที่ต่างวิ่งกันมาดูสถานการณ์

“เกิดอะไรขึ้น?” ผู้อาวุโสแทราค่อย ๆ เดินแหวกฝูงชนเข้ามาดูสถานการณ์

เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผน นีรุณหันไปเห็นมามูมายืนรออยู่ที่มุมทางเดิน เธอจึงค่อย ๆ ปลีกตัวจากฝูงชน

มามูพาเธอเดินมาหาเทาไปดาตัวใหญ่ มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสี่ขา ขาทั้งสี่ข้างสั้นและอ้วน มือและขาทั้งสี่ทรงพลังในการขุดดินจนมันสามารถทำโพรงขนาดใหญ่เพื่อให้ตัวมันเข้าไปอาศัยใต้ดินสำหรับการพรางตัวได้ ช่วงหน้าสั้นจนแทบจะเสมอตัว ทำให้มันดูกลมไปหมดทั้งตัว ตัวเต็มวัยของมันสามารถใหญ่ได้มากกว่าพวกเธอ 5-10 เท่า เทาไปดาตัวนี้มีนามว่า

“เจ้านิกซ์” นีรุณเดินเข้าไปลูบมันแผ่วเบา มันเป็นสัตว์เลี้ยงตัวสนิทและยังเป็นพาหนะของนีรุณ

ยามเจ้านิกซ์เห็นเจ้านายของมัน มันค่อย ๆ หมอบราบไปกับพื้นเพื่อให้เจ้านายของมันขึ้นมาขี่ได้ง่ายยิ่งขึ้น

นีรุณกระโดดขึ้นหลังของมันอย่างคล่องแคล่ว แล้วทั้งนีรุณและมามูวิ่งผ่านทางเดินที่คดเคี้ยว ป่านนี้คงไม่มีใครตามเธอมาแล้ว เธอค่อย ๆ ชะลอฝีเท้าของเจ้านิกซ์ตรงเข้าไปในเมืองแล้วมาหยุดหน้า ‘โรงยาสารพันโรค’

เสียงพึมพำและเสียงพูดคุยดังไปทั่วบริเวณหน้าร้านยาที่เต็มไปด้วยลูกค้าหลายกลุ่ม ทั้งชาวตารัคและชาวไซทอบต่างยืนแออัดกันอยู่หน้าร้าน พวกเขาต่างแหกปากราวกับจะพังร้านเข้ามาให้ได้

“ร้านยังไม่เปิด ไป ๆ” เด็กหนุ่มร้านยาค่อยยืนกันด้านหน้าประตู ป้องกันไม่ให้พวกเขาแห่กันเข้าไปข้างใน

หญิงสาวสองคนที่เพิ่งมา หยุดดูสถานการณ์ก็พากันสงสัย พวกเธอลัดเลาะกันเข้าไปหลังร้าน แล้วก็พบกับเคลเจ้าของร้านกำลังยืนมองอย่างตึงเครียด

“ฟ้ายังไม่สว่าง พวกเขารีบมาทำไมกันแต่เช้าหรือ…คุณเคล?” นีรุณเอ่ยถามอย่างสงสัย

เคลรีบหันมาทำความเคารพนีรุณ เขาส่ายหน้าแล้วมองเธออย่างเคร่งเครียด “สองสามวันนี้เกิดโรคแปลก ๆ ระบาดในกลุ่มชาวบ้าน ไปหาร้านหมอที่ไหนก็รักษากันไม่ได้ ก็เลยแห่กันมาที่ร้านเราอย่างที่คุณหนูเห็นครับ”

นีรุณทำหน้าฉงน “มีโรคแปลกประหลาดแบบไหน ที่ร้านเรายังไม่เตรียมยาเอาไว้อีกหรือ?”

เคลเดินนำนีรุณเข้ามาด้านหลังร้าน เธอก็พบกับชายวัยกลางคนที่ผิวเต็มไปด้วยตุ่มน้ำใส ๆ ถัดไปเป็นไซทอบรูปร่างค่อนข้างกลม ร่างกายมีสีเหลืองนวล บนผิวเรียบเนียนของเธอก็มีตุ่มใส ๆ เช่นเดียวกัน

“มามู ช่วยไปตามอาจารย์โกดามาที่นี่ที” นีรุณพูดด้วยน้ำเสียงตึงเครียด

มามูพยักหน้าแล้วรีบวิ่งออกไป นีรุณยืนอยู่ตรงนั้น มองดูตุ่มน้ำใส ๆ ที่กระจายอยู่บนร่างของคนไข้สอง พลางคิดถึงวิธีรักษาในหัว

เคลยืนอยู่ข้าง ๆ ก็มองด้วยความวิตกกังวลไม่แตกต่างกัน “ส่วนใหญ่พวกที่ติดเชื้อมักจะเป็นผู้ที่มีทาสเป็นไซทอบครับ พวกเขาทุกคนล้วนไปประมูลเหล่าไซทอบนี้มาจากโรงค้าทาสในตลาดมืดครับ”

“ตลาดมืดอีกแล้วหรือ?” นีรุณนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะหันไปถามเคล “ทำไมชาวไซทอบเหล่านี้ถึงได้กลายมาเป็นทาส?”

