ภาพปกนิยาย XXX I เรื่องมันเกิด...เพราะดวงอาทิตย์ตกดิน

XXX I เรื่องมันเกิด...เพราะดวงอาทิตย์ตกดิน

9.3 / 10.0
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ตัวตนของ 'ซาน' จะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างน่าประหลาด ชีวิตของหญิงสาวที่ต้องมารับหน้าที่เป็นคนดูแลชั่วคราวกลับต้องพลิกผันไปตลอดกาล เมื่อเธอได้สัมผัสกับความลับที่ซ่อนอยู่ในค่ำคืนอันเร่าร้อน แม้จะพยายามเข้าหาด้วยความเป็นห่วงในยามที่เขาแสดงอาการทุกข์ทรมาน แต่เธอกลับถูกตะคอกไล่และผลักไสอย่างรุนแรงพร้อมคำเตือนที่ตอกย้ำสถานะเพียงคนดูแลว่าอย่าคิดใฝ่สูง ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางความลึกลับนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากความรัก หากเธอย้อนเวลากลับไปได้ เธอคงเลือกที่จะเดินออกไปจากห้องนั้นตามคำสั่ง แทนการเผชิญหน้ากับเรื่องราวที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม

XXX I เรื่องมันเกิด...เพราะดวงอาทิตย์ตกดิน ตอนที่ 1

แค่เกิดมาแล้วมีต้นทุนชีวิตไม่เหมือนกับคนอื่น หนทางที่ก้าวเดินย่อมเต็มไปด้วยขวากหนามเป็นธรรมดา มันอยู่ที่ว่าเราจะสู้ หรือถอยตั้งแต่ยังไม่เริ่มออกเดินทาง...

แน่นอนว่าฉันเลือกจะทำอย่างแรก ด้วยความที่เป็นเสาหลักของครอบครัวคงเลือกอะไรนอกเหนือจากนี้ไม่ได้ แม้รู้อยู่แก่ใจว่าหนทางข้างหน้าต้องเจอกับบททดสอบต่างๆ ที่ล้วนทำให้เหน็ดเหนื่อยก็ตามแต่

“เลิกงานตรงเวลาจังเลยนะ” ขณะที่กำลังสแกนนิ้วออกเพื่อกลับบ้าน หลังจากการทำหน้าที่สิ้นสุดลง ประโยคทำนองค่อนแคะก็ลอยเข้ามากระแทกโสตประสาทเข้าอย่างจัง

“ทำครบชั่วโมงแล้วจะอยู่ทำไมล่ะ” ตอนเข้างานฉันก็เข้าก่อนเวลาด้วยซ้ำ แต่ทำไมไม่เห็นพูดอะไรบ้าง พอออกตรงเวลาเข้าหน่อยปากก็อยู่ไม่สุขทันทีเชียวนะ

“ปากดี” ‘เกล’ เพื่อนร่วมงานประสาทเสียก็ยังคงไม่หยุดพูดเหน็บแนม สายตายามที่มองมาเหมือนกับว่าโกรธแค้นฉันตั้งแต่ชาติปางก่อน

“ก็พอตัวแหละ” ฉันไหวไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน และเกรงกลัว “รีบกลับเข้าไปทำงานซะสิ มัวแต่ยืนแขวะคนอื่นอยู่ได้”

ฉันเดินเฉียดผ่านร่างบางที่ยืนขวางทางอยู่ เพื่อตรงเข้าไปยังตู้ล็อกเกอร์เก็บของ

อีกฝ่ายแสดงท่าทีฮึดฮัดไม่ชอบใจออกมาให้เห็นโดยไม่คิดจะปกปิด ก่อนจะเดินสะบัดตัวกลับเข้าไปทำงานต่อ

ก็เป็นแค่พนักงานเหมือนกัน แต่ติดตรงที่ว่าเกลมีแฟนเป็นถึงผู้จัดการร้าน นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอหยิ่งผยองได้มากขนาดนี้ ยามใดที่เห็นแฟนหนุ่มของตัวเองไปยุ่งวุ่นวายกับพนักงานคนอื่นๆ ภายในร้าน ความหึงหวงก็ก่อเกิดจนหน้ามืดตามัว

ทั้งที่จริงแล้วเธอควรจัดการสั่งสอนแฟนตัวเองต่างหาก เจ้าชู้ขนาดนั้นถ้าไม่กำราบตัวต้นเหตุแล้วจะมีประโยชน์อะไร

ฉันก็เป็นหนึ่งในพนักงานที่ถูก ‘บอล’ แฟนของเกลชอบเข้ามาวุ่นวาย และพูดจาแทะเล็ม แต่ไม่คิดว่าฉันจะเลือกบ้างเหรอ? ผู้ชายเจ้าชู้แบบนั้นปล่อยให้สูญพันธุ์ไปเลยดีกว่า อย่าได้เก็บมาไว้กับตัว รังแต่จะทำให้ชีวิตต้องพบเจอกับเรื่องชวนน่าปวดหัวไม่จบไม่สิ้น

