แค่เกิดมาแล้วมีต้นทุนชีวิตไม่เหมือนกับคนอื่น หนทางที่ก้าวเดินย่อมเต็มไปด้วยขวากหนามเป็นธรรมดา มันอยู่ที่ว่าเราจะสู้ หรือถอยตั้งแต่ยังไม่เริ่มออกเดินทาง...
แน่นอนว่าฉันเลือกจะทำอย่างแรก ด้วยความที่เป็นเสาหลักของครอบครัวคงเลือกอะไรนอกเหนือจากนี้ไม่ได้ แม้รู้อยู่แก่ใจว่าหนทางข้างหน้าต้องเจอกับบททดสอบต่างๆ ที่ล้วนทำให้เหน็ดเหนื่อยก็ตามแต่
“เลิกงานตรงเวลาจังเลยนะ” ขณะที่กำลังสแกนนิ้วออกเพื่อกลับบ้าน หลังจากการทำหน้าที่สิ้นสุดลง ประโยคทำนองค่อนแคะก็ลอยเข้ามากระแทกโสตประสาทเข้าอย่างจัง
“ทำครบชั่วโมงแล้วจะอยู่ทำไมล่ะ” ตอนเข้างานฉันก็เข้าก่อนเวลาด้วยซ้ำ แต่ทำไมไม่เห็นพูดอะไรบ้าง พอออกตรงเวลาเข้าหน่อยปากก็อยู่ไม่สุขทันทีเชียวนะ
“ปากดี” ‘เกล’ เพื่อนร่วมงานประสาทเสียก็ยังคงไม่หยุดพูดเหน็บแนม สายตายามที่มองมาเหมือนกับว่าโกรธแค้นฉันตั้งแต่ชาติปางก่อน
“ก็พอตัวแหละ” ฉันไหวไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน และเกรงกลัว “รีบกลับเข้าไปทำงานซะสิ มัวแต่ยืนแขวะคนอื่นอยู่ได้”
ฉันเดินเฉียดผ่านร่างบางที่ยืนขวางทางอยู่ เพื่อตรงเข้าไปยังตู้ล็อกเกอร์เก็บของ
อีกฝ่ายแสดงท่าทีฮึดฮัดไม่ชอบใจออกมาให้เห็นโดยไม่คิดจะปกปิด ก่อนจะเดินสะบัดตัวกลับเข้าไปทำงานต่อ
ก็เป็นแค่พนักงานเหมือนกัน แต่ติดตรงที่ว่าเกลมีแฟนเป็นถึงผู้จัดการร้าน นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอหยิ่งผยองได้มากขนาดนี้ ยามใดที่เห็นแฟนหนุ่มของตัวเองไปยุ่งวุ่นวายกับพนักงานคนอื่นๆ ภายในร้าน ความหึงหวงก็ก่อเกิดจนหน้ามืดตามัว
ทั้งที่จริงแล้วเธอควรจัดการสั่งสอนแฟนตัวเองต่างหาก เจ้าชู้ขนาดนั้นถ้าไม่กำราบตัวต้นเหตุแล้วจะมีประโยชน์อะไร
ฉันก็เป็นหนึ่งในพนักงานที่ถูก ‘บอล’ แฟนของเกลชอบเข้ามาวุ่นวาย และพูดจาแทะเล็ม แต่ไม่คิดว่าฉันจะเลือกบ้างเหรอ? ผู้ชายเจ้าชู้แบบนั้นปล่อยให้สูญพันธุ์ไปเลยดีกว่า อย่าได้เก็บมาไว้กับตัว รังแต่จะทำให้ชีวิตต้องพบเจอกับเรื่องชวนน่าปวดหัวไม่จบไม่สิ้น
“กลับบ้านแล้วเหรอดีใจ” เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลัง
ตายยากจริงๆ เลยเชียว แค่นึกถึงก็โผล่พรวดมาให้เห็นหน้า
“ค่ะ” ตอบรับเพียงสั้นๆ เท่านั้น มือข้างหนึ่งยกสายกระเป๋าขึ้นพาดไหล่ แล้วก้าวออกมาจากห้องเก็บตู้ล็อกเกอร์ที่คับแคบ
มันเป็นแค่ช่องทางเล็กๆ ที่มีตู้ตั้งชิดผนัง สามารถเข้าไปยืนได้แค่สองคนเท่านั้น หนำซ้ำยังไม่มีประตูแถมเดินออกไปแค่ทางเดียว และแน่นอนว่าตอนนี้ร่างสูงตรงหน้ากำลังยืนขวางทางฉันอยู่
“พี่ก็เลิกงานพอดีเลย ไปกินข้าวด้วยกันมั้ย พี่เลี้ยง” มันจะมีผู้ชายสักกี่คนกันที่กล้าชวนผู้หญิงคนอื่นไปทานข้าวด้วย ทั้งที่แฟนตัวเองก็อยู่ไม่ไกลจากตรงบริเวณนี้
“เลิกงานแล้วก็นั่งรอแฟนพี่เถอะค่ะ ฉันหากินเองได้” รอยยิ้มระบายเต็มใบหน้าในยามที่เอื้อนเอ่ย แม้ลึกๆ จะไม่ชอบใจทว่าก็จำต้องข่มกลั้นอารมณ์นั้นไว้
หลังกล่าวจบฉันไม่รอให้อีกฝ่ายได้เปิดปากพูดอะไรออกมาอีก พยายามมองหาช่องทางเล็กๆ เพื่อเดินแทรกกายออกมา
ก็ยังดีที่พอถูกตอกกลับไปแบบนั้นแล้วไม่หน้าด้านรั้งฉันให้อยู่ต่อ
