ตอนที่ 1 คู่ปรับเก่า
“ต๊าย!!! มันอะไรกันแม่ผ่อน นี่สายโด่งเด่งจนป่านนี้แล้ว แม่เลขาทูนเกล้าของฉันยังไม่ตื่นอีกเหรอ ให้ใครก็ได้ขึ้นไปปลุกเดี๋ยวนี้ แล้วบอกหล่อนด้วยว่าฉันจ้างมาทำงานไม่ใช่จ้างมานอนตื่นสายๆ แข่งกับเจ้านาย โอ๊ย!!! มันอะไรนักหนานะคนทุกวันนี้”
แม่ครัวใหญ่นามว่า ‘ผ่อน’ ต้องรีบพาผิวกายดำปี๋เดินแบกน้ำหนักเกือบแปดสิบกิโลกรัมของตัวเองเข้าครัวเพื่อบอกเด็กรับใช้อีกคนอย่างเร่งด่วน ให้วิ่งขึ้นไปปลุกเลขาคนที่สามในรอบสี่เดือนของเจ้านาย ทำเอาคนถูกปลุกหัวเสียไม่น้อย แต่ก็จำต้องรีบลุกจากเตียงอาบน้ำแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วรีบลงมาชั้นล่างด้วยใบหน้าบึ้งตึง เพราะไม่สบอารมณ์นัก
“ว่าไงยะหล่อน! จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน! งานการไม่ลุกขึ้นมาทำ รู้หรือเปล่าว่าวันนี้หล่อนจะต้องทำอะไรบ้าง ฉันจ้างหล่อนไม่ใช่น้อยๆ นะ กรุณาทำงานให้คุ้มค่าเงินฉันด้วย”
ชมจันทร์ วัชราเวโรจน์ ยืนเท้าสะเอวด่าด้วยใบหน้าบึ้งตึงกว่า และไม่สบอารมณ์กว่า อรนภาทนไม่ได้ต้องเถียงกลับทันที
“คุณผู้หญิงคะ อรเพิ่งจะได้นอนตอนตีสี่เองนะคะ และนี่ก็เพิ่งจะเก้าโมงเท่านั้น จะให้รีบตื่นไปไหนคะ”
“อย่าริมาเถียงฉันนะ บอกไม่จำ! ว่าถ้ารักจะอยู่ด้วยกันยืดๆ หุบปากของหล่อนแล้วก็รีบไปทำงานตามที่ฉันสั่งไว้ตั้งแต่เมื่อวานด้วย ไปสิ จะมัวมายืนเสนอหน้าอยู่ทำไม”
ผู้เป็นเลขาอยากจะอ้าปากเถียงอีกยก แต่ก็คิดได้ว่าเปล่าประโยชน์ จึงเดินเข้าห้องทำงานด้วยท่าทีสงบ ผิดกับผู้เป็นเจ้านายที่หัวเสียไม่หายเพราะไม่ชอบให้ใครมาเถียงแม้แต่คำเดียว
หรือแอะเดียวก็ยอมไม่ได้ แต่ที่ยอมๆ อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะตระหนักดีว่า กว่าจะหาคนให้ตรงกับงานได้นั้นยากและใช้เวลาไม่น้อย ทว่าก็ไม่วายบ่น
“นี่มันกรรมเวรอะไรของฉันนักหนานะ ถึงต้องมารบรากับคนในบ้านตั้งแต่เช้าขนาดนี้ ไม่ได้เรื่อง ไม่เข้าท่า โอ๊ย!!! เบื่อๆ ๆ ๆ ๆ”
“เบื่ออะไรกันนักหนาครับคุณแม่! นี่ยังเช้าอยู่เลยนะครับ!”