“กลับบ้านแล้วเหรอดีใจ” เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง

ตายยากจริงๆ เลยเชียว แค่นึกถึงก็โผล่พรวดมาให้เห็นหน้า

“ค่ะ” ตอบรับเพียงสั้นๆ เท่านั้น มือข้างหนึ่งยกสายกระเป๋าขึ้นพาดไหล่ แล้วก้าวออกมาจากห้องเก็บตู้ล็อกเกอร์ที่คับแคบ

มันเป็นแค่ช่องทางเล็กๆ ที่มีตู้ตั้งชิดผนัง สามารถเข้าไปยืนได้แค่สองคนเท่านั้น หนำซ้ำยังไม่มีประตูแถมเดินออกไปแค่ทางเดียว และแน่นอนว่าตอนนี้ร่างสูงตรงหน้ากำลังยืนขวางทางฉันอยู่

“พี่ก็เลิกงานพอดีเลย ไปกินข้าวด้วยกันมั้ย พี่เลี้ยง” มันจะมีผู้ชายสักกี่คนกันที่กล้าชวนผู้หญิงคนอื่นไปทานข้าวด้วย ทั้งที่แฟนตัวเองก็อยู่ไม่ไกลจากตรงบริเวณนี้

“เลิกงานแล้วก็นั่งรอแฟนพี่เถอะค่ะ ฉันหากินเองได้” รอยยิ้มระบายเต็มใบหน้าในยามที่เอื้อนเอ่ย แม้ลึกๆ จะไม่ชอบใจทว่าก็จำต้องข่มกลั้นอารมณ์นั้นไว้

หลังกล่าวจบฉันไม่รอให้อีกฝ่ายได้เปิดปากพูดอะไรออกมาอีก พยายามมองหาช่องทางเล็กๆ เพื่อเดินแทรกกายออกมา

ก็ยังดีที่พอถูกตอกกลับไปแบบนั้นแล้วไม่หน้าด้านรั้งฉันให้อยู่ต่อ

ระหว่างที่เดินไปยังป้ายรถเมล์ ฉันแวะซื้ออาหารที่ตั้งร้านขายอยู่ริมทางติดมือไปให้คนที่บ้านได้ทาน แม้จะดึกมากแล้วแต่แม่กับน้องก็ยังรอคอยเหมือนอย่างเช่นทุกวัน เว้นซะแต่ว่าวันไหนฉันกลับดึกมากจริงๆ คนที่บ้านถึงจะไม่อยู่รอทานข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา

แม้ไม่ได้มีเงินทองมากมายเหมือนคนอื่น แม้ต้องหาเช้ากินค่ำไปวันๆ ทว่าสิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุดก็คือความรักใคร่กลมเกลียวภายในครอบครัว

ฉันนั่งรอคอยรถโดยสารสาธารณะเกือบชั่วโมงกว่าจะได้เดินทางกลับบ้าน รองเท้าผ้าใบเก่าๆ เหยียบย่ำไปบนพื้นน้ำที่เจิ่งนอง-ภายในซอยที่คับแคบ และมืดสลัว

แม้ทางเข้าบ้านแลดูอันตรายทว่าพวกฉันก็ไม่รู้ว่าจะไปหาที่ซุกหัวนอนใหม่ที่ไหนได้อีก ค่าเช่าบ้านในสลัมถูกสุดแล้วสำหรับฉัน แต่ก็ยังดีที่ทางไม่ได้ลึกมากมายอะไร

กระนั้นหากหาเงินได้มากกว่านี้ ฉันก็อยากพาครอบครัวหลุดพ้นออกไปจากที่แห่งนี้ เผื่อคุณภาพชีวิตจะได้ดีขึ้น ไม่ต้องเจอเรื่องชวนหน้าปวดหัว เดี๋ยวคนนั้นก็ทะเลาะกัน วันดีคืนดีก็เห็นตำรวจวิ่งไล่จับคนร้ายที่ลักลอบส่งยาภายในซอย

อันที่จริงทุกที่ก็มีทั้งคนดีและเลวปะปนกันไป เพียงแค่สถานที่ที่ฉันอาศัยอยู่นั้นดันมีคนเลวมากกว่าเป็นไหนๆ

“พี่ดีใจกลับมาแล้ว!” ยังไม่ทันที่ฉันจะล้วงหยิบกุญแจขึ้นมาไขประตู ‘ที่รัก’ ผู้ซึ่งเป็นน้องสาวแท้ๆ ของฉันก็เปิดประตูพรวดพราดออกมาหา “หนูกะแล้วว่าต้องเป็นเสียงรองเท้าพี่”