ระหว่างที่เดินไปยังป้ายรถเมล์ ฉันแวะซื้ออาหารที่ตั้งร้านขายอยู่ริมทางติดมือไปให้คนที่บ้านได้ทาน แม้จะดึกมากแล้วแต่แม่กับน้องก็ยังรอคอยเหมือนอย่างเช่นทุกวัน เว้นซะแต่ว่าวันไหนฉันกลับดึกมากจริงๆ คนที่บ้านถึงจะไม่อยู่รอทานข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา
แม้ไม่ได้มีเงินทองมากมายเหมือนคนอื่น แม้ต้องหาเช้ากินค่ำไปวันๆ ทว่าสิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุดก็คือความรักใคร่กลมเกลียวภายในครอบครัว
ฉันนั่งรอคอยรถโดยสารสาธารณะเกือบชั่วโมงกว่าจะได้เดินทางกลับบ้าน รองเท้าผ้าใบเก่าๆ เหยียบย่ำไปบนพื้นน้ำที่เจิ่งนอง-ภายในซอยที่คับแคบ และมืดสลัว
แม้ทางเข้าบ้านแลดูอันตรายทว่าพวกฉันก็ไม่รู้ว่าจะไปหาที่ซุกหัวนอนใหม่ที่ไหนได้อีก ค่าเช่าบ้านในสลัมถูกสุดแล้วสำหรับฉัน แต่ก็ยังดีที่ทางไม่ได้ลึกมากมายอะไร
กระนั้นหากหาเงินได้มากกว่านี้ ฉันก็อยากพาครอบครัวหลุดพ้นออกไปจากที่แห่งนี้ เผื่อคุณภาพชีวิตจะได้ดีขึ้น ไม่ต้องเจอเรื่องชวนหน้าปวดหัว เดี๋ยวคนนั้นก็ทะเลาะกัน วันดีคืนดีก็เห็นตำรวจวิ่งไล่จับคนร้ายที่ลักลอบส่งยาภายในซอย
อันที่จริงทุกที่ก็มีทั้งคนดีและเลวปะปนกันไป เพียงแค่สถานที่ที่ฉันอาศัยอยู่นั้นดันมีคนเลวมากกว่าเป็นไหนๆ
“พี่ดีใจกลับมาแล้ว!” ยังไม่ทันที่ฉันจะล้วงหยิบกุญแจขึ้นมาไขประตู ‘ที่รัก’ ผู้ซึ่งเป็นน้องสาวแท้ๆ ของฉันก็เปิดประตูพรวดพราดออกมาหา “หนูกะแล้วว่าต้องเป็นเสียงรองเท้าพี่”
ใบหน้าละม้ายคล้ายกันเผยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบเพื่อให้ฉันเดินก้าวเข้าไปด้านใน บ้านหลังนี้ที่เราอาศัยอยู่เป็นบ้านไม้สองชั้น ขนาดปานกลางไม่ได้คับแคบจนเกินไป แต่ก็ไม่ได้สะดวกสบายมากมายนัก วันดีคืนดีฝนตกหนักหลังคาบ้านก็รั่ว ต้องหยิบกะละมังมารองหยดน้ำฝนกันจ้าละหวั่น
“ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะที่รัก ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่หวังดีจะทำยังไง” อดไม่ได้ที่จะพูดเอ็ดน้องสาวด้วยความหวังดี
ที่รักเพิ่งขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่สองเมื่อไม่นานมานี้ เริ่มแตกเนื้อสาวมากขึ้นทุกวัน หนำซ้ำนิสัยของน้องยังหัวอ่อนกว่าฉันมาก กลัวเหลือเกินว่าจะถูกใครมารังแกได้โดยง่าย
“ดุน้องอีกแล้ว” ใบหน้าเนียนใสเกลี้ยงเกลาเริ่มงอง้ำ กระนั้นก็ดูออกว่าอีกฝ่ายไม่ได้งอนเป็นจริงเป็นจัง
“เพราะพี่เป็นห่วงหรอกถึงพูดแบบนี้” ริมฝีปากบางขยับพูดอธิบาย ขณะที่สายตาก็กวาดมองหาใครอีกคน “แม่ล่ะ”
“เข้านอนแล้ว”
“แม่ไม่สบายเหรอ” ปกติแม่จะรอฉันกลับมาแทบทุกครั้งทว่าวันนี้กลับผิดแผกไป ฉันเอ่ยถามตามที่คาดเดา และการที่น้องสาวพยักหน้ารับหงึกหงักถือว่าเป็นคำตอบที่ชัดเจน
“เดี๋ยวหนูเอาไปแกะให้” มือบางยื่นมาคว้าถุงหิ้วที่ฉันถืออยู่ ปล่อยให้น้องจัดการ ส่วนตัวเองก็เดินขึ้นไปยังห้องนอนของผู้เป็นแม่
ผลักบานประตูให้เปิดแง้มแผ่วเบา แล้วแทรกกายเข้าไปยืนภายในห้องที่มืดสนิท แสงไฟจากด้านนอกสาดส่องเข้ามาเพียงเล็กน้อย กระนั้นก็ทำให้เห็นว่าผู้เป็นแม่นอนอยู่ตรงไหน ฉันทรุดตัวนั่งลงที่ข้างฟูกนอน มือเอื้อมไปแตะผิวกายของร่างผอมบางที่นอนอยู่อย่างเบามือ
“กลับมาแล้วเหรอดีใจ” เสียงแหบแห้งเอ่ยทัก พานทำให้ฉันชะงักมือ
ตัวของแม่ไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ จึงยากที่จะคาดเดาว่าแม่เป็นอะไรกันแน่
