ตีสี่ครึ่งเป็นเวลาตื่นของอัสมา ซึ่งเรียกได้ว่าเช้ากว่าชาวบ้านชาวช่องเขามาก เธอตื่นมาเตรียมตัวขายโจ๊กในตอนเช้า เพราะเป็นอาชีพของแม่ที่ทำมานาน แต่พอเกิดอุบัติเหตุก็ไม่สามารถทำต่อได้ เธอเห็นว่าสามารถทำในช่วงเช้าได้และพอจะมีกำไรจึงตัดสินใจสานต่อโดยมีป้าติ๋มเป็นคนช่วยเตรียมของ เงินเดือนของการดูแลแม่นั้นหล่อนเรียกเพียงหนึ่งหมื่นห้า สำหรับคนแถวนี้นับว่ามากแล้ว อีกสามพันคือเงินเดือนส่วนที่ช่วยจัดการเรื่องโจ๊กเพราะเธอไม่มีเวลาทำเอง
เธอได้เปรียบที่บ้านอยู่ใกล้โรงเรียน จึงขายได้พอคุ้มเหนื่อย โดยเฉพาะวันจันทร์ถึงวันศุกร์จะขายดีเป็นพิเศษ ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็ไม่ถือว่าเงียบเหงา แต่โจ๊กเป็นของที่ขายดีในช่วงเช้า พอผ่านไปก็ขายไม่ค่อยได้ แต่ก่อนเธอเคยทดลองเปิดร้านทั้งวันเพราะคิดว่าจะยึดเป็นหลักในการหาเงิน แต่มันไม่เข้าท่าเท่าที่ควร จึงขายถึงแค่ช่วงเช้าถึงสายๆ พอปิดร้านเรียบร้อยในช่วงสิบโมงก็ลาแม่กับป้าติ๋มก่อนจะออกไปทำงานที่ร้านอาหาร
อัสมาเป็นหนึ่งในคนที่ไม่งอมืองอเท้าแต่กลับสู้ชีวิตทุกอย่าง เรื่องนี้ใครๆ ต่างก็รับรู้ แต่ใช่ว่าเจ้าตัวอยากสู้ ความจริงแล้วเธอเหนื่อยสายตัวแทบขาดในทุกๆ วัน ร้องไห้ทีนึกว่าน้ำตาจะออกมาเป็นสายเลือด แต่ในเมื่อมันไม่ตายก็ต้องดิ้นรนกันต่อไป ทั้งแม่และน้องยังหวังพึ่งเธอ
ครั้งหนึ่งอัสมาเคยถามสุวพิชชาว่ามีงานอะไรให้ทำอีกไหม แต่ก็โดนบ่นมายกใหญ่ ‘จะทำงานอะไรนักหนา ก็รู้หรอกว่าต้องใช้เงินเยอะ แต่ทุกวันนี้ก็ทำงานจนจะไม่ได้นอนอยู่แล้ว หรือจะนอนทำงานด้วยเลยล่ะ หาเสี่ยรวยๆ เลี้ยงสักคนสิ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยแบบนี้ แล้วนอนทำงานเอา ได้เงินเยอะกว่ามาทำงานงกๆ อย่างทุกวันนี้อีก’ นึกถึงคำพูดของเพื่อนแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าน้อยๆ ไม่ใช่เพราะไม่เห็นด้วย เธอก็อยากรวยทางลัดเหมือนกัน แต่เสี่ยคนไหนจะถูกใจเธอกันล่ะ ไม่ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ
เสี่ยที่จริงใจน่ะ มีอยู่ไหม แสดงตัวหน่อย
“ได้นอนกี่ชั่วโมงล่ะแม่คนขยัน” สุวพิชชาเอ่ยขึ้นทันทีที่อัสมาจอดรถ เจ้าตัวเองก็เพิ่งมาถึงเมื่อสักครู่ ทั้งสองจึงเดินเข้าไปในร้านพร้อมกันโดยระหว่างนั้นก็พูดคุยกันไปตามเรื่อง “แกน่ะอย่าโหมงานให้มันมากนะ กลัวจะล้มป่วยไปอีกคน”
“ไม่โหมได้ไง ไฟจี้ตูดขนาดนั้น หายใจเข้ายังไม่ทันหายใจออกเลย หมดเดือนหนึ่งละ” พูดจบก็หัวเราะราวเป็นเรื่องตลก เธอแค่พยายามรับมือกับความเครียดก็เท่านั้น ถ้าไม่หัวเราะเลยอัสมาคงได้ทำหน้าตึงทั้งวัน
“แล้วของเดือนนี้ขาดเหลือตรงไหนเปล่า”
“คิดว่าไม่หรอก ก็ได้ปริ่มน้ำตลอดเหมือนทุกเดือนนั่นแหละ แต่แค่พอจ่ายก็พอแล้ว เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”
คนฟังพยักหน้ารับ “ว่าแต่วีคนี้แกยังไม่ได้หยุดใช่ไหม”
“ยังเลย ที่จริงจะหยุดเมื่อวานซืนแต่พี่นุ้ยเขาขอแลก ก็เลยได้หยุดพรุ่งนี้”
“รอหยุดวันอาทิตย์ได้ไหม” คนฟังมีสีหน้าฉงน “วันอาทิตย์มันมีงานเลี้ยงที่โรงแรม ที่เดิมที่เราเคยไปครั้งที่แล้วนั่นแหละ พี่แยมเขาก็ให้มาถามว่าสะดวกมาช่วยงานไหม ยังไงก็ได้ตั้งหกร้อย เราอะตอบตกลงไปแล้วเพราะวีคนี้ยังไม่ได้หยุดเหมือนกัน เลยจะหยุดวันนั้น”
“กี่โมงถึงกี่โมง เหมือนเดิมไหม” เมื่อเพื่อนพยักหน้าเธอก็เริ่มคิดทุกอย่างในหัว ไปเตรียมตัวตั้งแต่สี่โมง งานเลิกสี่ทุ่ม แต่เธออยู่ได้แค่สองทุ่มเท่านั้นเพราะสองทุ่มครึ่งต้องไปร้องเพลง “พี่แยมยอมให้กลับตอนสองทุ่มเหมือนเดิมไหมล่ะ”
“ก็ยอม เขาถึงให้มาถามไง แต่ค่าจ้างก็ได้ไม่เต็มเหมือนเดิม คอนเฟิร์มไหมล่ะเราจะได้บอกเขาเลย”
ขึ้นชื่อว่างานอัสมาไม่เคยเกี่ยงอยู่แล้ว
จนกระทั่งวันอาทิตย์มาถึง วันนี้เธอทำโจ๊กน้อยกว่าวันทำการเพราะมีลูกค้าไม่มากนัก จึงปิดร้านได้ไว และหลังจากนั้นก็ไม่มีธุระต้องไปที่ไหน เพียงแต่อัสมาก็ไม่เฉียดคำว่าว่างอยู่ดี ทุกๆ วันหยุดหนึ่งวันต่อสัปดาห์ของตนก็จะทำแซนด์วิชส่งตามร้านค้าละแวกใกล้เคียง ก็พอจะเป็นรายได้เสริมได้บ้าง สะสมจากตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อยก็กลายเป็นเงินก้อนที่พอสำหรับรายจ่ายที่จำเป็น