ใบหน้าละม้ายคล้ายกันเผยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบเพื่อให้ฉันเดินก้าวเข้าไปด้านใน บ้านหลังนี้ที่เราอาศัยอยู่เป็นบ้านไม้สองชั้น ขนาดปานกลางไม่ได้คับแคบจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้สะดวกสบายมากมายนัก วันดีคืนดีฝนตกหนักหลังคาบ้านก็รั่ว ต้องหยิบกะละมังมารองหยดน้ำฝนกันจ้าละหวั่น

“ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะที่รัก ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่หวังดีจะทำยังไง” อดไม่ได้ที่จะพูดเอ็ดน้องสาวด้วยความหวังดี

ที่รักเพิ่งขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่สองเมื่อไม่นานมานี้ เริ่มแตกเนื้อสาวมากขึ้นทุกวัน หนำซ้ำนิสัยของน้องยังหัวอ่อนกว่าฉันมาก กลัวเหลือเกินว่าจะถูกใครมารังแกได้โดยง่าย

“ดุน้องอีกแล้ว” ใบหน้าเนียนใสเกลี้ยงเกลาเริ่มงอง้ำ กระนั้นก็ดูออกว่าอีกฝ่ายไม่ได้งอนเป็นจริงเป็นจัง

“เพราะพี่เป็นห่วงหรอกถึงพูดแบบนี้” ริมฝีปากบางขยับพูดอธิบาย ขณะที่สายตาก็กวาดมองหาใครอีกคน “แม่ล่ะ”

“เข้านอนแล้ว”

“แม่ไม่สบายเหรอ” ปกติแม่จะรอฉันกลับมาแทบทุกครั้งทว่าวันนี้กลับผิดแผกไป ฉันเอ่ยถามตามที่คาดเดา และการที่น้องสาวพยักหน้ารับหงึกหงักถือว่าเป็นคำตอบที่ชัดเจน

“เดี๋ยวหนูเอาไปแกะให้” มือบางยื่นมาคว้าถุงหิ้วที่ฉันถืออยู่ ปล่อยให้น้องจัดการ ส่วนตัวเองก็เดินขึ้นไปยังห้องนอนของผู้เป็นแม่

ผลักบานประตูให้เปิดแง้มแผ่วเบา แล้วแทรกกายเข้าไปยืนภายในห้องที่มืดสนิท แสงไฟจากด้านนอกสาดส่องเข้ามาเพียงเล็กน้อย กระนั้นก็ทำให้เห็นว่าผู้เป็นแม่นอนอยู่ตรงไหน ฉันทรุดตัวนั่งลงที่ข้างฟูกนอน มือเอื้อมไปแตะผิวกายของร่างผอมบางที่นอนอยู่อย่างเบามือ

“กลับมาแล้วเหรอดีใจ” เสียงแหบแห้งเอ่ยทัก พานทำให้ฉันชะงักมือ

ตัวของแม่ไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ จึงยากที่จะคาดเดาว่าแม่เป็นอะไรกันแน่

“ไปหาหมอมั้ยแม่” ทางเดียวที่จะช่วยยืนยันอาการได้แน่ชัดก็คือไปให้คุณหมอตรวจร่างกายอย่างละเอียด

ฉันไม่ได้วิตกกังวลไปเอง แต่แค่อยากมั่นใจเท่านั้น ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแม่และน้องสาว ต่อให้เป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ฉันก็ล้วนใส่ใจทั้งนั้น

“แม่ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ปวดหัวเฉยๆ” น้ำเสียงของแม่ดูอ่อนแรงเสียเหลือเกิน จะให้ฉันเชื่อจริงๆ เหรอว่าไม่เป็นอะไรมาก “แล้วนี่หนูกินข้าวหรือยัง”

“เดี๋ยวหนูลงไปกินกับน้อง แม่ล่ะกินข้าวกินยาหรือยัง”

“ที่รักหาให้แม่กินตั้งแต่หัวค่ำแล้ว หนูลงไปกินข้าวเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วง”

“ถ้าปวดหัวหนักมากก็เรียกหนูนะ” ไม่วายพูดทิ้งท้ายด้วยความเป็นห่วง

เมื่อเห็นว่าแม่พยักหน้าตอบรับฉันจึงหยัดตัวลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกมาจากห้องโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูไว้ให้ด้วย

“เดี๋ยวนี้แม่ปวดหัวค่อนข้างบ่อย” ประโยคบอกเล่าจากปากผู้เป็นน้องส่งผลให้หัวคิ้วของฉันขมวดเข้าหากัน

ด้วยความที่ไม่ค่อยได้ใช้เวลาอยู่กับแม่แบบใกล้ชิดจึงไม่รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แถมที่รักยังไม่เคยพูดให้ฉันฟัง คงถูกแม่สั่งห้ามอีกตามเคย

“แม่ไปหาหมอบ้างหรือยัง” สิ่งที่ได้รับรู้พานทำให้ฉันเกิดความรู้สึกไม่อยากอาหาร แม้ว่าช่องท้องจะประท้วงด้วยการปวดเป็นพักๆ

