“โอ๊ย เจ็บ ๆ ๆ นี่เรายังไม่ตายหรอกหรือ แต่ถ้าตายแล้วก็คงไม่เจ็บสิ แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน ไอ้หลังคาผุ ๆ พัง ๆ นี่มันอะไรกัน”
เว่ยจื้อโหยวได้แต่พูดออกมาด้วยความไม่เข้าใจ ไม่ใช่ว่าเธอกำลังนอนหลับอยู่บนเครื่องบินที่กำลังจะพาเธอไปเข้าร่วมทีมหน่วยลับหรอกหรือ แล้วทำไมถึงมาโผล่ที่นี่ได้ แล้วที่นี่มันที่ไหนหลังคาผุ ๆ นี่มันจะพังลงมาทับเธอหรือไม่
แล้วทำไมข้างนอกนั่นเสียงดังอะไรกัน ยายป้าปากตลาดที่ไหนมาด่าทอทะเลาะกันเสียงดังไปสามบ้านแปดบ้านแบบนี้ ไม่รู้จักเกรงใจคนอื่นเอาเสียเลย เว่ยจื้อโหย่วที่ยังปวดหัวและนอนซมด้วยพิษไข้ได้แต่คิดในใจ เมื่อไหร่คนพวกนั้นจะเลิกด่าทอกันเสียที
ด้านนอกบ้านนางเซียนซื่อกำลังก่นด่าบ้านรองด้วยถ้อยคำหยาบคาย นางก่นด่าลูกชายและลูกสะใภ้รวมถึงหลานสาวว่าเป็นพวกอกตัญญู เป็นหมาป่าตาขาวและเป็นพวกเนรคุณ
สาเหตุที่นางเซียนซื่อยืนก่นด่าบ้านรองอยู่เพราะลูกชายขัดขืนไม่ยอมให้นางขายเว่ยจื้อโหยวให้กับเศรษฐีเฒ่า ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่พอใจและบีบคั้นบ้านรองทุกวิถีทาง อ้างความจำเป็นในการใช้เงินก็แล้วอ้างถึงความกตัญญูที่พึงมีต่อบุพการีก็แล้ว แต่ลูกชายของนางอย่างเว่ยเจี้ยนป๋อก็หาได้ยินยอมไม่
แต่ไหนแต่ไรมาลูกชายคนนี้ของนางหัวอ่อนและยอมลงให้นางมาตลอด นางเองไม่ได้มีใจรักใคร่บุตรชายคนนี้นักด้วยหมอดูได้ทำนายทายทักเอาไว้แล้วว่าหลานชายของนางจะนำความรุ่งเรืองมาสู่ตระกูล ในตอนนั้นนางมีหลานชายเพียงคนเดียวคือบุตรชายของบุตรชายคนโต
ด้วยความเชื่อที่แสนจะงมงายของหมอดูปลอม ๆ ที่ทำมาหากินกับความเชื่อของชาวบ้าน หลังจากนั้นมานางก็ทุ่มเททุกอย่างให้กับครอบครัวของบุตรชายคนโตอย่างเว่ยอี้หานและมีสะใภ้ใหญ่อย่างนางเหอซื่อคอยยุแยงเป่าหูแม่สามีอยู่ทุกวัน
นางเหอซื่อมีชื่อเดิมว่าเหอเหมี่ยวแต่งงานกับเว่ยอี้หานมีลูกชาย 2 คน และมีลูกสาว 1 คน ลูกสาวนั้นอายุไล่เลี่ยกับเว่ยจื้อโหย่วคือ 17หนาว ส่วนลูกชายคนโตตอนนี้เรียนอยู่ที่สำนึกศึกษาในเมืองอายุ 14 หนาว ลูกชายอีกคนอายุ 7 หนาว
สะใภ้ใหญ่เป็นญาติทางฝั่งแม่ของนางเซียนซื่อ เมื่อแต่งเข้าบ้านเว่ยจึงทำให้ลูกสะใภ้และแม่สามีที่มีศักดิ์เป็นเครือญาติกันนั้นเข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย
เว่ยเจี้ยนป๋อแต่งงานกับนางเหลียนซื่อหรือชื่อเดิมคือเหลียนเหมยชิง สำหรับสะใภ้รองผู้เฒ่าเว่ยเป็นคนสู่ขอให้มาตบแต่งกับเว่ยเจี้ยนป๋อในตอนที่ผู้เฒ่าเว่ยมีชีวิตอยู่ หลังจากเว่ยเจี้ยนป๋อแต่งงานได้สามปี ผู้เฒ่าเว่ยก็ป่วยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
เว่ยเจี้ยนป๋อและนางเหลียนซื่อมีลูกทั้งหมด 3 คน โดยมีเว่ยจื้อโหยวเป็นลูกสาวคนโต อายุ 17 หนาว น้องชาย อายุ 14 และ 7 หนาว
เว่ยจื้อโหยวที่ตอนนี้ปวดหัวมาก ตอนนี้จับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกในตอนที่เธอกำลังพยายามจะลุกขึ้นจากเตียงไม้แข็ง ๆ นี่ กลับมีเรื่องราวต่าง ๆ เข้ามาในหัวของเธอจนเธอหมดสติไปอีกครั้ง
ส่วนคนด้านนอกนั้นยังถกเถียงกันและย่าใจร้ายก็ยังไม่หยุดด่า และยังมีลูกสะใภ้เป็นลูกคู่ เว่ยเจี้ยนป๋อมองหน้าผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดด้วยสายตาผิดหวังระคนเสียใจ
ส่วนพี่ชายอย่างเว่ยอี้หานนั้นยืนมองน้องชายและครอบครัวด้วยสายตาเกลียดชัง เขามีความเชื่อไม่ต่างจากผู้เป็นแม่ หากว่าบุตรชายของเขาสอบได้เป็นขุนนางขึ้นมาเขาไม่ต้องการนับญาติกับน้องชายผู้นี้
“น้องรอง ข้าว่าเจ้ายอมยกลูกสาวของเจ้าแต่งเข้าบ้านเศรษฐีเถอะ นางจะได้มีความเป็นอยู่ที่ดี เจ้าเองก็จะได้ชื่อว่าเป็นพ่อตาของเศรษฐีเชียวนะ” อี้หาน
“หากพี่ใหญ่ว่าการไปเป็นอนุของชายแก่คราวปู่มันดีนักหนาเหตุใดท่านไม่ให้ลูกสาวของท่านตบแต่งเข้าไปเสียล่ะขอรับ” เจี้ยนป๋อ
“นี่เจ้า.. เจ้ากล้าพูดจายอกย้อนข้าเช่นนั้นหรือ เดี๋ยวนี้เจ้าช่างกล้าหาญเสียจริง” อี้หานชี้หน้าด่าน้องชาย
