ตอนที่2 พวกญาติตัวดี
ณ บ้านตระกูลหยาน
หยานหรงกำลังนั่งแกว่งเท้าเล่นอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน แทะเคี้ยวน่องไก่หอมกรุ่นไปพลางอย่างเอร็ดอร่อย จังหวะเดียวกันแลเห็นเห่อซื่อกำลังอุ้มลูกน้อยเดินวนไปเวียนมาตรงหน้านับครั้งไม่ถ้วน นางจึงแผดเสียงดุคำรามใส่ด้วยความรำคาญทันที
“เดินอยู่นั่นแหละ ไม่มีก้นให้นั่งรึยังไง? ข้าเวียนหัวหมดแล้ว!”
“โถ่ พี่ใหญ่…”
เห่อซื่อน้ำตาคลอเบ้าแดงก่ำทั้งดวงตาคู่นั้น อดเอ่ยเสียงกังวลมิได้ว่า
“จวบจนตอนนี้แล้ว เจิ้นเจิ้นก็ยังไม่กลับมาสักที ข้าเป็นห่วงนางเหลือเกินพี่ใหญ่ มิใช่ว่านางไปประสบอุบัติเหตุอันใดที่ไหนกระมัง?”
“แล้วข้าจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ บางทีคงออกไปวิ่งเล่นอยู่ที่ไหนสักแห่งนั่นแหละ”
หยานหรงขานตอบส่งๆ กัดน่องไก่ในมืออีกคำโตโดยปราศจากท่าทีแยแสสิ้นเชิง
“ไม่น่าจะใช่หรอกพี่ เจิ้นเจิ้นใช่เด็กที่ชอบเที่ยวเล่นเสียที่ไหน?” พูดไปเห่อซื่อก็เริ่มวิตกจริตหนักใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ท้ายสุดตัดสินใจตรงปรี่เข้าไปในบ้าน กล่าวกับหญิงชราอีกคนที่กำลังนั่งสูบยาเส้นอย่างสบายใจ
“รบกวนท่านแม่ช่วยดูแลเนี่ยเนี่ยแทนข้าสักประเดี๋ยวได้หรือไม่? ข้าจำต้องออกไปตามหาเจิ้นเจิ้นเป็นการด่วน”
ฝ่ายหญิงชราไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ นั่งเคาะท่อยาสูบดูดพ่นด้วยท่าทีเฉื่อยชาเกียจคร้าน เปล่งแต่เสียงแหบแห้งแร้งน้ำใจว่า
“ข้าเคยบอกไปแล้วมิใช่รึ ชาตินี้ข้าจะดูแลเพียงหลานชายเท่านั้น ส่วนหลานสาวจะเอาไปทิ้งที่ไหนก็ไป แต่อย่านำมาเป็นภาระให้ข้า! เลิกทำตัวงี่เง่าแล้วไสหัวไปซะ!”
“แต่ท่านแม่! เจิ้นเจิ้นกับเนี่ยเนี่ยเองก็เป็นหลานแท้ๆของท่านเหมือนกัน! จะหน้าหรือหลังมือก็ล้วนแต่เป็นมือทั้งนั้นมิใช่รึ?!”
เห่อซื่อใช่ว่ามิทราบ ท่านย่าผู้นี้ติดนิสัยลำเอียงรักแต่หลานชายเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัวเธอที่ดันคลอดลูกสาวมาถึงสองครั้งสองคราติดกัน สิ่งนี้ยิ่งสร้างความไม่พอใจแก่หญิงชราเป็นทวีเท่า แต่ไหนเลยจะคาดคิดว่าอีกฝ่ายจะใจจืดใจดำได้ปานนี้ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าโรยรินเป็นสายๆ นางได้แต่กระชับกอดบุตรสาวคนเล็กในอ้อมแขนที่อายุเพิ่งจะย่างเข้าหกเดือนไว้แน่น ก่อนจะตัดสินใจเดินออกไปนอกลานบ้านอีกครา จังหวะที่กำลังหมายมั่นลุยเดี่ยวออกไปพร้อมทารกน้อย แต่ทันใดนั้นเอง นางก็พลันเห็นหยานเจิ้นเจิ้นเดินสวนกลับมาพอดี
“เจิ้นเจิ้น!!”