ปกติแล้วฉันมักจะทานข้าวไม่ตรงเวลา เนื่องจากมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมาย สิ่งที่เป็นตอนนี้คงไม่แคล้วอาการของโรคกระเพาะ ขนาดอาหารถูกจัดวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าแท้ๆ แต่ใจก็ไม่อยากลงมือทาน

“พี่ก็รู้ว่าต่อให้พูดหว่านล้อมยังไงแม่ก็ไม่ยอมไป” จริงอย่างที่น้องพูดมา แม่ฉันน่ะดื้อจะตายไป ห่วงแต่กลัวว่าลูกจะเสียเงินค่ารักษาพยาบาลไม่เป็นห่วงตัวเองบ้างเลย

“เดี๋ยววันหยุดพี่จะพาแม่ไปเอง ทานข้าวเถอะ” ฉันสรุปเสร็จสรรพ ที่รักคงหิ้วท้องรอนานมากแล้ว ต่อให้ไม่คิดอยากก็ไม่ควรที่จะทำให้น้องต้องเครียดตามไปด้วย...

แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาผ่านทางช่องหน้าต่าง กระทบลงเปลือกตาที่กำลังหลับพริ้ม ทันทีที่เสียงนาฬิกาปลุกดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท ฉันจึงค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่ง พร้อมขยับตัวบิดไปมาเพื่อไล่ความเมื่อยขบ

มือเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ เพื่อกดปิดเสียงแจ้งเตือนที่ดังกังวานไปทั่วทั้งห้อง แม้เมื่อคืนนี้จะนั่งทำงานที่อาจารย์มอบหมายจนดึกดื่น ทว่าหากมีเรียนตอนช่วงเช้ายังไงฉันก็ต้องตื่นให้ทันอยู่ดี

ขาดไม่ได้หรอก ฉันเพิ่งยื่นเรื่องขอทุนการศึกษาไป ดังนั้นควรประพฤติตัวให้ดี

ทันทีที่ทำอะไรเรียบร้อย สองเท้าจึงค่อยๆ ย่างก้าวลงบันไดไปยังด้านล่าง แล้วพบว่าน้องสาวกำลังเตรียมตัวไปเรียนเหมือนกัน

“พี่ดีใจ หนูขอเงินไปโรงเรียนหน่อย” มือเล็กง้างแบอยู่ตรงหน้า ฉันล้วงหยิบแบงก์ร้อยออกมาจากกระเป๋า และวางลงบนใจกลางฝ่ามือของผู้เป็นน้อง

“เลิกแล้วรีบกลับมาดูแม่ด้วยนะ”

“รับทราบค่ะ” คนตัวเล็กรับคำเสียงใส ฉันจึงยื่นมือไปขยี้ผมน้องเบาๆ

“พี่ไปเรียนก่อนนะ” ล่ำลาที่รักเพียงไม่กี่ประโยค ก่อนจะเดินออกมาจากบ้าน...

ฉันยังคงเลือกใช้รถเมล์สาธารณะในการเดินทางไปเรียน แม้ว่าแถวมหา’ลัยจะมีสถานีรถไฟฟ้า ทว่าก็ไม่อยากเสียเงินไปกับค่าโดยสารที่นับวันยิ่งแพงมากขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยความที่มาเร็วกว่าเพื่อนสนิทอย่าง ‘เรย์วี่’ ฉันจึงต้องเดินเข้าไปในห้องเพื่อจับจองหาที่นั่งระหว่างรอเธอมา ผ่านไปไม่นานนักศึกษาคนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยเดินเข้าห้องมาเรื่อยๆ ไม่เว้นแม้แต่เรย์วี่เอง ร่างบางส่งยิ้มกว้างแต่ไกล ก่อนจะเดินมาทรุดกายนั่งลงยังเก้าอี้ด้านข้าง

“ดีใจ คือฉันมีเรื่องอยากจะให้เธอช่วยหน่อยน่ะ”

“ได้สิ ว่ามาเลย” ฉันตอบรับทันที แม้ยังไม่รู้รายละเอียดเรื่องที่เพื่อนจะไหว้วานก็ตามแต่

“เพื่อนอาเจย์รถคว่ำ ตอนนี้เขาพักฟื้นอยู่ที่บ้านแล้ว ดีใจช่วยไปดูแลให้หน่อยได้มั้ย”

“ถ้าเป็นเรื่องนี้ฉันคิดว่า...ไม่สะดวกเท่าไหร่ เพราะฉันต้องไปทำงานพาร์ทไทม์” สารภาพตามตรงเลยว่าเวลานี้ฉันกำลังลำบากใจเป็นอย่างมาก ไม่คาดคิดว่านี่คือเรื่องที่เพื่อนอยากไหว้วาน “แต่ถ้าให้ดูแลไม่กี่ชั่วโมงก็ได้อยู่นะ”

