เย่เซี่ยจูเอียงตัวหลบด้วยความขวยเขิน ก่อนจะยื่นมือออกไปรับขนมชิ้นนั้นอย่างระมัดระวัง แล้วกัดไปคำเล็ก ๆ
ตอนที่กิน เศษขนมเผลอเลอะที่มุมปากของเธอเล็กน้อย
ฟู่เฉิงโจวยื่นมือออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ และเช็ดให้เธอจนสะอาด
นิ้วมือขาวซีดไล้ผ่านกลีบปากนุ่มของหญิงสาวโดยมีกระดาษทิชชูกั้นอยู่ บนใบหน้าของชายหนุ่มผู้รักความสะอาดคนนั้นไม่มีแววรังเกียจเลยแม้แต่น้อย
“คืนนี้ก็พักที่นี่เถอะ ไม่ต้องกลับแล้วนะ”
ฟู่เฉิงโจวพูดกับเย่เซี่ยจูด้วยสายตาอ่อนโยน
ใบหน้าของเย่เซี่ยจูขึ้นสีระเรื่อ ก่อนจะพยักหน้ารับทันที “ค่ะ”
หลีย่างมองสายตาของฟู่เฉิงโจวที่คอยจับจ้องเย่เซี่ยจูไม่วางตา โดยไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ
ในใจรู้สึกจุกราวกับมีก้อนฝ้ายอัดแน่นอยู่ในอก
เมื่อหลายเดือนก่อน เธอไปรับรองคู่ค้าและถูกมอมเหล้า ดื่มจนกระเพาะเป็นแผลทะลุ
ต้องนอนโรงพยาบาลอยู่ตั้งสองอาทิตย์ กินอะไรไม่ลงสักคำ เพียงไม่กี่วันก็ผ่ายผอมลงไปถนัดตา
ฟู่เฉิงโจวไม่แม้แต่จะไปเยี่ยมดูใจเธอสักครั้ง
พอถามไปก็บอกแค่ว่ายุ่งอยู่
แต่ตอนนี้ เขากลับกำลังเป็นห่วงว่าผู้หญิงอีกคนจะหิวหรือเปล่า
แม้แต่เศษอาหารที่เลอะมุมปากเธอ เขายังลงมือเช็ดให้ด้วยตัวเอง
หลีย่างภายในใจรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ แต่บนสีหน้ากลับไม่แสดงอาการใด ๆ
เย่เซี่ยจูสังเกตเห็นสายตาของหลีย่าง จึงพูดด้วยความเขินอายและใบหน้าที่แดงก่ำ “เฉิงโจวพาฉันมาเจอครอบครัวเขาครั้งแรก กลัวว่าฉันจะตื่นเต้นเกินไป ก็เลยดูแลเป็นพิเศษน่ะค่ะ คุณหลี อย่าถือสาเลยนะคะ”
ครอบครัวของฟู่เฉิงโจวไม่ชอบหลีย่าง และหลีย่างเองก็รู้เรื่องนี้ดี
ตอนที่เขาพาเธอมาบ้านครั้งแรก ไม่เห็นได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีแบบนี้บ้างเลย
ตอนนั้นเธอโดนหนานอวิ๋น แม่ของฟู่เฉิงโจวพูดจาเหน็บแนมค่อนขอดอยู่ตั้งค่อนวัน แถมยังโดนคุณย่าของเขาเรียกใช้ให้รินน้ำเติมชาจนหัวหมุน
วุ่นวายอยู่ตั้งนาน กว่าจะได้นั่งพักสักครู่หนึ่ง
เธอยังจำประโยคนั้นของคุณนายฟู่ได้แม่น
“แค่เด็กขายบริการ คิดจะปีนป่ายตระกูลฟู่เพื่อถีบตัวให้สูงขึ้น ไม่เจียมตัวเอาซะเลย”
หลังจากนั้น เธอก็ไม่ค่อยมาที่นี่อีก
วันนี้ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องสัญญาเร่งด่วนจริง ๆ เธอคงไม่เสนอหน้ามาทำให้ตัวเองอับอายหรอก
เย่เซี่ยจูไม่เหมือนกับเธอ
เย่เซี่ยจูเป็นลูกสาวของเย่หวายจิ่ง เจ้าพ่อวงการจิวเวลรี่แห่งเมืองเยี่ยนเฉิง เป็นคนที่มีบุคลิกภาพกริยามารยาทที่ดีเยี่ยม มีเกียรติ และชาติตระกูลสูงส่ง
สมควรแล้วที่จะได้รับการทะนุถนอมปานแก้วตาดวงใจ
“คุณเย่พูดเกินไปแล้วค่ะ” หลีย่างยิ้มตอบอย่างวางตัวเหมาะสม
เธออยู่ข้างกายฟู่เฉิงโจวมาหลายปี ไม่เคยได้รับความคุ้มครองดูแลแม้แต่น้อย และก็ไม่ได้คาดหวังความห่วงใยเอาใจใส่จากเขาด้วย
แต่อย่างน้อยที่สุด ถ้าเขาตัดสินใจจะคบกับผู้หญิงคนอื่นจริง ๆ ก็น่าจะบอกกล่าวเธอสักคำ
เธอไม่ใช่คนที่จะตามตื๊อไม่เลิกรา
“ขอโทษนะคะ ขอใช้ห้องน้ำหน่อยนะคะ”
หลีย่างรู้สึกไม่ค่อยดี จึงอยากจะหาที่สงบสติอารมณ์สักครู่
พอเดินออกจากห้องน้ำ เธอก็ชนกับกำแพงเนื้อตรงทางเดินเข้าอย่างจัง
รูปร่างสูงโปร่ง ดูสูงศักดิ์และห่างเหิน
แถมยังแผ่กลิ่นอายกดดันที่ยากจะมองข้าม
บนเสื้อเชิ้ตสีดำของฟู่เฉิงโจวเต็มไปด้วยขนสุนัข แต่กลับไม่เห็นเขาทำท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์เลยสักนิด
เขายืนพิงผนัง แววตาเฉยชาไร้ความอบอุ่นจ้องมองมาที่หลีย่าง
“ทำตัวให้ความเคารพเซี่ยจูหน่อย”
หลีย่างกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะถามกลับ “คุณอยากให้ฉันเคารพยังไงคะ?”
นัยน์ตาสีอ่อนของฟู่เฉิงโจวจับจ้องไปที่หลีย่าง เขามองเห็นความดื้อรั้นสายหนึ่งที่ไม่เข้ากับสถานะของเธอได้จากแววตานั้น
เขาเหยียดยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปช่วยทัดผมที่ปรกข้างแก้มให้เธอ จังหวะที่ลดมือลงยังบีบคลึงติ่งหูอวบอิ่มของเธอเบา ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่หนักไม่เบา
“เธอใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่เหมือนคุณ อย่าไปแตะต้องเธอ”
การที่สามารถไต่เต้าขึ้นมาถึงตำแหน่งหัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์ของหนานซื่อได้ หลีย่างย่อมมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง
ก่อนหน้านี้พวกผู้หญิงน่ารำคาญที่สลัดไม่หลุดรอบกายฟู่เฉิงโจว ส่วนใหญ่ก็เป็นหลีย่างที่ไปจัดการให้ทั้งนั้น
ดังนั้นฟู่เฉิงโจวถึงได้มาเตือนเธอ
เขากลัวว่าหลีย่างจะลงมือเล่นงานเย่เซี่ยจู
การระแวดระวังเธอนั้น ไม่ได้ทำร้ายจิตใจสักเท่าไหร่
แต่ประโยคที่ว่า ‘เธอใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่เหมือนคุณ’ นั่นต่างหากที่บาดใจเหลือเกิน
“คุณคิดว่าฉันไม่บริสุทธิ์งั้นเหรอคะ?” หลีย่างถามออกไปตรง ๆ ว่า “เพราะลักษณะงานของฉันงั้นเหรอ?”
ฟู่เฉิงโจวไม่ตอบ แต่กลับเปลี่ยนเรื่องคุย “พรุ่งนี้เซี่ยจูจะเริ่มงานที่บริษัท คุณบอกไต้ซานให้ช่วยสอนงานเธอด้วยนะ”
ไต้ซานเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของหลีย่าง และยังเป็นผู้ช่วยพิเศษของฟู่เฉิงโจว เป็นหัวหน้ากลุ่มงานในสำนักประธานกรรมการ
สำนักประธานกรรมการไม่เหมือนแผนกประชาสัมพันธ์ ที่นั่นคือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดภายใต้ปีกของฟู่เฉิงโจว
ตลอดหลายปีมานี้ที่หลีย่างอยู่แผนกประชาสัมพันธ์ เจอพวกบ้ากามที่คิดไม่ซื่อมาไม่น้อย
เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว รับมือยากสุด ๆ
กลับจากการรับรองลูกค้าทีไรก็เหนื่อยล้าทั้งกายทั้งใจ ไหนจะเหนื่อยหน่ายกับการรับมือพวกเฒ่าหัวงูที่จ้องจะมอมเหล้าลวนลามอีก
ก่อนหน้านี้เธอเคยเปรยกับฟู่เฉิงโจวว่าอยากขอย้ายไปเป็นผู้ช่วยในสำนักประธานกรรมการที่งานเบากว่าหน่อย
แต่ฟู่เฉิงโจวกลับบอกว่า “แผนกประชาสัมพันธ์เป็นแผนกที่สำคัญที่สุดของบริษัท ผมเชื่อใจคุณ ถึงได้วางคุณไว้ในตำแหน่งที่สำคัญมาก ๆ แบบนี้”
แต่พอเป็นเย่เซี่ยจู ฟู่เฉิงโจวกลับปกป้องดูแลไว้ข้างกายราวกับสมบัติล้ำค่า ไม่ยอมให้ต้องลำบากตากแดดตากลมแม้แต่นิดเดียว
พวกเขาต่างรังเกียจและดูถูกเธอเพราะสถานะพนักงานพีอาร์ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครจำได้เลยว่า เธอต้องมายึดอยู่กับตำแหน่งนี้เพราะอะไรกันแน่
หลีย่างหลุบตาลง ซ่อนความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดเอาไว้ น้ำเสียงกลายเป็นเย็นเยียบราวสายน้ำ
“สรุปว่า คุณชอบเธอเข้าแล้วจริง ๆ งั้นเหรอ?”
ฟู่เฉิงโจวตอบเสียงขรึม “ใช่”
ส่วนที่อ่อนไหวที่สุดในก้นบึ้งหัวใจของหลีย่าง ถูกความเจ็บปวดเสียดแทงเข้าอย่างจัง
เธอไม่สนแล้วว่ายังอยู่ในบ้านตระกูลฟู่ เพียงถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แล้วฉันล่ะ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาฉันเป็นตัวอะไร?”
ฟู่เฉิงโจวแนบหน้าผากชิดกับเธอ ริมฝีปากบาง ๆ ขยับเข้าไปใกล้ น้ำเสียงดูเอื่อยเฉื่อย “ก็เหมือนเมื่อก่อนนั่นแหละ”
ต่อหน้าสาธารณชนเป็นหัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม ลับหลังผู้คน ก็เป็นกิ๊กที่รู้ใจและว่าง่าย
นี่สินะที่เรียกว่าเหมือนเมื่อก่อน
ที่แท้คำว่าไม่เปิดเผยสถานะ ก็มีความหมายแบบนี้นี่เอง
หลีย่างจิกนิ้วตัวเองแน่น ข่มความเจ็บปวดที่เหมือนหัวใจหล่นวูบเอาไว้ พลางหลุบตาลงแล้วปฏิเสธ “ฟู่เฉิงโจว ฉันไม่ได้ไร้ศักดิ์ศรีขนาดนั้น”
“ถ้าคุณเลือกที่จะคบกับเย่เซี่ยจู งั้นเราก็จบกันแค่นี้เถอะ”
ตอนขาออกมา หลีย่างเดินสวนกับฟู่หวาย พ่อของฟู่เฉิงโจว
เธอกล่าวทักทายด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วก้าวเดินเลี่ยงออกมาด้วยท่าทีสำรวมและวางตัว
ฟู่หวายสวมแจ็กเก็ตสไตล์ทางการเรียบ ๆ ตีหน้าขรึมมองไปที่ฟู่เฉิงโจว น้ำเสียงฟังดูเคร่งเครียด “แกก็ระวังตัวหน่อย ตระกูลเย่ไม่ใช่คนที่แกจะละเลยได้ พวกผู้หญิงไร้สาระข้างนอกนั่น รีบจัดการให้จบ ๆ ไปซะ”
ฟู่เฉิงโจวเอ่ยตอบอย่างเย็นชา “พ่อครับ ผมรู้ขอบเขตดี”
เช้าวันรุ่งขึ้น หลีย่างเจอไต้ซานที่ลานจอดรถใต้ดินของบริษัท
พอไต้ซานเห็นเธอ ก็พุ่งเข้ามาหาทันทีด้วยท่าทางโมโห
“อาย่าง เรื่องระหว่างเธอกับฟู่เฉิงโจวมันยังไงกันแน่? ทำไมจู่ ๆ เขาถึงเปิดตัวแฟนสาวล่ะ?”
ผ่านไปแค่คืนเดียว ข่าวที่ตระกูลฟู่จัดงานเลี้ยงรับรองว่าที่ลูกสะใภ้ก็แพร่สะพัดไปทั่ววงสังคมชั้นสูง
“ไม่มีอะไรหรอก”
หลีย่างมีสีหน้าปกติ แล้วถือกระเป๋าเดินตรงไปทางหน้าลิฟต์
“วันนี้เย่เซี่ยจูจะเข้ามาทำงานที่สำนักประธานกรรมการ เธอช่วยสอนงานเย่เซี่ยจูด้วยนะ”
“ฟู่เฉิงโจวใช้เส้นสายยัดเธอเข้ามาในสำนักประธานกรรมการงั้นเหรอ? !”
สีหน้าของไต้ซานดูย่ำแย่ลงทันใด เธอบ่นอุบด้วยความไม่พอใจ
“ตอนนั้นเธอขอร้องเขาตั้งนาน เขาก็ไม่ยอมย้ายเธอ แต่ตอนนี้กลับกระตือรือร้นเชียว!”
“เขาทำแบบนี้มันสมกับที่เธอตรากตรำทำงานหนักมาหลายปีไหมเนี่ย!”
หลีย่างเริ่มติดตามฟู่เฉิงโจวเมื่อสี่ปีก่อน ถูกโยนไปขัดเกลาในแผนกประชาสัมพันธ์อยู่หลายปี ต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อแรงกายและผ่านความลำบากมาแสนสาหัส กว่าจะก้าวมาถึงตำแหน่งในทุกวันนี้
ผู้ถือหุ้นเก่าแก่ของหนานซื่อหลายคนไม่พอใจที่ฟู่เฉิงโจว ซึ่งเป็นคนนอกแซ่ฟู่ เข้ามารับช่วงต่อกิจการใหญ่โตของหนานซื่อ จึงคอยขัดแข้งขัดขาฟู่เฉิงโจวทั้งในที่ลับและที่แจ้ง หวังจะลากฟู่เฉิงโจวลงจากตำแหน่งสูงให้ได้
เป็นหลีย่างที่อาศัยความสามารถอันแข็งแกร่ง ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ดำรงตำแหน่งผู้จัดการแผนกประชาสัมพันธ์ เจรจาปิดโปรเจกต์ระดับ S ให้ฟู่เฉิงโจวได้หลายโครงการ
ในบรรดาโครงการเหล่านี้ เพียงแค่หยิบยกขึ้นมาสักชิ้น ก็ดีพอที่จะทำให้ประวัติการทำงานของเธอเจิดจรัส จนผู้คนต้องยกย่องบูชาแล้ว
หลายปีมานี้มีคนไม่น้อยต้องการดึงตัวเธอไปร่วมงานด้วย แต่ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะยื่นข้อเสนอที่ดีงามแค่ไหน หลีย่างก็ไม่เคยสั่นคลอนในความตั้งใจที่จะอยู่ที่หนานซื่อ
แต่ตอนนี้ มันต่างออกไปแล้ว
เธอแค่ต้องการรีบเอาของที่หนานอวิ๋นสัญญาไว้มาให้ได้ แล้วออกไปจากที่ที่ทำให้เธออึดอัดใจแห่งนี้เสียที
เมื่อสี่ปีก่อน เพื่อนสนิทสมัยเด็กอย่างเฉินจิ้นหายตัวไปอย่างกะทันหัน หนานอวิ๋นรับปากว่าขอแค่เธออยู่ข้างกายฟู่เฉิงโจวจนกว่าเขาจะแต่งงาน ก็จะมอบที่อยู่ของเฉินจิ้นให้ ดังนั้นเธอถึงได้อดทนมาจนถึงตอนนี้
หลีย่างโตมาพร้อมกับเฉินจิ้น เขาคือคนในครอบครัวที่เธอสามารถเอาชีวิตเธอเข้าแลกได้
เพราะงั้นเธอต้องตามหาเฉินจิ้นให้เจอ!
ไต้ซานโกรธจนควันออกหู จนพูดจาไม่ยั้งคิดออกมา “เธอก็ลาออกเลยสิ ถีบหัวส่งไอ้คนเนรคุณพรรค์นั้นไปซะ!”
หลีย่างชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองไต้ซานด้วยสายตาจริงจัง
“ซานซาน ระวังคำพูดหน่อย หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง”
ตระกูลฟู่น่ะ ไม่มีใครไปล่วงเกินได้หรอก
ไต้ซานยังคงเดือดดาลและคับแค้นใจ “ฉันพูดผิดตรงไหน? คนในบริษัทมีใครบ้างไม่รู้ว่าเธอคือแฟนตัวจริงของฟู่เฉิงโจว!”
“เขาไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ของพวกเธอก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ยังหน้าด้านพาเมียน้อยมาหยามหน้าเธออย่างโจ่งแจ้งอีก!”
“ถ้าเธอไม่เขี่ยเขาทิ้ง จะเก็บเขากับเมียน้อยไว้เลี้ยงดูตอนแก่หรือไง?”
หลีย่างกำลังจะเตือนให้เธอระวังคำพูดและการกระทำ แต่แล้วประตูลิฟต์ก็เปิดออก กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังห้อมล้อมพูดคุยหัวเราะอยู่กับเย่เซี่ยจู
ไต้ซานก้าวออกจากลิฟต์ พลางขมวดคิ้วจ้องมองคนพวกนั้น แล้วตวาดเสียงเย็น “เช้า ๆ แบบนี้มาจับกลุ่มคุยเรื่องไร้สาระ ไม่อยากทำงานกันแล้วหรือไง?”
“หัวหน้าหลี อรุณสวัสดิ์ค่ะ” เย่เซี่ยจูยิ้มตาหยีพลางเอ่ยทักทายหลีย่าง
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
เพราะคำเตือนของฟู่เฉิงโจว น้ำเสียงของหลีย่างจึงแฝงไว้ด้วยความเคารพ
เธอหันไปหาไต้ซานและเอ่ยกำชับ “ไต้ซาน เธอช่วยพาหล่อนไปที่สำนักประธานกรรมการทีนะ”
ไต้ซานปรายตามองเย่เซี่ยจูแวบหนึ่ง วางมาดเจ้านายเต็มที่
“ตามฉันมา”
“อาจจะต้องรอสักครู่นะคะ” เย่เซี่ยจูยิ้มให้ไต้ซานด้วยท่าทางขอโทษขอโพย “เฉิงโจวไปช่วยฉันเบิกอุปกรณ์สำนักงาน บอกให้ฉันรอเขาอยู่ตรงนี้ค่ะ”
ไต้ซานอ้าปากค้าง ก่อนจะหันขวับไปมองหลีย่าง ตาแทบจะถลนออกมาอยู่รอมร่อ
ฟู่เฉิงโจวถึงกับยอมจัดการเรื่องจุกจิกแบบนี้ให้เย่เซี่ยจูด้วยตัวเองเลยเหรอเนี่ย
เมื่อก่อนหลีย่างไม่เห็นเคยได้รับสิทธิ์นี้เลย!
แพขนตาของหลีย่างสั่นเครือเล็กน้อย หากแต่สีหน้ายังคงเป็นปกติ
“ฉันไปทำงานก่อนนะ”
“เดี๋ยวก่อน มาที่ห้องทำงานผมหน่อย มีงานจะมอบหมายให้คุณ”
เสียงของฟู่เฉิงโจวดังขึ้นจากด้านหลัง หลีย่างหยุดยืนอยู่กับที่ แล้วหันกลับไป
ฟู่เฉิงโจวยื่นลังกระดาษในมือไปให้ไต้ซาน พลางกำชับเย่เซี่ยจูอย่างใส่ใจ “คุณไปรายงานตัวกับไต้ซานก่อนนะ อย่าเดินเพ่นพ่านไปไหนมาไหนคนเดียวล่ะ”
ในใจไต้ซานรู้สึกอัดอั้นไปด้วยความโมโห แต่ก็ทำได้แค่ยื่นมือไปรับมา
เย่เซี่ยจูพยักหน้าอย่างว่าง่าย แล้วเดินตามไต้ซานออกไป
ส่วนหลีย่าง ก็เดินตามหลังฟู่เฉิงโจวเข้าไปในห้องทำงานของเขา
“วันนี้คุณไปที่เขตพัฒนาหนานเฉิงกับฝ่ายโครงการหน่อยนะ”
พอเดินผ่านประตูห้องทำงานเข้ามา ฟู่เฉิงโจวก็ปลดกระดุมเสื้อสูทตัวนอก ก่อนจะถอดออกแล้วยื่นส่งให้หลีย่างตามความเคยชิน
หลีย่างรับมา พลันได้กลิ่นหอมจาง ๆ ของส้มซิตรัสติดอยู่บนเสื้อสูทของฟู่เฉิงโจว
กลิ่นหอมนี้ เมื่อกี้เธอเพิ่งจะได้กลิ่นจากตัวของเย่เซี่ยจูในลิฟต์เหมือนกัน
หลีย่างชะงักไปเล็กน้อย รีบปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ แล้วก็เอาสูทของเขาไปแขวนไว้บนราวแขวนเสื้อ พลางถามเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ฝ่ายโครงการบอกว่าที่ถนนหนานเฟิงมีเจ้าของที่ดื้อแพ่งอยู่เจ้าหนึ่งไม่ยอมย้ายออก คุณไปจัดการที งบประมาณสิบห้าล้าน”
ฟู่เฉิงโจวนวดหว่างคิ้ว ดูท่าทางจะรำคาญใจอยู่ไม่น้อย
หลีย่างได้ยินคำว่า “ถนนหนานเฟิง” ก็ลมหายใจสะดุดห้วง
สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เธอเติบโตมาตั้งแต่เด็กนั้น ก็ตั้งอยู่ที่ถนนหนานเฟิงเช่นกัน ในโลกใบนี้แม่ผู้อำนวยการคือคนที่ดีกับเธอที่สุด
สำหรับเธอแล้ว ที่นั่นคือบ้านเพียงแห่งเดียวของเธอ
ฟู่เฉิงโจวเห็นเธอยังไม่ไป ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “มีอะไรอีก?”
หลีย่างกลั้นหายใจไปชั่วขณะ ก่อนจะเดินกลับมายืนที่หน้าโต๊ะทำงาน ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก “เป็นไปได้ไหมคะที่จะไม่รื้อถอนถนนหนานเฟิง? คุณก็รู้นี่คะ ว่าที่ตรงนั้นมีความหมายกับฉันมาก”