เห่อซื่อรีบวิ่งปรี่เข้าสวมกอดลูกสาวไว้แน่น
“ไยเพิ่งกลับมาเอาป่านนี้? รู้หรือไม่ว่าแม่เป็นห่วงเจ้าแทบขาดใจ!”
หยานเจิ้นเจิ้นเจาะลึกลงไปในห้วงความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมจนล่วงรู้ว่า หญิงวัยกลางคนเบื้องหน้าที่น้ำตานองหน้าอยู่นั้นหาใช่ใครที่ไหน นางคือท่านแม่ของตน ส่วนทารกน้อยในอ้อมกอดของนางที่พวงแก้มอวบอ้วนน่าหยิกคล้ายซาลาเปาลูกขาวๆคนนี้ก็คือ เนี่ยเนี่ย น้องสาวอันเป็นที่รักของตัวเอง
ท่านแม่เจ้าของร่างเดิมชื่อ เห่อซื่อ เป็นหญิงที่มีนิสัยอ่อนโยนแต่ก็อ่อนแอในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้กรรมทั้งหลายต้องตกมาอยู่กับนาง วันๆมีแต่ถูกทั้งป้าทั้งย่าไหนจะพี่สะใภ้ใหญ่รุมรังแกสารพัดอยู่เสมอ ซึ่งบุคลิกเจ้าของร่างเดิมอย่างหยานเจิ้นเจิ้นนั้นก็ถอดแบบมาจากผู้เป็นแม่ไม่มีผิด ด้วยนิสัยอ่อนโยนต่อให้ถูกกลั่นแกล้งกดหัวเพียงใดก็ยอมผู้อื่นไปหมด ย้อนกลับไปประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้า จู่ๆท่านพ่อเจ้าของร่างเดิมก็หายตัวไปในระหว่างการล่าสัตว์บนภูเขา เมื่อไร้คนคอยปกป้อง ทั้งสามแม่ลูกก็ยิ่งถูกกลั่นแกล้งรังแกหนักข้อไปกันใหญ่
แต่ที่น่าแปลกใจกว่าคือ เหตุไฉนทั้งที่เจ้าของร่างเดิมออกจะขี้ขลาดขนาดนี้แท้ๆ แต่ลมอะไรหอบให้นางยอมขึ้นภูเขาเพื่อไปตามหาพ่อตามลำพัง?
และวินาทีเดียวกัน ร่องรอยความโกรธก็พลันปะทุเดือดโฉบแล่นผ่านแววตาของนางในทันใด!
หยานเจิ้นเจิ้นเอื้อมมือขึ้นตบไหล่เห่อซื่ออย่างแผ่วเบาเชิงปลอบใจอย่าได้ห่วง นางย่างสามขุมตรงดิ่งเข้าไปยังลานบ้านโดยไม่พูดพล่ามใดๆ จนกระทั่งคู่ฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าแคร่ไม้ไผ่ เสาะพบว่าหยานหรงกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการแทะกินน่องไก่ชนิดที่ไม่สนใจการปรากฏตัวของนางด้วยซ้ำ
เห็นเช่นนั้นยิ่งเข้าทาง หยานเจิ้นเจิ้นถอดรองเท้าสกปรกข้างหนึ่งของตนฟาดปากหยานหรงสุดแรง! อีกฝ่ายที่ไม่ทันตั้งตัว เศษไก่เศษอาหารที่กำลังขบเคี้ยวอยู่ในปากพลอยกระเซ็นสาดพ่นพรวดฉับพลัน!
ทุกคนที่อยู่ในลานบ้านต่างตกตะลึงสุดขีดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น!
“ถุย! นังเปรตชั่ว! จะ-เจ้า…เจ้ากล้าดีเยี่ยงไรมาใช้รองเท้าตบปากข้า?!”
หยานหรงตื่นตัวโดยพลันพร้อมลุกขึ้นสองมือปิดกุมปากซีกซ้ายที่บวมเป่งจนเห็นได้ชัด แม้หนึ่งเสี้ยวในใจจะคงไว้ซึ่งความรู้สึกผิดบางอย่าง ทว่าส่วนใหญ่กลับเป็นความตะลึงงัน นางแทบไม่อยากเชื่อสายตาเลยว่า เด็กสาวขี้ขลาดอย่างหยานเจิ้นเจิ้นจะกล้าลงมือตบปากกันจริงๆ
มิหนำซ้ำยังใช้รองเท้าที่เพิ่งถอดสดๆร้อนๆด้วย!