นึกๆ ดูแล้วกว่าจะได้เวลาเข้างานที่ร้านอาหาร ฉันพอมีชั่วโมงเหลืออยู่บ้างนิดหน่อย

“ลาออกจากที่นั่นและมาดูแลเพื่อนอาเจย์อย่างเดียวได้หรือเปล่า ฉันคุยเรื่องค่าจ้างให้แล้ว ได้เดือนละสามหมื่นเลยนะ”

“สามหมื่น!!” รีบตะครุบปากตัวเองอย่างไว เมื่อเผลอพูดเสียงดังออกไปแบบนั้น จนเป็นเหตุทำให้นักศึกษาร่วมคลาสหันมามอง “สะ...สามหมื่นเลยเหรอ”

ตั้งแต่ทำงานมาฉันยังไม่เคยจับเงินมากกว่าหมื่นห้าเลยด้วยซ้ำ แถมเหนื่อยจนแทบรากเลือดกว่าจะได้แต่ละบาท

“ใช่ ถ้าดีใจตกลงปิดเทอมนี้ก็ไปทำได้เลย”

อันที่จริงอีกไม่กี่วันจะสอบไฟนอลแล้ว หลังจากนั้นฉันก็ปิดเทอมยาวๆ นี่ถือว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะหารายได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมาพะวงหน้าพะวงหลังกับเรื่องเรียน

“แล้วต้องดูแลเขากี่เดือนเหรอ”

“จนกว่าอาซานจะหายดี ฉันคิดว่าคงเดือนนิดๆ ถ้าจบงานนี้เดี๋ยวฉันหางานอื่นเตรียมไว้ให้ ดีใจจะได้ไม่ต้องกลับไปทำที่ร้านอาหารนั่นอีก” เรย์วี่อธิบายออกมายาวเหยียด พร้อมตบท้ายด้วยการหยิบยื่นโอกาสดีๆ ให้แก่ฉัน

“ขอบคุณมากนะเรย์วี่” มือบางวางทาบทับลงบนหลังมือของร่างบางข้างกายด้วยความซาบซึ้งใจ ทั้งชีวิตไม่เคยมีใครหยิบยื่นโอกาสดีๆ ให้แก่ฉัน ที่ผ่านมาทุกอย่างล้วนไขว่คว้าด้วยตัวเองทั้งนั้น “ฉันตกลงที่จะทำ”

หารู้ไม่ว่า การที่ยอมตกปากรับคำทำงานนี้ จะทำให้ชีวิตของฉันเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล และไม่คาดคิดด้วยซ้ำว่ากำลังจุดชนวนแผดเผาหัวใจตนเองให้มอดไหม้กับมือ

มันค่อยๆ แหลกสลายทีละนิดกระทั่งเหลือเพียงแค่ฝุ่นธุลีโดยไม่รู้ตัว ‘ปากบอกว่าอย่าเล่นกับไฟ แต่ใจก็ดันริอาจฝ่าฝืน’...