“ไปหาหมอมั้ยแม่” ทางเดียวที่จะช่วยยืนยันอาการได้แน่ชัดก็คือไปให้คุณหมอตรวจร่างกายอย่างละเอียด
ฉันไม่ได้วิตกกังวลไปเอง แต่แค่อยากมั่นใจเท่านั้น ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแม่และน้องสาว ต่อให้เป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ฉันก็ล้วนใส่ใจทั้งนั้น
“แม่ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ปวดหัวเฉยๆ” น้ำเสียงของแม่ดูอ่อนแรงเสียเหลือเกิน จะให้ฉันเชื่อจริงๆ เหรอว่าไม่เป็นอะไรมาก “แล้วนี่หนูกินข้าวหรือยัง”
“เดี๋ยวหนูลงไปกินกับน้อง แม่ล่ะกินข้าวกินยาหรือยัง”
“ที่รักหาให้แม่กินตั้งแต่หัวค่ำแล้ว หนูลงไปกินข้าวเถอะ ไม่ต้องเป็นห่วง”
“ถ้าปวดหัวหนักมากก็เรียกหนูนะ” ไม่วายพูดทิ้งท้ายด้วยความเป็นห่วง
เมื่อเห็นว่าแม่พยักหน้าตอบรับฉันจึงหยัดตัวลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกมาจากห้องโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูไว้ให้ด้วย
“เดี๋ยวนี้แม่ปวดหัวค่อนข้างบ่อย” ประโยคบอกเล่าจากปากผู้เป็นน้องส่งผลให้หัวคิ้วของฉันขมวดเข้าหากัน
ด้วยความที่ไม่ค่อยได้ใช้เวลาอยู่กับแม่แบบใกล้ชิดจึงไม่รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แถมที่รักยังไม่เคยพูดให้ฉันฟัง คงถูกแม่สั่งห้ามอีกตามเคย
“แม่ไปหาหมอบ้างหรือยัง” สิ่งที่ได้รับรู้พานทำให้ฉันเกิดความรู้สึกไม่อยากอาหาร แม้ว่าช่องท้องจะประท้วงด้วยการปวดเป็นพักๆ
ปกติแล้วฉันมักจะทานข้าวไม่ตรงเวลา เนื่องจากมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมาย สิ่งที่เป็นตอนนี้คงไม่แคล้วอาการของโรคกระเพาะ ขนาดอาหารถูกจัดวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าแท้ๆ แต่ใจก็ไม่อยากลงมือทาน
“พี่ก็รู้ว่าต่อให้พูดหว่านล้อมยังไงแม่ก็ไม่ยอมไป” จริงอย่างที่น้องพูดมา แม่ฉันน่ะดื้อจะตายไป ห่วงแต่กลัวว่าลูกจะเสียเงินค่ารักษาพยาบาลไม่เป็นห่วงตัวเองบ้างเลย
“เดี๋ยววันหยุดพี่จะพาแม่ไปเอง ทานข้าวเถอะ” ฉันสรุปเสร็จสรรพ ที่รักคงหิ้วท้องรอนานมากแล้ว ต่อให้ไม่คิดอยากก็ไม่ควรที่จะทำให้น้องต้องเครียดตามไปด้วย...
แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาผ่านทางช่องหน้าต่าง กระทบลงเปลือกตาที่กำลังหลับพริ้ม ทันทีที่เสียงนาฬิกาปลุกดังแทรกเข้ามาในโสตประสาท ฉันจึงค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่ง พร้อมขยับตัวบิดไปมาเพื่อไล่ความเมื่อยขบ
มือเอื้อมไปหยิบโทรศัพท์ เพื่อกดปิดเสียงแจ้งเตือนที่ดังกังวานไปทั่วทั้งห้อง แม้เมื่อคืนนี้จะนั่งทำงานที่อาจารย์มอบหมายจนดึกดื่น ทว่าหากมีเรียนตอนช่วงเช้ายังไงฉันก็ต้องตื่นให้ทันอยู่ดี
ขาดไม่ได้หรอก ฉันเพิ่งยื่นเรื่องขอทุนการศึกษาไป ดังนั้นควรประพฤติตัวให้ดี
ทันทีที่ทำอะไรเรียบร้อย สองเท้าจึงค่อยๆ ย่างก้าวลงบันไดไปยังด้านล่าง แล้วพบว่าน้องสาวกำลังเตรียมตัวไปเรียนเหมือนกัน
“พี่ดีใจ หนูขอเงินไปโรงเรียนหน่อย” มือเล็กง้างแบอยู่ตรงหน้า ฉันล้วงหยิบแบงก์ร้อยออกมาจากกระเป๋า และวางลงบนใจกลางฝ่ามือของผู้เป็นน้อง
“เลิกแล้วรีบกลับมาดูแม่ด้วยนะ”
“รับทราบค่ะ” คนตัวเล็กรับคำเสียงใส ฉันจึงยื่นมือไปขยี้ผมน้องเบาๆ
“พี่ไปเรียนก่อนนะ” ล่ำลาที่รักเพียงไม่กี่ประโยค ก่อนจะเดินออกมาจากบ้าน...