หลังจากโทร. ไปรับออเดอร์จากร้านค้าเจ้าประจำเสร็จเรียบร้อยก็ใช้เวลาที่ได้หยุดอยู่บ้านในการทำแซนด์วิช พอทำเสร็จก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งทุกร้าน ก่อนจะกลับมาซักผ้าและเก็บกวาดบ้าน ซึ่งอย่างหลังปกติป้าติ๋มก็จะช่วยทำอยู่ทุกวัน
“หนูอัส”
“คะ” ในตอนที่เธอทำความสะอาดในครัวอยู่ป้าติ๋มก็เดินเข้ามาหา พอเห็นท่าทีของอีกฝ่ายนั้นก็เดาไม่ยาก เธอจึงระบายยิ้มน้อยๆ “เบิกก่อนเท่าไรดีคะป้า”
คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะแต่ถูกเด็กรุ่นลูกอ่านออกก็ยิ้มแหย “เมื่อวันที่สิบป้าเบิกไปสองพัน เหลือหมื่นหกนะ วันนี้ป้าจะขอเบิกสักสี่พันจะได้ไหม จะส่งให้ลูกสักหน่อย แต่ถ้าไม่ได้วันนี้เป็นพรุ่งนี้ก็ได้ พอดีเจ้าอัยย์มันจะจ่ายค่าหอน่ะ”
“ได้ค่ะ ว่าแต่น้องอัยย์มีค่าขนมใช้อยู่ใช่ไหมคะ ถ้าไม่หนูให้หกพันเลยก็ได้ค่ะ จะได้เหลือหนึ่งหมื่น” คนรักลูกอย่างป้าติ๋มรีบพยักหน้าเห็นด้วย ด้านอัสมาเองก็เอ็นดูลูกสาวป้าติ๋มเหมือนน้องคนหนึ่ง ด้วยเป็นรุ่นน้องสองแฝดแค่หนึ่งปี แถมยังเป็นเด็กหอเหมือนน้องสาวเธอ เธอจึงเข้าใจดีว่าการไปอยู่ไกลบ้านนั้นโดดเดี่ยวเพียงใด โดยเฉพาะช่วงที่ไม่ค่อยมีเงิน “ป้าจะเอาเงินสดหรือให้หนูโอนไปให้น้องเลย”
“หนูโอนไปได้เลย ป้าไม่เก่งเรื่องแบบนี้หรอก”
หลังจากโอนเงินจำนวนหกพันบาทให้เด็กสาวแล้วเธอก็ส่งโทรศัพท์ให้เจ้าของเงินดูสลิปการโอนเงิน ก่อนจะขอตัวไปอาบน้ำเพื่อที่จะได้ออกไปทำงานในอีกสองชั่วโมงข้างหน้า
อัสมาแต่งหน้าแต่งตัวนานกว่าปกติเพราะพี่แยมกำชับมาว่าในงานมีแต่คนใหญ่คนโต ทุกอย่างต้องดูดีเพื่อให้คนเหล่านั้นพึงพอใจ ค่าเครื่องสำอาง ชุด รองเท้า มันเกินค่าแรงสี่ร้อยที่เธอจะได้รับด้วยซ้ำ แต่อัสมามันคนหน้าเงิน เห็นเงินแล้วอะไรก็ยอม เพราะฉะนั้นต่อให้ได้แค่สามร้อยก็จะไม่ปล่อยให้หลุดมือ
เนื่องด้วยมีงานที่ต้องไปทำต่อ เธอจึงเตรียมเสื้อผ้าไปเปลี่ยนด้วยและคงต้องทำเวลาพอสมควร เพราะระยะทางจากโรงแรมไปร้านเหล้านั้นก็ไม่ใช่ใกล้ๆ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยก็เดินไปกอดแม่ที่นอนอยู่เพื่อขอกำลังใจ ก่อนจะออกไปทำงานอย่างไม่รอช้าโดยใช้งานยานพาหนะคู่ใจที่เป็นของตกทอดมาจากแม่ ครั้นจะให้ซื้อใหม่ตอนนี้ก็เกรงว่าภาระจะทับจนตาย เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็เหมือนจะฆ่ากันให้ตายอยู่รอมร่อ
ก่อนที่พ่อและแม่จะประสบอุบัติเหตุเธอเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศธรรมดา ไม่มีความรู้เรื่องการทำโจ๊ก แซนด์วิช ไม่เคยร้องเพลงเพื่อหาเงิน ไม่เคยทำงานบริการ และมีอีกหลายอย่างที่เธอไม่เคยทำมาก่อน แต่เมื่อถูกบีบให้ต้องทำ ก็พยายามหัด ล้มลุกคลุกคลานจนเริ่มเป็นงานและสามารถหาเลี้ยงคนในครอบครัวได้ กลายมาเป็นเสาหลักที่ต้องแบกน้องและแม่
ไหนยังความรับผิดชอบที่ไม่อาจหลบหนีได้ แต่น้องสาวฝาแฝดก็ไม่ได้โยนภาระมาให้เธอทั้งหมด คนหนึ่งถนัดเรื่องภาษาก็รับงานแปลเอกสาร รายได้ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ พอเป็นค่าหอพักได้ อีกคนถนัดงานศิลป์ ก็รับวาดรูปอะไรไปเรื่อยไปเปื่อย รายได้พอเอามาเป็นค่ากิน ถึงกระนั้นมันก็ไม่พอ แต่ก็ช่วยพี่สาวอย่างเธอได้มาก ส่วนไหนขาดเธอก็ส่งให้ เรื่องค่าเทอมก็รับผิดชอบไม่ให้กระทบกับน้องๆ แค่เห็นทั้งคู่ช่วยกันแบ่งเบาภาระเธอก็ทั้งรู้สึกดีและรู้สึกผิด เพราะไม่อยากให้น้องต้องมาเหนื่อย แต่ ณ เวลานี้พี่สาวเองก็สู้ได้เท่านี้ มากกว่านี้ก็เกินกำลังที่ตนมีแล้ว
เมื่อมาถึงที่หมายก็เห็นสุวพิชชามาถึงก่อนแล้ว เจ้าตัวยังไม่เข้าไปในสถานที่จัดงานเพราะรอที่จะเข้าพร้อมอัสมา ด้านคนมาใหม่รีบถอดหมวกกันน็อกแล้วสับเท้าเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างไม่รอช้า ทั้งสองทักทายกันตามประสาก่อนจะพากันเข้าไปด้านใน เข้าไปถึงก็เจอกับญานิษาที่ง่วนอยู่กับงานตรงหน้า
สุวพิชชาเดินไปหยุดอยู่ใกล้ๆ สาวรุ่นพี่ก่อนจะยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะพี่แยม”