อ่านต่อ

สารบัญของ XXX I เรื่องมันเกิด...เพราะดวงอาทิตย์ตกดิน

Ch. 1 Ch. 2 Ch. 3
Ch. 4
Ch. 5
Ch. 6
Ch. 7
Ch. 8
Ch. 9
Ch. 10
Ch. 11
all

คุณอาจจะชอบเรื่องนี้

นิยายมาใหม่

ภาพปกนิยาย ทาสรักเพลิงทมิฬ
8.7
เขาเข้ามาในชีวิตของเธอเพื่อหลอกลวง แต่ไม่คิดว่าเขาจะตกหลุมรักเธอ และการกลับมาของเขาทำให้เรื่องราวแต่หนหลังเปิดเผยออกมาทั้งหมด ตัวอย่างบางช่วงบางตอน “ทำตามที่ผมบอก แค่นี่แหละคุณทำได้ไหม” เธอเม้มปากอย่างดื้อดึง เขาก็จับเธอกอดรัดเอาไว้แนบอก “นี่คุณจะทำอะไร ผมอยากไปว่ายน้ำ ไปด้วยกันหน่อยสิ” “ฉันไม่ไปปล่อยนะ” เพียงขวัญกรีดร้องเมื่อเขาจับเธอไปที่สระน้ำ ก่อนจะจับเธอโยนลงไปในสระ “คนบ้า คุณทำบ้าอะไรนี่” เธอทำท่าจะปีนขึ้นจากสระ เขาก็ตามมากอดรัดเธอเอาไว้ “จับคุณล้างคราบคาวโลกีไง นอนกับทั้งผมแล้วก็ไอ้หมอนั่น ลีลาของผมกับมันใครดีกว่ากันล่ะ” สิ้นประโยคนั้นใบหน้าของกรพักตร์ก็หันไปตามแรงตบ “คุณตบผมจูบ” กรพักตร์กุมใบหน้าของเพียงขวัญมาบดจูบหนัก ๆ เพียงขวัญดิ้นหนี สะบัดหน้าหนีก่อนจะตบเขาอีก เขาก็จูบเธออีก “นี่คุณปล่อยนะ” เธอร้องประท้วงเมื่อริมฝีปากถูกเขากระแทกจนปากช้ำไปหมดแล้ว “ทำไมไม่ตอบล่ะว่าลีลาของผมกับมันใครเด็ดกว่ากัน” “พี่หมอเขาดีกว่าคุณเป็นร้อยเท่าพันเท่า” ตอนแรกเพียงขวัญจะด่าเขาว่า เธอไม่ทำอะไรต่ำ ๆ อย่างที่เขาคิดหรอก แต่เพราะเธอก็อยากให้เขาเจ็บเหมือนที่เธอเจ็บอยู่ตอนนี้ เขาหลอกใช้เธอเป็นเครื่องมือแก้แค้น เธอก็จะไม่ยอมให้เขาได้สมใจอย่างเด็ดขาด “แสดงว่าคุณก็สำส่อนแร่ไปนอนกับไอ้หมอนั่นมาเหมือนกัน ทำไม! กลัวมันไม่เอารึไง มันหลอกคุณแล้วรู้ตัวรึเปล่า” เขาจิ้มหน้าผากของเธอ ทั้งสองเถียงกันอยู่ในสระน้ำ เนื้อตัวเปียกปอนไปหมด “แล้วคุณดีกว่าเขาหรือไง คุณไม่หลอกฉันงั้นสิ” ประโยคของเธอทำให้เขาถึงกับสะอึกไป กรพักตร์กุมใบหน้าของเธอเอาไว้ ไม่คิดว่าเธอจะปีกกล้าขาแข็งกับเขาขนาดนี้ เขาทำท่าจะก้มลงไปบดจูบริมฝีปากของเธอ
ภาพปกนิยาย ฉากรักในคืนฝนโปรย
8.2
เธอ…คือแม่หม้ายป้ายแดง ส่วนเขา…คือหนุ่มหล่อผู้หลงรักแม่หม้าย เธอใจแข็งเป็นหิน ส่วนเขาก็ตื้อเท่านั้นที่จะครองโลก -------------------------------------- ณาณีมเปิดและส่งรูปของราฮีมที่เธอแอบถ่ายชายหนุ่มไว้ไปให้ทั้งสองได้ดูผ่านไลน์ ณิการ์และธัญมณกรี๊ดกร๊าดเป็นการใหญ่ เพราะราฮีมหล่อและดูดีกว่าที่คิดไว้มาก “แกจะปิดกั้นตัวเองทำไมยะ ในเมื่อมีผู้ชายดีๆ เดินเข้ามา แกก็รับเขาไว้พิจารณาสิ” ณิการ์ที่ได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างเอ่ยขึ้น “แต่ฉันไม่อยากวนกลับไปใช้ชีวิตแต่งงานอีกนี่แก” แม้จะอยากเปิดใจให้ราฮีม แต่สิ่งที่ณาณีมกลัวคือการแต่งงาน การต้องใช้ชีวิตด้วยกันทั้งวันทั้งคืน “ก็อยู่กันไปแบบนี้ ไม่ต้องแต่ง” “ก็คิดว่าจะไม่แต่ง แต่ฉันกับเขาก็ต้องมีเซ็กซ์กัน ฉันจะทำได้เหรอ ในเมื่อสิบสามปีที่ผ่านมาของฉัน มีแค่พี่แดนคนเดียว” นี่คืออีกเรื่องที่ณาณีมกังวล “ของใหม่ๆ คนใหม่ มันอาจทำให้อารมณ์แกซู่ซ่าก็ได้ ชีวิตเป็นของแก แล้วตอนนี้แกก็โสดแล้ว” ธัญมณเอ่ยขึ้นบ้าง นั่นทำเอาณิการ์ที่ปกติลุคจะแรงที่สุดของกลุ่มถึงกับอุทานออกมา “หืม…” “แกเป็นเจ้าของจิ๊มิแต่เพียงผู้เดียวยัยณา แกจะใช้กับใครมันก็สิทธิ์อันชอบธรรมของแก เพราะแกโตแล้ว...