ชมจันทร์และคนในบ้านต่างงวยงงไม่แพ้กันกับเจ้าของเสียงที่ดังเข้ามาในบ้านก่อนคนพูดจะโผล่มาให้เห็นด้วยซ้ำ และเมื่อร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเทา ตัวเสื้อพูดพาดไว้กับแขนแข็งแรง พร้อมส่งยิ้มกว้างให้เพียงเท่านั้น
“ตาจิณ!!! กลับตั้งแต่เมื่อไหร่! ทำไมไม่โทรบอกแม่จะส่งรถไปรับ แล้วมาได้ยังไง ทำไมไม่บอกล่วงหน้าบ้าง...”
“ใจเย็นๆ ครับคุณแม่ ผมตอบไม่ทันแล้วนะครับ”
จิณณวัตร วัชราเวโรจน์ เลิกคิ้วใส่แม่ด้วยใบหน้าเจือยิ้มก่อนจะทักท้วง
“งั้นก็ไม่ต้องตอบ แต่มาให้แม่กอดก่อนเร็ว”
สิ้นคำ คนเป็นแม่ก็พาร่างอรชรตรงไปอ้าแขนกอดลูกชายคนโตเสียเต็มรักด้วยความคิดถึง และคาดไม่ถึงว่าลูกจะโผล่มาแบบเซอไพรส์ตั้งแต่เช้าอย่างนี้
“ไปไหนกันหมดครับบ้านเงียบเชียว”
เมื่อแม่ละวงแขนออกแล้วเขาถึงได้มีเวลากวาดมองไปรอบบ้าน
“พ่อเราก็ไปทำงาน ยัยแอ๊ฟยังไม่ตื่น ตาเจกับยัยแอ๊นคงจะไปเรียนมั้ง ส่วนแม่ก็กำลังจะออกไปข้างนอก จะกลับอีกทีก็เย็นๆ แล้วต้องไปงานเลี้ยงอีก แซยิดคุณหญิงพรเพ็ญไงล่ะจำได้หรือเปล่า จิณไปกับแม่นะ จะได้มีเวลาคุยกัน แต่ตอนนี้สายมากแล้วแม่ไปอาบน้ำก่อน”
“ครับคุณแม่ ผมก็จะขอขึ้นไปงีบเหมือนกัน เพราะถ้าอยู่โน่นป่านนี้ผมคงหลับปุ๋ยแล้วล่ะครับ”
“งั้นไปเลย ห้องเราน่ะแม่ให้คนไปทำความสะอาดไว้ตลอดเวลา เหมือนรู้ว่าเราจะมาเลยล่ะ ว่าแต่ทำไมถึงมาแบบไม่บอกล่วงหน้าล่ะลูก แล้วทำไมถึงตัดสินใจปุบปับทั้งที่แม่ก็....”
ผ่อนได้แต่แหงนหน้ามองเจ้านายเดินโอบไหล่หนุ่มหล่อผิวขาว สูง ขณะเดินขึ้นไปตามบันไดไป ในที่สุด ‘คุณจิณ’ ก็กลับบ้านสักทีหลังจากไปเรียนอเมริกาตั้งแต่จบมัธยม พอจบก็ขอทำงานหาประสบการณ์อยู่อีก
“ป้าผ่อนไม่ไปหาคุณอรในห้องเหรอ”
‘แหม่ม’ เด็กรับใช้ในชุดกางเกงเอวยืด เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีเขียวมรกต มีผ้ากันเปื้อนผูกเอวไว้ ยื่นนิ้วไปสะกิดแม่ครัวใหญ่ในเรื่องเพราะผ่อนสั่งไว้ให้เตือนถ้าเกิดลืมขึ้นมา เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญมาก
“เอ่อๆ จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ ป้ามัวดูคุณจิณเพลินไปหน่อย ก็ทั้งสูงทั้งหล่อ สงสัยสาวๆ คนจะเรียงคิวเข้ามาให้จีบแน่เชียว”
ผ่อนหันไปหาแหม่มแล้วเดินอุ้ยอ้ายตรงไปยังห้องทำงานประจำของเลขาคนที่สามของชมจันทร์ เพื่อเตือนให้ขึ้นไปเบิกเงินค่าอาหารมาให้
“ไม่เอาหรอกป้า คุณผู้หญิงอารมณ์ไม่ดีขนาดนั้นอรไม่ยุ่งด้วยหรอก” แต่กลับได้คำตอบอันไม่ชอบใจนัก
“อ้าว! ถ้าคุณอรไม่เบิกแล้วป้าจะเอาอะไรไปซื้อของล่ะค่ะ ทั้งของสดของแห้งหมดเกลี้ยงแล้วนะคะ ป้าเตือนคุณอรตั้งแต่เมื่อวานแล้วด้วย ถ้าไม่มีเงินวันนี้ก็จะไม่มีของมาทำขึ้นโต๊ะนะคะ”
ผ่อนให้เหตุผล แต่อีกคนกลับยักไหล่อย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญอะไร
“เอาไว้เย็นๆ รอคุณผู้หญิงอารมณ์ดีกว่านี้แล้วอรจะเบิกให้แล้วกันนะคะ ส่วนวันนี้คนในบ้านไม่อยู่สักคน ไม่ต้องทำของขึ้นโต๊ะนี่คะ”
ผ่อนทำหน้าไม่พอใจให้เห็นอย่างไม่เกรงใจเมื่อได้คำตอบแบบนี้
“แต่เวลาคุณผู้หญิงกลับมาเหนื่อยๆ ก็จะเรียกหาของบำรุง พวกรังนก ซุปไก่ หรือขนมน้ำแข็งพวกแปะก๊วย บ๊วยเกี๊ยะ หรือบัวลอยน้ำขิงพวกนี้เป็นประจำนะคะป้ารู้ดี ถ้าเรียกหาแล้วไม่มีให้จะเป็นเรื่องเปล่าๆ นะคะคุณอร ป้าน่ะไม่เป็นไรหรอกค่ะแค่แม่ครัว แต่คุณอรต้องรับผิดชอบทั้งหมดนะคะ ลองคุณผู้หญิงได้เดือดขึ้นมาใครก็...”
“ป้าคะ!!! อรมีงานเยอะแยะกองเต็มโต๊ะเลยนะคะ และจะต้องรีบทำให้เสร็จก่อนออกไปจัดการเรื่องชุดให้คุณๆ ทั้งสองสำหรับงานเย็นนี้อีก ไม่มีเวลามาจำหรอกค่ะว่าคุณผู้หญิงจะทานอะไรเวลาเหนื่อยๆ อีกอย่างท่านไปงานเลี้ยงของกินเยอะแยะ คืนนี้คงไม่คิดจะเรียกหาหรอกมั้งคะ”
เพียงเท่านั้นผ่อนก็หน้าเสียและเดินสะบัดบั้นท้ายยังกับกะละมังกลับเข้าครัวด้วยความหัวเสียทันที ทำเอาบรรดาเพื่อนคนรับใช้ด้วยกันที่กำลังนั่งเปิบมื้อเช้าในเวลาสายๆ อยู่หลังครัวต่างมองมาหาด้วยความสงสัย
“กูไปเตือนดีๆ แล้วดันมาว่ากูเสือก ทีนี้ก็อย่าวิ่งแร่มาให้อีผ่อนช่วยแก้ปัญหาให้เชียวนะ แม่จะนั่งหัวเราะเยาะให้ดู”
“โธ่!!! ป้าผ่อน ป่านนี้ยังไม่ชินอีกหรือไง ทีหลังป้าก็นั่งเฉยๆ สิ ปล่อยให้ถูกด่าบ่อยๆ อีกหน่อยก็ลาออกไปเองล่ะ และคุณผู้หญิงก็จะหาเลขาคนที่สี่มาใหม่เองล่ะ”