ฉันยังคงเลือกใช้รถเมล์สาธารณะในการเดินทางไปเรียน แม้ว่าแถวมหา’ลัยจะมีสถานีรถไฟฟ้า ทว่าก็ไม่อยากเสียเงินไปกับค่าโดยสารที่นับวันยิ่งแพงมากขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยความที่มาเร็วกว่าเพื่อนสนิทอย่าง ‘เรย์วี่’ ฉันจึงต้องเดินเข้าไปในห้องเพื่อจับจองหาที่นั่งระหว่างรอเธอมา ผ่านไปไม่นานนักศึกษาคนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยเดินเข้าห้องมาเรื่อยๆ ไม่เว้นแม้แต่เรย์วี่เอง ร่างบางส่งยิ้มกว้างแต่ไกล ก่อนจะเดินมาทรุดกายนั่งลงยังเก้าอี้ด้านข้าง
“ดีใจ คือฉันมีเรื่องอยากจะให้เธอช่วยหน่อยน่ะ”
“ได้สิ ว่ามาเลย” ฉันตอบรับทันที แม้ยังไม่รู้รายละเอียดเรื่องที่เพื่อนจะไหว้วานก็ตามแต่
“เพื่อนอาเจย์รถคว่ำ ตอนนี้เขาพักฟื้นอยู่ที่บ้านแล้ว ดีใจช่วยไปดูแลให้หน่อยได้มั้ย”
“ถ้าเป็นเรื่องนี้ฉันคิดว่า...ไม่สะดวกเท่าไหร่ เพราะฉันต้องไปทำงานพาร์ทไทม์” สารภาพตามตรงเลยว่าเวลานี้ฉันกำลังลำบากใจเป็นอย่างมาก ไม่คาดคิดว่านี่คือเรื่องที่เพื่อนอยากไหว้วาน “แต่ถ้าให้ดูแลไม่กี่ชั่วโมงก็ได้อยู่นะ”
นึกๆ ดูแล้วกว่าจะได้เวลาเข้างานที่ร้านอาหาร ฉันพอมีชั่วโมงเหลืออยู่บ้างนิดหน่อย
“ลาออกจากที่นั่นและมาดูแลเพื่อนอาเจย์อย่างเดียวได้หรือเปล่า ฉันคุยเรื่องค่าจ้างให้แล้ว ได้เดือนละสามหมื่นเลยนะ”
“สามหมื่น!!” รีบตะครุบปากตัวเองอย่างไว เมื่อเผลอพูดเสียงดังออกไปแบบนั้น จนเป็นเหตุทำให้นักศึกษาร่วมคลาสหันมามอง “สะ...สามหมื่นเลยเหรอ”
ตั้งแต่ทำงานมาฉันยังไม่เคยจับเงินมากกว่าหมื่นห้าเลยด้วยซ้ำ แถมเหนื่อยจนแทบรากเลือดกว่าจะได้แต่ละบาท
“ใช่ ถ้าดีใจตกลงปิดเทอมนี้ก็ไปทำได้เลย”
อันที่จริงอีกไม่กี่วันจะสอบไฟนอลแล้ว หลังจากนั้นฉันก็ปิดเทอมยาวๆ นี่ถือว่าเป็นโอกาสเหมาะที่จะหารายได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมาพะวงหน้าพะวงหลังกับเรื่องเรียน
“แล้วต้องดูแลเขากี่เดือนเหรอ”
“จนกว่าอาซานจะหายดี ฉันคิดว่าคงเดือนนิดๆ ถ้าจบงานนี้เดี๋ยวฉันหางานอื่นเตรียมไว้ให้ ดีใจจะได้ไม่ต้องกลับไปทำที่ร้านอาหารนั่นอีก” เรย์วี่อธิบายออกมายาวเหยียด พร้อมตบท้ายด้วยการหยิบยื่นโอกาสดีๆ ให้แก่ฉัน
“ขอบคุณมากนะเรย์วี่” มือบางวางทาบทับลงบนหลังมือของร่างบางข้างกายด้วยความซาบซึ้งใจ ทั้งชีวิตไม่เคยมีใครหยิบยื่นโอกาสดีๆ ให้แก่ฉัน ที่ผ่านมาทุกอย่างล้วนไขว่คว้าด้วยตัวเองทั้งนั้น “ฉันตกลงที่จะทำ”
หารู้ไม่ว่า การที่ยอมตกปากรับคำทำงานนี้ จะทำให้ชีวิตของฉันเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล และไม่คาดคิดด้วยซ้ำว่ากำลังจุดชนวนแผดเผาหัวใจตนเองให้มอดไหม้กับมือ
มันค่อยๆ แหลกสลายทีละนิดกระทั่งเหลือเพียงแค่ฝุ่นธุลีโดยไม่รู้ตัว ‘ปากบอกว่าอย่าเล่นกับไฟ แต่ใจก็ดันริอาจฝ่าฝืน’...