เข้าใจ๋” ประโยคนี้ยังเป็นของธัญมณ แต่ดูเหมือนณาณีมจะเข้าใจอะไรยาก “ไม่เข้าใจ” “โอ๊ย! ยัยณา ชีวิตนี้แกจะเจอดุ้นแค่อันเดียวเหรอยะ เลิกกับพี่แดนแล้วแกจะเอาปูนมาโบกจิ๊มิ ไม่ยอมให้ดุ้นอันอื่นผ่านเลยก็ใช่เรื่อง แก่จนอายุจะสามสิบห้า แถมยังมาเป็นหม้ายเอาตอนนี้อีก มดลูกก็ฝ่อลงไปทุกวัน มีของดีติดอยู่กับตัวเอง ทำไมไม่ใช้ กลัวอะไร” ณิการ์เริ่มตามธัญมณทัน และยุณาณีมมันเสียเลย “กลัวสารพัดสิ่งอ่ะ กลัวจนไม่กล้าไปหมด” “งั้นวันไหนที่คุณราฮีมกลับมาเมืองไทย ให้ฉันไปทดสอบความฟิตและความอึดให้เอาไหม งานนี้ฟรี ไม่คิดค่าเสียหาย” “ยัยปุ้ยบ้า เดี๋ยวผัวแกก็เอาปืนมายิงแสกหน้าคุณราฮีมกันพอดี” ณาณีมแหวใส่ความคิดบ้าๆ ของเพื่อน “เท่าที่แกเล่ามา ดูเหมือนยัยพราวก็ทำท่าจะชอบคุณราฮีมอยู่ไม่น้อย วันดีคืนดีพราวคาบไปกิน จะมานั่งเสียใจไม่ได้แล้วนะยะ” “โอ๊ย!...นั่นยิ่งไม่ได้ใหญ่” คนมาปรึกษาเริ่มหัวเสีย ส่วนคนให้คำปรึกษาก็ชักจะสนุก ที่สามารถแหย่จนณาณีมเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาแบบนี้ “นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ยอมรับมาเถอะ ว่าแกเองก็ชอบคุณราฮีมอยู่” “แกว่าถ้าฉันจะรักใครใหม่ มันไม่เร็วไปเหรอ ทั้งๆ ที่ฉันเพิ่งหย่า” นี่คือสิ่งที่ณาณีมกังวลอยู่เหมือนกัน เธออยากเป็นโสดให้นานกว่านี้ สองสามปี หรือมากกว่านี้ก็ได้ “ไม่เร็ว ช้าไปด้วยซ้ำ เพราะชีวิตมันต้องเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่จมปลัก เอาอดีตมาเป็นกำแพง” ----------------------------------------- “ผมรู้สึกแปลกๆ อยากให้คุณช่วย” เสียงอู้อี้ของราฮีมเอ่ยตอบ เพราะยังคงเอามือปิดปากไว้อยู่ “ช่วยอะไรคะ?” สีหน้าของณาณีมเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม นั่นเพราะยังไม่เข้าใจว่าราฮีมเป็นอะไร และเขาอยากให้เธอช่วยอะไร “ช่วยถอนพิษให้ผมหน่อย” “ถอนพิษ พิษอะไร” ตอนนี้สีหน้าของณาณีมยิ่งงงเข้าไปใหญ่ “ก็พิษจากลิปสติกสีแดงๆ ของคุณพราวที่มันติดอยู่บนปากของผมตอนนี้ไง” “คุณราฮีม…อื้อ…” พอฟังจบณาณีมก็ทำท่าจะขยับหนี แต่ราฮีมกลับไวกว่ามาก ชายหนุ่มใช้มือที่ปิดปากตัวเองไว้เมื่อครู่ เอื้อมมารวบตัวณาณีมเข้าไปกอด จากนั้นก็โน้มใบหน้าลงมาจูบเธออย่างรวดเร็ว และนี่คือวิธีถอนพิษที่เขาเอ่ย ณาณีมอึ้ง ทำตัวไม่ถูก สมองสั่งงานให้ผลักราฮีมออกห่าง แต่ร่างกายกลับตรงกันข้าม เพราะมันไม่ทำตามที่เธอสั่งเลย ตั้งแต่เกิดมาเธอเคยจูบกับผู้ชายแค่คนเดียวนั่นคือดาวิน เธอจำไม่ได้ว่าจูบครั้งล่าสุดกับดาวินเมื่อไหร่ และเพราะจำไม่ได้ จึงลืมเลือนรสจูบของอดีตสามีไปจากความรู้สึกเช่นกัน เวลานี้หัวใจของณาณีมเต้นแรงมาก รู้สึกวาบหวามกับจูบที่ราฮีมมอบให้จนควบคุมตัวเองไม่ได้ จูบที่ทำให้เธอขนลุกซู่ ร่างกายไหวระริกเหมือนเด็กสาว และนั่นก็ทำให้ณาณีมเผลอจูบชายหนุ่มกลับไปเช่นกัน ถ้าไม่ติดว่านี่มันริมถนน ราฮีมคงอุ้มณาณีมไปบนเตียงแล้วก็ทำตามที่ใจเขาเรียกร้องแล้ว “คุณจูบเก่งกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก” เขาจำเป็นต้องถอนจูบออก และรู้สึกว่าตอนนี้ ฝนกำลังโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า “ก็ฉันผ่านเรื่องพวกนี้มาแล้วนิ” “แล้วทำไมใจต้องเต้นแรงแบบนี้ด้วย ลมหายใจคุณก็ร้อน” เพราะความใกล้ชิด ทำให้ราฮีมได้ยินเสียงเต้นของหัวใจณาณีมชัดมาก มิหนำซ้ำเวลานี้ตัวเธอก็ร้อนผ่าวเหมือนคนมีไข้
ภาพปกนิยาย ร้ายรัก กลซาตาน