เท่าที่นีรุณรู้…ดาวตารัคนั้นค่อนข้างมีเสรีภาพของการทำมาหากิน เธอไม่เคยรู้ว่ามีการบังคับค้าทาสมาก่อน

เคลทำหน้าตาหนักใจก่อนจะนั่งข้าง ๆ หญิงสาว “คุณหนู เรื่องราวเหล่านี้มีมาช้านาน แต่แค่มักจะแอบบทำในเขตชานเมืองหรือที่ที่ห่างไกลจากเมืองตารัค คุณหนูเลยอาจจะไม่เคยได้ยิน…ส่วนทาสไซทอบนั้นเป็นสิ่งที่หาได้ง่าย เนื่องจากยามที่พวกเราชาวตารัคบุกไปตีดาวดวงอื่น ๆ พวกเราก็มักจะกวาดต้อนชาวไซทอบบนดาวนั้นมาเป็นเชลย แล้วพวกเขาก็จะกลายเป็นชาวไซทอบชนชั้นล่างอย่างปฏิเสธไม่ได้ สุดท้ายพวกเขามักจะถูกขายไปเป็นแรงงานครับ”

หญิงสาวนั่งนิ่งเงียบไปอยู่ครู่ใหญ่ เธอมองไซทอบร่างเล็กเบื้องหน้าอย่างเศร้าใจ สิ่งมีชีวิตนี้น่าจะมาจากชนเผ่าคัมพัส พวกเขามีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่บนดาวคัมพัส ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตารัค

ไม่นาน มามูพยุงชายชราเข้ามาพร้อมอุปกรณ์การตรวจเข้ามา

ผู้อาวุโสโกดาค่อย ๆ เดินมาหยุดหน้าเตียง เขามองอาการของคนไข้ก็ทำหน้าสงสาร เขาหยิบเข็มขึ้นมาและพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ไม่ต้องตกใจหรอกนะคุณหนู นี่ไม่ใช่โรคระบาด แต่มันคือพิษใช้ทำร้ายร่างกาย”

“ที่ท่านโกดาเอ่ยก็มาค่อนข้างสอดคล้องกับสถานการณ์นะครับ ถ้าเป็นโรคระบาดนั้นจะไม่เลือกกลุ่มคน แต่นี่ติดกันเพียงบางคนบางกลุ่มเท่านั้น” เคลเอ่ยเสริม

ผู้อาวุโสโกดามองนีรุณอย่างใจเย็น ก่อนจะยื่นเข็มให้เธอ “ลองสะกิดแผลแล้วดูสีของเข็มให้ดี”

นีรุณใช้เข็มสะกิดบาดแผลออกมา ชายชราเอ่ยต่อด้วยความหนักใจ “การรักษาพิษนั้นไม่เหมือนการรักษาโรคทั่วไป เราไม่มีทางรู้ว่าพิษนั้นปรุงจากอะไร…คนสร้างพิษก็เหมือนนักเล่นหมากล้อม เขาต้องพยายามพัฒนาพิษทุกวิถีทาง ไม่ให้คนทำยารักษาอย่างไรแก้พิษได้ง่าย…เราคงต้องพยายามหายามาช่วยประคับประคองอาการไปก่อน ถ้าเราต้องการรักษาพิษจริง ๆ เราคงต้องหาตัวคนที่สร้างพิษนี้ให้เจอ”

นีรุณพยักหน้าอย่างเข้าใจ พวกเธอเป็นหมอปรุงยา จะรักษาคนป่วยให้หายจำเป็นต้องรู้ที่มาของโรค แต่ว่าตอนนี้พวกเธอไม่รู้ว่าพิษตัวนี้ส่งผลต่อร่างกายพวกเขาอย่างไร ฉะนั้นจึงยากต่อการป้องกัน ทำได้เพียงรักษาตามอาการ

นีรุณเริ่มลงมือรักษาอย่างตั้งใจ เธอรู้ว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ ถ้าสิ่งมีชีวิตทั้งสองอาการดีขึ้น อย่างน้อยพวกเธอก็จะรู้แนวทางรักษาให้คนที่อยู่ข้างนอก หญิงสาวค่อย ๆ หยดยาทีละตัวลงในของเหลวที่สกัดออกมาจากบาดแผลคนไข้ ยาตัวแล้วตัวเล่าค่อยหยดลงมา “ยาตัวนี้ทำให้น้ำเปลี่ยนสีจากสีเหลืองม่วงเป็นสีใสค่ะ อาจารย์”

ผู้อาวุโสโกดาหยิบห่อยาขึ้นมาดู สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “ยากลุ่มนี้ไว้ต้านพิษเรื้อรังที่จะส่งผลต่อระบบไต คนสร้างพิษก็ช่างใจร้ายนัก อยากให้พวกเขาตายอย่างช้า ๆ”

ชายชรายื่นยาให้นีรุณ “ให้พวกเขาทานทีละน้อยและเราต้องค่อย ๆ ดูอาการอย่าใจร้อน”