หยานหรงเป็นลูกสาวของแม่เฒ่าซ่งกับอดีตสามีคนก่อน จนกระทั่งแม่เฒ่าซ่งได้แต่งงานใหม่กับตระกูลหยาน นางจึงหอบหยานหรงซึ่งเป็นลูกติดมาอยู่ด้วยอีกคน และเพราะเกรงว่าหยานหรงอาจถูกผู้อื่นรังแกดูถูกเอาได้ ตลอดที่ผ่านมา แม่เฒ่าซ่งจึงเลี้ยงดูตามใจลูกสาวคนนี้จนเสียคน สันดานนิสัยนับว่าหยิ่งผยองจองหองเป็นที่สุด กระทั่งพ่อเลี้ยงคนใหม่ยังไม่มีใส่ใจไว้หน้า และเป็นเพราะเหตุนี้เอง ทำให้หยานหรงที่อายุปาเข้าไปสามสิบกว่าแล้วแต่ก็ยังหาสามีไม่ได้เสียที
ตลอดสามสิบปีที่ใช้ชีวิตมา หยานหรงไม่เคยถูกผู้ใดกลั่นแกล้งหรือแตะต้องได้แม้แต่ปลายเล็บ แต่ในวันนี้กลับถูกนังหลานสาวอกตัญญูถอดรองเท้าตบปากต่อหน้าทุกคน! ความอัปยศอดสูครั้งนี้ไหนเลยจะกล้ำกลืนลง ชั่วจังหวะโทสะลุกโชนโฉบแล่น นางยกมือหมายมั่นหวังจะคว้าผมจิกหัวนังหยานเจิ้นเจิ้นตัวดีมาสั่งสอนให้รู้ดำรู้แดง ทว่ากลับล้มเหลวไม่เป็นท่า ถูกหยานเจิ้นเจิ้นประเคนรองเท้าเหม็นหึ่งฟาดปากไปด้วยความเร็วเกินจะมองทันอีกหนึ่งคำรบ ทำเอาปากทั้งสองฝั่งของนางบวมเป่งห้อเลือดสมดุลเท่ากันพอดี
“นังเด็กอกตัญญู! นังชาติชั่วเลี้ยงไม่เชื่อง!!”
ทันทีที่เห็นว่าหยานหรงถูกทำร้าย แม่เฒ่าซ่งก็แหกปากตะคอกด่ากราดไม่หยุดพร้อมวิ่งออกมาจากตัวบ้าน นางรีบหวดไม้เท้าที่ใช้ค้ำเดินเตรียมจะฟาดใส่หยานเจิ้นเจิ้นทันที พร้อมทั้งด่าทอสาปส่งไม่หยุด
“นังเด็กเนรคุณ! กล้าลงมือลงไม้กับป้าตัวเองได้เยี่ยงไร! เหตุที่แกสันดานเสียเยี่ยงนี้ล้วนเป็นเพราะแม่ของแกที่ไม่อบรมสั่งสอน ไม่มีปัญญาจะเลี้ยงดูแกให้เป็นผู้เป็นคนได้! ถึงกลายมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน…”
ปัง!
พูดยังไม่ทันจบ หยานเจิ้นเจิ้นก็คว้าน่องไก่ที่เหลือแต่กระดูกยัดเข้าปากแม่เฒ่าซ่ง และด้วยความแรงของมัน ส่งผลให้กระดูกไก่ชิ้นนั้นพุ่งพรวดกระทุ้งใส่ฟันหน้าของหญิงชราจนหักเป๊าะร่วงลงมาซี่หนึ่งทันที
“เก็บปากไว้แทะกระดูกเถอะ เห่าอยู่ได้น่ารำคาญ!”
พฤติกรรมที่แปรเปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือของหยานเจิ้นเจิ้นที่เพิ่งกลับมาจากนอกบ้าน ได้สร้างความตื่นตระหนกแก่ทุกคนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะกับเห่อซื่อผู้เป็นแม่ นางได้แต่ยืนอ้าปากค้างพูดไม่ออกอยู่ข้างลูกสาว ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นเบาๆด้วยความเป็นห่วง
“เจิ้นเจิ้น ลูก…ไม่สบายตรงไหนรึ?”