แก้มเด็กรับใช้อีกคนรู้ดีว่าผ่อนบ่นถึงใครหรือเรื่องอะไร
“นั่นน่ะสิพี่ผ่อน จะมาอารมณ์เสียทำไม หัวรั้นแบบนี้ผมว่าอีกไม่นานเราได้เห็นคนที่สี่แน่ๆ ไม่เชื่อคอยดูสิ”
เล็กซึ่งเป็นคนขับรถเองก็รู้ดีไม่แพ้กัน หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ คนงานในบ้านจะรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์หลังงามนี้ ไม่ว่าจะเรื่องเจ้านายหรือลูกน้องด้วยกัน ผ่อนคดข้าวใส่จานแล้วเดินไปทิ้งตัวลงนั่งแทนเล็กที่เพิ่งจะอิ่มแล้วลุกออกไปกินน้ำ
“เฮ้อ! คิดถึงคุณตะวันจัง เมื่อไหร่จะเปลี่ยนใจกลับมาทำงานอีกก็ไม่รู้”
ผ่อนอดคิดถึงเลขาคนก่อนไม่ได้
“ฝันไปเหอะป้า ถูกว่าขนาดนี้จ้างให้คุณตะวันก็ไม่มีทางกลับมาหรอก”
แหม่มยังเคี้ยวข้าวเต็มปากรีบสวนกลับทันควัน ทำเอาทุกคนในวงข้าวพยักหน้ารับเพราะเห็นด้วย
“นายเล็กเอารถออกเดี๋ยวนี้”
แต่เสียงของเจ้านายดังผ่านวิทยุสื่อสารเหน็บไว้กับเอวของเล็กทำเอาทุกคนเงียบไปแทบจะพร้อมกัน เล็กรีบล้างมือล้างไม้แล้ววิ่งไปทำตามที่คุณผู้หญิงสั่งอย่างรู้งาน ส่วนคนอื่นๆ อยู่คุยกันสักพักก็ต่างแยกย้ายไปทำงานของตัวเอง
ยกเว้นผ่อนต้องประจำอยู่ในครัวกับการหุงหาอาหารไว้ให้คนทั้งบ้าน แถมต้องควานหาของในตู้เย็นเท่าที่มีออกมากองไว้บนเคาน์เตอร์แล้วยืนมองว่าจะทำอะไรไว้เป็นมื้อเที่ยงดี
“หิวจังครับป้าผ่อน มีอะไรให้ผมกินบ้าง”
ร่างอวบอ้วนสะดุ้งโหยงทันทีเมื่อมีเสียงทุ้มทว่านุ่มหูดังอยู่ข้างหลังอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ผ่อนยกมือทาบอกทำตาเขียวใส่คุณหนูคนแรกของบ้าน แล้วค่อยตามด้วยรอยยิ้ม
“คุณจิณน่ะ! ทำป้าตกใจหมดเลยลงมาเงียบๆ นี่ป้าก็กำลังเตรียมของไว้ทำให้อยู่เลยค่ะ คิดแล้วว่าตื่นมาคงจะหิว แต่ของสดในตู้มีนิดหน่อยเพราะยังไม่ได้ไปจ่ายตลาด คุณจิณกินเบาๆ ไปก่อนได้มั้ยคะ ส่วนของหนักๆ คงจะต้องฝากท้องไว้กับงานเลี้ยงของคุณผู้หญิงเย็นนี้ล่ะค่ะ”
จิณณวัตรส่งยิ้มร่าให้ก่อนจะเดินไปยื่นหน้าเมียงมองของเบาๆ ที่แม่ครัวใหญ่ว่า
“ว่าแต่เบาๆ นี่มีอะไรบ้างครับ”