หลายวันมานี้ นีรุณไม่ได้กลับคฤหาสน์ตระกูลเกเลนเลย เธอทุ่มเทเวลาให้กับการเฝ้ารอการฟื้นตัวของคนไข้ทั้งสอง คอยดูอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ชุดยาหลายประเภทถูกนำมาใช้รักษาตามอาการ จนในใจของเธอเริ่มคิดถึงผู้ที่สร้างพิษซับซ้อนนี้ขึ้นมา

“ถ้าคุณหนูหายามารักษาอาการนี้ได้ คุณหนูคิดราคาเท่าไร พวกเขาก็จำเป็นต้องจ่าย” มามูเอ่ยออกมา

นีรุณพยักหน้าอย่างยิ้ม ๆ แต่เมื่อมองไปยังหน้าร้าน กลุ่มคนที่กำลังโหวกเหวกโวยวายนั้นกลับเป็นกลุ่มชาวบ้านจน ๆ และเหล่าทาสไซทอบ รอยยิ้มเริ่มเลือนรางไปจากดวงหน้าหวาน

ทันใดนั้น มีชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน “คุณหนูค่ะ พวกเขาฟื้นแล้วค่ะ!”

ทันทีที่ได้ยินข่าวดี นีรุณรีบวิ่งไปยังห้องที่คนไข้กำลังนอนอยู่ ชายวัยกลางคนและหญิงชาวคัมพัสกำลังดื่มน้ำมื้อแรกในรอบหลายวัน “พวกคุณอาการเป็นอย่างไรบ้างคะ? รู้สึกเจ็บตรงไหนบ้างไหม?” นีรุณถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย

ชายวัยกลางคนและไซทอบต่างมองนีรุณด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะพูดเสียงสั่นเครือ “ไม่เจ็บมากครับ แค่ได้มีชีวิตอีกครั้ง ผมไม่รู้จะขอบคุณคุณนีรุณยังไงดี” ทั้งสองก้มลงขอบคุณเธออย่างจริงใจ

นีรุณตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นพวกเขาก้มลงขอบคุณอย่างจริงใจ เธอรีบเดินไปข้าง ๆ และยื่นมือไปให้พวกเขาลุกขึ้น “ขอแค่พวกคุณหายดีก็พอแล้ว”

“คุณหนู!!!....” เสียงแหลมสูงดังขึ้น เป็นสาวชาวคัมพัสค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นอย่างช้า ๆ แขนขาสั้น ๆ ของเธอค่อยคลานเข้ามาหานีรุณ ดวงตากลมโตสีดำมองเธออย่างซาบซึ้ง “ชีวิตนี้กาอิลไม่เหลืออะไรแล้ว คุณหนูยังเสียเวลามาช่วย กาอิลไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรคะ”

นีรุณรีบเข้ามาพยุงร่างเล็กของเธอให้ลุกขึ้น “เอ่อคือ…พักก่อนเถอะ พวกคุณก็ยังไม่หายดี”

“ชีวิตของผมเหลือเพียงทาสคัสพัสตนนี้ ถ้าคุณหนูรับนางไว้ดูแลผมจะยินดีมากครับ” ชายวัยกลางคนมองนีรุณอย่างอ้อนวอน

เมื่อนีรุณหันไปมองสาวชาวคัสพัส เธอเองก็พยักหน้าพลางยิ้มหวานอย่างยินดี “กาอิลทำงานได้ทุกอย่างเลยนะคะ”

นีรุณชะงักไปชั่วขณะ ไม่เคยมีใครในตารัคมองนีรุณด้วยสายตาเช่นนี้มาก่อนในชีวิต คำพูดของชายคนนั้นและกาอิลทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงจนแอบมีน้ำตาคลออยู่ในดวงตา “การเป็นที่ยอมรับมันรู้สึกดีเช่นนี้เอง” เธอพึมพำเบา ๆ

เสียงชายชราดังขึ้นข้างหลัง “หนูรู้สึกดีใช่ไหมที่ได้ช่วยคน?” ผู้อาวุโสโกดาลูบหัวนีรุณอย่างอ่อนโยน มองร่างบางที่เขาสั่งสอนมาแต่เด็กด้วยสายตาอบอุ่นและเต็มไปด้วยความภูมิใจ “ดีแล้วนีรุณ เมื่อเรามีมากพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว เราก็ต้องรู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่น ความสุขที่ได้จากการแบ่งปันนั้นเป็นสิ่งที่หาซื้อไม่ได้ หนูจะเข้าใจเมื่อได้ลงมือทำด้วยตัวเอง”

นีรุณพยักหน้ารับ มองอาจารย์ของเธอด้วยความเคารพและยินดี แล้วเธอจึงตัดสินใจเดินเลี่ยงไปหาเคลที่หลังร้าน “คุณเคล ช่วงนี้อย่าเพิ่งปรับราคายานะคะ โดยเฉพาะถ้าขายให้ชาวบ้าน คงราคาเดิมเอาไว้ก่อนค่ะ”

เคลมองเธอด้วยความตกใจ “แต่ราคาสมุนไพรแพงขึ้นมากนะครับ ร้านยาที่อื่นๆ ก็ทยอยกันปรับราคากันหมด”