แสงแดดในยามเช้ากระทบลงบนเปลือกตา ขณะย่างก้าวตรงไปยังป้ายรถเมล์ แม้ว่าจะปิดเทอมแล้วทว่าเหตุผลที่ต้องเดินทางแต่เช้าขนาดนี้ก็เพียงเพราะว่าฉันกำลังไปทำงานตามที่รับปากเรย์วี่เอาไว้ วันนี้ถือว่าเป็นการเริ่มงานวันแรก ดังนั้นฉันจึงต้องเผื่อเวลาไว้มากๆ เพื่อที่จะไม่ได้ไปถึงที่นั่นสาย
สถานที่ทำงานของฉันก็คือบ้านของคุณซาน หรือเพื่อนสนิทของแด๊ดดี้เรย์วี่ที่ตอนนี้กลายมาเป็นคนรักของเธอแล้ว ส่วนงานพาร์ทไทม์ที่เคยทำก่อนหน้านี้ฉันก็ได้ทำการลาออกเรียบร้อย ไม่ได้หายไปแบบดื้อๆ เกิดภายภาคหน้าอยากจะกลับเข้าไปทำอีกจะได้ไม่มีอะไรติดขัดหรือเสียประวัติ
Tru…Tru…Tru…
เสียงโทรศัพท์มือถือแผดร้อง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ฉันกำลังก้าวขึ้นฟุตบาทตรงป้ายรถเมล์พอดิบพอดี อันที่จริงเรย์วี่อาสาจะไปรับฉันถึงที่บ้านเลยด้วยซ้ำ ทว่าเป็นฉันเองที่ปฏิเสธน้ำใจนั้น เนื่องจากไม่อยากให้เพื่อนไปเจอสภาพความเป็นอยู่ของตนเอง อีกอย่างสลัมก็ไม่ใช่สถานที่ที่เรย์วี่ควรย่างกรายเข้าไปใกล้
ผู้ชายที่อาศัยอยู่แถวนั้นบางคนเวลาเห็นของสวยๆ งามๆ ก็ชอบจ้องตาเป็นมันและหยาบโลน ฉันจึงไม่อยากให้เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของตนเองตกเป็นเป้าสายตาของคนพรรค์นั้น
“ฉันถึงป้ายรถเมล์แล้วนะ” ทันทีที่ปาดนิ้วรับสาย จึงกรอกเสียงลงไปอย่างไม่รอช้า
(“โอเค นั่งรอก่อนนะ ใกล้ถึงแล้ว…พี่ภูมิขับเร็วๆ หน่อยค่ะ”) ท้ายประโยคนั้นเรย์วี่เอ่ยพูดกับบอดี้การ์ดส่วนตัว ก่อนที่สายจะถูกตัดทิ้ง
เพราะไปรับฉันที่บ้านไม่ได้ เธอก็เลยเปลี่ยนมารับฉันที่ป้ายรถเมล์หน้าบ้านแทน ทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ตัวยาวเพียงไม่นาน คนที่รอคอยอยู่ก็เดินทางมาถึง รถยนต์คันหรูจอดเทียบฟุตบาท กระจกรถตรงที่นั่งด้านหลังค่อยๆ เลื่อนลงปรากฏให้เห็นใบหน้าสดใสที่ชะโงกออกมาหา
“ขึ้นมาเร็ว” มือบางกวักเรียก พร้อมกับปลดล็อกประตู และเปิดให้ฉันก้าวขึ้นไปนั่งยังด้านข้าง “ทานอะไรมาหรือยัง”
เรย์วี่ถามไถ่ ขณะเดียวกันรถก็กำลังเคลื่อนตัวออกไปด้วยความเร็วที่เหมาะสม เมืองกรุงก็เป็นแบบนี้แหละ ขับเร็วมากไม่ได้หรอกรถราเยอะแยะ ยิ่งเช้าๆ แบบนี้อย่าได้หวังเลยการจราจรติดขัดซะยิ่งกว่าอะไร
“เรียบร้อย” ฉันตอบออกไปตามความจริง “แล้วไปถึงฉันต้องทำอะไรบ้าง”
“ทำงานช่วงแรกๆ จะมีพยาบาลคอยสอนเอง ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ก็ได้แล้ว”
คำบอกเล่าจากปากเพื่อนทำให้ฉันคลายความกังวลลงได้บ้าง ประสบการณ์ที่มีเคยแต่ดูแลแม่เวลาป่วยหนัก ไม่เคยต้องมาดูแลคนที่เกิดอุบัติเหตุจึงไม่รู้ว่าต้องปฏิบัติตัวยังไง หนำซ้ำคุณซานยังประสบอุบัติเหตุหนักอีก เกิดฉันดูแลไม่ดีหรือบกพร่องตรงไหนไปจะพานทำให้เขาหายช้ากว่าเดิมนี่สิ
ดีแล้วล่ะที่ช่วงแรกๆ ยังมีพยาบาลคอยช่วยอยู่ดูแล ฉันจะได้เรียนรู้จากผู้ที่เชี่ยวชาญ
“ตอนนี้คุณซานเป็นยังไงบ้าง”
“ยังเดินไม่ถนัดเลย แต่อาการโดยรวมทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วล่ะ ติดอยู่แค่อย่างเดียว…” เรย์วี่ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ย “ความทรงจำของอาซานหายไปช่วงหนึ่ง เหมือนเขาจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าคนรักของตัวเองคือใคร”