“ก็ผัดผักรวม กุ้งสด ซุปเนื้อ ไข่เจียวน้ำพริกกะปิค่ะ ป้าหาในตู้ได้แค่นี้เองจริงๆ ค่ะ หรือถ้าไม่ถูกใจยังไงจะให้ตาจวดปั่นจักรยานออกไปซื้อหน้าปากซอยให้ได้นะคะ” ชายหนุ่มรีบยกสองมือโบกไหวๆ เป็นการห้ามทันควัน
“แค่นี้ก็อิ่มตื้อแล้วล่ะครับ งั้นผมไปนั่งรอในห้องอาหารเลยนะ หิวจะแย่”
สิ้นคำร่างล่ำบึ้กในชุดนอนกางเกงผ้ายืดขายาวสีเทากับเสื้อยืดสีขาวก็เดินไปด้วยความสดชื่นหลังจากได้หลับไปหลายชั่วโมง และอาหารคุ้นลิ้นมาตั้งแต่เด็กก็ทำเขาอิ่มอร่อยจนพุงกาง และรู้สึกง่วงอีกวาระจนต้องไปนอนเอนหลังในห้องนั่งเล่นแล้วหลับในที่สุด
“ตาจิณๆ ตื่นเร็วลูก ไปอาบน้ำเตรียมตัว ใกล้จะได้เวลางานแล้ว” กระทั่งผู้แม่มาเขย่าตัวปลุกถึงสะดุ้งตื่น
“ไปไหนครับคุณแม่” ด้วยอาการงัวเงีย ส่วนแม่ก็มองด้วยสายตาดุน้อยๆ
“อ้าว!!! ก็แม่บอกว่าไปงานวันเกิดคุณหญิงเพลินพิศกับแม่ไงล่ะ เร็วๆ เข้าอย่ามัวแต่ถาม อีกหน่อยพ่อเราจะเข้ามาอาบน้ำแล้วก็ไปด้วยกันเลย นี่ยัยแอ๊ฟไปไหนล่ะแม่อร”
ชมจันทร์หันไปหาเลขาที่เดินเข้าบ้านพร้อมกับหอบชุดราตรีของเจ้านายทั้งสอง และนั่นทำให้คนถามไม่ต้องการคำตอบแรกจากเลขามากไปกว่าคำถามที่สองเลยสักนิด
“แล้วมีชุดให้คุณจิณใส่ไปงานเย็นนี้หรือเปล่าล่ะแม่อร”
อรนภางงเป็นไก่ตาแตกเพราะไม่รู้มาก่อนว่าเจ้านายจะให้ไปร่วมงานด้วย เมื่อเช้าก็แค่ได้ยินแวบๆ ว่าลูกคนโตกลับจากเมืองนอกแบบไม่บอกกล่าวเท่านั้น ไม่มีการแนะนำอย่างเป็นทางการสักนิด แถมจิณณวัตรก็ลงมาตอนที่อรนภาออกไปข้างนอกอีก
“คุณจิณจะไปด้วยเหรอคะ ไม่เห็นคุณผู้หญิงบอกอรเลย นี่ก็มีแต่ชุดคุณผู้หญิงกับคุณผุ้ชายสองคนเองค่ะ”
เท่านั้นล่ะ
“ต๊าย!!! นี่แม่อร!! เมื่อเช้าฉันก็บอกโจ้งๆ ว่าจะให้ลูกของฉันไปงานด้วย หล่อนไม่ได้ยินหรือไง แล้วก็อย่ามายืนแก้ตัวนะ รีบๆ ไปหาชุดมาให้ลูกฉันเดี๋ยวนี้ ตาจิณไปอาบน้ำเร็วเข้า”
“อรจะไปเอาชุดจากไหนมาล่ะค่ะ ใส่ไซซ์ไหนก็ไม่รู้”
“ก็ไปเอาจากร้านมาสิยะ! ชุดไหนก็ได้ที่ลูกชายฉันใส่แล้วจะดูหล่อ ดูเด่นไม่น้อยหน้าใครน่ะ อะไรกันเรื่องแค่นี้ต้องให้สอนด้วย เป็นเลขาน่ะต้องหัดหูตากว้างไกล มองไปข้างหน้าก่อนเจ้านายสิบก้าวเสมอๆ จำเอาไว้ โอ๊ย!!! ไม่ได้อย่างใจเลยจริงๆ”