คนถูกทักหันมาส่งยิ้มให้คนทั้งสองอย่างเป็นมิตร “มากันแล้วเหรอ เอาของไปเก็บข้างหลังแล้วมาช่วยพี่จัดของตรงนี้หน่อย แล้วอัสนี่เลิกก่อนเวลาเหมือนเดิมใช่ไหม” หญิงสาวพยักหน้ารับ รู้สึกเกรงใจไม่น้อยที่อีกฝ่ายอุตส่าห์หยิบยื่นงานมาให้แต่เธอไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่เลยสักครั้ง เพราะถึงทำตรงนี้จนครบเวลาก็ได้เงินไม่เท่ากับการไปร้องเพลง แต่เพราะการทำงานช่วงวันหยุดเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องคว้าไว้ ระหว่างอยู่เฉยๆ กับมาทำงานแลกเงินสามสี่ร้อย เธอเลือกอย่างหลังอยู่แล้ว “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ พี่ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย รู้อยู่หรอกว่าเรางานรัดตัว”
อัสมาแค่ยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนที่ทั้งสองจะพากันไปด้านหลังเพื่อเก็บของของพนักงาน ระหว่างทางสุวพิชชาก็หันมาทางเพื่อนสาวแล้วพูดอย่างออกรส “จำชีปรางค์ได้ไหม คนที่เปิดร้านเสริมสวยอยู่แถวๆ ตลาด” อัสมาทำทีเป็นนึก ความเป็นจริงแล้วเธอไม่สามารถใช้คำว่า จำได้ หรือ จำไม่ได้ เพราะไม่เคยรู้จักมาก่อน ด้านคนถามเมื่อเห็นสีหน้าของเพื่อนก็รู้ได้ทันทีว่าคงจะนึกไม่ออก หล่อนจึงขยายความ “คนที่สวยๆ ผัวเก่าเขาก็เจ้าของร้านโทรศัพท์ที่วันนั้นเราแวะไปซื้อซิม จำได้ยัง”
เธอพยักหน้ารับเพราะจำได้ว่าเมื่อเดือนที่แล้วเข้าร้านโทรศัพท์ไปเป็นเพื่อนสุวพิชชาอยู่หนหนึ่ง “แล้วเขาทำไม”
“ก็ชีปรางค์แกเลิกกับผัวแล้วมีผัวใหม่ เนี่ย ผัวชีก็น่าจะมางานนี้” ด้านอัสมาแค่พยักหน้ารับ ใครจะมาใครจะไปก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอเสียหน่อย รู้แค่ว่าเป็นงานเลี้ยงของผู้ว่าราชการจังหวัดก็เท่านั้น รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นั่นไม่คิดจะสนใจ เธอก็แค่มาทำงาน เสร็จแล้วก็ไปทำงานต่อ จากนั้นค่อยกลับไปนอน แล้วตื่นมาทำงานอีกครั้ง
ทำงาน ทำงาน ทำงาน ทำจนจะตายอยู่แล้ว
“อยากมีวาสนาได้ผัวรวยๆ กับคนอื่นเขาบ้าง อย่างชีปรางค์ก็เป็นคุณนายไปแล้ว ผัวเป็นปลัดเชียวนะ แกไม่สนเหรอ”
คนถูกถามแค่มองแล้วส่ายหน้า “ผัวคนอื่นคือของร้อน ไม่เสี่ยง”
หลังเก็บของเสร็จก็สืบเท้าเดินเข้าไปในงานเพื่อทำตามหน้าที่ของตน “จะบ้าหรือไง ไม่ได้แนะนำให้ไปเป็นเมียน้อยผัวยายนั่นสักหน่อย คงได้โดนตบกลางตลาดแน่ๆ แต่หมายถึงว่าไม่สนจะไปเป็นคุณนายกับเขาบ้างเหรอ ถ้าเกิดมีเสี่ยรวยๆ คนไหนเขาสนใจแก แกก็ต้องรีบคว้าเอาไว้นะ จะได้ไม่ต้องทำงานหลังขดหลังแข็งอย่างทุกวันนี้”
อัสมาพยักหน้ารับเพื่อตัดบท ใช่ว่าเธอไม่อยากรวย ใช่ว่าอยากเหนื่อยอย่างทุกวันนี้ แต่คนแบบเธอใครจะมาสนใจกัน ก่อนจะหันไปสนใจงานตรงหน้าแทน ทั้งจัดของ ทั้งยกเก้าอี้ และทำทุกอย่างที่ถูกสั่ง ชีวิตเธอมันก็ได้เท่านี้ เป็นลูกจ้างเพื่อเงินไม่กี่ร้อย อาจจะขื่นขมอยู่บ้างแต่ไม่อาจยอมแพ้ได้ ภาระบนบ่าร้องเรียกชื่อเธออยู่ทุกวัน
ผู้คนมากหน้าหลายตาเริ่มทยอยเข้ามาภายในงาน แม้จะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่อัสมารู้คือคนพวกนี้เป็นคนมีฐานะ แค่เพียงเห็นการแต่งตัวก็สามารถรู้ได้เลยว่าเป็นคนรวย ซึ่งเป็นคนที่อยู่คนละชั้นกับเธอ
อัสมาทำหน้าที่ของตัวเองคือพนักเสิร์ฟ ขาเสลาก้าวไปเรื่อยๆ พร้อมถาดเครื่องดื่มในมือ เมื่อมีเสียงเรียกจึงหยุดลงก่อนจะหันหน้ากลับไปมองพร้อมรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้า ตามที่ได้ฝึกฝนมาอย่างดี แม้จะไม่ค่อยรู้จักมักจี่ผู้ร่วมงานเพราะเป็นคนต่างชั้น ทว่าหนึ่งในผู้ร่วมโต๊ะนี้เธอกลับคุ้นหน้าเป็นอย่างดี แม้จะคุ้นผ่านหน้าจอทีวีก็ตาม
ส.ส. ธนบดี ข้างกันนั้นคงเป็นภรรยาของเขา ส่วนคนที่เอ่ยเรียกเธอคือผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในชุดคลุมท้อง อาจจะเพราะใบหน้าที่อ่อนเยาว์ขัดกับขนาดของท้อง พนักงานเสิร์ฟชั่วคราวของโรงแรมจึงเผลอมองชายข้างกายของอีกฝ่าย แต่เพราะมีถึงสองคนจึงไม่รู้ว่าคนไหนคือสามีของเจ้าหล่อน
ใครหนอช่างมีเมียเด็ก
“มีน้ำอัดลมไหมคะ” เสียงหวานเอ่ยถาม อัสมาจึงยิ้มรับพร้อมตอบคำถาม จากนั้นก็หมุนตัวกลับไปเพื่อจัดเตรียมของที่แขกต้องการ หลังได้น้ำอัดลมมาแล้วก็เดินกลับไปเพื่อเสิร์ฟ ว่าที่คุณแม่เอ่ยคำขอบคุณด้วยรอยยิ้มจนคนมองเผลอยิ้มตาม เป็นยิ้มที่มาจากใจ ใช่หน้าที่
ทว่ารอยยิ้มนั้นก็เจื่อนลงไปในทันทีเมื่อมีเสียงดุๆ ดังขึ้น