“เจ้าลูกอกตัญญู ข้าอุ้มท้องเจ้ามาเลี้ยงเจ้ามาจนเติบใหญ่ เจ้ากลับเนรคุณ ตอนนี้ข้าแค่ขอให้เจ้ายกนางตัวไร้ค่าลูกสาวของเจ้าแต่งเข้าบ้านเศรษฐีเพื่อช่วยเหลือครอบครัวเจ้ากลับไม่ยินยอม ข้าน่าจะเอาขี้เถ้าอุดปากเจ้าให้ตายเสียแต่ยังเด็ก ข้าไม่น่าเลี้ยงเจ้ามาจนเติบใหญ่ขนาดนี้ ข้าไม่น่าเลี้ยงเจ้ามาเพื่อให้มาเนรคุณข้าเอง ลูกอกตัญญู” นางเซียนซื่อชี้หน้าด่าลูกชาย
“ก็แค่ลูกสาวไร้ค่าของเจ้า จะเทียบอันใดกับลูกสาวของข้าได้กัน อย่าเอาลูกสาวของเจ้ามาเทียบกับหนิงอันลูกสาวข้า” สะใภ้ใหญ่
“ข้ายังยืนยันคำเดิม ข้าไม่มีวันส่งลูกสาวของข้าให้บ้านเศรษฐีเฒ่า ลูกสาวของข้าข้าจะหาสามีให้นางเอง ในเมื่อทั้งหมดเป็นปัญหาของพวกท่านที่รับปาก พวกท่านก็หาทางแก้ปัญหากันเอาเองเถิด ตลอดเวลาที่ข้าต้องอดทนให้พวกท่านรังแกลูกเมียข้ามันก็เกินพอแล้ว ข้าสู้อุตส่าห์ทำตามคำขอร้องของท่านพ่อที่สั่งเสียเอาไว้ให้พี่น้องรักและสามัคคีกันแต่พวกท่านไม่เคยจะใส่ใจ เอาแต่รังแก กดขี่ข่มเหงบ้านรองของข้า อาหารการกินบ้านรองก็ได้ส่วนแบ่งมาน้อยนิดทั้ง ๆ ที่งานในไร่ครอบครัวของข้าก็ทำมากที่สุด เงินก็เป็นข้าหามามากที่สุด แต่เงินเหล่านั้นไม่เคยตกถึงครอบครัวของข้า ตลอดเวลา 20 กว่าปีมานี้ ข้าถือว่าข้าได้กตัญญูต่อท่านแล้ว ท่านแม่ หากเป็นเช่นนี้ข้าขอแยกบ้านขอรับ” เจี้ยนป๋อพูดออกมาด้วยดวงตาแดงก่ำ
“แยกบ้าน เจ้ากล้าแยกบ้านหรือ อกตัญญู อกตัญญูแล้ว” นางเซียนซื่อทุบขาร้องโวยวายตีอกชกลม
“ท่านแม่ ในเมื่อน้องรองอยากแยกบ้านก็ให้แยกไปเถอะขอรับ แต่ข้าจะไม่แบ่งอะไรให้ทั้งนั้น อยากแยกบ้านเองก็ออกไปแต่ตัวเถอะ” อี้หาน
“ใช่เจ้าค่ะท่านแม่ อีกหน่อยลูกใหญ่ก็จะเป็นขุนนางแล้ว ข้าไม่อยากให้มีปลิงมาเกาะคอยดูดเลือดเจ้าค่ะ” สะใภ้ใหญ่
“ได้ ในเมื่อเจ้าอยากแยกบ้านนักก็ออกไปแต่ตัวก็แล้วกัน เจ้าใหญ่ ไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาจัดการให้เรียบร้อย” นางเซียนซื่อ
หลังจากนั้นไม่นานหัวหน้าหมู่บ้านได้มาทำการแยกบ้านโดยมีเอกสารการแยกบ้านและตัดขาดสามฉบับ ฉบับแรกมอบให้กับนางเซียนซื่อ ฉบับที่สองมอบให้กับเจี้ยนกั๋ว และฉบับสุดท้ายหัวหน้าหมู่บ้านจะนำไปยื่นกับทางการถือเป็นการเสร็จสิ้นการแยกบ้าน
“พวกเจ้ารีบไสหัวออกไปจากบ้านของข้าและอย่าได้หยิบฉวยอะไรของข้าออกไปเด็กขาด สะใภ้ใหญ่คอยจับตาดูเอาไว้” นางเซียนซื่อ
“เจ้าค่ะท่านแม่”
“พวกเราไปเก็บของกันเถอะ อย่าเสียเวลาอีกเลย” เจี้ยนป๋อ
“เจ้าค่ะท่านพี่”
“ขอรับท่านพ่อ”
ครอบครัวของเจี้ยนป๋อเก็บข้าวของที่มีอยู่น้อยนิดใส่ห่อผ้าจากนั้นนางเหลียนซื่อก็ไปช่วยลูกสาวที่นอนไม่ได้สติอยู่เก็บของ เจี้ยนป๋ออุ้มลูกสาวที่นอนหมดสติอยู่ขึ้นวางใส่รถเข็นอย่างเบามือ คนพวกนี้นับว่ามีจิตใจเหี้ยมโหดเพียงแค่ลูกสาวของเขาไม่ยินยอมไปเป็นอนุของตาเฒ่าบ้ากามผู้นั้น
เขาไม่คิดเลยว่าย่าแท้ ๆ จะทุบตีลูกสาวเขาปางตาย หากเขากลับมาไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น ลูกสาวที่น่ารักแสนดีของเขาคงได้หมดลมหายใจไปแล้ว เพราะเหตุนี้ความอดทนที่เขามีถึงได้ขาดลง เขาทำใจอยู่ร่วมบ้านกับคนพวกนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว หากเขาไม่สามารถปกป้องลูกได้เขาก็ไม่สมควรจะเป็นพ่อใคร
“ท่านพ่อพวกเราจะไปอยู่ที่ไหนหรือขอรับ” เว่ยหย่งคัง
“พวกเราจะกลับไปอยู่บ้านเดิมของท่านแม่เจ้า กับท่านตาท่านยายของพวกเจ้า” เจี้ยนป๋อ
“ขอรับท่านพ่อ เช่นนั้นเราไปกันเถอะ จะได้รีบพาพี่ใหญ่ไปรักษา” เว่ยหย่งหมิง
ในตอนที่ครอบครัวของเจี้ยนป๋อกำลังเดินออกจากบ้านเว่ยมา อี้หานได้พูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า
“อย่าคิดว่าแยกบ้านแล้วลูกสาวของเจ้าจะหนีพ้น คอยดูลูกสาวของเจ้าเอาไว้ให้ดี ท่านเศรษฐีไม่มีวันรามือ”
เจี้ยนป๋อเข็นรถที่มีร่างของลูกสาวนอนไม่ได้สติอยู่พาลูกเมียเดินออกจากหมู่บ้านลี่เจียงที่เขาอยู่มาตั้งแต่เกิดไปด้วยใจที่แตกสลาย เขาผิดหวังกับมารดาผู้ให้กำเนิดและพี่ชายแท้ ๆ ของตัวเอง
ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ถึงแม้ว่าพวกเขาจะสงสารเว่ยเจี้ยนป๋อและครอบครัวแต่พวกเขาเป็นคนนอกไม่สามารถจะเข้าไปยุ่งเรื่องของผู้อื่นได้ อีกอย่างแม่สามีกับลูกสะใภ้บ้านนี้นั้นล้วนร้ายกาจ เห็นแก่ตัวและปากร้ายจนไม่มีใครอยากจะข้องแวะด้วย