สิ้นคำคนอารมณ์เสียก็เดินขึ้นบันไดไปอย่างไม่แยแสคนอารมณ์เสียอีกคนที่ยังคงถือชุดอันหนักอึ้งในมือไว้อย่างเหลืออด ก่อนจะก้าวขึ้นบันไดไปไม่ห่าง ผ่อนยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ อดยิ้มออกมาด้วยความขำปนสงสารเลขาถือดีไม่ได้
“อีกหน่อยก็รู้ นี่ล่ะโทษฐานของการไม่เชื่อคำเตือนอีผ่อน” แม่ครัวใหญ่เหมือนจะอ่านเหตุการณ์ล่วงหน้าออกอย่างทะลุปรุโปร่งเลยทีเดียวถึงได้ปรามาสเอาไว้แบบนั้น
“นี่แม่อร!!! หมายความว่ายังไงคำว่าไม่ได้เตรียมของหล่อนน่ะ ทำไมจะต้องเตรียมด้วย หล่อนไม่รู้เหรอว่าฉันจะต้องเรียกหารังนกเย็นๆ เวลากลับมาเหนื่อยๆ แล้วทำไมหล่อนไม่ให้แม่ผ่อนทำไว้ให้ล่ะ ฉันบอกตั้งแต่หล่อนมาทำงานวันแรกๆ ไม่ใช่เหรอ”
เป็นอย่างที่ผ่อนคาดไว้ไม่มีผิด เมื่อคุณผู้หญิงกลับจากบ้านด้วยท่าทีเหนื่อยๆ แล้วร้องหาของบำรุง แต่กลับได้คำตอบอันไม่คาดคิดจากปากเลขา และดูเหมือนจะเป็นอีกเรื่องที่ทำให้หงุดหงิดหัวใจกับความไม่ได้เรื่องของเลขาจนอดปากไว้ไม่ไหวถึงได้ด่าออกไปอย่างไม่ไว้หน้า
“ก็อรไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงจะเรียกกินของกลางดึกอย่างนี้นี่คะ เห็นบอกว่ารักษาหุ่นๆ ไม่กลัวอ้วนหรือไงคะ”
“นี่แม่อร!!! บอกไว้หลายครั้งแล้วไม่ใช่เหรอว่าอยากมาเถียง ฉันไม่ชอบ!! และถ้าฉันอยากจะกินหรืออยากจะได้อะไรตอนไหน หล่อนเป็นเลขาต้องมีให้ฉันทุกเมื่อ จำวันที่หล่อนมาสมัครงานได้มั้ย บอกแล้วว่าทำงานกับฉันจะต้องทำอะไรหรือตระเตรียมอะไรบ้าง วันนี้หล่อนทำฉันเสียอารมณ์มาหลายเรื่องแล้วนะ ถ้าเป็นแบบนี้ฉันว่าหล่อนไปหางานอื่นทำเถอะฉันไม่ไหวแล้ว”
“เอาล่ะๆ คุณพอได้แล้ว ดึกมากแล้วขึ้นนอนเถอะ”
จิรเดช วัชราเวโรจน์เห็นท่าไม่ดีรีบห้ามทัพ เพื่อไม่ให้เมียอารมณ์เสียจนเรื่องลุกลามไปใหญ่
“ขึ้นห้องก่อนเถอะพี่จิณ ระเบิดลงแล้ว”
จิรนันท์ วัชราเวโรจน์รีบเดินเข้าไปสะกิดแขนพี่ชายให้ไปพร้อมกัน เพราะรู้ดีว่าลองแม่ได้ออกโรงขนาดนี้คงจะต้องเรื่องใหญ่แน่ จิณณวัตรหันไปมองน้องด้วยความสงสัย ครั้นพอหันไปหาพ่อก็ได้การพยักหน้าให้แทน เขาจึงยอมเดินตามน้องไปทันที
“ฉันไม่พอ คุณไม่ต้องมายุ่งจะไปไหนก็ไป วันนี้ถ้าไม่ได้สั่งสอนแม่นี่ฉันคงจะนอนไม่หลับแน่ อะไร้!! จ้างมาทำงานแท้ๆ เงินเดือนก็ไม่ใช่น้อยๆ กินอยู่ก็สุขสบาย ทำงานแค่นี้ยังไม่ได้เรื่อง โง่ๆ อย่างนี้จะไปทำมาหากินอะไรได้ล่ะ”
“อ้าว!!! คุณผู้หญิงพูดอย่างนี้ได้ยังไงคะ ไอ้งานแค่นี้ของคุณหญิงนี่มันตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบเลยนะคะ และถ้ารู้ว่าจะต้องเป็นเบ๊ขนาดนี้จ้างให้อรก็ไม่ตกลงมาทำด้วยหรอก คิดว่าจะง้อเหรอ ทำที่อื่นกับคนอื่นไม่เรื่องมากขนาดนี้ด้วย”
“งั้นแกก็ไสหัวไปทำกับคนอื่นเลยไป้!!! ถ้าอยู่กับฉันแล้วไม่ดี คุณเดชเอาเงินฟาดหัวมันสามเดือนแล้วอย่าให้มันโผล่หน้ามาให้ฉันเห็นอีกนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป คิดว่าฉันจะง้อเหรอ คนตกงานกันทั้งประเทศ”
สิ้นคำชมจันทร์ก็เดินฉับๆ ขึ้นบันไดไป ทิ้งให้ผู้เป็นสามีรับหน้าอยู่เพียงลำพัง ไม่นานเช็กหนึ่งแสนบาทใบที่สามก็ถูกสั่งจ่ายให้เลขาคนที่สาม ก่อนจะขับรถออกจากบ้านเจ้านายไปด้วยความอารมณ์เสีย
“แม่ผ่อนหาอะไรเย็นๆ มาให้ฉันที เหนื่อยจังเลยกับคุณผู้หญิงของแม่ผ่อนเนี้ยะ”
ผ่อนยืนดูอยู่ห่างๆ รีบเข้าครัวแล้วรินเบียร์กระป๋องสุดท้ายในตู้เย็นออกมาให้คุณผู้ชายที่ยืนรออยู่หน้าบันได ก่อนจะประคองแก้วเดินเอื่อยเฉื่อยขึ้นชั้นบนเงียบๆ ทิ้งให้เจ้าของร่างอ้วนอวบมองตามตาละห้อย พร้อมกับส่ายหน้าน้อยๆ ด้วยความอ่อนใจไม่แพ้กัน
“กูว่าแล้ว ไม่เชื่อคำอีผ่อนเป็นไงล่ะทีนี้ ตกงานอีกจนได้”
“โห! คุณพ่อฟิตแต่เช้าเลยนะครับ”
จิณณวัตรเอ่ยทักทาย เมื่อเห็นพ่อเดินเข้าห้องฟิตเนสมาขณะที่ตัวเองกำลังก้าวฉับๆ ไปตามลู่วิ่งจนเหงื่อท่วมตัวอย่างไม่มีวี่แววว่าจะหยุด ผู้พ่อที่มาในชุดเตรียมพร้อมก็มองหาอุปกรณ์วอร์มร่างกายไปด้วย ปากก็ตอบลูกไปด้วย
“ได้ไงล่ะ เดี๋ยวน้อยหน้าแกแย่น่ะสิ อายุมากขึ้นก็ต้องรักษาหุ่นกันหน่อย”
แล้วสองพ่อลูกก็ทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับการฟิตร่างกายไปควบคู่กับการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันและกันในช่วงเวลาที่ต่างคนต่างอยู่คนละมุมโลกมาเป็นสิบปี
แม้จิณณวัตรจะกลับบ้านบ้างในระหว่างเรียนและทำงานหาประสบการณ์อยู่อเมริกา แต่ก็น้อยครั้งเต็มที ด้วยเวลาว่างนั้นแทบจะไม่มี หรือถ้ามีก็ไม่มากพอให้บินกลับบ้านได้ บวกกับตัวเขาเองก็ไม่ใคร่อยากจะกลับด้วย
“เจอกันที่โต๊ะอาหารนะครับคุณพ่อ”
ลูกชายโบกมือลาเพราะล่วงหน้ามาก่อนพ่อเป็นชั่วโมงแล้ว อีกทั้งอยากจะเดินดูบรรยากาศรอบบ้านที่เขาจากไปนานด้วย จึงออกวิ่งเหยาะๆ ตั้งแต่หน้าบ้านยันท้ายสวนอันกว้างถึงสิบห้าไร่
ต้นไม้แทบทุกต้นก่อนเขาไปยังสูงเท่าหัวเข่า แต่ตอนนี้จะท่วมหลังคาแล้ว เขารับไหว้พร้อมส่งยิ้มให้คนสวนที่ยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ ซึ่งเขาเองก็จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าชายผู้นั้นชื่ออะไร
เมื่อเห็นว่าใกล้เวลาอาหารแล้วถึงได้รีบขึ้นห้องกลับลงมาอีกทีก็พบว่าแม่กับน้องสาวคนกลางนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“ยัยแอ๊นกับตาเจไปไหนล่ะครับคุณแม่ ตั้งแต่ผมมายังไม่เห็นหน้าเลย”
ร่างสูงทรุดกายลงนั่งที่ประจำ
“ออกบ้านไปตั้งแต่เช้าละ ตาเจบอกว่าไปเข้าค่าย ยัยแอ๊นเห็นว่าจะไปติวหนังสือเตรียมสอบบ้านเพื่อน”
ผู้แม่เป็นคนตอบ ด้วยอาการครุ่นคิด สักพักก็จะตัดสินใจเอ่ยในเรื่องที่คิดตรึกตรองมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
“จิณวันนี้ช่วยทำอะไรให้แม่สักอย่างจะได้มั้ย”
ผ่อนกำลังตักข้าวต้มใส่ชามให้คุณผู้ชายอยู่รู้ดีกว่าใคร และก่อนคุณผู้หญิงจะเอ่ยปากซะอีก
“คุณแม่จะให้ผมทำอะไรครับ”
เขาหันไปยิ้มเป็นการขอบคุณสำหรับกุ้งตัวโตๆ ที่ผ่อนตักแถมใส่ชามให้ มือก็ยกขวดพริกไทยเหยาะใส่ชามไป ปากก็ถามโดยไม่ยี่หร่านักว่าธุระของแม่จะสำคัญอะไรมากมายจนเขาทำไม่ได้
“ช่วยไปตามยัยตะวันกลับมาทำงานให้แม่ทีนะ เบื่อหาคนใหม่มาทำงานแล้ว เบื่อจะสอน เบื่อจะด่าจะว่า เบื่อจะทะเลาะด้วย แม่ไม่อยากคิดไม่อยากทำอะไรทั้งนั้นมันปวดหัว อยากได้คนที่เดินมาบอกว่าวันนี้แม่ต้องทำอะไร ใส่ชุดไหน ต้องกินอะไรมากกว่าจะคิดเอง ยัยตะวันอยากได้เงินเดือนเท่าไหร่ อยากจะพักที่ไหนหรือมีข้อแม้อะไรแม่ก็จะไม่ว่ามันแล้ว ขออย่างเดียวให้มันกลับมาก็พอ”