“กินแต่ของไม่มีประโยชน์” ที่มาของเสียงคือผู้ชายที่นั่งด้านซ้ายมือของว่าที่คุณแม่ ทั้งๆ ที่เธอไม่ผิดแต่ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกโดนดุไปด้วยก็ไม่ทราบ ได้ยินเสียงเจ้าหล่อนเถียงกลับไปแต่เธอไม่ได้อยู่ฟังเนื่องจากจะเป็นการเสียมารยาท เท่าที่แอบดูแหวนที่มือของแขกก็ถือว่าเสียมารยาทมากพอแล้ว
ผู้ชายคนนั้นไม่ได้สวมแหวน ต่างกับว่าที่คุณแม่และผู้ชายที่นั่งอยู่ขวามือ และตัวเขาเองก็นั่งอยู่ข้างกันกับส.ส. ธนบดี ไม่ได้มีหญิงงามนั่งข้างๆ อีกฝั่ง เรื่องฐานะไม่ต้องเสียเวลาเดา และเรื่องคนข้างกายก็คงไม่ต่างกัน
อัสมารีบสั่นศีรษะเพื่อสลัดความคิดบ้าๆ ที่จู่โจมตนเองทิ้งอย่างไม่ไยดี เป็นเพราะสุวพิชชาคนเดียวที่ล้างสมองเธอ แม้จะทำทีเป็นต่อต้าน แต่ใครบ้างไม่อยากรวย เพียงแต่วิธีของเพื่อนนั้นมันยากเกินกว่าจะเป็นจริงได้ แค่เห็นคนบนโต๊ะนั้นแล้วหันกลับมาดูตัวเอง ยูนิฟอร์มของทางโรงแรม รองเท้าคัทชูหลักร้อย นาฬิกาเรือนละหนึ่งร้อยกว่าบาทที่ซื้อมาจากอินเทอร์เน็ต สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำเธอได้เป็นอย่างดีว่าตัวเองเป็นใคร
สิ่งที่พอจะทำได้คือตั้งใจทำงานเท่านั้น และเมื่อถึงเวลาเลิกงานอัสมาก็ได้รับเงินค่าจ้างเป็นธนบัตรสีแดงสี่ใบ ก็ดีกว่าอยู่เฉยๆ ก่อนที่เธอจะเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำแล้วเดินออกไปที่ลานจอดรถเพื่อไปยังร้านเหล้า ระหว่างทางไปยังที่จอดรถของพนักงานจำเป็นจะต้องผ่านเขตสูบบุหรี่ที่มีแสงไฟให้ความสว่างไม่มากนัก เธอพอจะเห็นว่ามีใครบางคนยืนอัดควันเข้าปอดอยู่ตรงนั้น ก่อนจะก้าวเท้าเดินต่อไปอย่างไม่นึกสนใจ แต่ยิ่งใกล้ก็ยิ่งชัดเจน
ผู้ชายคนนั้นนั่นเอง!
สองสายตาสบประสานกันโดยบังเอิญ หญิงสาวเป็นฝ่ายละไปก่อนและเดินตรงไปด้านหน้าเนื่องด้วยอีกไม่นานก็จวนจะถึงเวลาเริ่มงานของตนเองแล้ว แต่เดินพ้นมาได้ไม่ถึงห้าก้าว เท้าก็หยุดลง หากเธอเดินผ่านไปโดยไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง ชีวิตของเธอก็คงจะวนลูปเช่นนี้ไปตลอด หากแต่ลองทำอะไรสักอย่างมันอาจเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาลก็เป็นได้ อย่างไรก็ต้องเสี่ยง เพราะคนอย่างเธอไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว
ร่างบางหมุนตัวกลับไปทางที่เพิ่งเดินผ่านมา สองขาก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มที่เพิ่งทิ้งก้นบุหรี่ลงถัง วินาทีที่ตาคมตวัดมองมาราวกับร่างทั้งร่างถูกแช่แข็ง ความกล้าและหน้าด้านที่พกมาเมื่อสักครู่หายวับไปกับตา อยากหันหลังแล้ววิ่งหนีไปให้ไกล แต่อีกใจก็ยังอยากลองเสี่ยงดูเสียก่อน
ถ้าได้ก็ไปกับเขา ไม่ได้ก็ไปทำงานต่อ
ชีวิตมีทางเลือกเสมอ
“คุณคะ” คนตรงหน้าเพียงเลิกคิ้วขึ้นสูงเท่านั้น “คุณแต่งงานหรือยังคะ”
คิ้วที่ถูกเลิกเมื่อสักครู่แปรเปลี่ยนเป็นขมวดมุ่น ใบหน้าเจือความไม่เข้าใจอยู่สามส่วน อีกส่วนดูเหมือนจะเป็นความไม่พอใจ “ทำไม” เสียงทุ้มที่เปล่งคำถามออกมาไม่ต่างจากครั้งแรกที่ได้ฟัง มันดุจนความกล้าของเธอกระเจิงหนีไปคนละทิศละทาง
อัสมาทำใจดีสู้เสือแล้วส่งยิ้มที่คิดว่ามีเสน่ห์มากที่สุด ก่อนจะโพล่งความต้องการออกไปอย่างไม่มีอ้อมค้อม “หนูอยากเป็นเด็กของคุณค่ะ”
✿✿✿✿✿✿✿
บทเพลงได้พบเธอที่เพิ่งจบไปเมื่อสักครู่ถือเป็นเพลงสุดท้ายของค่ำคืนนี้ อัสมาเก็บไมโครโฟนไว้ที่เดิมแล้วก้าวเดินลงจากเวที วันนี้ได้เงินจากการร้องเพลงทั้งหมดหนึ่งพันห้าร้อย ผนวกกับที่ไปทำงานที่โรงแรมก็เกือบสองพัน เธอระบายยิ้มให้กับตัวเองที่อย่างน้อยก็ได้ค่าจ้างที่คุ้มค่าเหนื่อย ก่อนที่มือกีตาร์อย่างภวิศจะเดินมาขนาบข้าง มือข้างหนึ่งถือวิสาสะพาดมาที่บ่าอย่างสนิทสนม
“ไง แต่งหน้าซะสวยเลยวันนี้”
สำหรับคนในวงดนตรีที่ร้านแห่งนี้ อัสมานับถือทุกคนเป็นพี่ และดูเหมือนว่าพี่ๆ ทุกคนก็มองเธอเป็นน้องสาวคนหนึ่ง การกระทำของภวิศจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร
เธอหันไปยิ้มน้อยๆ ให้คนข้างกาย “ก็บอกแล้วว่าไปทำงานที่โรงแรมมา ไปหน้าสดๆ พี่แยมกินหัวตาย”
“อย่าโหมงานหนักมาก รู้ไหม พักผ่อนบ้าง ถ้ามีปัญหาอะไรจะหยิบยืมพี่หรืออีกสองคนก็ใช่ว่าจะหวงกับเราสักหน่อย”
“อือ มีอะไรก็บอกพี่ได้ ช่วยได้จะช่วย” ชิตวรที่เดินตามหลังมาพูดขึ้นบ้าง เจ้าตัวเป็นมือเบสประจำวง อายุเท่าภวิศคือยี่สิบแปด ต่างจากอัคภัทรที่เป็นพี่สุดเพราะอายุแตะเลขสามมาหมาดๆ