“แล้วแบบนี้แฟนคุณซานไม่เสียใจแย่เลยเหรอ” ไม่ว่าใครก็ทำใจไม่ได้หรอก หากคนที่รักจำตัวเองไม่ได้ แล้วการที่ต้องสร้างความทรงจำด้วยกันใหม่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายซะเมื่อไหร่
“ตั้งแต่อาซานรถคว่ำฉันยังไม่เคยเห็นหน้าแฟนเขาเลย”
“แปลกๆ อยู่นะ” ฉันไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย แล้วมีเหตุผลอะไรที่แฟนของคุณซานถึงไม่มาดูแลเขา ต่อให้คุณซานจะจำอะไรไม่ได้ อย่างน้อยก็มาอยู่ใกล้ๆ คอยเป็นกำลังใจให้เขาหน่อยก็ดี แม้จะเจ็บปวดที่อีกฝ่ายจำตนเองไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ควรมีความหวังว่าสักวันหนึ่งความทรงจำของเขาต้องกลับมา
วิธีฟื้นความทรงจำที่ดีที่สุดคือการทำในสิ่งที่เคยทำร่วมกัน แล้วถ้าคนรักของคุณซานหายหน้าไปแบบนี้ ความทรงจำของเขาจะกลับมาได้อย่างไรในเมื่อไม่มีอะไรมาคอยกระตุ้น
“ฉันก็คิดแบบนั้น และทุกคนก็คิดแบบเดียวกันหมด ตอนนี้อาเสือเลยตามสืบอยู่” ‘อาเสือ’ ที่เรย์วี่กล่าวถึงคือตำรวจที่เป็นเพื่อนในกลุ่มของแด๊ดดี้เรย์วี่
บอกตามตรงเลยว่ากลุ่มนี้เขามีกันค่อนข้างเยอะ เรย์วี่เคยเอ่ยชื่อให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ แต่ฉันไม่เคยเจอหน้าพวกเขาหรอก
บทสนทนาตึงเครียดระหว่างเราจบลงเพียงเท่านั้น ก่อนที่เรย์วี่จะชวนพูดคุยเรื่องอื่น กระทั่งรถยนต์เคลื่อนถึงจุดหมายปลายทาง เราจึงพากันลงจากรถแล้วตรงเข้าไปในบ้านของคุณซาน
เป็นบ้านที่ไม่ใหญ่โตเท่าไหร่ ทว่าบรรยากาศรอบๆ กลับร่มเย็น เนื่องจากมีต้นไม้และไม้ประดับรายล้อมอยู่เต็มไปหมด เหมือนจะเป็นคนที่ชื่นชอบธรรมชาติ แต่กลับไม่นำดอกไม้มาประดับเพิ่มความสวยงาม ในความคิดฉันถ้ามีดอกไม้มาเพิ่มสีสันด้วยก็คงดีไม่น้อย
“บ้านนี้อาซานอยู่กับน้องชายฝาแฝดอีกสองคน ก็คืออาซีนกับอาแซ้งค์เดี๋ยวอีกสักพักเธอก็จะได้เจอ” เรย์วี่หันมาอธิบาย ขณะที่ฉันก็กำลังใช้สายตากวาดมองไปรอบๆ เพื่อสำรวจ
“สวัสดีค่ะ” ผู้หญิงวัยกลางคนที่สวมใส่ชุดพยาบาลเดินออกมาต้อนรับ พร้อมกับยกมือไหว้เราทั้งสอง เป็นเหตุให้ทั้งฉันและเรย์วี่รีบยกมือขึ้นไหว้อย่างรวดเร็ว
“นี่พี่กุ้งนางพยาบาลที่จะมาช่วยดูแลอาซานในช่วงแรก” ร่างบางข้างกายแนะนำผู้หญิงคนนั้นให้ฉันได้รู้จัก “ส่วนนี่ดีใจเพื่อนของเรย์ที่จะมาดูแลอาซานจนกว่าจะหายดีค่ะ ฝากพี่กุ้งนางถ่ายทอดวิชาให้เพื่อนเรย์ด้วยนะคะ”
“ได้เลยค่ะ” อีกฝ่ายรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ พร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนระคนเอ็นดูในคำพูดจาของเรย์วี่
“คุณหนูครับ อาหารพวกนี้จะตั้งโต๊ะเลยหรือว่าให้ผมเอาไปแช่ไว้ก่อนครับ” พี่ภูมิที่เพิ่งเดินตามเข้ามาเอ่ยถาม สองมือเต็มไปด้วยถุงพลาสติกพะรุงพะรังที่หอบหิ้วมา
“อาซานทานข้าวเช้าหรือยังคะ”
“ยังเลยค่ะ พี่เองก็เพิ่งจะมาถึงเมื่อไม่กี่นาทีนี้ กำลังจะไปเตรียมอาหารเช้าให้คุณซานคุณเรย์วี่ก็มาพอดี”
“งั้นเดี๋ยวพี่กุ้งนางกับดีใจขึ้นไปพาอาซานลงมาหน่อยนะคะ เดี๋ยวเรย์กับพี่ภูมิจะจัดโต๊ะคอย” เมื่อเพื่อนมอบหมายหน้าที่ให้แล้วฉันกับคุณพยาบาลจึงพากันเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสองของบ้าน
“พี่กุ้งนางไม่ได้นอนค้างที่นี่เหรอคะ” ฉันชวนคุยในระหว่างทาง เพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบเหงาจนเกินไป
“ไม่ค่ะ พวกเขาบอกให้พี่เดินทางไปกลับเอา ตอนเช้าพี่นั่งรถมาเองส่วนตอนเย็นคุณแซ้งค์จะเป็นคนขับรถไปส่งที่บ้าน”
พอได้ยินแล้ว สิ่งแรกที่คิดคือทำไมต้องยุ่งยากขนาดนั้นด้วยนะ…
“แล้วแบบนี้ถ้าคุณซานเกิดเป็นอะไรตอนดึกๆ ใครจะดูแลล่ะคะ” ต่อให้มีน้องชายฝาแฝดอยู่ด้วยก็เถอะ แต่มันจะไม่ดีกว่าเหรอถ้าหากว่ามีพยาบาลคอยอยู่ดูแลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง คนอื่นเวลาจ้างพยาบาลส่วนตัวเขาก็ทำกันแบบนั้นไม่ใช่เหรอ
“ก็คงต้องเรียกรถพยาบาลมารับตัวเอาน่ะค่ะ” พี่กุ้งนางหันมาตอบพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะยกมือขึ้นเคาะประตูสองสามครั้ง พร้อมขออนุญาตเจ้าของห้อง
“เข้ามา” เมื่อมีเสียงตอบรับจากบุคคลที่อยู่เบื้องหลังบานประตู พี่กุ้งนางจึงผลักเข้าไปด้านใน
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไป สิ่งแรกที่เห็นคือห้องนอนคุมโทนขาวดำไร้สีสันอื่นมาแต่งแต้มให้สดใส บนเตียงกว้างมีร่างสูงนั่งพิงพนักซึ่งฉันรับรู้ได้ว่าตนเองกำลังถูกมองจ้องอยู่ เพราะแสงสว่างภายในห้องมีเพียงน้อยนิด หนำซ้ำยังถูกบดบังด้วยโทนหม่นหมอง จึงทำให้ฉันไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน เมื่อเบนสายตามองไปอีกด้าน ก็พบกับไม้เท้าและวีลแชร์ตั้งอยู่ข้างกัน
“นี่เพื่อนของคุณเรย์วี่ค่ะ ชื่อดีใจ” พี่กุ้งนางกดเปิดสวิตช์ไฟใกล้กับขอบประตู พร้อมแนะนำฉันให้อีกฝ่ายได้รู้จัก
“สวัสดีค่ะ” เมื่อเห็นใบหน้าของเขาชัดเจนเต็มสองตา พลันเกิดอาการตะลึงงันไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบเรียกสติของตัวเองให้กลับมาโดยเร็ว
“ฉันอยากเข้าห้องน้ำ” เขามองจ้องฉันอยู่นานแล้วจึงเอ่ยพูด กระนั้นดวงตาคมก็ยังคงไม่ลดละไปไหน พานให้ฉันรู้สึกทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับเขาเลยด้วยซ้ำ
“เดี๋ยวดิฉันพาไปค่ะ” พี่กุ้งนางรีบกุลีกุจอจัดการ ทว่าก็ถูกเบรกกะทันหันจนต้องหยุดยืนอยู่กับที่
“ไม่ต้อง” มือหนายกขึ้นห้าม ฉันจึงจำต้องเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง “เธอ…พาฉันไป”
นิ้วเรียวยาวชี้ตรงมาทางฉันอย่างเจาะจง
“ฉันยังไม่มีความรู้เรื่องการดูแลผู้ป่วยมากนัก อาจจะทำให้คุณซานบาดเจ็บได้นะคะ” อย่างแรกเลยคือรูปร่างของเขาใหญ่กว่าฉันตั้งเยอะ เกิดทำพลาดนิดเดียวมีหวังได้ล้มไปกองอยู่กับพื้นทั้งคู่แน่ๆ หนักหน่อยก็อาจจะ…ลื่นในห้องน้ำ แล้วศีรษะไปฟาดกับอะไรเข้า
“แค่ช่วยพยุงฉันเข้าห้องน้ำมันยากขนาดนั้นเลยเหรอ” ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะเริ่มไม่พอใจ
“ก็ได้ค่ะ” ฉันตอบรับอย่างจำยอม พร้อมกับเดินเข้าไปใกล้เพื่อช่วยพยุงร่างสูงลงมาจากเตียง
ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาก็อย่าโทษฉันแล้วกัน…
มือบางจับยกท่อนแขนแกร่งขึ้นพาดไหล่ ซึ่งอีกฝ่ายก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
“หยิบไม้เท้าให้หน่อย” เมื่อได้รับคำสั่งดังนั้น ฉันจึงนำพาแขนสั้นๆ ของตัวเองยื่นไปหาไม้เท้าที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ทว่าก็ทุลักทุเลไม่น้อย เนื่องจากต้องแบกรับน้ำหนักตัวคุณซานไปด้วย
“นี่ค่ะ” ฉันยื่นส่งไม้เท้าให้แก่เขา มือหนารับไปถือไว้แล้วใช้มันเพื่อช่วยพยุงตัวอีกแรง