หยานหรงในตอนนี้ยังคงใจสั่นหวาดหวั่น แลเห็นสีหน้าเลือดเย็นของหยานเจิ้นเจิ้นที่ย้อนศรค้อนใส่กัน วินาทีนั้นนางรู้สึกเสียวสันหลังวูบวานสะท้านถึงทรวง ได้แต่ครุ่นคิดอยู่ในใจว่า นังเด็กเวรนี่ถูกวิญญาณชั่วร้ายบนภูเขาสิงสู่หรืออย่างไร?
หยานเจิ้นเจิ้นสาดสายตาเหี้ยมดุใส่หยานหรง นางกล่าวขึ้นพลันอย่างเย็นชาไร้อารมณ์ว่า
“เจ้าน่ะรับเงินจากพวกโจรป่าบนภูเขาเป็นจำนวนยี่สิบตำลึงเงิน เพื่อล่อลวงข้าขึ้นไปยังหุบเขาใช่หรือไม่?”
“อะไร??”
ต่อให้เห่อซื่อจะมีนิสัยอ่อนแอยอมคนเพียงใด แต่เมื่อได้ยินว่ามีคนคิดจะขายลูกสาวตนแก่คนอื่น มีแม่คนไหนจะทนนิ่งเฉยอยู่ได้? นางสาวเท้าก้าวฉับขึ้นหน้าออกโรงปกป้องหยานเจิ้นเจิ้นทันที อีกทั้งชี้หน้าด่ากราดใส่หยานหรงอย่างไม่ปราณี
“เจิ้นเจิ้นเป็นหลานสาวของเจ้า! ไฉนจึงกล้าทำตัวสารเลวต่ำทรามเช่นนี้? ไม่กลัวผลกรรมที่ก่อขึ้นบ้างรึ?!”
หยานหรงได้ยินดังนั้นจึงนึกในใจ นางตั้งใจจะด่าทอนังสองแม่ลูกคู่นี้กลับยกใหญ่ แต่หากเผลอปากสว่างพูดผิดไป มิเท่ากับเปิดโปงตัวเองหรอกรึ?
ถูกต้อง นางตั้งใจจะขายหยานเจิ้นเจิ้นแลกกับเงินยี่สิบตำลึงเงินจริงๆ เพราะช่วงนี้เกิดภัยแล้งระบาดหนัก พืชผลไม่มีออกดอกเจริญเติบโตใดๆ จนทุกคนต้องออกไปรับจ้างประกอบอาชีพอื่นเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพแทน แต่เพราะตัวนางถูกแม่เฒ่าซ่งเลี้ยงดูเอาใจมาตั้งแต่เด็ก พฤติกรรมการใช้จ่ายก็ฟุ่มเฟือยเกินตัว อีกทั้งยังขี้เกียจสันหลังยาวไม่คิดจะทำงานหนักให้เหนื่อย ยิ่งไปกว่านั้น หัวหน้าครอบครัวซึ่งเป็นเสาหลักก็หายสาบสูญไปทั้งคน กล่าวคือเวลานี้เงินแทบชักหน้าไม่ถึงหลัง แล้วเหตุใดนางต้องยอมให้สามแม่ลูกเป็นปลิงคอยดูดเลือดเนื้อ กินนอนใต้ชายคาโดยไม่เสียสักเหวินด้วยล่ะ?
นับว่าโชคยังดีที่หยานเจิ้นเจิ้นเกิดมาพร้อมหน้าตาสะสวยเป็นทุนเดิม ขายออกไปรอบนี้น่าจะช่วยให้หยานหรงมีกินมีใช้อย่างอู้ฟู่ได้อีกสักพัก หลังจากนั้นค่อยว่ากันใหม่
และต่อให้พ่อของหยานเจิ้นเจิ้นยังไม่ตายและกลับมา นางก็แค่อ้างไปว่า อีกฝ่ายหายตัวเข้าป่าไปอย่างไร้ร่องรอย เป็นตายอย่างไรไม่มีใครทราบ ถึงตอนนั้นเขาก็ตำหนินางมิได้อยู่ดี
แต่ใครจะคาดคิดเล่าว่า หยานเจิ้นเจิ้นกลับมาถึงบ้านได้อย่างปลอดภัยเช่นนี้ ซึ่งแน่นอนเมื่อเผชิญหน้ากับความจริงที่ถูกเปิดโปง หยานหรงย่อมต้องแก้ต่างพยายามบิดเบือนความจริง ตอบโต้พ่นน้ำลายเหยียดหยามใส่ว่า
“หึ! ใส่ร้ายว่าข้าขายเจ้าให้กับพวกโจรป่า แล้วไยถึงกลับมาได้อย่างปลอดภัยเช่นนี้ล่ะ?”