ใช้เวลากว่า 1 ชั่วยามเดินเท้าจากหมู่บ้านลี่เจียงมาถึงหมู่บ้านต้าหลี่ที่เป็นบ้านเดิมของนางเหลียนซื่อ เมื่อมาถึงก็พบกับพี่สะใภ้ที่กำลังกวาดลานบ้านอยู่พอดี
นางซ่งซื่อหรือซ่งจินเหม่ยเห็นน้องสาวสามีพร้อมด้วยน้องเขยและหลาน ๆ เดินเข้ามาในบ้านและน้องเขยยังได้เข็นรถเข็นที่มีร่างของหลานสาวคนโตที่นอนหมดสติมาด้วย
ด้วยความตกใจนางจึงถามออกมาด้วยความร้อนรน
"น้องสาวน้องเขยเหตุใดจื้อโหย่วถึงเป็นเช่นนี้ไปได้ เกิดอะไรขึ้น"
“พี่สะใภ้เข้าบ้านกันก่อนเจ้าค่ะ ค่อยไปคุยกันในบ้านนะเจ้าคะ” นางเหลียนซื่อ
“เช่นนั้นก็เข้าบ้านกันเถอะ น้องเขยเจ้าอุ้มจื้อโหยวเข้าไปพักข้างในก่อน” นางซ่งซื่อ
“เอะอะอะไรกัน เสียงดังไปถึงหลังบ้าน” แม่เฒ่าเหลียน
“ท่านแม่ น้องสาวกับน้องเขยมาเจ้าค่ะ หลานสาวเกิดเรื่องแล้ว” นางซ่งซื่อตอบแม่สามี
“อะไรนะ เกิดอะไรขึ้นกับหลานข้า นี่มันเรื่องอันใดกัน” แม่เฒ่าเหลียน
“ท่านแม่ใจเย็น ๆ ก่อนเจ้าค่ะ ข้าจะเล่าให้ท่านแม่ฟังเอง และต่อจากนี้ไปข้าและท่านพี่จะขอกลับมาอยู่ที่นี่ได้หรือไม่เจ้าคะ ท่านพี่ตัดขาดจากบ้านเว่ยแล้ว พวกเราจะขออาศัยอยู่กับท่านแม่สักระยะ จากนั้นพวกเราจะหาทางขยับขยายออกไปอยู่กันเองเจ้าค่ะ” นางเหลียนซื่อเอ่ยออกมาทั้งน้ำตา
“เอาเถอะ ๆ ที่ทางของบ้านเรายังมีพอที่จะให้พวกเจ้าปลูกบ้าน ตอนนี้อย่าเพิ่งคิดอะไรมาก เจ้าบอกมาให้แม่ฟังสิมันเกิดอันใดขึ้น”
หลังจากที่ได้ฟังลูกสาวเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดแม่เฒ่าเหลียนก็อยากจะไปจัดการกับยายแก่สารเลวบ้านเว่ยจริง ๆ โชคดีที่ลูกเขยของนางตัดขาดออกมาได้ นางไม่เชื่อหรอกว่าคนขยันอย่างเจี้ยนป๋อจะไม่สามารถหาเลี้ยงลูกเมียได้ ถึงตอนแรกจะลำบากไปบ้างเท่านั้น
แต่ปัญหาเรื่องหลานสาวนั้นหากว่าไม่หาทางออกที่ดีไม่พ้นว่าจะโดนอำนาจเงินของตาเฒ่าบ้ากามคนนั้นรังแกเอาได้ มีทางเดียวเท่านั้นที่จะสามารถรอดพ้นจากน้ำมือของตาเฒ่าบ้ากามนั้นได้คือให้หลานสาวแต่งออกไป
หากผู้ใดล่วงละเมิดภรรยาผู้อื่นถือว่ามีความผิดร้ายแรง แม้ว่าคนผู้นั้นจะมีเงินมีอำนาจมากก็ไม่สามารถที่จะล่วงละเมิดภรรยาของผู้อื่นได้ โทษของผู้ที่ทำความผิดคือต้องไปใช้แรงงานขุดคูเมืองและโดนยึดทรัพย์
เว่ยจื้อโหยวนอนฟังในสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกันด้วยความไม่เข้าใจ อะไรคือให้แต่งออกไปแล้วที่ให้แต่งออกไปใช่ตัวเธอหรือไม่ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอนี่ไม่ใช่ว่าเธอตายไปแล้วหรือ หรือว่าเครื่องบินไม่ได้ตก หรือว่านี่เป็นความฝัน แต่ไม่น่าจะใช่ความฝันแล้วล่ะในเมื่อความจริงตีแสกหน้าเธอขนาดนี้
เว่ยจื้อโหยวถอนหายใจยอมรับชะตากรรมของตัวเอง แทนที่จะได้เข้าไปทำงานในหน่วยลับกลับต้องมาตายตั้งแต่เดินทาง ตายไปแล้วไม่พอแทนที่จะได้ขึ้นสวรรค์หรือไม่ก็ลงนรกตามแต่ผลกรรมของการกระทำที่ผ่านมา
แต่พระเจ้ากลับเล่นตลกอะไรกับเธอกันส่งเธอมายังโลกโบราณล้าหลังที่ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์โลกไม่พอ พอฟื้นขึ้นมาก็พบเจอแต่เรื่องน่าอดสู ครอบครัวยากจนแร้นแค้น ย่าแท้ ๆ ใจดำอำมหิตยังดีที่พ่อแม่ของร่างเดิมนั้นรักลูกและทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ลูกโดนขายไป
แต่ว่าต่อจากนี้ล่ะจะทำยังไง ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ต้องมีพวกเศรษฐีมีเงินลุ่มหลงในตัณหาบ้ากามโดยไม่สนใจว่าใครจะยิมยอมพร้อมใจหรือไม่ มันน่าจับมาตัดให้เป็ดกินนัก
เว่ยจื้อโหยวนึกโมโหร่างเดิมจะทำตัวอ่อนแอกตัญญูไปทำไมนักหนา ทั้ง ๆ ที่ตัวเองมีพละกำลังมากกว่าคนอื่นตั้งเท่าไหร่ จะเก็บงำความสามารถของตัวเองไปเพื่ออะไรกัน ไม่เห็นจะต้องอับอายผู้คนเลยสักนิดหากใครจะคิดว่าตัวเองเป็นตัวประหลาด หากเป็นเธอแล้วล่ะก็จะอัดให้ฟันร่วงเลยพวกที่ชอบบูลลี่คนอื่น
เว่ยจื้อโหยวนอนฟังพ่อแม่ ตายายและลุงใหญ่ป้าสะใภ้ใหญ่อันเป็นครอบครัวของเธอในโลกใบนี้คุยกันเพื่อหาทางออกของปัญหาในครั้งนี้จนเธอหลับไปอีกครั้ง
“ท่านพ่อท่านแม่ พี่ใหญ่ ข้ามองไม่เห็นหนทางที่จะช่วยอาโหยวเลย หากยังไม่หาบ้านสามีให้นางแต่งออกไปแล้วล่ะก็ข้าเกรงว่าบ้านใหญ่คงไม่จบเพียงเท่านี้แน่ อีกอย่างเศรษฐีเฒ่านั่นคงไม่ยอมรามือง่าย ๆ เจ้าค่ะ” นางเหลียนซื่อพูดออกมาด้วยความทุกข์ใจ
“นั่นสิขอรับท่านพ่อตา ท่านแม่ยาย หนทางเดียวคือต้องหาบ้านสามีให้อาโหยวแต่งออกไปถึงแม้ใจข้าจะไม่ยินยอมก็ตามที แต่มันยังดีกว่าให้อาโหยวต้องตกนรกไปทั้งชีวิต ท่านพ่อตาท่านแม่ยายเห็นว่ามีครอบครัวใดที่เหมาะสมหรือไม่ขอรับ ขอแค่เป็นคนดี ขยันทำมาหากินข้ากับเหมยชิงก็ไม่ขัดข้องขอรับ” เจี้ยนป๋อ
“จะบอกว่ามีมันก็มีอยู่หรอกนะลูกเขย เจ้าหนุ่มอวิ๋นเซียวเป็นคนดี พ่อแม่ตายไปหมดแล้ว เหลือแค่เจ้าหนุ่มนั่นและน้องชายน้องสาว พ่อหนุ่มนี่เป็นคนดีขยันขันแข็งเพียงแต่ว่าญาติพี่น้องของพ่อแม่นิสัยไม่ดีเท่าไหร่ โดยเฉพาะนางจางซื่อป้าสะใภ้ใหญ่ที่ชอบกดขี่ข่มเหงหลานชายหลานสาวทั้ง ๆ ที่พวกเขาแยกบ้านออกมาแล้วหลังเสียพ่อแม่ อย่าเรียกว่าแยกบ้านเลยต้องเรียกว่าไล่ออกมาจะดีกว่า ยังดีที่มีที่ดินสินเดิมของมารดาเจ้าหนุ่มนั่นอยู่ 3 หมู่ จึงได้มาปลูกบ้านอาศัยอยู่กับน้อง ๆ แต่ยังไม่วายคนบ้านใหญ่มักมาหยิบเอาข้าวของในบ้านไปบ่อยครั้งเวลาที่เจ้าหนุ่มไม่อยู่บ้านออกไปล่าสัตว์ หากให้อาโหยวแต่งเข้าไปแล้วจะรับมือกับคนพวกนี้ได้หรือไม่นั่นเป็นอีกเรื่องที่พวกเจ้าต้องคิดและตัดสินใจให้ดี หากตกลงกันได้แล้วพรุ่งนี้แม่กับตาเฒ่าจะไปพูดจากับเจ้าหนุ่มนั่นให้เอง” แม่เฒ่าเหลียน
“ท่านแม่ยายขอรับ หากเขาเป็นคนดีก็ย่อมไม่มีปัญหา หากบ้านนั้นรังแกอาโหยวทั้งที่แยกบ้านออกมาแล้ว ข้าเองก็พร้อมที่จะสนับสนุนนางขอรับ อาโหยวไม่ได้ไร้ญาติขาดมิตรนางยังมีบ้านเดิมคอยสนับสนุน” เจี้ยนป๋อ
“ข้าเห็นด้วยกับท่านพี่เจ้าค่ะท่านแม่” นางเหลียนซื่อ
“เช่นนั้นพวกเจ้าไปพักผ่อนกันเถอะ อดทนอยู่แบบนี้ไปก่อนค่อยหาทางขยับขยายอย่าไปคิดอะไรมาก พวกเจ้าออกมาแล้วถือว่าเริ่มต้นชีวิตใหม่ ข้าก็อยากจะรอดูน้ำหน้านังเฒ่าเซียนซื่อจริง ๆ แก่แล้วแก่เลยเลอะเลือน หากหลานชายไม่ได้เป็นขุนนางขึ้นมาข้าจะรอดูว่านางเฒ่านั่นจะเป็นยังไง” แม่เฒ่าเหลียนเอ่ยออกมาด้วยความโมโห
เช้าวันต่อมาแม่เฒ่าเหลียนตื่นขึ้นมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง นางรีบเดินออกจากบ้านมุ่งตรงไปยังบ้านหลังสุดท้ายที่อยู่ติดชายป่าเชิงเขาเพื่อพูดคุยเรื่องระหว่างหลานสาวของนางและเจ้าหนุ่มอวิ๋นเซียว เมื่อเดินมาถึงหน้าบ้านนางจึงส่งเสียงเรียกเจ้าของบ้านอยู่ด้านนอกรั้วไม้ไผ่
“อาเซียว อาเซียวเจ้าอยู่บ้านหรือไม่” แม่เฒ่าเหลียนที่นางต้องถามแบบนี้เพราะไม่แน่ใจว่าชายหนุ่มออกไปล่าสัตว์แล้วนอนค้างในป่าหรือไม่
“อยู่ขอรับ ท่านยายเหลียนท่านมาหาข้ามีเรื่องอะไรหรือขอรับ หรือต้องการให้ข้าช่วยเหลือเรื่องอันใด” อวิ๋นเซียว
“ยายมีเรื่องบางอย่างอยากจะพูดคุยกับเจ้า ขอยายเข้าไปในบ้านก่อนได้หรือไม่”
“ขอรับ เช่นนั้นเชิญด้านในขอรับ”
เมื่อเข้ามาในบ้านแม่เฒ่าเหลียนก็พูดออกมาโดยไม่มีการอ้อมค้อมใด ๆ ทั้งสิ้น ด้วยที่ผ่านมานางเป็นคนมีนิสัยตรงไปตรงมาอยู่แล้วคิดอย่างไรก็พูดออกไปเช่นนั้น
“ที่ยายมาวันนี้ ยายมีเรื่องอยากจะถามเจ้าสักหน่อย”
“เรื่องอะไรหรือขอรับถึงทำให้ท่านยายมาหาข้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเช่นนี้”
“อาเซียวเจ้ามีคู่หมั้นคู่หมายแล้วหรือยัง ก่อนพ่อแม่ของเจ้าจะเสียไปพวกเขาได้ทาบทามหญิงสาวบ้านใดเอาไว้ให้เจ้าหรือไม่”
“ไม่มีขอรับท่านยาย ท่านพ่อท่านแม่ยังไม่ทันได้พูดคุยหรือทาบทามคู่หมายให้ข้าหรอกขอรับ ว่าแต่ท่านยายถามทำไมหรือขอรับ”
“ยายพูดตรง ๆ เลยแล้วกันที่ยายมาหาเจ้าวันนี้ ยายอยากให้เจ้าแต่งหลานสาวยายมาเป็นภรรยา เจ้าจะว่าอย่างไร”
“ทำไมถึงเป็นข้าล่ะขอรับ แล้วหลานสาวท่านยายจะยินยอมหรือขอรับ ข้าเองก็ยากจนไหนจะเลี้ยงดูน้องชายน้องสาวที่ยังเล็กอีก 2 คน นางจะมาทนลำบากกับข้าได้หรือขอรับ”
“อาโหยวหลานยายเป็นคนดี ยายจะไม่ปิดบังเจ้าหากเจ้าไม่ยินดีแต่งนางก็ไม่เป็นไร อาโหยวหลานยายนั้นหน้าตาสะสวยจนต้องไปต้องตาต้องใจเศรษฐีเฒ่าแต่ตัวนางไม่ยินยอม พ่อแม่นางเองก็มีปากเสียงกับบ้านใหญ่ จนต้องแยกตัวตัดขาดออกมาและย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ แต่พวกเรากลัวว่าฝั่งนั้นมีทั้งเงินและอำนาจจะไม่ยอมรามือง่าย ๆ หากนางยังไม่ตบแต่งให้แก่ชายอื่น ยายเองเห็นเจ้ามาตั้งแต่เด็ก ๆ เจ้าเป็นคนดีมาก ยายจึงได้บากหน้ามาหาเจ้า หากเจ้าไม่เต็มใจก็ไม่เป็นไรยายไม่บังคับใจเจ้า”
“หากนางเต็มใจข้าก็ไม่ว่าอันใดขอรับ ข้าเองก็กลัวว่าหากมีการเกณฑ์ชาวบ้านไปเป็นทหารตามที่หัวหน้าหมู่บ้านบอกเอาไว้ ข้าเองไม่มีเงิน 10 ตำลึงทองจ่ายให้กับทางการก็คงต้องไปเป็นทหาร น้องสองคนยังเล็กนักข้าเองก็อับจนหนทางเช่นเดียวกัน อย่างที่ท่านยายรู้ พวกบ้านใหญ่นั้นหาดีไม่ได้ ทรัพย์สินของท่านพ่อท่านแม่พวกเขาก็ยึดเอาไปจนหมดข้าเองก็เหนื่อยใจ ตอนข้าอยู่ไม่เท่าไหร่หากข้าไม่อยู่พวกเขาก็จะคอยมารังแกน้อง ๆ ของข้า และหยิบฉวยเอาข้าวของในบ้านไปจนหมด หากข้าแต่งภรรยาเข้ามาคงมีคนคอยดูแลน้อง ๆ ของข้า แต่นางจะยินยอมมาลำบากกับข้าหรือขอรับ”
“เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงนะ อาโหยวเป็นคนดีมาก นางย่อมยินยอมตบแต่งเป็นภรรยาของเจ้าดีกว่าไปตกนรกในบ้านเศรษฐีเฒ่าผู้นั้น เช่นนั้นก็เอาตามนี้ เจ้าเองก็ไปสู่ขอนางได้เลย เอาล่ะยายออกมานานแล้วยายขอตัวกลับก่อนเจ้าสะดวกวันไหนก็ไปพูดคุยตกลงกันได้ ส่วนสินสอดนั้นยายไม่ต้องการ เจ้าจะให้หรือไม่ให้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ยายหวังว่าเจ้าจะรักและดูแลนางอย่างดีก็พอ”
“ขอรับท่านยาย ข้าขอบคุณท่านยายที่เมตตาขอรับ”
แม่เฒ่าเหลียนกลับถึงบ้านก่อนเวลาอาหารเช้านิดหน่อย ทุกคนในครอบครัวมองมาที่นางอย่างมีความหวัง เพราะทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าวันนี้ที่แม่เฒ่าเหลียนออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้านั้นด้วยเรื่องอะไร
“ท่านแม่สำเร็จหรือไม่เจ้าคะ” นางเหลียนซื่อถามมารดาออกมาด้วยความร้อนรน
“อืม อาเซียวตกลงแล้ว เหลือเพียงแค่ให้เขามาพูดจาสู่ขอส่วนสินสอดนั้นแล้วแต่เขาจะหามา จะมีหรือไม่มีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด เราก็แค่หาสินเดิมให้อาโหยวติดตัวไปบ้างข้าเชื่อว่าอาเซียวจะดูแลอาโหยวเป็นอย่างดี”
“เป็นเช่นนี้ข้าก็โล่งใจเจ้าค่ะ เดี๋ยวเรื่องนี้ข้าจะพูดคุยกับลูกวันนี้ ข้าเชื่อว่าอาโหยวจะเต็มใจและไม่คัดค้านเจ้าค่ะ”
“เอาเถอะ แม่เชื่อว่าอาโหยวต้องเข้าใจ นี่เป็นทางออกทางเดียวที่เราทำได้ในตอนนี้”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
เว่ยจื้อโหยวลืมตาตื่นมาในปลายยามอู่ ตอนนี้นางรู้สึกหิวเป็นอย่างมากไหน ๆ ก็มาอยู่ในร่างนี้แล้วกลับไปก็กลับไปไม่ได้แล้ว จากเด็กกำพร้าไม่มีครอบครัว นางเองก็อยากมีครอบครัวดูสักครั้ง พ่อแม่และทุกคนรักใคร่เจ้าของร่างเดิมเป็นอย่างมาก
ถึงนางจะรู้สึกผิดที่มาสวมรอยเป็นลูกสาวและหลานสาวของพวกเขา ยังดีกว่าให้พวกเขาเสียใจที่ได้รับรู้ว่าเว่ยจื้อโหยวที่เป็นลูกสาวและหลานสาวของพวกเขานั้นได้ตกตายไปตั้งแต่โดนคนบ้านเว่ยรุมทุบตีแล้ว
“อาโหยว ตื่นแล้วหรือลูก เจ้ารู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือไม่ แม่เอาข้าวต้มกับยามาให้เจ้า ลุกขึ้นมากินเสียจะได้หายเร็ว แม่มีเรื่องจะบอกกล่าวกับเจ้าด้วย”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
“เจ้ากินข้าวให้อิ่มกินยาเสร็จแล้วแม่กับพ่อค่อยพูดคุยกับเจ้า”
หลังจากรอให้ลูกสาวกินข้าวกินยาเสร็จพอดีกับสามีของนางเดินเข้ามาเพื่อพูดคุยเรื่องแต่งงานของลูกสาว เจี้ยนป๋อเองในใจก็กลัวว่าลูกสาวจะไม่ยินยอมและต่อต้านแต่เขาเองก็ไม่มีทางเลือกด้วยเงินทองในมือก็ไม่มี เงินที่หามาได้นั้นล้วนแล้วแต่อยู่ในมือมารดาของเขาทั้งสิ้น
“อาโหยวลูกรู้สึกอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือไม่ พ่อขอโทษนะที่ปกป้องเจ้าไม่ได้”
“ข้าดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ไม่ใช่ความผิดของท่านพ่อเจ้าค่ะ อย่าได้โทษตัวเองอีกเลย หากจะมีคนผิดก็เป็นท่านย่ากับคนบ้านใหญ่เจ้าค่ะ”