9.3
อคิน นฤปนาถ นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลในวงการการเงินระดับประเทศ ใช้เวลานานนับทศวรรษเพื่อตามหาเด็กหญิงฝาแฝดอย่าง ดาหลา และ กาสะลอง โดยหวังเพียงจะชดเชยความผิดบาปที่เขาเคยก่อไว้กับครอบครัวของพวกเธอในอดีต ทว่าสำหรับสองพี่น้องนั้น โชคชะตาที่พลิกผันเพียงชั่วข้ามคืนจนทำให้พวกเธอต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าคือบาดแผลที่ไม่มีวันเยียวยา แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปนานกว่าสิบปี แต่เปลวไฟแห่งความแค้นกลับยิ่งสุมทรวงและไม่เคยจางหายไปจากหัวใจ จากดอกไม้ที่เคยแสนบอบบางและไร้เดียงสา บัดนี้พวกเธอพร้อมจะกลับมาทวงคืนความยุติธรรมด้วยการเคลือบยาพิษร้ายแรงไว้ภายใต้รูปลักษณ์ที่งดงาม เพื่อทำลายล้างซาตานที่เคยพรากทุกอย่างไปจากชีวิต
ภาพปกนิยาย นายช่างใหญ่แห่งอโยธยาที่ข้าอยากได้
8.8
โชคชะตาเล่นตลกส่งให้ฟ้ารดาสาวจากยุคปัจจุบันย้อนเวลากลับสู่กรุงอโยธยาแบบไม่ทันตั้งตัว ที่นั่นเธอได้พบกับนายช่างทองหลวงผู้มีรูปร่างกำยำและใบหน้าหล่อเหลาจนยากจะถอนสายตา เมื่อหนทางกลับบ้านมืดมน แผนการพิชิตใจนายช่างใหญ่สุดกร้าวใจจึงเริ่มต้นขึ้น แม้เขาจะมองว่ากิริยาของเธอแปลกประหลาดประหนึ่งคนวิปลาส แต่เธอก็หาได้ย่อท้อไม่ ทว่าอุปสรรคความรักครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ความเย็นชาของชายหนุ่ม แต่ยังมีคุณพ่อที่หวงลูกสาวสุดชีวิตคอยขัดขวางไม่ให้ออกเรือน ท่ามกลางบรรยากาศกรุงเก่า ฟ้ารดาจะใช้เสน่ห์ที่มีมัดใจนายช่างใหญ่ให้ยอมสยบต่อความรักที่แสนแตกต่างครั้งนี้ได้สำเร็จหรือไม่
ภาพปกนิยาย ยั่วรักจอมทมิฬ
8.2
ลลนาหรือนุ่มต้องเผชิญกับคราวเคราะห์เมื่อถูกสิงหา ชายหนุ่มหน้าตาดีแต่ไร้เหตุผลเข้าใจผิดและลักพาตัวมาขังไว้ ท่ามกลางความเสียใจและความเป็นห่วงนิ่งที่กำลังบาดเจ็บสาหัส เธอจึงเลือกพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยการอธิษฐานขอให้หลุดพ้นจากน้ำมือคนป่าเถื่อนโดยเร็ว พร้อมทั้งขอโชคลาภเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่มั่งคั่งและหลีกหนีจากอาชีพกลางคืนที่ถูกดูหมิ่น แม้สิงหาจะยอมรับความผิดพลาดที่จับตัวมาผิดคนด้วยท่าทางขุ่นมัว แต่ท่าทียียวนของหญิงสาวกลับยิ่งกระตุ้นความหงุดหงิดในใจเขาจนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยการปะทะคารม ท่ามกลางความขัดแย้งที่แฝงไปด้วยความหมั่นไส้ ลลนายังคงใฝ่ฝันถึงการมีคนรักที่ดีและร่ำรวยเพื่อลบเลือนอดีตอันโหดร้ายที่เธอเคยเจอ
ภาพปกนิยาย เมียหวานของประธาน
9.3
เธอตัดสินใจสวมรอยเป็นเจ้าสาวกำมะลอเข้าพิธีวิวาห์กับประธานบริษัทผู้ทรงอิทธิพล เพื่อปกป้องสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอันเป็นดั่งบ้านหลังเดียวของเธอ ชีวิตหลังแต่งงานดำเนินไปบนความหลอกลวง เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและความกดดันจากการสวมบทบาทเป็นคนอื่น ทว่าความผูกพันก็เริ่มก่อตัวขึ้นท่ามกลางคำโกหก เมื่อความลับเรื่องตัวตนที่แท้จริงถูกเปิดเผย เธอจะต้องเผชิญผลกระทบอันหนักหน่วงเช่นไร ความสัมพันธ์ที่สร้างบนรากฐานของการหลอกลวงจะกลายเป็นความรักได้หรือไม่ หรือทุกสิ่งจะพังทลายลงทันที

ซีรีส์สั้นยอดฮิต

ตอนทั้งหมด
อ่านเลย
แชร์
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED