เว่ยจื้อโหยวนอนฟังในสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกันด้วยความไม่เข้าใจ อะไรคือให้แต่งออกไปแล้วที่ให้แต่งออกไปใช่ตัวเธอหรือไม่ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอนี่ไม่ใช่ว่าเธอตายไปแล้วหรือ หรือว่าเครื่องบินไม่ได้ตก หรือว่านี่เป็นความฝัน แต่ไม่น่าจะใช่ความฝันแล้วล่ะในเมื่อความจริงตีแสกหน้าเธอขนาดนี้
เว่ยจื้อโหยวถอนหายใจยอมรับชะตากรรมของตัวเอง แทนที่จะได้เข้าไปทำงานในหน่วยลับกลับต้องมาตายตั้งแต่เดินทาง ตายไปแล้วไม่พอแทนที่จะได้ขึ้นสวรรค์หรือไม่ก็ลงนรกตามแต่ผลกรรมของการกระทำที่ผ่านมา
แต่พระเจ้ากลับเล่นตลกอะไรกับเธอกันส่งเธอมายังโลกโบราณล้าหลังที่ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์โลกไม่พอ พอฟื้นขึ้นมาก็พบเจอแต่เรื่องน่าอดสู ครอบครัวยากจนแร้นแค้น ย่าแท้ ๆ ใจดำอำมหิตยังดีที่พ่อแม่ของร่างเดิมนั้นรักลูกและทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ลูกโดนขายไป
แต่ว่าต่อจากนี้ล่ะจะทำยังไง ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ต้องมีพวกเศรษฐีมีเงินลุ่มหลงในตัณหาบ้ากามโดยไม่สนใจว่าใครจะยิมยอมพร้อมใจหรือไม่ มันน่าจับมาตัดให้เป็ดกินนัก
เว่ยจื้อโหยวนึกโมโหร่างเดิมจะทำตัวอ่อนแอกตัญญูไปทำไมนักหนา ทั้ง ๆ ที่ตัวเองมีพละกำลังมากกว่าคนอื่นตั้งเท่าไหร่ จะเก็บงำความสามารถของตัวเองไปเพื่ออะไรกัน ไม่เห็นจะต้องอับอายผู้คนเลยสักนิดหากใครจะคิดว่าตัวเองเป็นตัวประหลาด หากเป็นเธอแล้วล่ะก็จะอัดให้ฟันร่วงเลยพวกที่ชอบบูลลี่คนอื่น
เว่ยจื้อโหยวนอนฟังพ่อแม่ ตายายและลุงใหญ่ป้าสะใภ้ใหญ่อันเป็นครอบครัวของเธอในโลกใบนี้คุยกันเพื่อหาทางออกของปัญหาในครั้งนี้จนเธอหลับไปอีกครั้ง
“ท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่ ข้ามองไม่เห็นหนทางที่จะช่วยอาโหยวเลย หากยังไม่หาบ้านสามีให้นางแต่งออกไปแล้วล่ะก็ข้าเกรงว่าบ้านใหญ่คงไม่จบเพียงเท่านี้แน่ อีกอย่างเศรษฐีเฒ่านั่นคงไม่ยอมรามือง่าย ๆ เจ้าค่ะ” นางเหลียนซื่อพูดออกมาด้วยความทุกข์ใจ
“นั่นสิขอรับท่านพ่อตา ท่านแม่ยาย หนทางเดียวคือต้องหาบ้านสามีให้อาโหยวแต่งออกไปถึงแม้ใจข้าจะไม่ยินยอมก็ตามที แต่มันยังดีกว่าให้อาโหยวต้องตกนรกไปทั้งชีวิต ท่านพ่อตาท่านแม่ยายเห็นว่ามีครอบครัวใดที่เหมาะสมหรือไม่ขอรับ ขอแค่เป็นคนดี ขยันทำมาหากินข้ากับเหมยชิงก็ไม่ขัดข้องขอรับ” เจี้ยนป๋อ
“จะบอกว่ามีมันก็มีอยู่หรอกนะลูกเขย เจ้าหนุ่มอวิ๋นเซียวเป็นคนดี พ่อแม่ตายไปหมดแล้ว เหลือแค่เจ้าหนุ่มนั่นและน้องชายน้องสาว พ่อหนุ่มนี่เป็นคนดีขยันขันแข็งเพียงแต่ว่าญาติพี่น้องของพ่อแม่นิสัยไม่ดีเท่าไหร่ โดยเฉพาะนางจางซื่อป้าสะใภ้ใหญ่ที่ชอบกดขี่ข่มเหงหลานชายหลานสาวทั้ง ๆ ที่พวกเขาแยกบ้านออกมาแล้วหลังเสียพ่อแม่ อย่าเรียกว่าแยกบ้านเลยต้องเรียกว่าไล่ออกมาจะดีกว่า ยังดีที่มีที่ดินสินเดิมของมารดาเจ้าหนุ่มนั่นอยู่ 3 หมู่ จึงได้มาปลูกบ้านอาศัยอยู่กับน้อง ๆ แต่ยังไม่วายคนบ้านใหญ่มักมาหยิบเอาข้าวของในบ้านไปบ่อยครั้งเวลาที่เจ้าหนุ่มไม่อยู่บ้านออกไปล่าสัตว์ หากให้อาโหยวแต่งเข้าไปแล้วจะรับมือกับคนพวกนี้ได้หรือไม่นั่นเป็นอีกเรื่องที่พวกเจ้าต้องคิดและตัดสินใจให้ดี หากตกลงกันได้แล้วพรุ่งนี้แม่กับตาเฒ่าจะไปพูดจากับเจ้าหนุ่มนั่นให้เอง” แม่เฒ่าเหลียน
“ท่านแม่ยายขอรับ หากเขาเป็นคนดีก็ย่อมไม่มีปัญหา หากบ้านนั้นรังแกอาโหยวทั้งที่แยกบ้านออกมาแล้ว ข้าเองก็พร้อมที่จะสนับสนุนนางขอรับ อาโหยวไม่ได้ไร้ญาติขาดมิตรนางยังมีบ้านเดิมคอยสนับสนุน” เจี้ยนป๋อ
“ข้าเห็นด้วยกับท่านพี่เจ้าค่ะท่านแม่” นางเหลียนซื่อ
“เช่นนั้นพวกเจ้าไปพักผ่อนกันเถอะ อดทนอยู่แบบนี้ไปก่อนค่อยหาทางขยับขยายอย่าไปคิดอะไรมาก พวกเจ้าออกมาแล้วถือว่าเริ่มต้นชีวิตใหม่ ข้าก็อยากจะรอดูน้ำหน้านังเฒ่าเซียนซื่อจริง ๆ แก่แล้วแก่เลยเลอะเลือน หากหลานชายไม่ได้เป็นขุนนางขึ้นมาข้าจะรอดูว่านางเฒ่านั่นจะเป็นยังไง” แม่เฒ่าเหลียนเอ่ยออกมาด้วยความโมโห
เช้าวันต่อมาแม่เฒ่าเหลียนตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง นางรีบเดินออกจากบ้านมุ่งตรงไปยังบ้านหลังสุดท้ายที่อยู่ติดชายป่าเชิงเขาเพื่อพูดคุยเรื่องระหว่างหลานสาวของนางและเจ้าหนุ่มอวิ๋นเซียว เมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านนางจึงส่งเสียงเรียกเจ้าของบ้านอยู่ด้านนอกรั้วไม้ไผ่
“อาเซียว อาเซียวเจ้าอยู่บ้านหรือไม่” แม่เฒ่าเหลียนที่นางต้องถามแบบนี้เพราะไม่แน่ใจว่าชายหนุ่มออกไปล่าสัตว์แล้วนอนค้างในป่าหรือไม่
“อยู่ขอรับ ท่านยายเหลียนท่านมาหาข้ามีเรื่องอะไรหรือขอรับ หรือต้องการให้ข้าช่วยเหลือเรื่องอันใด” อวิ๋นเซียว
“ยายมีเรื่องบางอย่างอยากจะพูดคุยกับเจ้า ขอยายเข้าไปในบ้านก่อนได้หรือไม่”
“ขอรับ เช่นนั้นเชิญด้านในขอรับ”
เมื่อเข้ามาในบ้านแม่เฒ่าเหลียนก็พูดออกมาโดยไม่มีการอ้อมค้อมใด ๆ ทั้งสิ้น ด้วยที่ผ่านมานางเป็นคนมีนิสัยตรงไปตรงมาอยู่แล้วคิดอย่างไรก็พูดออกไปเช่นนั้น
“ที่ยายมาวันนี้ ยายมีเรื่องอยากจะถามเจ้าสักหน่อย”
“เรื่องอะไรหรือขอรับถึงทำให้ท่านยายมาหาข้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเช่นนี้”
“อาเซียวเจ้ามีคู่หมั้นคู่หมายแล้วหรือยัง ก่อนพ่อแม่ของเจ้าจะเสียไปพวกเขาได้ทาบทามหญิงสาวบ้านใดเอาไว้ให้เจ้าหรือไม่”
“ไม่มีขอรับท่านยาย ท่านพ่อท่านแม่ยังไม่ทันได้พูดคุยหรือทาบทามคู่หมายให้ข้าหรอกขอรับ ว่าแต่ท่านยายถามทำไมหรือขอรับ”
“ยายพูดตรง ๆ เลยแล้วกันที่ยายมาหาเจ้าวันนี้ ยายอยากให้เจ้าแต่งหลานสาวยายมาเป็นภรรยา เจ้าจะว่าอย่างไร”
“ทำไมถึงเป็นข้าล่ะขอรับ แล้วหลานสาวท่านยายจะยินยอมหรือขอรับ ข้าเองก็ยากจนไหนจะเลี้ยงดูน้องชายน้องสาวที่ยังเล็กอีก 2 คน นางจะมาทนลำบากกับข้าได้หรือขอรับ”
“อาโหยวหลานยายเป็นคนดี ยายจะไม่ปิดบังเจ้าหากเจ้าไม่ยินดีแต่งนางก็ไม่เป็นไร อาโหยวหลานยายนั้นหน้าตาสะสวยจนต้องไปต้องตาต้องใจเศรษฐีเฒ่าแต่ตัวนางไม่ยินยอม พ่อแม่นางเองก็มีปากเสียงกับบ้านใหญ่ จนต้องแยกตัวตัดขาดออกมาและย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ แต่พวกเรากลัวว่าฝั่งนั้นมีทั้งเงินและอำนาจจะไม่ยอมรามือง่าย ๆ หากนางยังไม่ตบแต่งให้แก่ชายอื่น ยายเองเห็นเจ้ามาตั้งแต่เด็ก ๆ เจ้าเป็นคนดีมาก ยายจึงได้บากหน้ามาหาเจ้า หากเจ้าไม่เต็มใจก็ไม่เป็นไรยายไม่บังคับใจเจ้า”
“หากนางเต็มใจข้าก็ไม่ว่าอันใดขอรับ ข้าเองก็กลัวว่าหากมีการเกณฑ์ชาวบ้านไปเป็นทหารตามที่หัวหน้าหมู่บ้านบอกเอาไว้ ข้าเองไม่มีเงิน 10 ตำลึงทองจ่ายให้กับทางการก็คงต้องไปเป็นทหาร น้องสองคนยังเล็กนักข้าเองก็อับจนหนทางเช่นเดียวกัน อย่างที่ท่านยายรู้ พวกบ้านใหญ่นั้นหาดีไม่ได้ ทรัพย์สินของท่านพ่อท่านแม่พวกเขาก็ยึดเอาไปจนหมดข้าเองก็เหนื่อยใจ ตอนข้าอยู่ไม่เท่าไหร่หากข้าไม่อยู่พวกเขาก็จะคอยมารังแกน้อง ๆ ของข้า และหยิบฉวยเอาข้าวของในบ้านไปจนหมด หากข้าแต่งภรรยาเข้ามาคงมีคนคอยดูแลน้อง ๆ ของข้า แต่นางจะยินยอมมาลำบากกับข้าหรือขอรับ”
“เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงนะ อาโหยวเป็นคนดีมาก นางย่อมยินยอมตบแต่งเป็นภรรยาของเจ้าดีกว่าไปตกนรกในบ้านเศรษฐีเฒ่าผู้นั้น เช่นนั้นก็เอาตามนี้ เจ้าเองก็ไปสู่ขอนางได้เลย เอาล่ะยายออกมานานแล้วยายขอตัวกลับก่อนเจ้าสะดวกวันไหนก็ไปพูดคุยตกลงกันได้ ส่วนสินสอดนั้นยายไม่ต้องการ เจ้าจะให้หรือไม่ให้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ยายหวังว่าเจ้าจะรักและดูแลนางอย่างดีก็พอ”
“ขอรับท่านยาย ข้าขอบคุณท่านยายที่เมตตาขอรับ”
แม่เฒ่าเหลียนกลับถึงบ้านก่อนเวลาอาหารเช้านิดหน่อย ทุกคนในครอบครัวมองมาที่นางอย่างมีความหวัง เพราะทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าวันนี้ที่แม่เฒ่าเหลียนออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้านั้นด้วยเรื่องอะไร
“ท่านแม่สำเร็จหรือไม่เจ้าคะ” นางเหลียนซื่อถามมารดาออกมาด้วยความร้อนรน
“อืม อาเซียวตกลงแล้ว เหลือเพียงแค่ให้เขามาพูดจาสู่ขอส่วนสินสอดนั้นแล้วแต่เขาจะหามา จะมีหรือไม่มีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด เราก็แค่หาสินเดิมให้อาโหยวติดตัวไปบ้างข้าเชื่อว่าอาเซียวจะดูแลอาโหยวเป็นอย่างดี”
“เป็นเช่นนี้ข้าก็โล่งใจเจ้าค่ะ เดี๋ยวเรื่องนี้ข้าจะพูดคุยกับลูกวันนี้ ข้าเชื่อว่าอาโหยวจะเต็มใจและไม่คัดค้านเจ้าค่ะ”
“เอาเถอะ แม่เชื่อว่าอาโหยวต้องเข้าใจ นี่เป็นทางออกทางเดียวที่เราทำได้ในตอนนี้”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
เว่ยจื้อโหยวลืมตาตื่นมาในปลายยามอู่ ตอนนี้นางรู้สึกหิวเป็นอย่างมากไหน ๆ ก็มาอยู่ในร่างนี้แล้วกลับไปก็กลับไปไม่ได้แล้ว จากเด็กกำพร้าไม่มีครอบครัว นางเองก็อยากมีครอบครัวดูสักครั้ง พ่อแม่และทุกคนรักใคร่เจ้าของร่างเดิมเป็นอย่างมาก
ถึงนางจะรู้สึกผิดที่มาสวมรอยเป็นลูกสาวและหลานสาวของพวกเขา ยังดีกว่าให้พวกเขาเสียใจที่ได้รับรู้ว่าเว่ยจื้อโหยวที่เป็นลูกสาวและหลานสาวของพวกเขานั้นได้ตกตายไปตั้งแต่โดนคนบ้านเว่ยรุมทุบตีแล้ว
“อาโหยว ตื่นแล้วหรือลูก เจ้ารู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือไม่ แม่เอาข้าวต้มกับยามาให้เจ้า ลุกขึ้นมากินเสียจะได้หายเร็ว แม่มีเรื่องจะบอกกล่าวกับเจ้าด้วย”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
“เจ้ากินข้าวให้อิ่มกินยาเสร็จแล้วแม่กับพ่อค่อยพูดคุยกับเจ้า”
หลังจากรอให้ลูกสาวกินข้าวกินยาเสร็จพอดีกับสามีของนางเดินเข้ามาเพื่อพูดคุยเรื่องแต่งงานของลูกสาว เจี้ยนป๋อเองในใจก็กลัวว่าลูกสาวจะไม่ยินยอมและต่อต้านแต่เขาเองก็ไม่มีทางเลือกด้วยเงินทองในมือก็ไม่มี เงินที่หามาได้นั้นล้วนแล้วแต่อยู่ในมือมารดาของเขาทั้งสิ้น
“อาโหยวลูกรู้สึกอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือไม่ พ่อขอโทษนะที่ปกป้องเจ้าไม่ได้”
“ข้าดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ไม่ใช่ความผิดของท่านพ่อเจ้าค่ะ อย่าได้โทษตัวเองอีกเลย หากจะมีคนผิดก็เป็นท่านย่ากับคนบ้านใหญ่เจ้าค่ะ”
“พ่อกับแม่มีเรื่องจะบอกกล่าวกับเจ้า หวังว่าเจ้าจะเข้าใจพ่อกับแม่เองก็ไม่มีทางเลือกอื่นเพื่อช่วยเหลือให้เจ้ารอดพ้นจากคนชั่วช้าพวกนั้น พ่อจำเป็นจะต้องให้เจ้าแต่งออกไป”
“ห๊ะ แต่งออกไป แต่งงาน แต่งกับผู้ใดหรือเจ้าคะ ทำไมรวดเร็วถึงเพียงนี้”
“แต่งกับเจ้าหนุ่มอวิ๋นเซียว เรื่องนี้ท่านยายของเจ้าเป็นคนจัดการ เขาเป็นคนดีเพียงแต่ว่ายากจนและมีน้องชายน้องสาวยังเล็กให้ดูแล ไม่มีพ่อแม่สามีอยู่เหนือเจ้า พ่อกับแม่เชื่อว่าเจ้าจะมีความสุขในชีวิตวันข้างหน้า เจ้าเองเป็นคนขยันอาเซียวเองก็เช่นกัน อย่างน้อย ๆ ก็เป็นทางเดียวที่จะหลุดพ้นไปได้ พ่อกับแม่เชื่อว่าบ้านใหญ่ไม่ยอมรามือ”
“เจ้าค่ะ ลูกเข้าใจในเมื่อท่านพ่อท่านแม่เห็นว่าดีลูกเองก็ไม่ขัดข้อง”
“เช่นนั้นเจ้านอนพักเสีย พ่อจะเข้าป่ากับลุงใหญ่ของเจ้าเผื่อจะได้อะไรติดไม้ติดมือมาขายบ้าง”
“เจ้าค่ะ”
หลังจากท่านพ่อกับท่านแม่ออกไปแล้ว เว่ยจื้อโหยวได้แต่พูดกับตัวเองว่า “อะไรกันวะเนี่ย ตายแล้วก็มาเกิดใหม่ที่นี่ มีครอบครัวครบ แล้วยังจะได้สามีมาอีก อะไรมันจะรวดเร็วปานนั้น ชาติที่แล้วไม่เห็นจะได้แต่งงานเลย แฟนยังหาไม่ได้ด้วยซ้ำ หวังว่าสามีคงจะไม่ขี้เหร่เกินไปหรอกมั้ง ช่างมันเถอะ ๆ มีสามีก็ดีแล้วเรื่องอื่นช่างมัน นอนดีกว่า หวังว่ามันจะเป็นเรื่องจริงนะ คงไม่ใช่เพียงแค่ฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น”