ได้ฟังเช่นนั้นหญิงสาวคนเดียวของวงก็ได้แต่เอ่ยคำขอบคุณ ทว่าเธอไม่มีความคิดที่จะหยิบยืมเงินของใครสักคน เพราะยิ่งสนิทกันก็ยิ่งต้องเกรงใจ คนเราจะคบหากันได้นานก็ต่อเมื่อไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง คนเหล่านี้เป็นเพียงเพื่อนร่วมงานเท่านั้น จะขอความช่วยเหลือก็ดูจะเกินไปหน่อย ขนาดญาติๆ ของเธอยังไม่เคยหยิบยื่นสิ่งเหล่านั้นให้
ใช่ว่าไม่เคยขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เพียงแต่ขอไปแล้วไม่ได้รับความช่วยเหลือจากใครเลยต่างหาก
คนที่ไม่ช่วยก็ไม่ผิด เธอเข้าใจดี แต่หากเอ่ยปากออกไปแล้วและไม่มีใครช่วย จะยิ่งทำให้รู้สึกแย่กว่าเดิม เพราะเช่นนั้นแล้วต่อให้ลำบากอย่างไรก็จะพยายามยืนด้วยลำแข้งของตัวเองให้ได้ แม้จะเหนื่อยสายตัวแทบขาดก็ไม่รู้สึกสมเพชตัวเองที่แบกหน้าไปหาคนอื่น อย่างเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาที่กล้ายื่นข้อเสนอบ้าๆ ให้คนไม่รู้จัก และเธอไม่ได้สวยขนาดนั้น มีหรือที่อีกฝ่ายจะยอมรับ
‘เด็กของฉัน... เธอฝันอยู่เหรอ’
พูดเพียงเท่านั้นก็ก้าวเท้าเดินออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ อัสมาตัวชาดิก เธอรู้อยู่แล้วว่าต้องถูกปฏิเสธ แต่ก็ยังอยากลองเสี่ยง เดิมพันกับชีวิตของตัวเองที่อาจจะเปลี่ยนไปตลอดกาลหรือกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆ จนกว่าจะหมดลมหายใจ และผลของมันก็คืออย่างหลัง
ทั้งๆ ที่เตรียมใจไว้แล้วแต่ลึกๆ ก็ยังแอบหวังว่าอีกฝ่ายจะเมตตาและเลี้ยงดูเธอให้ไม่ต้องลำบากอย่างทุกวันนี้ เขาคงจะรวยพอสมควร เศษเงินของเขาก็พอให้เธอได้ตั้งตัว และเธอไม่ได้คิดจะเป็นผู้รับฝ่ายเดียว เธอเองก็มีผลประโยชน์จะให้เขาเช่นกัน แต่พอไม่เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ก็อดจะรู้สึกเสียใจและเสียหน้าไม่ได้ ทว่าก็ยังดีที่เลือกถามคนคนนี้ออกไป เพราะชีวิตประจำวันต่อจากนี้คงไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีก ไม่เช่นนั้นเธอคงอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
ถ้าไม่ใช่เพราะสุวพิชชามาเป่าหูเธอคงไม่คิดเรื่องแบบนี้เพราะเจียมตัวอยู่ตลอด ต่อไปเธอคงต้องยึดมั่นกับความขยันของตนเองเท่านั้น ไม่หาทางลัดอีกแล้ว
ทันทีที่กลับมาถึงบ้านก็เห็นว่าทั้งแม่และป้าติ๋มหลับไปแล้ว หญิงสาวเดินไปหยุดอยู่ข้างๆ มารดาแล้วก้มลงเพื่อหอมแก้มอีกฝ่ายอย่างแสดงความรัก ต่อให้ต้องเหนื่อยกว่านี้อีกสักร้อยเท่าพันเท่าเธอก็จะยอมรับมัน เพื่อชีวิตที่ดีกว่านี้ของครอบครัวที่ยังเหลืออยู่และเพื่อชดใช้ความผิดให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
อัสมาอาบน้ำและเข้านอนไปพร้อมกับภาพในจินตนาการซึ่งใบหน้าของผู้ชายคนนั้นกลับเป็นสิ่งที่ฉายชัดราวกับว่าเจ้าตัวมาอยู่ตรงหน้า
“คุณอย่ามาเข้าฝันหนูเลย แค่นี้ก็อายมากแล้ว”
อัสมาได้รู้ซึ้งถึง ‘ของแรง’ ที่เธอเผลอไปเล่นด้วยแล้ว เพียงแค่คำพูดไม่กี่ประโยคของเขา น้ำเสียงทุ้มที่เต็มไปด้วยความดุดัน แววตาคมกริบ ทุกอย่างที่รวมเป็นเขาบอกกับเธอแล้วว่าอย่าลองดี เมื่อคืนเธอเก็บเอามาฝันเป็นเรื่องเป็นราว และสำหรับสาวเจ้ามันไม่ใช่ฝันดี ผู้ชายคนนั้นคือบุคคลต้องห้าม เขาทำให้เธอกลัวยันในความฝัน
เช้านี้อัสมาก็เริ่มต้นด้วยการขายโจ๊กที่หน้าบ้าน หลังจากเก็บของเป็นที่เรียบร้อยก็ไปที่ร้านอาหาร ชีวิตประจำวันของเธอดำเนินไปเรื่อยๆ ค่อนข้างจำเจ แต่หลังจากเมื่อคืนก็รู้แล้วว่าความจำเจก็มีข้อดี ไม่จำเป็นต้องพยายามเปลี่ยนแปลงอะไร เป็นเช่นนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว
เพียงแค่ก้าวเท้าเข้ามาในร้านก็พบกับต้นตอที่มีส่วนในการทำให้เกิด ‘เรื่องนั้น’ สุวพิชชาเดินตรงมาหาก่อนจะระบายยิ้มให้อย่างมีเลศนัย “เป็นไง เจอเสี่ยที่ถูกใจไหม”
คนถูกถามพยายามตีสีหน้าให้เรียบสนิทราวกับว่าไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้น เธอไม่ได้บากหน้าไปหาผู้ชายแล้วบอกว่าอยากเป็นเด็กของเขา และไม่ได้โดนผู้ชายปฏิเสธจนหน้าหงาย “ก็ไม่ไง ไม่ได้คิดเรื่องนั้นอยู่แล้ว แค่ไปทำงาน”
“จริงอะ” พูดจบก็โบกไม้โบกมืออย่างไม่ยี่หระ “เออๆ ไปทำงานเถอะ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร วันพระไม่ได้มีหนเดียว เดี๋ยววันไหนมีงานอีกเราค่อยไปกันใหม่ มันต้องมีสักคนที่เราไปเข้าตาเขาบ้างแหละ”