นีรุณยืนฟังเขาอย่างนิ่งเงียบ ก่อนจะพูดออกมาเสียงเรียบ “ให้ร้านของเราคงราคาเดิมไปก่อนเถอะค่ะ คุณเคล”

“เกิดอะไรขึ้นครับ เมื่อวันก่อนคุณหนูยังบอกให้พวกเราเพิ่มราคาเยอะ ๆ ทำไมวันนี้เปลี่ยนใจ”

นีรุณนิ่งคิดไปเมื่อนึกย้อนไปก็พบสายตาแห่งความซาบซึ้งยามผู้ป่วยได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง จิตใจของเธอก็พลอยยินดีไปด้วย เธอยิ้มอ่อน ๆ “ความสบายใจนะคุณเคล เอาตามนี้นะคะ เราคงราคานี้กันไว้ก่อน”

เคลมองเธออย่างไม่เห็นด้วย เขายื่นบัญชีขึ้นมาให้เธอดู “คุณหนูเห็นแล้วใช่ไหมครับ วัตถุดิบแพงขึ้นมาก ถ้าเรากดราคาให้เหมือนเดิม ร้านของเราจะขาดทุนหนักนะครับ ถ้าเราไม่มั่นใจว่าเราจะอยู่รอดได้ เราก็ไม่สามารถช่วยใครได้เลย”

นีรุณเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “พวกเราจะช่วยใคร ก็ต้องช่วยให้ได้ผลจริงค่ะ แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งกังวลเรื่องนั้นเลยนะคะ ให้คงราคาเดิมไปก่อน เราจะหาทางออกไปด้วยกัน”

ก่อนนีรุณจะเดินไป เธอหันมามองหน้าเคลอีกครั้ง “คุณเคลไม่ต้องกังวลนะคะ ฉันไม่ได้ขอร้องให้คุณเคลเฉือนเนื้อตัวเองหรอกค่ะ” นีรุณหันมามองหน้าชายรุ่นราวคราวพ่ออย่างหนักแน่น “ยังไงขอรบกวนให้คุณเคลช่วยรักษาราคายาเดิมไว้สักระยะ…มีส่วนต่างเท่าไรขอให้คุณเคลจดบัญชีเอาไว้ ฉันจะจ่ายส่วนที่ต้องเป็นกำไรของคุณเคลให้เองค่ะ ไม่ต้องเป็นกังวล”

นีรุณไล่นิ้วไปตามรายชื่อในบัญชีผู้ขายสมุนไพร “หรือไม่เราก็ต้องทำให้วัตถุดิบกลับมาเราเท่าเดิม”

ตอน 3

เมื่อสามารถหาแนวทางการบรรเทาอาการของพิษประหลาดนั้นได้ มามูจึงสามารถลากนีรุณกลับคฤหาสน์เกเลนได้ในที่สุด แต่ระหว่างที่เดินมาแต่ละก้าว…คิ้วของนีรุณก็เอาแต่ขมวดเป็นปมราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ในหัวแทบจะตลอดเวลา……จนเผลอลืมไปว่าตัวเองได้ทำอะไรเอาไว้เมื่อหลายคืนก่อน

ยังไม่ทันที่สองสาวจะได้ก้าวเท้าพ้นธรณีประตู “คุณนีรุณ” เสียงแหบแห้งของหญิงชราดังขึ้นมาทันที

“ตายแล้วมามู ตายแน่ ๆ ท่านแทราเอาฉันตายแน่คราวนี้” ว่าแล้วหญิงสาวรีบกระโดดขึ้นหลังเจ้านิกซ์ แต่ทว่า!!...ขอของเธอหรือจะสู้เวทมนตร์ของผู้อาวุโส หญิงชราผูกแส้ไว้กับข้อเท้าเบาะบางของนีรุณ เพียงกระตุกเบา ๆ ร่างของนีรุณก็ลอยมาหล่นข้างหน้าผู้อาวุโสแทราเสียแล้ว

“ท่านแทรา” นีรุณเงยหน้าสบตาผู้อาวุโวแทราพร้อมรอยยิ้มหวานเจื่อน ๆ ออกมา

“คุณนีรุณ วันนี้ท่านอาวุโสแห่งตระกูลเกเลน ผู้ดูแลทิศทั้งสี่มากันครบแล้ว วันนี้ท่านจะต้องเข้าทำพิธีชำระล้างตนเอง พร้อมเข้ารับตำแหน่งผู้นำตระกูลเกเลน จะปล่อยให้เลยฤกษ์วันนี้ไม่ได้ค่ะ” คำเอื้อนเอ่ยที่มีพลังและทรงอำนาจ ทำให้คนฟังอย่างนีรุณถึงกับหยุดชะงักและยืนฟังตัวที่แข็งทื่อ

“ผู้อาวุโสไซออน จากตระกูลเกเลนผู้ดูแลทิศอุดร” ผู้อาวุโสแทราเริ่มแนะนำจากขวามาซ้าย เขาเป็นชายชราร่างใหญ่โตผิวสีน้ำผึ้งเข้มอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวตารัค เขามีผมสีขาวโผลยาวแล้วจับมันมาถูกรวบเอาไว้เป็นหางม้าด้านหลังอย่างเรียบง่าย

นีรุณโค้งคำนับให้ชายชราผู้นั้นตามหลักผู้น้อยเคารพผู้ใหญ่ หากแกแต่เขากลับใช้เพียงหางตามองเธอตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าโดยไม่มีแม้แต่ปฏิกิริยายาจะให้ลุกขึ้น

“ผู้อาวุโสริค จากตระกูลเกเลนผู้ดูแลทิศทักษิณ”

เธอมองชายชราร่างเล็กแลดูไม่ค่อยจะแข็งแรง เขาเดินมาหาเธอด้วยไม้เท้าย้ำหยันเข้ามาอย่างช้า ๆ แล้วผ่านเธอไปโดยไม่คิดจะสนใจเธอเลยแม้แต่น้อย

พอปฏิกิริยาจากสองคนแรกที่กลับมาไม่ค่อยจะดีนัก เลยทำให้นีรุณรู้สึกเริ่มเบื่อหน่ายกับการต้องมานั่งทนทำพิธีรีตองเช่นนี้และเริ่มไม่ได้คาดหวังอะไรอีกแล้ว เธอค่อย ๆ เบนหน้าหนีมองไปทางอื่น

“ผู้อาวุโสมหิ จากตระกูลเกเลนผู้ดูแลทิศบูรพา” ผู้อาวุโสแทราเผยมือออกไปทางซ้าย

ผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างมีอายุแต่เธอสามารถรักษารูปร่างของเธอได้เป็นอย่างดี เธอเดินเข้ามาด้วยท่าทางทรงอำนาจและสายจับจ้องมาที่นีรุณนิ่ง ๆ ราวกับกำลังประเมินนีรุณ เธอค่อย ๆ สแยะยิ้มออกมา “คนนี้หรือ…ผู้ถูกเลือก” ผู้อาวุโสมหิเอ่ยพลางมองนีรุณตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

“จะใช่หรือไม่..ไม่ใช่หน้าที่ของเธอนะมหิ ให้เป็นหน้าที่ของเหล่าบรรพบุรุษเถอะ” หญิงชราร่าเล็กเดินหลังค่อม ๆ ออกมาช้า ๆ เธอคือ ‘ผู้อาวุโสธรา’ จากตระกูลเกเลนผู้ดูแลทิศประจิม

“คุณนีรุณ” ผู้อาวุโสแทราแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและทรงอำนาจ “แม้คุณนีรุณจะมีสายเลือดโดยตรงมาจากผู้นำตระกูลคนเก่า แต่ถึงอย่างไรกฎระเบียบข้อปฎิบัติก็ไม่สามารถผัดผ่อนได้ คุณนีรุณจะต้องทำเข้าพิธีชำระล้างตนเองเพื่อตรวจสอบว่าคุณนีรุณเป็นผู้ได้รับเลือกหรือไม่?”

นีรุณมองไปยังเหล่าผู้อาวุโสทึนทึกจากตระกูลเกเลนทั้งสี่ทิศ ดูก็รู้ว่าพวกเขาไม่มีใครยอมรับในตัวของเธอเลย เธอได้แต่ถอนหายใจระหว่างมองผู้อาวุโสแทราแล้วพยายามขยับปากที่สามารถแปลเป็นคำพูดได้ว่า “ไม่ทำได้ไหม?”

สิ่งที่ได้กลับมาจากปากผู้อาวุโสแทราคือ “ไม่”

“เพื่อให้ทุกอย่างราบรื่น คุณนีรุณขึ้นไปนั่งบนเสลี่ยงได้เลยค่ะ” ผู้อาวุโสแทราเอ่ยพลางผายมือไปทางขวา มีเสลี่ยงสี่คนหามเตรียมพร้อมไว้เบื้องหน้า

นีรุณรีบหันมามองหน้าผู้อาวุโสแทราด้วยความประหลาดใจอย่างสุดซึ้ง ไม่คาดคิดว่าจะมีการเตรียมพร้อมกันเธอหนีไว้แยบยลเช่นนี้ เธอค่อย ๆ เดินขึ้นเสลี่ยงอย่างช้า ๆ แล้วจึงมีทหารเข้ามายกเสลี่ยงของเธอขึ้นลอยจากพื้นเพื่อเดินตามเหล่าผู้อาวุโสไป

แต่ทว่า!!...เสลี่ยงแค่นี้ไม่สามารถกันนีรุณไว้ได้หรอก

ในระหว่างทางที่พวกเธอกำลังเดินไปยังส่วนด้านในสุดของตระกูลตารัค อันเป็นเขตห่วงห้าม จะต้องผ่านเหล่าทหารหลายชั้น ดวงตากลมโตมองไปรอบ ๆ อย่างครุ่นคิด “ทางข้างหน้าจะมีทางแยก” เธอพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตากลมโตคอยจด ๆ จ้อง ๆ รอทางแยกข้างหน้า

“พร้อม” ว่าแล้วร่างบางก็กระโดดลอยตัวหมุนตัวลงมาสู้พื้นเพื่อพร้อมจะวิ่งไปยังสถานที่ที่นัดกับมามูเอาไว้

ทว่า!!...กำแพงดินกลับโผล่พรวดขึ้นมาจากแผ่นดินและห้อมล้อมร่างบางเอาไว้จนมิด ทุกอย่างช่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนหญิงสาวที่ถูกกักขังยังไม่ทันได้ตั้งตัว “ท่านแทรา…ไม่เห็นต้องลงมือลงไม้กันเลยนะคะ” เมื่อหมดหนทางหนี การออดอ้อนจึงเป็นเพียงหนทางเดียวที่นีรุณจะทำได้

หญิงชราถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ “คุณนีรุณอยู่ในนั้นสักครู่เถิด”

นอกจากจะกักขังแล้วผู้อาวุโสแทรายังร่ายเวทมนตร์ปิดกันการได้ยินเสียง ทหารแบกหามกล่องดินที่บรรจุนีรุณมาหยุดอยู่หน้าวิหารหลังใหญ่ทางทิศเหนือของตระกูลเกเลน บนประตูบานใหญ่มีตราประทับเป็นรูปโล่คู่ซ้อนทับกัน

รูปโล่คู่ซ้อนทับกันเป็นตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลเกเลน แสดงให้ผู้คนในตระกูลได้ระลึกถึงหน้าที่ที่เกิดมาในตระกูลนี้ เพราะตระกูลเกเลนเป็นดังกำแพงที่ปกป้องเมืองตารัค เพื่อให้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในดาวดวงนี้ปลอดภัยจากการคุกคามทั้งภายในและภายนอก

ตระกูลเกเลนได้มีการแบ่งการดูแลออกเป็นผู้ดูแลทิศทั้งสี่ เหนือ ใต้ ออก ตก ซึ่งจะรับคำสั่งโดยตรงจากภาคส่วนกลางของตระกูล

ทว่า…ตำแหน่งผู้นำสูงสุดกลับถูกเว้นว่างเป็นระยะเวลาหลายปี

“ในที่สุดเวลาที่เรารอคอยก็มาถึง ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลจึงขอเปิดการคัดเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลเกเลน”

สิ้นเสียงเคร่งขรึมของผู้อาวุโสแทรา เวทมนตร์ที่กักขังนีรุณอยู่ก็ค่อย ๆ สลายหายไป ดวงไฟเล็ก ๆ สีเหลืองนับร้อยดวงค่อย ๆ สว่างขึ้นอย่างช้า ๆ แล้วมาห้อมล้อมตัวนีรุณให้ลอยขึ้นจากพื้นค่อย ๆ พาให้ตัวเธอลอยมาหยุดยืนอยู่กลางวงกลมที่มีตราสัญลักษณ์รูปโล่คู่ล้อมห้อมล้อมด้วยอักขระโบราณที่เขียนเอาไว้ว่า ‘หอบรรพบุรุษตระกูลเกเลน’

“โอย” นีรุณร้องออกมาด้วยความเจ็บที่อยู่ดี ๆ ก็เกิดบสดแผลลึกบริเวณฝ่ามือ เลือดของเธอค่อย ๆ ไหลลงมาสู่ตราสัญลักษณ์รูปโล่คู่จนครบทั้งพื้น

บังเกิดเสียง “แค็ก” คล้ายการปลดล็อกอะไรบางอย่าง แสงสว่างสีเหลืองอ่อนพุ่งขึ้นไปยังยอดหอคอยแล้วตรงไปยังต้นไม่ศักดิ์ที่อยู่ใจกลางเมืองของตารัค แสงสีเหลืองอ่อนแผ่กระจายไปท่วมทั่วหอบรรพบุรุษ พลังมหาศาลของต้นไม้ศักดิ์ได้แผ่กลับมาปกคลุมบริเวณแห่งนี้

“ไม่เคยสัมผัสพลังเช่นนี้เลย” ผู้อาวุโสธราเอ่ยขึ้นอย่างปลื้มปรีติ เธอตบมือรัว ๆ แสดงความดีใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง “ยินดีจริง ๆ….หากเรามีผู้นำที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ตระกูลเกเลนก็ไม่ต้องกลัวใคร”

ผู้อาวุโสแทราเดินมายืนตรงหน้านีรุณ แววตาชราวัยหรี่ลงมองเธอด้วยความเป็นกังวลผสมความห่วงใย “ขอฝากตระกูลเกเลนให้คุณนีรุณช่วยดูแลต่อด้วยนะคะ”

เธอพูดจบก็หันหลังแล้วยกมือขึ้นวนรอบอากาศ “เหล่าดวงจิตแห่งบรรพบุรุษ โปรดช่วยชำระล้างคุณนีรุณให้สะอาดทั้งกายและใจ” เสียงเคาะไม้เท้าดังกึกก้องสะท้อนกลับไปกลับมาในหู เสียงนั้นวนเวียนในหูของนีรุณจนเริ่มบีบรัดสมอง แล้วอยู่ดี ๆ ความอึดอัดก็พลันสลายหายไป

ประโยคสุดท้ายที่ได้ยินคือ “พวกคุณไม่ควรเข้ามาที่นี่” ซึ่งเป็นคำพูดของผู้อาวุโสแทราที่พูดด้วยน้ำเสียงที่กำลังประหม่าและหวาดกลัว

นีรุณลืมตาขึ้นอีกทีก็พบว่าตัวเองถูกห้อมล้อมด้วยกำแพงดินอีกครั้ง เธอเดินเข้ามาใกล้กำแพงเดินเพื่อพยายามฟังว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้น แต่เสียงที่ได้ยินกลับเป็นเพียงเสียงของการต่อสู้ ที่ดังมาจากด้านนอกก็ดังก้องเข้ามาถึงภายในกำแพงดิน

“ผู้อาวุโส เกิดอะไรขึ้นค่ะ” นีรุณพยายามตะโกนถามจนสุดเสียง

แต่กลับไม่มีคำตอบกลับจากภายนอก เท่าที่เธอได้ยินจะมีเพียงเสียงของการต่อสู้ การกระทบกระทั่งที่ดังลอดเข้ามา การจินตนาการทำให้นีรุณเริ่มร้อนใจ เธอพยายามร่ายเวทด้วยมือที่สั่นสะท้าน สร้างแส้เวทขึ้นมา แล้วฟาดมันใส่กำแพงดินอย่างไม่ยั้งมือจนกำแพงดินก็เริ่มแตกเป็นรอยเล็ก ๆ

ซึ่งก็ดูเหมือนจะยังไม่พอที่จะทำให้มันพังทลายลง “ไม่พอ! ไม่พอเลย!” นีรุณบ่นกับตัวเองเสียงต่ำ ขณะพยายามฟาดแส้เวทซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยความรวดเร็ว ในขณะที่กำแพงเริ่มร้าวหนักขึ้น แสงสว่างวาบเข้ามาอย่างฉับพลันจนทำให้ทุกสิ่งรอบตัวเธอดูเบลอไปชั่วขณะ

เงาของผู้หญิงร่างท้วมราง ๆ กำลังเดินตรงมาที่เธอ “ใครกัน?”

ภายใต้ความมืดมิดที่แสนเงียบสงัด นีรุณยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า ลูกไฟสีแดงฉานพุ่งตรงมาอย่างรวดเร็ว ส่องแสงวาบเป็นเส้นทางหลอกหลอน ร่างของเธอถูกไฟที่ลุกไหม้เผาไปทั่วทั้งตัว มันร้อนแรงจนเจ็บแสบและทำให้ร่างกายสั่นสะท้าน นีรุณสะดุ้งเฮือกด้วยความหวาดกลัว รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ท่วมท้น

“คุณหนู! เป็นอย่างไรบ้างคะ?” เสียงของมามูดังขึ้นแทรกผ่านความมืด นีรุณค่อย ๆ ลืมตาตื่นมาพบกับสีหน้ามามูที่กำลังตกใจและมองเธออย่างเป็นห่วง

นีรุณหันไปมองและพบว่าตัวเองกลับมาอยู่ในห้องนอนของตัวเองแล้ว เธอใช้มือเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนหน้าผาก รู้สึกโล่งใจที่มันเป็นแค่ความฝัน แต่ความรู้สึกไม่ดีบางอย่างยังคงปะปนอยู่ในใจ

“มามู… ฉันมานอนที่นี่ได้ยังไง?” นีรุณเอ่ยด้วยความสงสัย เธอพยายามทบทวนเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นปริศนา

“เอ่อ…คุณหนูมาเองค่ะ” มามูตอบตะกุกตะกัก ก่อนจะรีบวิ่งไปหยิบถ้วยน้ำมาให้

ในระหว่างนั้นนีรุณเองยังคงคิดทบทวนภาพเมื่อคืน จับจ้องไปยังผนังห้องที่คุ้นเคย แต่ภาพของผู้อาวุโสแทราและเสียงการต่อสู้กลับผุดขึ้นมาในความทรงจำ ทำให้เธอรู้สึกกังวล “ท่านแทรากับเหล่าผู้อาวุโสท่านอื่น ๆ ละ?...พวกท่านเป็นอย่างไรบ้าง? เมื่อคืนฉันเหมือนจะได้ยินเสียงต่อสู้…” เสียงของเธอแฝงไปด้วยความกังวล ราวกับยังไม่สามารถปล่อยวางสิ่งที่เกิดขึ้นได้

“เอ่อ…ท่านอาวุโส” มามูพูดตะกุกตะกัก รู้สึกไม่แน่ใจว่าควรจะพูดอะไรดี ก่อนจะรีบพานีรุณมาที่วิหารบรรพบุรุษ

เมื่อเห็นร่างของเหล่าผู้อาวุโสนอนอยู่บนเตียง นีรุณรีบวิ่งเข้าไปทันที ดวงตาเปลี่ยนเป็นจริงจัง เมื่อเธอจับชีพจรของผู้อาวุโสแต่ละคนด้วยมืออันสั่นเทา