ท้ายที่สุดฉันก็สามารถพยุงเขาเข้ามาภายในห้องน้ำได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ลืมที่จะปิดประตูไว้ให้ด้วย ดูแล้วคุณซานคงใช้ไม้เท้าในการยืนทรงตัวได้ ดังนั้นฉันจึงเตรียมหมุนตัวหันหลัง เพื่อปล่อยให้เขาจัดการธุระส่วนตัวของตนเอง
ถึงเขาจะหน้าตาหล่อเหลาแค่ไหน แต่ฉันก็ไม่อยากมองตรงส่วนล่างของเขานักหรอก…
“ไม่ถอดกางเกงให้ฉันเหรอ”
“ต้องทำด้วยเหรอคะ” ค่อยๆ หันไปถามร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหน้าชักโครก พร้อมถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“แล้วอยากทำมั้ยล่ะ?” เขาจะรู้ตัวหรือเปล่า ว่ากำลังดูถูกฉันอยู่ “หึ…อย่าเพิ่งโกรธ ฉันก็แค่ถามเล่นๆ”
คุณซานแค่นเสียงหัวเราะอยู่ในลำคอ พร้อมทำท่าจะถอดกางเกงลงต่อหน้าฉัน และแน่นอนว่าฉันคงไม่ซื่อบื้อยืนดู จึงรีบหันหนีไปทางอื่น
“เสร็จแล้ว” นานนับหลายนาทีกว่าคุณซานจะเอ่ยประโยคนั้นออกมา พอหันกลับไปก็เห็นว่านอกจากจะจัดการธุระส่วนตัว เขายังล้างหน้าล้างตา และแปรงฟันเสร็จเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
“ระวังลื่นนะคะ” ตอนมามายังไง ตอนกลับฉันก็ปฏิบัติกับเขาอย่างนั้น
ทว่าคุณซานกลับพิงตัวเข้าหาฉันมากขึ้น จนเกรงว่าตนเองจะแบกรับน้ำหนักไม่ไหว จึงได้เอ่ยปากให้เขาระวังตัวโดยการค่อยๆ ก้าวเดิน
“กอดเอวฉันไว้ด้วยสิ ถ้าล้มลงไปเธอจะคว้าตัวฉันได้ทันเหรอ” ลมหายใจกลิ่นมิ้นต์เป่ารดข้างแก้ม พานให้ความรู้สึกวูบวาบก่อเกิดตรงจุดนั้น
เกิดมาจนอายุยี่สิบปีฉันยังไม่เคยใกล้ชิดผู้ชายคนไหนมากขนาดนี้มาก่อน แน่นอนล่ะว่าย่อมไม่คุ้นชิน
“พี่กุ้งนางคะ เข้ามาช่วยหน่อยค่ะ” และต่อให้ไม่เคยใกล้ชิดกับผู้ชาย ฉันก็ดูออกอยู่ดีว่าเขาน่ะร้ายกาจ
คิดเหรอว่าฉันจะหลงกลเขาได้โดยง่าย กับพี่กุ้งนางเขาเคยทำแบบนี้หรือเปล่าฉันไม่รู้ แต่อย่าได้มาทำกับฉันเชียว
ถึงค่าจ้างดูแลเขาจะแตะหลักหมื่น และมากกว่าเงินเดือนพาร์ทไทม์ของฉันหลายเท่า หนำซ้ำเขายังเป็นอาของเพื่อนสนิท แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่คุณซานคิดไม่ดีกับฉันล่ะก็…ได้วูบไปกองอยู่กับพื้นแน่ๆ ล่ะ
“กลัวหรือไง” ริมฝีปากหนาหยักลึกขยับถาม พร้อมกลั้วหัวเราะอย่างนึกขันในท่าทีของฉัน “เธอนี่แกล้งง่ายเหมือนกันนะ”
“มีอะไรเหรอคะ” พี่กุ้งนางเปิดประตูแล้วชะโงกหน้าเข้ามาถาม
“ไม่มีอะไร ก็แค่แกล้งเด็ก” คำอธิบายของเขายิ่งทำให้ใบหน้าฉันบึ้งตึงมากกว่าเดิม
เด็กอะไร ฉันบรรลุนิติภาวะแล้วไม่ใช่ผู้เยาว์สักหน่อย…
“ถ้าเรียบร้อยแล้วลงไปข้างล่างกันเถอะค่ะ คุณซานจะได้ทานข้าวและทานยา” กล่าวจบพี่กุ้งนางก็ทำท่าจะก้าวเข้ามาเพื่อช่วยพยุงคุณซานให้เดินออกไป
ทว่าร่างสูงกลับผละออกจากเราสองคน แล้วใช้ไม้เท้าพยุงนำพาตัวเองออกไปจากห้อง ท่ามกลางความงงงวยของฉัน และพี่กุ้งนาง
“เรย์วี่บอกว่าคุณซานเดินไม่ถนัด แล้วนั่นมันคืออะไรคะ” นี่เขาแกล้งฉันตั้งแต่เจอกันวันแรกเลยเหรอ แล้วต่อไปฉันจะเจอกับอะไรบ้างเนี่ย
“พี่ก็งงอยู่เหมือนกันค่ะ”
“ปกติคุณซานแกล้งพี่กุ้งนางบ้างหรือเปล่าคะ” อยากจะรู้เหมือนกันว่าคนอื่นจะโดนแบบฉันบ้างหรือเปล่า
“ไม่นะคะ ปกติคุณซานจะเป็นคนเงียบๆ ถ้าไม่เรียกใช้อะไร เราสองคนก็แทบไม่ได้คุยกันเลยค่ะ”
เงียบกับผีน่ะสิ แล้วที่ฉันเจอนี่คืออะไร? ได้รับสิทธิพิเศษอย่างนั้นเหรอ เรื่องนี้ต้องถึงหูเรย์วี่ ฉันจะแจ้ง!...