“พ่อกับแม่มีเรื่องจะบอกกล่าวกับเจ้า หวังว่าเจ้าจะเข้าใจพ่อกับแม่เองก็ไม่มีทางเลือกอื่นเพื่อช่วยเหลือให้เจ้ารอดพ้นจากคนชั่วช้าพวกนั้น พ่อจำเป็นจะต้องให้เจ้าแต่งออกไป”
“ห๊ะ แต่งออกไป แต่งงาน แต่งกับผู้ใดหรือเจ้าคะ ทำไมรวดเร็วถึงเพียงนี้”
“แต่งกับเจ้าหนุ่มอวิ๋นเซียว เรื่องนี้ท่านยายของเจ้าเป็นคนจัดการ เขาเป็นคนดีเพียงแต่ว่ายากจนและมีน้องชายน้องสาวยังเล็กให้ดูแล ไม่มีพ่อแม่สามีอยู่เหนือเจ้า พ่อกับแม่เชื่อว่าเจ้าจะมีความสุขในชีวิตวันข้างหน้า เจ้าเองเป็นคนขยันอาเซียวเองก็เช่นกัน อย่างน้อย ๆ ก็เป็นทางเดียวที่จะหลุดพ้นไปได้ พ่อกับแม่เชื่อว่าบ้านใหญ่ไม่ยอมรามือ”
“เจ้าค่ะ ลูกเข้าใจในเมื่อท่านพ่อท่านแม่เห็นว่าดีลูกเองก็ไม่ขัดข้อง”
“เช่นนั้นเจ้านอนพักเสีย พ่อจะเข้าป่ากับลุงใหญ่ของเจ้าเผื่อจะได้อะไรติดไม้ติดมือมาขายบ้าง”
“เจ้าค่ะ”
หลังจากท่านพ่อกับท่านแม่ออกไปแล้ว เว่ยจื้อโหยวได้แต่พูดกับตัวเองว่า “อะไรกันวะเนี่ย ตายแล้วก็มาเกิดใหม่ที่นี่ มีครอบครัวครบ แล้วยังจะได้สามีมาอีก อะไรมันจะรวดเร็วปานนั้น ชาติที่แล้วไม่เห็นจะได้แต่งงานเลย แฟนยังหาไม่ได้ด้วยซ้ำ หวังว่าสามีคงจะไม่ขี้เหร่เกินไปหรอกมั้ง ช่างมันเถอะ ๆ มีสามีก็ดีแล้วเรื่องอื่นช่างมัน นอนดีกว่า หวังว่ามันจะเป็นเรื่องจริงนะ คงไม่ใช่เพียงแค่ฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น”
หลังจากที่แม่เฒ่าเหลียนได้ไปตกลงยกหลานสาวให้กับเจ้าหนุ่มบ้านอวิ๋นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม่เฒ่าก็เรียกลูกสาวมาหารือเรื่องสินเดิมของหลานสาวโดยไม่สนใจว่าอวิ๋นเซียวจะมีสินสอดมาสู่ขอหลานสาวตัวเองหรือไม่
ส่วนลูกชายกับลูกเขยนางไล่ให้เข้าป่าไปล่าสัตว์ ลูกสะใภ้อยู่ช่วยงานที่บ้าน พ่อเฒ่าเหลียนไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านว่าลูกสาวและลูกเขยย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านต้าหลี่แห่งนี้
“เหมยชิงแม่ว่าเราต้องเตรียมสินเดิมให้อาโหยวติดตัวไปบ้าง ถึงแม่จะไม่รู้ว่าอาเซียวจะมีสินสอดมาแต่งอาโหยวหรือไม่ ทางเราเองไม่ต้องการสินสอดอันใดขอเพียงอาโหยวปลอดภัยไม่ต้องตกเป็นเมียน้อยผู้อื่นแม่ย่อมยินดี”
“ข้าเห็นด้วยกับท่านแม่เจ้าค่ะ ข้าเองก็ไม่ได้มีเงินทองอันใดเท่าที่มีอยู่น้อยนิดเราจะเอาอะไรมาเป็นสินเดิมให้อาโหยวดีเจ้าคะ” เหมยชิง
“แม่มีผ้าอยู่ทำผ้าห่มให้อาโหยวดีหรือไม่ ตัดชุดใหม่ให้อาโหยวสัก 2 ชุด แล้วก็ให้ธัญพืชหยาบกับข้าวสารไปสัก 5 ชั่ง ถ้ามากกว่านี้เห็นทีจะไม่ไหว มันกะทันหันเกินไป แม่เองก็ไม่รู้จะทำเช่นไร อีกอย่างหลานสาวของเจ้าเพิ่งออกเรือนไป บ้านเราไม่มีใครที่อยู่ในวัยออกเรือนอีก จึงไม่มีของที่เตรียมเอาไว้ หลานชายเจ้ายังเล็กอีกนานกว่าจะแต่งภรรยาเข้าบ้านได้ ได้เท่านี้ก็นับว่าดีมากแล้ว”
“เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าขอโทษที่ทำให้ท่านแม่พลอยมาลำบากไปด้วยนะเจ้าคะ”
“หาใช่ความผิดของเจ้า ยายเฒ่าบ้านเว่ยนั่นล่ะที่ผิด เจ้าอย่าคิดมากเลย พวกเจ้ามาอยู่เสียที่นี่ก็ดีแล้วลำพังพี่ใหญ่เจ้าขึ้นเขาไปแค่คนเดียวก็ล่าอะไรมากไม่ได้อยู่แล้ว ลูกเขยมีความสามารถต่อไปนี้บ้านเราคงลืมตาอ้าปากได้บ้าง” แม่เฒ่าเหลียนพูดออกมาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า
“เจ้าค่ะท่านแม่ เช่นนั้นรบกวนท่านแม่เย็บผ้าห่ม ส่วนข้าจะขอให้พี่สะใภ้มาช่วยตัดชุดจะได้เสร็จเร็ว ๆ ไม่รู้ว่าอาเซียวจะมารับตัวอาโหยววันไหน ข้าเองก็อยากให้อาโหยวออกเรือนไปเร็ว ๆ ข้าไม่วางใจเจ้าค่ะ”
ทางด้านอวิ๋นเซียวเองก็กำลังหนักใจอยู่ไม่น้อยด้วยตัวเองแต่เดิมทีไม่คิดมีภรรยาแต่ทว่ามันจะเป็นแบบนั้นไม่ได้เช่นกัน เขาเองไม่สามารถอยู่ดูแลน้อง ๆ ทั้งสองคนได้ตลอดเวลา จำต้องมีภรรยาช่วยแบ่งเบาภาระจึงจะดี แต่เขาเองก็ยากจนข้นแค้นเสียนี่กระไร แล้วจะเอาอะไรไปสู่ขอภรรยา
“พี่ใหญ่ เป็นเรื่องจริงหรือเปล่าที่ท่านจะแต่งพี่สะใภ้เข้าบ้าน” อวิ๋นซวน
“จริง จะได้มีคนคอยดูแลพวกเจ้าในตอนที่ข้าเข้าป่าล่าสัตว์หลาย ๆ วัน”
“พี่ใหญ่เจ้าคะ แล้วพี่สะใภ้จะยินดีมาอยู่บ้านเราหรือเจ้าคะ นางจะไม่รังเกียจครอบครัวพวกเราใช่หรือไม่เจ้าคะ” อวิ๋นเฟย
“พวกเจ้าวางใจเถอะ ท่านยายเหลียนบอกว่านางเป็นคนดีมาก จะจริงไม่จริงอย่างไรไม่สู้รอให้ข้าแต่งนางเข้ามาก่อนค่อยว่ากันอีกที หากนางไม่ดีต่อพวกเจ้าพี่ค่อยหย่าขาดจากนางก็ยังไม่สาย”
“ขอรับพี่ใหญ่”
“ข้าเชื่อพี่ใหญ่เจ้าค่ะ แต่ว่าแล้วพี่ใหญ่จะเอาอะไรไปสู่ขอพี่สะใภ้ บ้านเราเองก็ไม่มีอะไรที่จะนำมาเป็นสินสอดได้เลยนะเจ้าคะ ทรัพย์สมบัติของท่านพ่อท่านแม่ก็ถูกบ้านลุงใหญ่เอาไปหมดแล้ว”
“พี่คงต้องเข้าป่า เผื่อจะได้หมูป่าสักตัวเอาไปสู่ขอพี่สะใภ้ให้พวกเจ้า”
แบบนี้ก็ได้หรือเจ้าคะ ข้าไม่เห็นใครเขานำหมูไปเป็นสินสอดเลย หากล่าหมูไม่ได้เล่าเจ้าคะจะทำเช่นไรดี" อวิ๋นเฟยพูดออกมาด้วยความทุกข์ใจ
จากนั้นสามพี่น้องก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อเห็นว่าเวลาไม่รอช้าแล้วอวิ๋นเซียวก็เข้าป่าไปแสวงโชคทันทีโดยที่วันนี้เขาเข้าป่าไปลึกกว่าทุกทีด้วยหวังว่าจะล่าหมู่ป่าได้สักตัวเพื่อนำมาเป็นสินสอดสู่ขอภรรยา
ทางด้านเว่ยเจี้ยนป๋อกับเหลียนอี้ปิงเดินขึ้นเขาและวันนี้พวกเขาเองก็ตัดสินใจเข้าป่าลึกด้วยเช่นเดียวกันด้วยหวังว่าการเข้าป่าลึกในครั้งนี้พวกเขาจะมีโชคลาภสักครั้ง
“พี่ใหญ่ข้าว่าเราวางกับดักแถวนี้เถอะขอรับอย่าได้เข้าป่าไปลึกมากว่านี้เลยข้าว่ามันไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เผื่อว่ามีสัตว์ป่าดุร้ายขึ้นมาเราเองจะลำบาก” เจี้ยนป๋อ
“ได้เอาตามที่เจ้าว่า” เหลียนอี้ปิง
จากนั้นทั้งสองคนได้แยกกันไปวางกับดัก เมื่อเสร็จแล้วจึงได้ตกลงกันว่าจะช่วยกันขุดหลุมกับดักเอาไว้เพื่อรอเวลาตรวจดูกับดักจากนั้นค่อยลงเขากลับบ้าน
ตอนนี้แม่เฒ่าเหลียนและลูกสาวรวมถึงลูกสะใภ้ต่างวุ่นวายช่วยกันตัดเย็บชุดและผ้าห่ม พ่อเฒ่าเหลียนเมื่อกลับมาจากบ้านของผู้นำหมู่บ้านก็พาหลานชายทั้งสามออกไปถอนหญ้าและรดน้ำข้าวสาลีที่ปลูกเอาไว้
หลานชายทั้งสามต่างช่วยงานท่านปู่และท่านตาด้วยความขยันขันแข็ง เหลียนอี้ปิงมีลูกชายและลูกสาวอย่างละคน ส่วนลูกสาวเพิ่งแต่งงานออกเรือนไปเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนนี้เหลือแต่ลูกชายคือเหลียนอี้หลุน อายุ 15 หนาว ซึ่งมากกว่าเว่ยหย่งคัง 1 หนาวและมากกว่าเว่ยหย่งหมิงถึง 8 หนาวเลยทีเดียว
ตอนนี้คนที่ว่างงานที่สุดคือเว่ยจื้อโหยวนอกจากจะไม่ต้องทำอันใดแล้วนางมีหน้าที่แค่นอนรอแต่งออกไปเท่านั้น บาดแผลของนางไม่นับว่าหนักหนาอันใด จะหนักที่สุดเห็นจะเป็นที่หน้าผากของนางที่โดนย่าแท้ ๆ และป้าสะใภ้ผลักจนล้มลงไปหน้าผากกระแทกกับท่อนฟืนที่วางอยู่ จากนั้นก็โดนทุบตีอีกไม่น้อยนี่คงเป็นสาเหตุทำให้เจ้าของร่างตายและวิญญาณของนางเข้ามาอยู่แทน
ยามโหย่วเหลียนอี้ปิงและเว่ยเจียนป๋อก็กลับมาถึงบ้าน พวกเขาได้ไก่ฟ้ามาทั้งหมด 5 ตัวและกระต่ายป่า 3 ตัว ส่วนหลุมกับดักที่ขุดเอาไว้พรุ่งนี้ถึงจะขึ้นไปดูอีกครั้งรวมถึงกับดักที่วางเอาไว้ด้วย
ทางด้านอวิ๋นเซียวที่ตอนนี้มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าเพื่อที่จะล่าหมูป่าไปสู่ขอภรรยาแต่งเข้าบ้าน แต่เขาเดินเข้าป่าลึกมามากกว่าปกติแต่ยังไม่มีวี่แววหรือร่องรอยของหมู่ป่าให้เห็นเลย
“เฮ้อ! การจะแต่งเมียสักคนมันช่างยากเย็นเสียจริง หวังว่าข้าจะล่าหมูได้เพื่อนำไปเป็นสินสอดนะ หากข้าจะไปสู่ขอภรรยามือเปล่าก็ดูจะเกินไปหน่อย” อวิ๋นเซียวบ่นออกมา
หลังจากเดินเข้ามาในป่าลึกมากอวิ๋นเซียวเริ่มวางกับดัก หลังจากวางกับดักเอาไว้เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงได้หาที่นั่งพักเพื่อกินอาหารที่นำมาจากบ้านและหาที่นอนในคืนนี้ เขาตั้งใจว่าจะไม่กลับบ้านจนกว่าจะได้หมูหรือสัตว์ป่าอย่างอื่นที่ไม่ใช่ไก่และกระต่ายหวังว่าเขาจะโชคดีสักครั้ง
อวิ๋นเซียวกินนอนอยู่ในป่า 2 วัน 2 คืน เช้าวันที่ 3 เขากลับออกจากป่าพร้อมกับหมูป่าตัวใหญ่หนึ่งตัว และมีไก่ป่า กระต่ายป่าอีกไม่น้อย ถึงแม้จะเหนื่อยล้ามากขนาดไหนแต่เขาก็พยายามแบกหมูป่ามาจนถึงบริเวณที่เขาเอารถเข็นมาซ่อนเอาไว้เมื่อเอาสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ทั้งหมดใส่ในรถเข็นเรียบร้อยแล้วเขาถึงกับเข่าทรุดหมดแรงนั่งลงไปตรงนั้นทันที
อวิ๋นเซียวนั่งพักอยู่ประมาณ 2 เค่อ หลังจากดื่มน้ำและกินผิงกั่วป่าไป 3 ลูก เขาถึงได้เข็นรถออกจากป่าและตรงกลับบ้านทันทีพร้อมกับหมูป่าที่จะนำไปเป็นสินสอดแต่งภรรยาเข้าบ้าน
พอพ้นจากชายป่าเขาเข็นรถกลับบ้านด้วยความรีบเร่งไม่รู้ว่าป่านนี้น้องสาวน้องชายเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากรีบเร่งเดินในที่สุดก็ถึงหมู่บ้านเสียที อวิ๋นเซียวไม่ได้สนใจทักทายใครระหว่างทางด้วยความเป็นห่วงน้องชายและน้องสาวเขาค้างคืนในป่าถึง 2 คืนไม่รู้ว่าคนเห็นแก่ตัวพวกนั้นจะมาหาเรื่องรังแกน้อง ๆ ของเขาหรือไม่
ยังไม่ทันที่จะเดินไปถึงบ้านอวิ๋นเซียวได้ยินเสียงด่าทอของป้าสะใภ้มาจากทางบ้านของเขาและเสียงของน้องชายน้องสาวร้องไห้ดังออกมา ไม่รอช้าเขารีบเข็นรถเข้าไปซ่อนเอาไว้ในดงหญ้ารกที่ขึ้นสูงจนเลยเอวของเขาจากเมื่อดูจนแน่ใจว่าไม่มีมองเห็นรถเข็นของเขาแน่ ๆ เขาถึงได้รีบร้อนวิ่งกลับบ้านไปทันที
“เจ้าเด็กเหลือขอปล่อยข้านะ ปล่อยมือจากข้าบัดเดี๋ยวนี้ อยากเจ็บตัวอีกใช่หรือไม่ ห๊ะ ปล่อย ข้าบอกให้ปล่อยไง” นางเฉียนซื่อด่าทออวิ๋นเฟยพร้อมทั้งพยายามดึงมือที่เต็มไปด้วยข้าวของเต็มทั้งสองมือ
“ท่านป้าสะใภ้ท่านคืนของบ้านข้ามาก่อน ท่านจะมาเอาข้าวของบ้านข้าไปแบบนี้ไม่ได้” อวิ๋นซวน
“ไอ้เด็กเหลือขอใครให้หน้าเจ้า กล้าดียังไงมาขัดขวางข้า ขนาดพ่อแม่ของพวกเจ้ายังไม่มีปัญญาขัดขวางข้า คอยดูเถอะข้าจะจับพวกเจ้าไปขายเป็นทาสให้หมด ของพวกเข้างั้นรึหากข้าอยากได้ย่อมต้องเป็นของข้า”
“หยุดเดี๋ยวนี้ ข้าบอกให้หยุด” อวิ๋นเซียว
“อ่อ กลับมาก็ดีแล้ว หลานอกตัญญูไม่รู้จักตอบแทนข้าวแดงแกงร้อนคนบ้านใหญ่ ยังมีหน้ามาตวาดใส่ข้าอีกหรือ”
“ข้ากับพวกท่านไม่มีอะไรที่จะต้องเกี่ยวข้องกันอีก ข้าวของพวกนี้เป็นของบ้านข้ากรุณาวางลงด้วย หาไม่แล้วอย่าหาว่าข้าหยาบคาย หนังสือตัดขาดในมือข้ายังมี ข้าไม่กลัวว่าจะเสียเวลาหากจะเดินทางเข้าเมืองเพื่อนำไปยื่นกับทางการ ท่านจะเอาอย่างไร เป็นพวกท่านที่ขับไล่ไสส่งพวกเราออกมา ทรัพย์สินของท่านพ่อท่านแม่ข้าพวกท่านยึดเอาไปหมดแล้วพวกท่านยังต้องการอะไรอีก”
“เจ้า.. เจ้ากล้าหรือ” นางเฉียนซื่อชี้หน้าอวิ๋นเซียวปากคอสั่น
“กล้าหรือไม่ ท่านจะลองดูก็ได้นะ ข้าจะได้แจ้งทหารรักษาการเมืองด้วยว่า ท่านทำร้ายร่างกายน้องชายน้องสาวข้า อีกทั้งยังรื้อค้นข้าวของในบ้านข้าทั้งยังหยิบฉวยข้าวของในบ้านข้าไปด้วย ความผิดของท่านหลายกระทงเช่นนี้มิพ้นนอนคุก ท่านจะลองดูหรือไม่”
“อ๊าย ไอ้เด็กเหลือขอ สารเลว สารเลวเหมือนพ่อแม่พวกแก”
“พี่ใหญ่ ขอบคุณที่ท่านกลับมาทันเวลา หาไม่แล้วข้ากับน้องสาวคงต้องเจ็บหนักแน่” อวิ๋นซวน
“พวกเจ้าบาดเจ็บหรือไม่”
“ไม่ขอรับ”
“ข้าเองก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ แต่ว่าป้าสะใภ้ต้องมาอีกแน่ ๆ คนอย่างนางคงไม่ยอมรามือ พี่ใหญ่ว่าเราแจ้งความกับทางการดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ถ้านางมาหาเรื่องอีกครั้งข้าจะเข้าไปแจ้งความกับทางการ พวกเจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว เข้าบ้านเถอะ ข้ากลับไปเอารถเข็นก่อน”
“ขอรับพี่ใหญ่”
ยามเว่ยอวิ๋นเซียวพร้อมด้วยน้องชายน้องสาวเข็นรถที่มีหมูป่าตัวเขื่องพร้อมด้วยไข่ไก่ป่า 20 ฟอง กระต่ายป่า 5 ตัว ไปยังบ้านตระกูลเหลียน ระหว่างทางมีชาวบ้านถามพวกเขาสามพี่น้องว่านำหมูป่ามาขายในหมู่บ้านหรือ อวิ๋นเซียวเพียงตอบว่าไม่ได้นำมาขายเพียงเท่านั้นเขาไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้
ในเวลาต่อมาชาวบ้านถึงได้รู้ว่าอวิ๋นเซียวและน้องชายน้องสาว ชายหนุ่มยากจนได้นำหมูและของป่ามาเป็นสินสอดเพื่อสู่ขอหลานสาวบ้านเหลียนแต่งเป็นภรรยาเข้าบ้าน เรื่องในครั้งนี้ทำให้เกิดเสียงซุบซิบนินทาอยู่หลายวัน
บางคนก็อดสงสารหญิงสาวที่จะต้องแต่งเข้าไปบ้านอวิ๋น แต่คนที่เสียใจที่สุดเห็นจะเป็นหญิงสาวหลายคนในหมู่บ้านที่หมายตาอวิ๋นเซียวเอาไว้ ด้วยเหตุนี้เว่ยจื้อโหยวจึงต้องกลับไปพร้อมกับอวิ๋นเซียวในวันเดียวกัน ช่างเป็นงานแต่งงานที่เรียบง่ายและรวดเร็วเสียจนเว่ยจื้อโหยวเตรียมตัวไม่ทัน