เธอรู้สึกถึงการเต้นที่ช้าและไม่สม่ำเสมอ “ชีพจรเต้นช้าผิดปกติ ความดันเลือดต่ำลง…” นีรุณพึมพำกับตัวเอง ขณะสายตาไม่หยุดสำรวจร่างกายของผู้อาวุโส ไม่มีร่องรอยการบาดเจ็บจากการต่อสู้ ใบหน้าและร่างกายของแต่ละท่านดูเหมือนคนที่กำลังนอนหลับลึก

“ไม่น่าจะใช่…” นีรุณกล่าวขึ้นมาเสียงเบา ขณะที่เดินรอบเตียงแล้วพลิกข้อมือของผู้อาวุโสแต่ละท่านขึ้นมาอีกครั้ง เธอคลำไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยความพินิจพิเคราะห์ จนกระทั่งมือของเธอไปสัมผัสกับส่วนบนของศีรษะ ผิวหนังใต้ฝ่ามือรู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ

“เข็มหรือคะ?” มามูถามขึ้นเสียงตกใจเมื่อเห็นนีรุณดึงเข็มขนาดเล็ก ๆ ออกมาจากศีรษะของผู้อาวุโสแทราแล้วจึงเดินมายังผู้อาวุโสท่านอื่น ๆ

“ผู้อาวุโสทุกท่านล้วนมีเข็มทิ่ม…” นีรุณพยักหน้า ค่อย ๆ เพ่งมองปลายเข็มด้วยความสงสัย ก่อนจะนำต่างหูเงินของเธอมาสัมผัสกับปลายเข็ม แต่เมื่อสัมผัสไปแล้ว ต่างหูเงินของนีรุณกลับยังคงมีสีเงินเช่นเดิม ยิ่งทำให้เธอรู้สึกสับสน “ไม่มีพิษ…แล้วทำไมพวกท่านถึงไม่ฟื้น”

“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ?” มามูถามด้วยความกังวล ขณะที่รับเข็มมาอย่างระมัดระวัง

“มามูช่วยไปตามอาจารย์โกดามาพบฉันที่เรือนที ฉันต้องการความมั่นใจ…” นีรุณพูดเสียงเข้ม ขณะจับมือที่เหี่ยวเฉาของผู้อาวุโสแทรา กุมเอาไว้อย่างอ่อนโยน เธอรู้สึกเจ็บปวดในใจ “ถ้าหนูไม่ดื้อดึง ท่านคงไม่เป็นแบบนี้…”

ชายชราอายุเกือบร้อยปีเดินหลังค่อมกระย่องกระแย่งพยุงตัวด้วยไม้เท้ามาหยุดดูมองเข็มที่ทิ่มเหล่าผู้อาวุโส “ที่ตุ้มหูเงินไม่เปลี่ยนสีเพราะว่ามันไม่ใช่ยาพิษ มันเป็นเพียงยาสลบ”

นีรุณพยักหน้ามองผู้อาวุโสโกดาด้วยความครุ่นคิด “ยาสลบหรือคะ?”

ชายชราพยักหน้าเบา ๆ “ยาสลบมักเดียวกับที่เหล่านายพรานมักจะนำไปใช้ล่าสัตว์….ไม่ได้ทำให้ถึงแก่ชีวิต”

ยิ่งได้ยินเช่นนี้ หญิงสาวยิ่งสับสน คำถามมากมายเริ่มค่อย ๆ ทยอยเข้ามาตีกันในหัวของเธอ “มันเลยยิ่งทำให้น่าสงสัย ทำไมคนร้ายที่บุกเข้ามาในยามวิกาลถึงใช้เพียงยาสลบ…ตกลงคนร้ายที่บุกเข้ามาต้องการสิ่งใดกันแน่?”

ชายชราวางเข็มลง เขานั่งลงข้าง ๆ หญิงสาว “ถึงคนร้ายจะไม่ได้ต้องการถึงชีวิต แต่ว่าเหล่าผู้อาวุโสชราภาพมากแล้ว หากความดันเลือดตกมากจนเกินไป ก็อาจจะอันตรายถึงแก่ชีวิตได้”

นีรุณหันมามองหน้าผู้อาวุโสโกดาอย่างตกใจ เธอลืมสิ่งนี้ไปได้อย่างไร “เช่นนั้น เราจะต้องรีบปลุกให้ผู้อาวุโสตื่น”

ชายชราส่ายหน้าเบา ๆ “จะปลุกอย่างไรละ ได้แต่รอให้ร่างกายขับยาออกจนหมด…นอกจากว่า”

“ค่ะ” นีรุณรีบหันไปมองอย่างคาดคั้น

“ต้องมีพิษอีกตัวที่มาต้านพิษตัวนี้ ให้ร่างกายรีบขับยาออกมาให้เร็วยิ่งขึ้น” ชายชราเอ่ยอย่างหนักใจ “แต่ว่า พิษที่ต้านพิษกันเองนั้นหายากนัก มักจะเคยแต่ได้ยินคนในตลาดมืดเขาพูดกัน”

นีรุณหันขวับกลับมามองหน้าผู้อาวุโสโกดา “ตลาดมืดอีกแล้วหรือ?”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED