“หนูเซี่ยจูของเราเพิ่งกลับจากเรียนเมืองนอก ยังไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวอะไร ฝากให้เฉิงโจวช่วยดูแล ฉันล่ะกลัวจริง ๆ ว่าเจ้าเด็กนี่จะทำให้แม่หนูที่ดีขนาดนี้ต้องน้อยใจ”
“คุณย่าครับ ผมรักและเอ็นดูเธอจะตายไป จะกล้าทำให้เธอน้อยใจได้ยังไงครับ?”
ฟู่เฉิงโจวหัวเราะเบา ๆ ดวงตาที่มักจะเย็นชาอยู่เสมอกลับฉายแววอ่อนโยนออกมาให้เห็น ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้ยากนัก
หลีย่างที่เพิ่งถือเอกสารก้าวเข้ามาในห้อง รู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังเหยียบอยู่บนปากปล่องภูเขาไฟที่พร้อมจะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ
ตอนที่เพิ่งคบกันใหม่ ๆ ฟู่เฉิงโจวเคยบอกไว้ว่า การที่ไม่เปิดเผยความสัมพันธ์นั้นก็เพื่อให้เธอยืนหยัดในบริษัทได้อย่างมั่นคง และเพื่อป้องกันไม่ให้มีใครมากังขาในความสามารถด้านการทำงานของเธอ
ดังนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลีย่างจึงทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับงาน ไม่เคยได้รับสิทธิพิเศษใด ๆ ในฐานะแฟนสาวของฟู่เฉิงโจวแม้แต่น้อย ต่อให้ต้องทำงานล่วงเวลาจนหัวหมุน หรือต้องไปสังสรรค์รับรองลูกค้าจนเลือดออกในกระเพาะ เธอก็ไม่เคยปริปากบ่นสักคำ
ทว่าในเวลานี้ ขณะที่ยืนอยู่ตรงนี้ เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองดูเหมือนตัวตลกที่ถูกเปิดโปงอย่างน่าอับอาย
พ่อของฟู่เฉิงโจวคือบุคคลระดับสูงที่สุดในแวดวงราชการของเมืองจิง ส่วนแม่ก็เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหนาน ผู้ถือสิทธิ์ในการสืบทอดมรดกนับแสนล้านของท่านผู้เฒ่าหนาน
คู่สามีภรรยาที่สมบูรณ์แบบที่สุดซึ่งครองทั้งอำนาจและเงินตรา ทั้งชีวิตนี้มีทายาทชายหญิงเพียงคู่เดียวเท่านั้น
ลูกชายอย่างฟู่เฉิงโจวนั้นเปรียบเสมือนดวงจันทร์ที่มีหมู่ดาวคอยล้อมรอบ คนธรรมดาทั่วไปแค่อยากจะเห็นหน้าเขาสักครั้งยังเป็นเรื่องยาก
ปลายเล็บจิกแน่นเข้าที่กลางฝ่ามือ ความเจ็บปวดที่แล่นเข้ามาถึงขั้วหัวใจทำให้หลีย่างได้สติขึ้นมาบ้าง เธอเงยหน้าขึ้นมองไปยังฝั่งตรงข้าม
เย่เซี่ยจูนั่งเอียงอายอยู่บนโซฟา และด้วยวัยเพียงยี่สิบต้น ๆ ผิวพรรณของเธอจึงดูอ่อนเยาว์เปล่งปลั่ง
ผมยาวดัดลอนทิ้งตัวสลวยลงบนบ่า หน้าม้าทรงปีกนกที่แสกข้างทิ้งตัวลงมาคลอเคลียใบหูทั้งสองข้างอย่างเป็นธรรมชาติ
ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเด็กสาวที่เงียบขรึมและว่านอนสอนง่าย
เป็นความสวยที่ดูบริสุทธิ์สะอาดตา ดูนิ่ง พูดน้อย
ฟู่เฉิงโจวนั่งอยู่ข้างกายเย่เซี่ยจู ทั้งสองนั่งชิดติดกันมาก แถมยังหันมาพูดคุยกระซิบกระซาบกันเป็นระยะ
ริ้วแดงระเรื่อบนพวงแก้มและรอยยิ้มของเย่เซี่ยจูไม่เคยจางหายไปเลย
หลีย่างคิ้วกระตุกขึ้นมาทันที
ก่อนหน้านี้ตระกูลฟู่ก็เคยจัดแจงให้ฟู่เฉิงโจวดูตัวกับผู้หญิงมาไม่น้อย แต่โดยปกติแล้วฟู่เฉิงโจวเพียงแค่ทำตามหน้าที่ไปอย่างนั้น ผ่านไปสามสี่วันก็เงียบหายไร้ความคืบหน้า
แต่ครั้งนี้ มันต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เพราะบนตักของฟู่เฉิงโจวในเวลานี้ มีลูกสุนัขขนหยิกสีขาวตัวหนึ่งนอนหมอบอยู่
ฟู่เฉิงโจวเกลียดสัตว์ที่มีขนยาวทุกชนิด
ตอนที่คบกันเข้าปีที่สาม ในวันเกิดของฟู่เฉิงโจว หลีย่างตั้งใจคัดสรรแมวพันธุ์แร็กดอลที่แสนเชื่องและน่ารักมามอบให้เขาเป็นของขวัญวันเกิด
แต่เขากลับรังเกียจจนไม่แม้แต่จะปรายตามอง และสั่งให้หลีย่างรีบเอามันออกไปให้พ้นหน้าทันที
มิหนำซ้ำยังขู่ว่าถ้าวันหลังเธอยังกล้าพาตัวอะไรแบบนี้เข้าบ้านมาอีก ก็ให้ไสหัวออกไปพร้อมกันเลย
ทว่าตอนนี้ เจ้าลูกสุนัขตัวนั้นของเย่เซี่ยจูกำลังแลบลิ้นอย่างมีความสุขอยู่บนตักของฟู่เฉิงโจว มันหรี่ตาพริ้มอย่างเพลิดเพลินขณะที่นิ้วเรียวยาวเห็นข้อกระดูกชัดเจนของเขากำลังลูบไล้ไปมาบนหลังของมัน
แววตาของหลีย่างเข้มข้นขึ้น สายตาที่มองไปยังเย่เซี่ยจูเพิ่มความพินิจพิเคราะห์ขึ้นอีกหลายส่วน
เธออยู่กับฟู่เฉิงโจวมาตั้งหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นฟู่เฉิงโจวยอมตามใจคนอื่น
พระอาทิตย์คงขึ้นทางทิศตะวันตกจริง ๆ
ภายในใจของเธอรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ราวกับมีเข็มเล่มเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนทิ่มแทงหัวใจ แต่เธอก็ยังไม่ลืมจุดประสงค์ที่มาในครั้งนี้
เธอเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างกายฟู่เฉิงโจว ยื่นแฟ้มเอกสารให้เขาพลางโน้มตัวเข้าไปใกล้ แล้วกระซิบเสียงแผ่ว “ซัพพลายเออร์ต้องได้รับสัญญาถึงจะเริ่มสั่งของได้ค่ะ ถ้าช้ากว่านี้จะกระทบกับกำหนดการส่งสินค้า”
ฟู่เฉิงโจวขยับตัวถอยห่างออกไปเล็กน้อย ปรายตามองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คุณไม่ควรมาที่นี่”
มือของหลีย่างที่กำแฟ้มเอกสารกระชับแน่นขึ้น เธอข่มใจอธิบายอย่างอดทน “คุณไม่รับโทรศัพท์ แล้วก็ไม่ตอบข้อความด้วย ฉันถึงได้มาหาคุณที่นี่ค่ะ”
“เฉิงโจวคะ คุณคนนี้เป็นใครเหรอ?”
เย่เซี่ยจูชะโงกหน้าเข้ามา ดวงตาคู่สวยเป็นประกายจ้องมองหลีย่างอย่างพิจารณา
“หน้าตาสวยจังเลยค่ะ”
“ขอบคุณค่ะคุณเย่ ดิฉันคือหลีย่าง หัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์ของหนานซื่อค่ะ”
หลีย่างคลี่ยิ้มให้เธอเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตากลับมาที่ฟู่เฉิงโจว แล้วรายงานเรื่องงานต่อ
“คืนวันสุดสัปดาห์นี้ ลูกชายคนเดียวของประธานหลินซื่อกรุ๊ปจะจัดงานแต่งงาน สถานที่คือ……”
ยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็ถูกฟู่เฉิงโจวพูดแทรกขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ “คุณไปแทนก็พอแล้ว วันนั้นผมไม่ว่าง”
คุณนายฟู่เองก็เอ่ยขึ้นมาบ้าง “เฉิงโจว ต่อไปเรื่องงานอย่าเอาเข้ามาทำที่บ้านอีกนะ ให้คนนอกเข้าออกบ้านตระกูลฟู่ตามใจชอบแบบนี้ มันใช้ได้ที่ไหนกัน ประเดี๋ยวพ่อแกรู้เข้า ก็จะดุแกอีก”
หญิงชราสวมชุดกี่เพ้าที่ปักด้วยฝีมือช่างชั้นอาวุโส เข้าชุดกับเครื่องประดับหยกจักรพรรดิสีเขียวมรกตครบเซ็ต น้ำเสียงยามเอื้อนเอ่ยแฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขาม
ฟู่เฉิงโจวได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้ารับ
“ทราบแล้วครับคุณย่า เป็นเพราะลูกน้องไม่รู้ความเอง ครั้งหน้าผมจะไม่ให้เธอเข้ามาอีกแล้วครับ”
ร่างของหลีย่างเซวูบไปชั่วขณะ
ทั้งที่ฟู่เฉิงโจวเป็นคนพูดเองแท้ ๆ ว่าถ้าที่บริษัทมีเรื่องด่วน ให้มาหาเขาที่บ้านตระกูลฟู่ได้เลย
ผู้ชายที่เพิ่งจะหวานชื่นกับเธอก่อนไปดูงานต่างถิ่นคนนั้น มาในเวลานี้กลับยอมรับหน้าตาเฉยว่าเธอเป็น “คนนอก” ตามคำพูดของคุณนายผู้เฒ่า
ฟู่เฉิงโจวตวัดปากกาเซ็นชื่อลงบนหน้าสุดท้ายของสัญญาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโยนแฟ้มเอกสารคืนให้หลีย่าง แล้วดึงทิชชูเปียกขึ้นมาเช็ดมือจนสะอาด
“วันหลังถ้าหาผมไม่เจอ ก็ฝากเอกสารไว้ที่ป้อมยามหน้าประตู”
หลีย่างถามอย่างไม่แน่ใจ “เอกสารสำคัญก็ด้วยเหรอคะ?”
ฟู่เฉิงโจวไม่ได้ตอบโต้ เพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยแววตาเรียบเฉยอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยตำหนิ “วันนี้คุณพูดมากไปหน่อยนะ”
คุณนายฟู่เคยเจอหลีย่างอยู่สองสามครั้ง แต่ก็ไม่ค่อยจะชอบหน้าเธอนัก
เธอมักจะรู้สึกว่าแววตาของแม่สาวคนนี้มีอะไรแอบแฝงมากเกินไป ดูไม่น่าไว้ใจ
จึงยิ้มบาง ๆ แล้วเตือนฟู่เฉิงโจว “อย่ามัวแต่คุยเรื่องงานสิ หันมาดูแลหนูเซี่ยจูบ้าง”
ฟู่เฉิงโจวละสายตากลับมา ก่อนจะหยิบขนมชิ้นหนึ่งจากบนโต๊ะยื่นไปจ่อที่ริมฝีปากของเย่เซี่ยจู
“ทานอะไรรองท้องหน่อย อีกเดี๋ยวก็ได้เวลาตั้งโต๊ะแล้ว”
หลีย่างมองดูการกระทำที่แสนสนิทสนมของฟู่เฉิงโจวด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ราวกับว่าเธอเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ไม่เข้าพวกในคฤหาสน์อันเคร่งขรึมและเก่าแก่แห่งนี้
เย่เซี่ยจูเอียงตัวหลบด้วยความขวยเขิน ก่อนจะยื่นมือออกไปรับขนมชิ้นนั้นอย่างระมัดระวัง แล้วกัดไปคำเล็ก ๆ
ตอนที่กิน เศษขนมเผลอเลอะที่มุมปากของเธอเล็กน้อย
ฟู่เฉิงโจวยื่นมือออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ และเช็ดให้เธอจนสะอาด
นิ้วมือขาวซีดไล้ผ่านกลีบปากนุ่มของหญิงสาวโดยมีกระดาษทิชชูกั้นอยู่ บนใบหน้าของชายหนุ่มผู้รักความสะอาดคนนั้นไม่มีแววรังเกียจเลยแม้แต่น้อย
“คืนนี้ก็พักที่นี่เถอะ ไม่ต้องกลับแล้วนะ”
ฟู่เฉิงโจวพูดกับเย่เซี่ยจูด้วยสายตาอ่อนโยน
ใบหน้าของเย่เซี่ยจูขึ้นสีระเรื่อ ก่อนจะพยักหน้ารับทันที “ค่ะ”
หลีย่างมองสายตาของฟู่เฉิงโจวที่คอยจับจ้องเย่เซี่ยจูไม่วางตา โดยไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ
ในใจรู้สึกจุกราวกับมีก้อนฝ้ายอัดแน่นอยู่ในอก
เมื่อหลายเดือนก่อน เธอไปรับรองคู่ค้าและถูกมอมเหล้า ดื่มจนกระเพาะเป็นแผลทะลุ
ต้องนอนโรงพยาบาลอยู่ตั้งสองอาทิตย์ กินอะไรไม่ลงสักคำ เพียงไม่กี่วันก็ผ่ายผอมลงไปถนัดตา
ฟู่เฉิงโจวไม่แม้แต่จะไปเยี่ยมดูใจเธอสักครั้ง
พอถามไปก็บอกแค่ว่ายุ่งอยู่
แต่ตอนนี้ เขากลับกำลังเป็นห่วงว่าผู้หญิงอีกคนจะหิวหรือเปล่า
แม้แต่เศษอาหารที่เลอะมุมปากเธอ เขายังลงมือเช็ดให้ด้วยตัวเอง
หลีย่างภายในใจรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ แต่บนสีหน้ากลับไม่แสดงอาการใด ๆ
เย่เซี่ยจูสังเกตเห็นสายตาของหลีย่าง จึงพูดด้วยความเขินอายและใบหน้าที่แดงก่ำ “เฉิงโจวพาฉันมาเจอครอบครัวเขาครั้งแรก กลัวว่าฉันจะตื่นเต้นเกินไป ก็เลยดูแลเป็นพิเศษน่ะค่ะ คุณหลี อย่าถือสาเลยนะคะ”
ครอบครัวของฟู่เฉิงโจวไม่ชอบหลีย่าง และหลีย่างเองก็รู้เรื่องนี้ดี
ตอนที่เขาพาเธอมาบ้านครั้งแรก ไม่เห็นได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีแบบนี้บ้างเลย
ตอนนั้นเธอโดนหนานอวิ๋น แม่ของฟู่เฉิงโจวพูดจาเหน็บแนมค่อนขอดอยู่ตั้งค่อนวัน แถมยังโดนคุณย่าของเขาเรียกใช้ให้รินน้ำเติมชาจนหัวหมุน
วุ่นวายอยู่ตั้งนาน กว่าจะได้นั่งพักสักครู่หนึ่ง
เธอยังจำประโยคนั้นของคุณนายฟู่ได้แม่น
“แค่เด็กขายบริการ คิดจะปีนป่ายตระกูลฟู่เพื่อถีบตัวให้สูงขึ้น ไม่เจียมตัวเอาซะเลย”
หลังจากนั้น เธอก็ไม่ค่อยมาที่นี่อีก
วันนี้ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องสัญญาเร่งด่วนจริง ๆ เธอคงไม่เสนอหน้ามาทำให้ตัวเองอับอายหรอก
เย่เซี่ยจูไม่เหมือนกับเธอ
เย่เซี่ยจูเป็นลูกสาวของเย่หวายจิ่ง เจ้าพ่อวงการจิวเวลรี่แห่งเมืองเยี่ยนเฉิง เป็นคนที่มีบุคลิกภาพกริยามารยาทที่ดีเยี่ยม มีเกียรติ และชาติตระกูลสูงส่ง
สมควรแล้วที่จะได้รับการทะนุถนอมปานแก้วตาดวงใจ
“คุณเย่พูดเกินไปแล้วค่ะ” หลีย่างยิ้มตอบอย่างวางตัวเหมาะสม
เธออยู่ข้างกายฟู่เฉิงโจวมาหลายปี ไม่เคยได้รับความคุ้มครองดูแลแม้แต่น้อย และก็ไม่ได้คาดหวังความห่วงใยเอาใจใส่จากเขาด้วย
แต่อย่างน้อยที่สุด ถ้าเขาตัดสินใจจะคบกับผู้หญิงคนอื่นจริง ๆ ก็น่าจะบอกกล่าวเธอสักคำ
เธอไม่ใช่คนที่จะตามตื๊อไม่เลิกรา
“ขอโทษนะคะ ขอใช้ห้องน้ำหน่อยนะคะ”
หลีย่างรู้สึกไม่ค่อยดี จึงอยากจะหาที่สงบสติอารมณ์สักครู่
พอเดินออกจากห้องน้ำ เธอก็ชนกับกำแพงเนื้อตรงทางเดินเข้าอย่างจัง
รูปร่างสูงโปร่ง ดูสูงศักดิ์และห่างเหิน
แถมยังแผ่กลิ่นอายกดดันที่ยากจะมองข้าม
บนเสื้อเชิ้ตสีดำของฟู่เฉิงโจวเต็มไปด้วยขนสุนัข แต่กลับไม่เห็นเขาทำท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์เลยสักนิด
เขายืนพิงผนัง แววตาเฉยชาไร้ความอบอุ่นจ้องมองมาที่หลีย่าง
“ทำตัวให้ความเคารพเซี่ยจูหน่อย”
หลีย่างกัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะถามกลับ “คุณอยากให้ฉันเคารพยังไงคะ?”
นัยน์ตาสีอ่อนของฟู่เฉิงโจวจับจ้องไปที่หลีย่าง เขามองเห็นความดื้อรั้นสายหนึ่งที่ไม่เข้ากับสถานะของเธอได้จากแววตานั้น
เขาเหยียดยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปช่วยทัดผมที่ปรกข้างแก้มให้เธอ จังหวะที่ลดมือลงยังบีบคลึงติ่งหูอวบอิ่มของเธอเบา ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่หนักไม่เบา
“เธอใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่เหมือนคุณ อย่าไปแตะต้องเธอ”
การที่สามารถไต่เต้าขึ้นมาถึงตำแหน่งหัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์ของหนานซื่อได้ หลีย่างย่อมมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง
ก่อนหน้านี้พวกผู้หญิงน่ารำคาญที่สลัดไม่หลุดรอบกายฟู่เฉิงโจว ส่วนใหญ่ก็เป็นหลีย่างที่ไปจัดการให้ทั้งนั้น
ดังนั้นฟู่เฉิงโจวถึงได้มาเตือนเธอ
เขากลัวว่าหลีย่างจะลงมือเล่นงานเย่เซี่ยจู
การระแวดระวังเธอนั้น ไม่ได้ทำร้ายจิตใจสักเท่าไหร่
แต่ประโยคที่ว่า ‘เธอใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่เหมือนคุณ’ นั่นต่างหากที่บาดใจเหลือเกิน
“คุณคิดว่าฉันไม่บริสุทธิ์งั้นเหรอคะ?” หลีย่างถามออกไปตรง ๆ ว่า “เพราะลักษณะงานของฉันงั้นเหรอ?”
ฟู่เฉิงโจวไม่ตอบ แต่กลับเปลี่ยนเรื่องคุย “พรุ่งนี้เซี่ยจูจะเริ่มงานที่บริษัท คุณบอกไต้ซานให้ช่วยสอนงานเธอด้วยนะ”
ไต้ซานเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของหลีย่าง และยังเป็นผู้ช่วยพิเศษของฟู่เฉิงโจว เป็นหัวหน้ากลุ่มงานในสำนักประธานกรรมการ
สำนักประธานกรรมการไม่เหมือนแผนกประชาสัมพันธ์ ที่นั่นคือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดภายใต้ปีกของฟู่เฉิงโจว
ตลอดหลายปีมานี้ที่หลีย่างอยู่แผนกประชาสัมพันธ์ เจอพวกบ้ากามที่คิดไม่ซื่อมาไม่น้อย
เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว รับมือยากสุด ๆ
กลับจากการรับรองลูกค้าทีไรก็เหนื่อยล้าทั้งกายทั้งใจ ไหนจะเหนื่อยหน่ายกับการรับมือพวกเฒ่าหัวงูที่จ้องจะมอมเหล้าลวนลามอีก
ก่อนหน้านี้เธอเคยเปรยกับฟู่เฉิงโจวว่าอยากขอย้ายไปเป็นผู้ช่วยในสำนักประธานกรรมการที่งานเบากว่าหน่อย
แต่ฟู่เฉิงโจวกลับบอกว่า “แผนกประชาสัมพันธ์เป็นแผนกที่สำคัญที่สุดของบริษัท ผมเชื่อใจคุณ ถึงได้วางคุณไว้ในตำแหน่งที่สำคัญมาก ๆ แบบนี้”
แต่พอเป็นเย่เซี่ยจู ฟู่เฉิงโจวกลับปกป้องดูแลไว้ข้างกายราวกับสมบัติล้ำค่า ไม่ยอมให้ต้องลำบากตากแดดตากลมแม้แต่นิดเดียว
พวกเขาต่างรังเกียจและดูถูกเธอเพราะสถานะพนักงานพีอาร์ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครจำได้เลยว่า เธอต้องมายึดอยู่กับตำแหน่งนี้เพราะอะไรกันแน่
หลีย่างหลุบตาลง ซ่อนความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดเอาไว้ น้ำเสียงกลายเป็นเย็นเยียบราวสายน้ำ
“สรุปว่า คุณชอบเธอเข้าแล้วจริง ๆ งั้นเหรอ?”
ฟู่เฉิงโจวตอบเสียงขรึม “ใช่”
ส่วนที่อ่อนไหวที่สุดในก้นบึ้งหัวใจของหลีย่าง ถูกความเจ็บปวดเสียดแทงเข้าอย่างจัง
เธอไม่สนแล้วว่ายังอยู่ในบ้านตระกูลฟู่ เพียงถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แล้วฉันล่ะ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาฉันเป็นตัวอะไร?”
ฟู่เฉิงโจวแนบหน้าผากชิดกับเธอ ริมฝีปากบาง ๆ ขยับเข้าไปใกล้ น้ำเสียงดูเอื่อยเฉื่อย “ก็เหมือนเมื่อก่อนนั่นแหละ”
ต่อหน้าสาธารณชนเป็นหัวหน้าแผนกประชาสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม ลับหลังผู้คน ก็เป็นกิ๊กที่รู้ใจและว่าง่าย
นี่สินะที่เรียกว่าเหมือนเมื่อก่อน
ที่แท้คำว่าไม่เปิดเผยสถานะ ก็มีความหมายแบบนี้นี่เอง
หลีย่างจิกนิ้วตัวเองแน่น ข่มความเจ็บปวดที่เหมือนหัวใจหล่นวูบเอาไว้ พลางหลุบตาลงแล้วปฏิเสธ “ฟู่เฉิงโจว ฉันไม่ได้ไร้ศักดิ์ศรีขนาดนั้น”
“ถ้าคุณเลือกที่จะคบกับเย่เซี่ยจู งั้นเราก็จบกันแค่นี้เถอะ”
ตอนขาออกมา หลีย่างเดินสวนกับฟู่หวาย พ่อของฟู่เฉิงโจว
เธอกล่าวทักทายด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วก้าวเดินเลี่ยงออกมาด้วยท่าทีสำรวมและวางตัว
ฟู่หวายสวมแจ็กเก็ตสไตล์ทางการเรียบ ๆ ตีหน้าขรึมมองไปที่ฟู่เฉิงโจว น้ำเสียงฟังดูเคร่งเครียด “แกก็ระวังตัวหน่อย ตระกูลเย่ไม่ใช่คนที่แกจะละเลยได้ พวกผู้หญิงไร้สาระข้างนอกนั่น รีบจัดการให้จบ ๆ ไปซะ”
ฟู่เฉิงโจวเอ่ยตอบอย่างเย็นชา “พ่อครับ ผมรู้ขอบเขตดี”
เช้าวันรุ่งขึ้น หลีย่างเจอไต้ซานที่ลานจอดรถใต้ดินของบริษัท
พอไต้ซานเห็นเธอ ก็พุ่งเข้ามาหาทันทีด้วยท่าทางโมโห
“อาย่าง เรื่องระหว่างเธอกับฟู่เฉิงโจวมันยังไงกันแน่? ทำไมจู่ ๆ เขาถึงเปิดตัวแฟนสาวล่ะ?”
ผ่านไปแค่คืนเดียว ข่าวที่ตระกูลฟู่จัดงานเลี้ยงรับรองว่าที่ลูกสะใภ้ก็แพร่สะพัดไปทั่ววงสังคมชั้นสูง
“ไม่มีอะไรหรอก”
หลีย่างมีสีหน้าปกติ แล้วถือกระเป๋าเดินตรงไปทางหน้าลิฟต์
“วันนี้เย่เซี่ยจูจะเข้ามาทำงานที่สำนักประธานกรรมการ เธอช่วยสอนงานเย่เซี่ยจูด้วยนะ”
“ฟู่เฉิงโจวใช้เส้นสายยัดเธอเข้ามาในสำนักประธานกรรมการงั้นเหรอ? !”
สีหน้าของไต้ซานดูย่ำแย่ลงทันใด เธอบ่นอุบด้วยความไม่พอใจ
“ตอนนั้นเธอขอร้องเขาตั้งนาน เขาก็ไม่ยอมย้ายเธอ แต่ตอนนี้กลับกระตือรือร้นเชียว!”
“เขาทำแบบนี้มันสมกับที่เธอตรากตรำทำงานหนักมาหลายปีไหมเนี่ย!”
หลีย่างเริ่มติดตามฟู่เฉิงโจวเมื่อสี่ปีก่อน ถูกโยนไปขัดเกลาในแผนกประชาสัมพันธ์อยู่หลายปี ต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อแรงกายและผ่านความลำบากมาแสนสาหัส กว่าจะก้าวมาถึงตำแหน่งในทุกวันนี้
ผู้ถือหุ้นเก่าแก่ของหนานซื่อหลายคนไม่พอใจที่ฟู่เฉิงโจว ซึ่งเป็นคนนอกแซ่ฟู่ เข้ามารับช่วงต่อกิจการใหญ่โตของหนานซื่อ จึงคอยขัดแข้งขัดขาฟู่เฉิงโจวทั้งในที่ลับและที่แจ้ง หวังจะลากฟู่เฉิงโจวลงจากตำแหน่งสูงให้ได้
เป็นหลีย่างที่อาศัยความสามารถอันแข็งแกร่ง ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ดำรงตำแหน่งผู้จัดการแผนกประชาสัมพันธ์ เจรจาปิดโปรเจกต์ระดับ S ให้ฟู่เฉิงโจวได้หลายโครงการ
ในบรรดาโครงการเหล่านี้ เพียงแค่หยิบยกขึ้นมาสักชิ้น ก็ดีพอที่จะทำให้ประวัติการทำงานของเธอเจิดจรัส จนผู้คนต้องยกย่องบูชาแล้ว
หลายปีมานี้มีคนไม่น้อยต้องการดึงตัวเธอไปร่วมงานด้วย แต่ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะยื่นข้อเสนอที่ดีงามแค่ไหน หลีย่างก็ไม่เคยสั่นคลอนในความตั้งใจที่จะอยู่ที่หนานซื่อ
แต่ตอนนี้ มันต่างออกไปแล้ว
เธอแค่ต้องการรีบเอาของที่หนานอวิ๋นสัญญาไว้มาให้ได้ แล้วออกไปจากที่ที่ทำให้เธออึดอัดใจแห่งนี้เสียที
เมื่อสี่ปีก่อน เพื่อนสนิทสมัยเด็กอย่างเฉินจิ้นหายตัวไปอย่างกะทันหัน หนานอวิ๋นรับปากว่าขอแค่เธออยู่ข้างกายฟู่เฉิงโจวจนกว่าเขาจะแต่งงาน ก็จะมอบที่อยู่ของเฉินจิ้นให้ ดังนั้นเธอถึงได้อดทนมาจนถึงตอนนี้
หลีย่างโตมาพร้อมกับเฉินจิ้น เขาคือคนในครอบครัวที่เธอสามารถเอาชีวิตเธอเข้าแลกได้
เพราะงั้นเธอต้องตามหาเฉินจิ้นให้เจอ!
ไต้ซานโกรธจนควันออกหู จนพูดจาไม่ยั้งคิดออกมา “เธอก็ลาออกเลยสิ ถีบหัวส่งไอ้คนเนรคุณพรรค์นั้นไปซะ!”
หลีย่างชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองไต้ซานด้วยสายตาจริงจัง
“ซานซาน ระวังคำพูดหน่อย หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง”
ตระกูลฟู่น่ะ ไม่มีใครไปล่วงเกินได้หรอก
ไต้ซานยังคงเดือดดาลและคับแค้นใจ “ฉันพูดผิดตรงไหน? คนในบริษัทมีใครบ้างไม่รู้ว่าเธอคือแฟนตัวจริงของฟู่เฉิงโจว!”
“เขาไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ของพวกเธอก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ยังหน้าด้านพาเมียน้อยมาหยามหน้าเธออย่างโจ่งแจ้งอีก!”
“ถ้าเธอไม่เขี่ยเขาทิ้ง จะเก็บเขากับเมียน้อยไว้เลี้ยงดูตอนแก่หรือไง?”
หลีย่างกำลังจะเตือนให้เธอระวังคำพูดและการกระทำ แต่แล้วประตูลิฟต์ก็เปิดออก กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังห้อมล้อมพูดคุยหัวเราะอยู่กับเย่เซี่ยจู
ไต้ซานก้าวออกจากลิฟต์ พลางขมวดคิ้วจ้องมองคนพวกนั้น แล้วตวาดเสียงเย็น “เช้า ๆ แบบนี้มาจับกลุ่มคุยเรื่องไร้สาระ ไม่อยากทำงานกันแล้วหรือไง?”
“หัวหน้าหลี อรุณสวัสดิ์ค่ะ” เย่เซี่ยจูยิ้มตาหยีพลางเอ่ยทักทายหลีย่าง
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ”
เพราะคำเตือนของฟู่เฉิงโจว น้ำเสียงของหลีย่างจึงแฝงไว้ด้วยความเคารพ
เธอหันไปหาไต้ซานและเอ่ยกำชับ “ไต้ซาน เธอช่วยพาหล่อนไปที่สำนักประธานกรรมการทีนะ”
ไต้ซานปรายตามองเย่เซี่ยจูแวบหนึ่ง วางมาดเจ้านายเต็มที่
“ตามฉันมา”
“อาจจะต้องรอสักครู่นะคะ” เย่เซี่ยจูยิ้มให้ไต้ซานด้วยท่าทางขอโทษขอโพย “เฉิงโจวไปช่วยฉันเบิกอุปกรณ์สำนักงาน บอกให้ฉันรอเขาอยู่ตรงนี้ค่ะ”
ไต้ซานอ้าปากค้าง ก่อนจะหันขวับไปมองหลีย่าง ตาแทบจะถลนออกมาอยู่รอมร่อ
ฟู่เฉิงโจวถึงกับยอมจัดการเรื่องจุกจิกแบบนี้ให้เย่เซี่ยจูด้วยตัวเองเลยเหรอเนี่ย
เมื่อก่อนหลีย่างไม่เห็นเคยได้รับสิทธิ์นี้เลย!
แพขนตาของหลีย่างสั่นเครือเล็กน้อย หากแต่สีหน้ายังคงเป็นปกติ
“ฉันไปทำงานก่อนนะ”
“เดี๋ยวก่อน มาที่ห้องทำงานผมหน่อย มีงานจะมอบหมายให้คุณ”
เสียงของฟู่เฉิงโจวดังขึ้นจากด้านหลัง หลีย่างหยุดยืนอยู่กับที่ แล้วหันกลับไป
ฟู่เฉิงโจวยื่นลังกระดาษในมือไปให้ไต้ซาน พลางกำชับเย่เซี่ยจูอย่างใส่ใจ “คุณไปรายงานตัวกับไต้ซานก่อนนะ อย่าเดินเพ่นพ่านไปไหนมาไหนคนเดียวล่ะ”
ในใจไต้ซานรู้สึกอัดอั้นไปด้วยความโมโห แต่ก็ทำได้แค่ยื่นมือไปรับมา
เย่เซี่ยจูพยักหน้าอย่างว่าง่าย แล้วเดินตามไต้ซานออกไป
ส่วนหลีย่าง ก็เดินตามหลังฟู่เฉิงโจวเข้าไปในห้องทำงานของเขา
“วันนี้คุณไปที่เขตพัฒนาหนานเฉิงกับฝ่ายโครงการหน่อยนะ”
พอเดินผ่านประตูห้องทำงานเข้ามา ฟู่เฉิงโจวก็ปลดกระดุมเสื้อสูทตัวนอก ก่อนจะถอดออกแล้วยื่นส่งให้หลีย่างตามความเคยชิน
หลีย่างรับมา พลันได้กลิ่นหอมจาง ๆ ของส้มซิตรัสติดอยู่บนเสื้อสูทของฟู่เฉิงโจว
กลิ่นหอมนี้ เมื่อกี้เธอเพิ่งจะได้กลิ่นจากตัวของเย่เซี่ยจูในลิฟต์เหมือนกัน
หลีย่างชะงักไปเล็กน้อย รีบปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ แล้วก็เอาสูทของเขาไปแขวนไว้บนราวแขวนเสื้อ พลางถามเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ฝ่ายโครงการบอกว่าที่ถนนหนานเฟิงมีเจ้าของที่ดื้อแพ่งอยู่เจ้าหนึ่งไม่ยอมย้ายออก คุณไปจัดการที งบประมาณสิบห้าล้าน”
ฟู่เฉิงโจวนวดหว่างคิ้ว ดูท่าทางจะรำคาญใจอยู่ไม่น้อย
หลีย่างได้ยินคำว่า “ถนนหนานเฟิง” ก็ลมหายใจสะดุดห้วง
สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เธอเติบโตมาตั้งแต่เด็กนั้น ก็ตั้งอยู่ที่ถนนหนานเฟิงเช่นกัน ในโลกใบนี้แม่ผู้อำนวยการคือคนที่ดีกับเธอที่สุด
สำหรับเธอแล้ว ที่นั่นคือบ้านเพียงแห่งเดียวของเธอ
ฟู่เฉิงโจวเห็นเธอยังไม่ไป ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “มีอะไรอีก?”
หลีย่างกลั้นหายใจไปชั่วขณะ ก่อนจะเดินกลับมายืนที่หน้าโต๊ะทำงาน ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปาก “เป็นไปได้ไหมคะที่จะไม่รื้อถอนถนนหนานเฟิง? คุณก็รู้นี่คะ ว่าที่ตรงนั้นมีความหมายกับฉันมาก”