หลังจากที่แม่เฒ่าเหลียนได้ไปตกลงยกหลานสาวให้กับเจ้าหนุ่มบ้านอวิ๋นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม่เฒ่าก็เรียกลูกสาวมาหารือเรื่องสินเดิมของหลานสาวโดยไม่สนใจว่าอวิ๋นเซียวจะมีสินสอดมาสู่ขอหลานสาวตัวเองหรือไม่
ส่วนลูกชายกับลูกเขยนางไล่ให้เข้าป่าไปล่าสัตว์ ลูกสะใภ้อยู่ช่วยงานที่บ้าน พ่อเฒ่าเหลียนไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านว่าลูกสาวและลูกเขยย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านต้าหลี่แห่งนี้
“เหมยชิงแม่ว่าเราต้องเตรียมสินเดิมให้อาโหยวติดตัวไปบ้าง ถึงแม่จะไม่รู้ว่าอาเซียวจะมีสินสอดมาแต่งอาโหยวหรือไม่ ทางเราเองไม่ต้องการสินสอดอันใดขอเพียงอาโหยวปลอดภัยไม่ต้องตกเป็นเมียน้อยผู้อื่นแม่ย่อมยินดี”
“ข้าเห็นด้วยกับท่านแม่เจ้าค่ะ ข้าเองก็ไม่ได้มีเงินทองอันใดเท่าที่มีอยู่น้อยนิดเราจะเอาอะไรมาเป็นสินเดิมให้อาโหยวดีเจ้าคะ” เหมยชิง
“แม่มีผ้าอยู่ทำผ้าห่มให้อาโหยวดีหรือไม่ ตัดชุดใหม่ให้อาโหยวสัก 2 ชุด แล้วก็ให้ธัญพืชหยาบกับข้าวสารไปสัก 5 ชั่ง ถ้ามากกว่านี้เห็นทีจะไม่ไหว มันกะทันหันเกินไป แม่เองก็ไม่รู้จะทำเช่นไร อีกอย่างหลานสาวของเจ้าเพิ่งออกเรือนไป บ้านเราไม่มีใครที่อยู่ในวัยออกเรือนอีก จึงไม่มีของที่เตรียมเอาไว้ หลานชายเจ้ายังเล็กอีกนานกว่าจะแต่งภรรยาเข้าบ้านได้ ได้เท่านี้ก็นับว่าดีมากแล้ว”
“เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าขอโทษที่ทำให้ท่านแม่พลอยมาลำบากไปด้วยนะเจ้าคะ”
“หาใช่ความผิดของเจ้า ยายเฒ่าบ้านเว่ยนั่นล่ะที่ผิด เจ้าอย่าคิดมากเลย พวกเจ้ามาอยู่เสียที่นี่ก็ดีแล้วลำพังพี่ใหญ่เจ้าขึ้นเขาไปแค่คนเดียวก็ล่าอะไรมากไม่ได้อยู่แล้ว ลูกเขยมีความสามารถต่อไปนี้บ้านเราคงลืมตาอ้าปากได้บ้าง” แม่เฒ่าเหลียนพูดออกมาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
“เจ้าค่ะท่านแม่ เช่นนั้นรบกวนท่านแม่เย็บผ้าห่ม ส่วนข้าจะขอให้พี่สะใภ้มาช่วยตัดชุดจะได้เสร็จเร็ว ๆ ไม่รู้ว่าอาเซียวจะมารับตัวอาโหยววันไหน ข้าเองก็อยากให้อาโหยวออกเรือนไปเร็ว ๆ ข้าไม่วางใจเจ้าค่ะ”
ทางด้านอวิ๋นเซียวเองก็กำลังหนักใจอยู่ไม่น้อยด้วยตัวเองแต่เดิมทีไม่คิดมีภรรยาแต่ทว่ามันจะเป็นแบบนั้นไม่ได้เช่นกัน เขาเองไม่สามารถอยู่ดูแลน้อง ๆ ทั้งสองคนได้ตลอดเวลา จำต้องมีภรรยาช่วยแบ่งเบาภาระจึงจะดี แต่เขาเองก็ยากจนข้นแค้นเสียนี่กระไร แล้วจะเอาอะไรไปสู่ขอภรรยา
“พี่ใหญ่ เป็นเรื่องจริงหรือเปล่าที่ท่านจะแต่งพี่สะใภ้เข้าบ้าน” อวิ๋นซวน
“จริง จะได้มีคนคอยดูแลพวกเจ้าในตอนที่ข้าเข้าป่าล่าสัตว์หลาย ๆ วัน”
“พี่ใหญ่เจ้าคะ แล้วพี่สะใภ้จะยินดีมาอยู่บ้านเราหรือเจ้าคะ นางจะไม่รังเกียจครอบครัวพวกเราใช่หรือไม่เจ้าคะ” อวิ๋นเฟย
“พวกเจ้าวางใจเถอะ ท่านยายเหลียนบอกว่านางเป็นคนดีมาก จะจริงไม่จริงอย่างไรไม่สู้รอให้ข้าแต่งนางเข้ามาก่อนค่อยว่ากันอีกที หากนางไม่ดีต่อพวกเจ้าพี่ค่อยหย่าขาดจากนางก็ยังไม่สาย”
“ขอรับพี่ใหญ่”
“ข้าเชื่อพี่ใหญ่เจ้าค่ะ แต่ว่าแล้วพี่ใหญ่จะเอาอะไรไปสู่ขอพี่สะใภ้ บ้านเราเองก็ไม่มีอะไรที่จะนำมาเป็นสินสอดได้เลยนะเจ้าคะ ทรัพย์สมบัติของท่านพ่อท่านแม่ก็ถูกบ้านลุงใหญ่เอาไปหมดแล้ว”
“พี่คงต้องเข้าป่า เผื่อจะได้หมูป่าสักตัวเอาไปสู่ขอพี่สะใภ้ให้พวกเจ้า”
แบบนี้ก็ได้หรือเจ้าคะ ข้าไม่เห็นใครเขานำหมูไปเป็นสินสอดเลย หากล่าหมูไม่ได้เล่าเจ้าคะจะทำเช่นไรดี" อวิ๋นเฟยพูดออกมาด้วยความทุกข์ใจ
จากนั้นสามพี่น้องก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อเห็นว่าเวลาไม่รอช้าแล้วอวิ๋นเซียวก็เข้าป่าไปแสวงโชคทันทีโดยที่วันนี้เขาเข้าป่าไปลึกกว่าทุกทีด้วยหวังว่าจะล่าหมู่ป่าได้สักตัวเพื่อนำมาเป็นสินสอดสู่ขอภรรยา
ทางด้านเว่ยเจี้ยนป๋อกับเหลียนอี้ปิงเดินขึ้นเขาและวันนี้พวกเขาเองก็ตัดสินใจเข้าป่าลึกด้วยเช่นเดียวกันด้วยหวังว่าการเข้าป่าลึกในครั้งนี้พวกเขาจะมีโชคลาภสักครั้ง
“พี่ใหญ่ข้าว่าเราวางกับดักแถวนี้เถอะขอรับอย่าได้เข้าป่าไปลึกมากว่านี้เลยข้าว่ามันไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เผื่อว่ามีสัตว์ป่าดุร้ายขึ้นมาเราเองจะลำบาก” เจี้ยนป๋อ
“ได้เอาตามที่เจ้าว่า” เหลียนอี้ปิง
จากนั้นทั้งสองคนได้แยกกันไปวางกับดัก เมื่อเสร็จแล้วจึงได้ตกลงกันว่าจะช่วยกันขุดหลุมกับดักเอาไว้เพื่อรอเวลาตรวจดูกับดักจากนั้นค่อยลงเขากลับบ้าน
ตอนนี้แม่เฒ่าเหลียนและลูกสาวรวมถึงลูกสะใภ้ต่างวุ่นวายช่วยกันตัดเย็บชุดและผ้าห่ม พ่อเฒ่าเหลียนเมื่อกลับมาจากบ้านของผู้นำหมู่บ้านก็พาหลานชายทั้งสามออกไปถอนหญ้าและรดน้ำข้าวสาลีที่ปลูกเอาไว้
หลานชายทั้งสามต่างช่วยงานท่านปู่และท่านตาด้วยความขยันขันแข็ง เหลียนอี้ปิงมีลูกชายและลูกสาวอย่างละคน ส่วนลูกสาวเพิ่งแต่งงานออกเรือนไปเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนนี้เหลือแต่ลูกชายคือเหลียนอี้หลุน อายุ 15 หนาว ซึ่งมากกว่าเว่ยหย่งคัง 1 หนาวและมากกว่าเว่ยหย่งหมิงถึง 8 หนาวเลยทีเดียว
ตอนนี้คนที่ว่างงานที่สุดคือเว่ยจื้อโหยวนอกจากจะไม่ต้องทำอันใดแล้วนางมีหน้าที่แค่นอนรอแต่งออกไปเท่านั้น บาดแผลของนางไม่นับว่าหนักหนาอันใด จะหนักที่สุดเห็นจะเป็นที่หน้าผากของนางที่โดนย่าแท้ ๆ และป้าสะใภ้ผลักจนล้มลงไปหน้าผากกระแทกกับท่อนฟืนที่วางอยู่ จากนั้นก็โดนทุบตีอีกไม่น้อยนี่คงเป็นสาเหตุทำให้เจ้าของร่างตายและวิญญาณของนางเข้ามาอยู่แทน
ยามโหย่วเหลียนอี้ปิงและเว่ยเจียนป๋อก็กลับมาถึงบ้าน พวกเขาได้ไก่ฟ้ามาทั้งหมด 5 ตัวและกระต่ายป่า 3 ตัว ส่วนหลุมกับดักที่ขุดเอาไว้พรุ่งนี้ถึงจะขึ้นไปดูอีกครั้งรวมถึงกับดักที่วางเอาไว้ด้วย
ทางด้านอวิ๋นเซียวที่ตอนนี้มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าเพื่อที่จะล่าหมูป่าไปสู่ขอภรรยาแต่งเข้าบ้าน แต่เขาเดินเข้าป่าลึกมามากกว่าปกติแต่ยังไม่มีวี่แววหรือร่องรอยของหมู่ป่าให้เห็นเลย
“เฮ้อ! การจะแต่งเมียสักคนมันช่างยากเย็นเสียจริง หวังว่าข้าจะล่าหมูได้เพื่อนำไปเป็นสินสอดนะ หากข้าจะไปสู่ขอภรรยามือเปล่าก็ดูจะเกินไปหน่อย” อวิ๋นเซียวบ่นออกมา
หลังจากเดินเข้ามาในป่าลึกมากอวิ๋นเซียวเริ่มวางกับดัก หลังจากวางกับดักเอาไว้เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงได้หาที่นั่งพักเพื่อกินอาหารที่นำมาจากบ้านและหาที่นอนในคืนนี้ เขาตั้งใจว่าจะไม่กลับบ้านจนกว่าจะได้หมูหรือสัตว์ป่าอย่างอื่นที่ไม่ใช่ไก่และกระต่ายหวังว่าเขาจะโชคดีสักครั้ง
อวิ๋นเซียวกินนอนอยู่ในป่า 2 วัน 2 คืน เช้าวันที่ 3 เขากลับออกจากป่าพร้อมกับหมูป่าตัวใหญ่หนึ่งตัว และมีไก่ป่า กระต่ายป่าอีกไม่น้อย ถึงแม้จะเหนื่อยล้ามากขนาดไหนแต่เขาก็พยายามแบกหมูป่ามาจนถึงบริเวณที่เขาเอารถเข็นมาซ่อนเอาไว้เมื่อเอาสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ทั้งหมดใส่ในรถเข็นเรียบร้อยแล้วเขาถึงกับเข่าทรุดหมดแรงนั่งลงไปตรงนั้นทันที
อวิ๋นเซียวนั่งพักอยู่ประมาณ 2 เค่อ หลังจากดื่มน้ำและกินผิงกั่วป่าไป 3 ลูก เขาถึงได้เข็นรถออกจากป่าและตรงกลับบ้านทันทีพร้อมกับหมูป่าที่จะนำไปเป็นสินสอดแต่งภรรยาเข้าบ้าน
พอพ้นจากชายป่าเขาเข็นรถกลับบ้านด้วยความรีบเร่งไม่รู้ว่าป่านนี้น้องสาวน้องชายเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากรีบเร่งเดินในที่สุดก็ถึงหมู่บ้านเสียที อวิ๋นเซียวไม่ได้สนใจทักทายใครระหว่างทางด้วยความเป็นห่วงน้องชายและน้องสาวเขาค้างคืนในป่าถึง 2 คืนไม่รู้ว่าคนเห็นแก่ตัวพวกนั้นจะมาหาเรื่องรังแกน้อง ๆ ของเขาหรือไม่
ยังไม่ทันที่จะเดินไปถึงบ้านอวิ๋นเซียวได้ยินเสียงด่าทอของป้าสะใภ้มาจากทางบ้านของเขาและเสียงของน้องชายน้องสาวร้องไห้ดังออกมา ไม่รอช้าเขารีบเข็นรถเข้าไปซ่อนเอาไว้ในดงหญ้ารกที่ขึ้นสูงจนเลยเอวของเขาจากเมื่อดูจนแน่ใจว่าไม่มีมองเห็นรถเข็นของเขาแน่ ๆ เขาถึงได้รีบร้อนวิ่งกลับบ้านไปทันที
“เจ้าเด็กเหลือขอปล่อยข้านะ ปล่อยมือจากข้าบัดเดี๋ยวนี้ อยากเจ็บตัวอีกใช่หรือไม่ ห๊ะ ปล่อย ข้าบอกให้ปล่อยไง” นางเฉียนซื่อด่าทออวิ๋นเฟยพร้อมทั้งพยายามดึงมือที่เต็มไปด้วยข้าวของเต็มทั้งสองมือ
“ท่านป้าสะใภ้ท่านคืนของบ้านข้ามาก่อน ท่านจะมาเอาข้าวของบ้านข้าไปแบบนี้ไม่ได้” อวิ๋นซวน
“ไอ้เด็กเหลือขอใครให้หน้าเจ้า กล้าดียังไงมาขัดขวางข้า ขนาดพ่อแม่ของพวกเจ้ายังไม่มีปัญญาขัดขวางข้า คอยดูเถอะข้าจะจับพวกเจ้าไปขายเป็นทาสให้หมด ของพวกเข้างั้นรึหากข้าอยากได้ย่อมต้องเป็นของข้า”
“หยุดเดี๋ยวนี้ ข้าบอกให้หยุด” อวิ๋นเซียว
“อ่อ กลับมาก็ดีแล้ว หลานอกตัญญูไม่รู้จักตอบแทนข้าวแดงแกงร้อนคนบ้านใหญ่ ยังมีหน้ามาตวาดใส่ข้าอีกหรือ”
“ข้ากับพวกท่านไม่มีอะไรที่จะต้องเกี่ยวข้องกันอีก ข้าวของพวกนี้เป็นของบ้านข้ากรุณาวางลงด้วย หาไม่แล้วอย่าหาว่าข้าหยาบคาย หนังสือตัดขาดในมือข้ายังมี ข้าไม่กลัวว่าจะเสียเวลาหากจะเดินทางเข้าเมืองเพื่อนำไปยื่นกับทางการ ท่านจะเอาอย่างไร เป็นพวกท่านที่ขับไล่ไสส่งพวกเราออกมา ทรัพย์สินของท่านพ่อท่านแม่ข้าพวกท่านยึดเอาไปหมดแล้วพวกท่านยังต้องการอะไรอีก”
“เจ้า.. เจ้ากล้าหรือ” นางเฉียนซื่อชี้หน้าอวิ๋นเซียวปากคอสั่น
“กล้าหรือไม่ ท่านจะลองดูก็ได้นะ ข้าจะได้แจ้งทหารรักษาการเมืองด้วยว่า ท่านทำร้ายร่างกายน้องชายน้องสาวข้า อีกทั้งยังรื้อค้นข้าวของในบ้านข้าทั้งยังหยิบฉวยข้าวของในบ้านข้าไปด้วย ความผิดของท่านหลายกระทงเช่นนี้มิพ้นนอนคุก ท่านจะลองดูหรือไม่”
“อ๊าย ไอ้เด็กเหลือขอ สารเลว สารเลวเหมือนพ่อแม่พวกแก”
“พี่ใหญ่ ขอบคุณที่ท่านกลับมาทันเวลา หาไม่แล้วข้ากับน้องสาวคงต้องเจ็บหนักแน่” อวิ๋นซวน
“พวกเจ้าบาดเจ็บหรือไม่”
“ไม่ขอรับ”
“ข้าเองก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ แต่ว่าป้าสะใภ้ต้องมาอีกแน่ ๆ คนอย่างนางคงไม่ยอมรามือ พี่ใหญ่ว่าเราแจ้งความกับทางการดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ถ้านางมาหาเรื่องอีกครั้งข้าจะเข้าไปแจ้งความกับทางการ พวกเจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว เข้าบ้านเถอะ ข้ากลับไปเอารถเข็นก่อน”
“ขอรับพี่ใหญ่”
ยามเว่ยอวิ๋นเซียวพร้อมด้วยน้องชายน้องสาวเข็นรถที่มีหมูป่าตัวเขื่องพร้อมด้วยไข่ไก่ป่า 20 ฟอง กระต่ายป่า 5 ตัว ไปยังบ้านตระกูลเหลียน ระหว่างทางมีชาวบ้านถามพวกเขาสามพี่น้องว่านำหมูป่ามาขายในหมู่บ้านหรือ อวิ๋นเซียวเพียงตอบว่าไม่ได้นำมาขายเพียงเท่านั้นเขาไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้
ในเวลาต่อมาชาวบ้านถึงได้รู้ว่าอวิ๋นเซียวและน้องชายน้องสาว ชายหนุ่มยากจนได้นำหมูและของป่ามาเป็นสินสอดเพื่อสู่ขอหลานสาวบ้านเหลียนแต่งเป็นภรรยาเข้าบ้าน เรื่องในครั้งนี้ทำให้เกิดเสียงซุบซิบนินทาอยู่หลายวัน
บางคนก็อดสงสารหญิงสาวที่จะต้องแต่งเข้าไปบ้านอวิ๋น แต่คนที่เสียใจที่สุดเห็นจะเป็นหญิงสาวหลายคนในหมู่บ้านที่หมายตาอวิ๋นเซียวเอาไว้ ด้วยเหตุนี้เว่ยจื้อโหยวจึงต้องกลับไปพร้อมกับอวิ๋นเซียวในวันเดียวกัน ช่างเป็นงานแต่งงานที่เรียบง่ายและรวดเร็วเสียจนเว่ยจื้อโหยวเตรียมตัวไม่ทัน