วันพระไม่ได้มีหนเดียวก็จริง แต่ความมั่นใจมีใช้แค่หนเดียว และเธอคงไม่กล้าทำแบบนั้นอีกแล้ว
จากวันนั้นก็ผ่านมาเกือบสองสัปดาห์เห็นจะได้ ชีวิตประจำวันของอัสมายังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พอตกกลางคืนก็เดินทางจากร้านอาหารมาที่ร้านเหล้าเพื่อที่จะร้องเพลง ทักทายพี่ๆ ในวงอย่างสนิทสนมก่อนจะวอร์มเสียงเพราะยังมีเวลาอยู่อีกหลายนาที
“เคียงกันเราร้องแค่พาร์ทของกัน นภัทรนะ ข้ามพาร์ทแรปไป” นักร้องพยักหน้ารับให้กับคำพูดของมือกีตาร์ ก่อนจะเริ่มร้องให้ตัวเองฟัง
เพียงแค่ท่อนแรกก็ทำเอาลมหายใจของนักร้องสะดุดไปชั่วครู่ เพราะใบหน้าของใครบางคนที่คิดว่าลืมไปแล้วดันผุดขึ้นเสียได้ แต่นับว่าดีมากเหลือเกินที่ช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เจอกันอีกเลย เขาเองก็ไม่รู้จักชื่อของเธอ เธอเองก็ไม่รู้จักชื่อของเขา ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน ไม่แน่ว่าหากเจอกันอีกครั้งชายหนุ่มอาจจะจำเธอไม่ได้แล้ว เพราะตรงนั้นก็ไม่ได้สว่างมากนัก และระยะเวลาที่คุยกันก็แสนสั้น
อันที่จริงเขาอาจจะจำเธอไม่ได้เป็นเรื่องที่คิดถูก แต่กับเธอเองคงลืมไม่ลง
เมื่อถึงเวลาขึ้นแสดงคนทั้งสี่ก็เดินไปยังบนเวทีที่สูงกว่าพื้นไม่มากนัก อัสมานั่งลงประจำที่ ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้ม สายตาถูกใช้มองไปยังลูกค้าแทบทุกโต๊ะที่อยู่ภายในร้าน พูดคุยทักทายอย่างเป็นกันเอง มีหลายคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี บ้างก็เป็นขาประจำที่ชอบมาฟังเธอร้องเพลง เธออาจจะเป็นเพียงนักร้องบ้านๆ เสียงไม่ได้เพราะระดับนักร้องมืออาชีพ ทว่าก็มีแฟนคลับกับเขาบ้าง ไม่มากมาย แค่พอให้เป็นกำลังใจ
หญิงสาวทักทายไปตามเรื่องตามราวก่อนสายตาจะสบเข้ากับใครคนหนึ่ง ทั้งๆ ที่ร้านไม่ได้สว่างมากนักแต่เธอกลับจำเขาได้ในทันที ร่างทั้งร่างชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะพยายามเรียกสติตัวเองให้กลับมาแล้วเริ่มร้องเพลงเมื่อนักดนตรีให้สัญญาณ หวังว่าจะมีแค่เธอที่จำเขาได้ ส่วนเขานั้นอย่าได้จดจำคนน่าอายเช่นเธอเลย
สุดขอบฟ้าหรือใต้ธารา
หมื่นภูผาร้อยพันดารา
ดับลงมืดมนเพียงใดเราสองต้องมาเจอกัน…
เสียงใสกังวานเปล่งออกมาจากริมฝีปากบาง เพียงแค่นั้นก็สามารถสะกดคนฟังได้อยู่หมัด แม้เจ้าตัวจะถ่อมตนอยู่เสมอ ทว่าผู้คนที่ได้ฟังเสียงของอัสมารู้ดีว่าเสียงนี้มีเสน่ห์มากเพียงใด เพลงเพราะๆ เคล้าแอลกอฮอล์เป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา บรรยากาศที่น่าซึมซับนี้ดึงดูดผู้คนให้แวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย แม้แต่เขาคนนั้น
ปราชญาธิปได้รับการเชิญชวนมาจากสิปปกรให้มาดื่มด้วยกัน เนื่องจากเขาปักหลักอยู่ที่นครนายกเพื่อดูแลวรัสยาที่เพิ่งคลอดลูกท้องที่สองแต่เป็นคนที่สามได้ไม่กี่วัน สิปปกรและลลิตนารีจึงได้ทีมารับขวัญหลานและด้านชายหนุ่มก็ได้มาดื่มกันในที่แห่งนี้โดยมีเจ้าถิ่นอย่างธนบดีมาด้วย อันที่จริงที่เลือกร้านนี้ก็เพราะคำแนะนำจากปากท่านส.ส. ว่าบรรยากาศดี เมื่อได้มาจริงเขาก็คิดว่ามันดีอย่างที่เพื่อนว่า เครื่องดื่ม อาหาร ล้วนถูกปากเขาทั้งหมด จะติดก็ตรงนักร้องที่แม้ว่าเสียงจะไพเราะแต่เขาไม่รู้สึกถูกชะตาด้วยเลยสักนิด
เป็นคนแบบไหนกัน มาขอเป็นเด็กคนอื่น เขาดูเหมือนพวกชอบเลี้ยงสาวๆ ไว้หรืออย่างไร
รัก ไม่เป็นแค่เรื่องบังเอิญ
รัก เชื่อมใจไว้ด้วยกัน
มีเพียงแต่ใจที่รู้ ใครคือผู้อยู่ในฝัน เธอคือคนนั้นที่ฉันรอ…
สายตาทั้งสองบังเอิญได้สบประสานกันเข้าอย่างไม่ตั้งใจ เขาไม่ได้หลบสายตาของเธอ เธอเองก็เช่นกัน ริมฝีปากก็ขยับเพื่อส่งเสียงอันไพเราะต่อจนกระทั่งเพลงที่สองได้จบลงไป อัสมาถึงได้ละสายตาจากใครคนนั้นแล้วส่งยิ้มให้กับลูกค้าภายในร้าน
เธอไม่ได้ตั้งใจจะมองเขา เพียงแต่เขาดันสามารถดึงดูดสายตาของเธอได้อยู่หมัด ไม่ใช่เพราะฐานะของเขาอย่างเดียวที่ดึงดูดเธอ ในงานมีคนรวยเป็นสิบเป็นร้อย แล้วเหตุใดถึงต้องเป็นเขา เพราะเธอถูกใจเขานั่นเอง การได้มาเจอกันในครั้งนี้แม้ไม่ได้คาดหวังอะไรแต่การได้มองใบหน้าที่ตราตรึงในใจก็นับว่าคุ้มค่า
ได้แต่หวังว่าเธอจะจำได้ฝ่ายเดียว...
ในจังหวะนั้นเองที่มีลูกค้าท่านหนึ่งซึ่งเป็นขาประจำเดินมาหยุดอยู่ใกล้ๆ พร้อมยื่นกระดาษให้หนึ่งแผ่น ด้านในระบุชื่อเพลงไว้ เป็นอันรู้กันว่าขอให้ร้องเพลงที่ตนต้องการ อัสมาส่งกระดาษแผ่นนั้นให้นักดนตรีด้านหลัง เมื่อได้รับการยืนยันว่าจะเล่นเธอถึงสามารถร้องได้ เพราะไม่ใช่ทุกเพลงที่นักดนตรีเล่นได้ เช่นเดียวกับเธอที่ไม่อาจร้องได้ทุกบทเพลง บางเพลงที่เกินความสามารถหรือไม่เคยฝึกซ้อมมาก่อนก็อาจจะต้องปฏิเสธ ทว่าที่ผ่านๆ มาก็พยายามร้องให้ได้ทุกเพลง
บทเพลงที่ถูกขอมานั้นคือ ใครคิดถึง เบิร์ด ธงไชย แน่นอนว่าเธอย่อมร้องได้
เมื่อถึงเวลาเลิกงานในช่วงสี่ทุ่มครึ่ง ขาดเกินไม่มากนัก อัสมาลาพี่ๆ ในวงก่อนจะเตรียมตัวกลับบ้าน แต่ระหว่างทางก็แวะร้านสะดวกซื้อเพื่อโอนเงินเข้าบัญชีด้วยสะดวกกว่าการใช้เงินสด เพราะเธอต้องทำธุรกรรมการเงินมากมายผ่านช่องทางนี้ ทั้งโอนเงินให้น้องสาว คู่กรณี จ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ หลังเสร็จธุระแล้วจึงตรงกลับบ้านอย่างไม่รอช้า
รุ่งเช้ามาหญิงสาววัยยี่สิบหกก็ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเพื่อมาเตรียมตัวขายโจ๊ก แม้จะรู้สึกปวดหัวอยู่หน่อยๆ แต่ก็ทานยาพาราเรียบร้อยแล้ว คนอย่างเธอจะให้สละเวลาหาเงินหาทองไปหาหมอด้วยอาการเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ก็ไม่สามารถทำได้ลง ปกติเธอก็ไม่ชอบโรงพยาบาลอยู่แล้ว แค่ที่ต้องพาแม่ไปทุกๆ เดือนก็กินพลังไปมากโข ยิ่งในช่วงที่งานรัดตัวมีหรือจะทิ้งลง ทุกนาทีมีค่า ค่าน้ำค่าไฟค่าเทอมน้องๆ และอีกมากมายนับไม่ถ้วน
“เหมือนเดิมครับ” เสียงลูกค้าคนใหม่เรียกให้เจ้าของร้านเงยหน้าไปมอง ความจริงแค่เสียงเธอก็จำได้แล้วว่าเป็นใคร เพราะตั้งแต่รับช่วงต่อจากแม่ที่ป่วย คุณครูหนุ่มคนนี้ก็กลายมาเป็นลูกค้าประจำที่เจอหน้าค่าตาแทบทุกวัน และเมนูที่ทานก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย โจ๊กหมูใส่ไข่ไม่ใส่ขิง ทุกวันนี้แค่เห็นหน้าก็รู้แล้วว่าต้องทำอะไรให้ แม่ค้าสาวจึงระบายยิ้มแล้วหันไปง่วนอยู่กับการทำให้ลูกค้าคนก่อนหน้า “อัสดูซูบๆ ไปนะ”
คนโดนทักยิ้มแหยๆ เรื่องนี้เธอพอจะรู้ตัวเองดี ปกติไม่ใช่คนมีเนื้ออะไรมากมาย ยิ่งช่วงนี้ยิ่งสาหัส เธอไม่ค่อยกล้าชั่งน้ำหนักด้วยซ้ำแต่ก็ทานอะไรไม่ค่อยลง อาจจะเครียดลงกระเพาะหรืออย่างไรก็ไม่อาจรู้ รู้แค่ไม่ค่อยหิว หรือถึงหิวก็ทานไม่ลง ผนวกกับอีกสองวันเป็นวันที่ป้าติ๋มขอเบิกเงินเดือนที่เหลืออีกหนึ่งหมื่นก่อนครบกำหนด ปกติอีกฝ่ายจะรอช่วงสิ้นเดือนเสมอ แต่ช่วงนี้วุ่นๆ กับลูกสาวที่เพิ่งเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เป็นปีแรก ซึ่งเธอเข้าใจดีเพราะปีที่แล้วก็เพิ่งส่งน้องสาวเข้าเรียนปีหนึ่ง ดีที่พอขึ้นปีสองเด็กแฝดต่างก็ช่วยกันทำมาหากินแบ่งเบาภาระ ไม่อย่างนั้นเธอคงต้องอุทิศเวลานอนไปหางานทำเพิ่ม
อัสมาไม่คิดจะก้าวก่ายว่าอีกฝ่ายจะรีบใช้เงินด้วยเหตุใด ในเมื่อทุกคนมีภาระที่ต้องแบกต่างกันไป การที่ป้าติ๋มมาขอเบิกก่อนก็แปลว่ามีเรื่องจำเป็น เธอซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างก็มีหน้าที่หาเงินมาจ่ายเท่านั้น
ถ้วยโจ๊กหมูใส่ไข่ไม่ใส่ขิงถูกวางลงตรงหน้าครูหนุ่มอย่างนิธิศ ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตร “ใกล้จะมีกีฬาสีแล้วเหรอคะครูก่อ เห็นเด็กๆ คุยกันแต่เรื่องนี้”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับ “ครับ เดือนหน้าแล้ว ถ้าอัสว่างก็มาดูเด็กๆ แข่งได้นะ”
ว่ากันตามตรง พจนานุกรมของอัสมาไม่มีคำว่า ‘ว่าง’ บรรจุอยู่เลยสักหน้า แต่ก็เลือกที่จะตกปากรับคำอีกฝ่าย ถ้าว่าง ก็แปลว่าถ้าไม่ว่างก็ไม่ต้องไป เธอไม่ได้ผิดคำพูดอะไร ซึ่งนิธิศคงรู้ดีอยู่แล้วว่าคนที่เขาเอ่ยปากชวนนั้นไม่ว่างไป ใครๆ ต่างก็รู้ว่าอัสมาต้องทำงานตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน็อต นอนยังไม่ค่อยจะได้นอน ถ้าพอจะมีเวลาสักนิดขอทุ่มเทให้การพักผ่อนจะดีกว่า เธอใช้งานร่างกายอย่างหนักโดยไม่เคยตอบแทนมันเลย อายุขัยคงจะสั้นมากแล้ว
เมื่อมาถึงวันที่นัดกับป้าติ๋ม อัสมาเตรียมเงินสดจำนวนหนึ่งหมื่นแล้วยื่นให้อีกฝ่ายหลังขายโจ๊กเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่แทนที่คนรุ่นแม่จะรับไว้ มือที่เหี่ยวย่นไปตามวัยกลับล้วงเข้าไปในกระเป๋าและส่งเงินกลับมาให้เธอแทน “หมื่นสาม” หญิงสาวยังไม่รับเงินจำนวนนั้นมา เพียงแค่เลิกคิ้วใส่เพื่อขอคำอธิบายเพิ่มเติม “รวมที่หนูอัสก็เป็นสองหมื่นสาม หนูโอนให้เจ้าอัยย์ทีได้ไหม ป้าวานหน่อยนะ”
เดิมทีอัสมาไม่อยากก้าวก่าย แต่เงินจำนวนมากขนาดนี้เธอคิดว่าตนเองควรรู้
“น้องอัยย์เอาไปทำอะไรเหรอคะ”
“ซื้ออะไรนะ ที่เด็กๆ เขามีใช้กันทุกคนน่ะ เออนึกออกแล้ว ไอแพด อัยย์มันยังไม่มีพอเห็นเพื่อนมีกันทุกคนก็เลยอยากได้ ป้าก็ไม่รู้หรอกว่ามันจำเป็นมากไหม แต่มันไม่ค่อยขออะไร มาขออันนี้ก็เลยตั้งใจว่าจะซื้อให้”
อัสมามีอยู่เครื่องหนึ่งตั้งแต่ช่วงที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ แต่ปัจจุบันยกให้น้องสาวไปแล้ว สองคนแบ่งๆ กันใช้ ไม่ได้ซื้อใหม่ ส่วนเธอไม่มีความจำเป็นต้องใช้อีกแล้ว แค่โทรศัพท์ยังแทบไม่ได้แตะ และเธอก็เข้าใจความต้องการของเด็กๆ เป็นอย่างดีจึงไม่คิดค้านอะไร แต่ก็อดพูดไม่ได้ “จริงๆ มันมีรุ่นที่ถูกกว่านี้นะคะ หมื่นต้นๆ ก็มี แต่น้องอัยย์คงถูกใจกับรุ่นที่อยากได้ เดี๋ยวหนูออกไปโอนให้นะคะ เงินในบัญชีมีไม่พอค่ะ”
“สะดวกตอนไหนก็โอนตอนนั้นเลย งั้นเดี๋ยวป้าบอกลูกก่อนว่าวันนี้จะโอนให้”
เธอพยักหน้ารับแต่ไม่ยอมให้อีกฝ่ายจากไปง่ายๆ “หนูขอถามอะไรหน่อย ป้าเอาเงินหมื่นสามมาจากไหนคะ”
หญิงวัยกลางคนเงียบไปชั่วครู่ “ป้าเก็บๆ ไว้น่ะ”
แม้จะสงสัยแต่อัสมาก็ปล่อยผ่านไป หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจึงออกไปยังร้านสะดวกซื้อเพื่อโอนเงินให้กับอุสิชา ก่อนจะกลับมานั่งทำแซนด์วิชเพื่อส่งตามร้านเนื่องด้วยวันนี้เป็นวันหยุด นั่งทำได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ได้ยินเสียงรถมาจอดอยู่หน้าบ้าน มองออกไปแล้วเห็นเป็นรถยนต์สี่ประตูที่คงถูกเจ้าของโหลดจนเตี้ยกว่าปกติ แถมเสียงท่อยังกระหึ่มราวกับติดลำโพงไว้ก็ไม่ปาน เป็นรถคันที่ไม่คุ้นตาเลยสักนิด อัสมาเดินเข้าไปล้างมือก่อนจะออกไปด้านนอก ปรากฏว่ารถคันนั้นหายไปแล้ว เธอได้แต่ไหวไหล่พลางคิดว่าอาจจะแค่แวะจอดคุยโทรศัพท์หรือธุระอะไรสักอย่าง เพราะแถวนี้ก็เขตชุมชน
แซนด์วิชถูกส่งตามร้านต่างๆ จนครบ ทว่าระหว่างทางกลับบ้านดันเห็นร้าน ‘ร่ำเมรัย’ ทั้งๆ ที่ผ่านทางนี้มาไม่รู้ตั้งกี่พันครั้งแต่ไม่ยักจะเคยเห็น ที่เคยเห็นก็เหมือนจะเป็นการก่อสร้าง คงจะเป็นการสร้างร้านแห่งนี้กระมัง เปิดรับพนักงานเสียด้วย ทั้งๆ ที่เวลาพักไม่ค่อยจะเพียงพอแต่พอเห็นคำว่างาน ใจของอัสมาก็เต้นแรงอย่างฉุดไม่อยู่ แถมยังอยู่ใกล้บ้านมากกว่าร้านที่ทำอยู่ในปัจจุบันอีกต่างหาก
เงินดีหรือเปล่า เข้างานตอนไหน เลิกตอนไหน เธออยากรู้เสียจริง
และแล้วความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะจนได้ คิดแค่ว่าแค่ถามดูคงไม่เสียหายอะไร หลังจากจอดมอเตอร์ไซค์ไว้หน้าร้านแล้วจึงเดินเข้าไปด้านในที่ไม่เห็นมนุษย์อยู่สักคน ข้าวของทุกอย่างใหม่เอี่ยมสมกับเป็นร้านเปิดใหม่ “ขอโทษนะคะ มีใครอยู่ไหมคะ”
รออยู่เกือบสิบนาทีก็ไม่มีใครออกมา ดูเหมือนว่าดวงเธอจะไม่สมพงษ์กับที่นี่กระมัง อัสมาจึงหันหลังเพื่อจะเดินออกไปด้านนอก ตั้งใจจะกลับบ้านไปงีบก่อนจะตื่นในช่วงเย็นเพื่อไปทำงานที่ร้านเหล้าต่อ แต่ยังไม่ได้ก้าวไปไหนเท้าก็เป็นอันชะงักงันอยู่อย่างนั้น ตัวของหญิงสาวชาวาบไปทั่วร่างเมื่อเห็นว่าคนมาใหม่คือใคร
ร่างสูงถอนหายใจออกมาอย่างนึกเอือม “ไอ้ดินมันไปไหน มาเปิดร้านทิ้งไว้ให้โจรเข้ามาขโมยของหรือไงวะ”
✿✿✿✿✿✿✿