“นั่นสิ! ดูเอา แขนขาก็อยู่ครบดี จะโวยวายใส่ร้ายผู้อื่นทำซากอะไร!”
แม่เฒ่าซ่งที่พยายามใช้ผ้าเช็ดหน้าอุดเลือดในปากให้หยุดไหล กล่าวเสียงอู้อี้ว่า
“นี่ก็ดึกแล้ว รีบแยกย้ายไปเข้านอนเถอะ! ถ้าพรุ่งนี้พวกเจ้าตื่นสายขึ้นมาแล้วออกไปทำไร่ไม่ทัน ข้าไม่ปล่อยไว้แน่!!”
หยานเจิ้นเจิ้นเค้นหัวเราะเสียงเย็นดังก้องในลำคอ ผู้เป็นย่าเจ้าของร่างเดิมคนนี้ลำเอียงไม่มีขีดกำจัดโดยแท้ แต่อย่างไร นางเองก็ไม่คิดต่อความพูดอะไรมากเช่นกัน ก่อนจากลายังไม่ลืมหันไปหยิบน่องไก่ชิ้นโตในจานและหมั่นโถวอีกสี่ลูกบนแคร่ไม้ไผ่ แล้วดึงร่างเห่อซื่อผู้เป็นแม่กลับเข้าห้องโทรมๆของครอบครัวตน
“เดี๋ยวก่อน! กล้าดียังไงเอาไก่ไปหมดจานเช่นนี้?!”
หยานหรงร้องท้วง
หยานเจิ้นเจิ้นไม่มีแยแสกระทั่งเหลียวมองด้วยซ้ำ ส่งคำตอบเป็นน้ำเสียงเย็นชืดไร้เยื้อไย
“นี่มันไก่ย่างที่ซื้อมาด้วยเงินค่าตัวข้า หากข้าอยากจะกินหมดจานมันก็เรื่องของข้า”
หยานหรงโมโหจนควันแทบออกหู
“ไม่ว่าเงินพวกนี้จะมีที่มาเยี่ยงไร หากข้ายังกินไม่อิ่มใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์! แกไม่เห็นหัวป้าตัวเองบ้างเลยรึไง!?”
หยานเจิ้นเจิ้นหัวเราะคิกคักไม่มีสนใจใดๆอีก เดินเข้าห้องตัวเองแล้วเสียงปิดประตูจึงดังปัง! เศษฝุ่นเศษผงร่วงกราวลงมาจากเพดาน นับเป็นคำตอบชัดเจนต่อคำถามของหยานหรงแล้ว
หลานสาวคนนี้ไม่เห็นหัวคนเป็นป้าเลยแม้แต่น้อย! ไม่มีเลย!
“ท่านแม่!!!”
เมื่อทำอะไรไม่ได้ หยานหรงก็ไม่รอช้ารีบหันไปฟ้องแม่เฒ่าซ่งด้วยท่าทีเอาแต่ใจ
“นังเด็กเวรนั่นมันคิดจะต่อต้านพวกเราแล้ว! แม่ต้องทำอะไรสักอย่าง!!”
ทว่าแม่เฒ่าซ่งกลับไม่สนใจ เอาแต่จ้องเขม็งดุร้ายใส่หยานหรง ก่อนจะเปล่งเสียงเย็นชาเอ่ยถาม
“เรื่องที่นังเด็กนั่นพูดเป็นความจริงรึ? เจ้าเอามันไปแลกเงินกับพวกโจรป่าใช่หรือไม่?”
หยานหรงตีหน้าเศร้าเยี่ยงสาวน้อยกำลังจะร้องไห้
“ยามนี้เกิดภัยแล้งหนัก ผลผลิตช่วงนี้มีแต่จะแย่กับแย่ ข้าก็แค่พยายามคิดวิธีหาเงินใหม่ๆดูเท่านั้น เผื่อว่าเงินก้อนนี้จะพอนำมาจุนเจือครอบครัว…”
เพี้ยะ!
หยานหรงไม่ทันกล่าวจบดี กลับถูกแม่เฒ่าซ่งโบกท่อยาสูบตบหน้าสั่งสอนไปหนึ่งที ปรากฏรอยเส้นสีแดงเห่อร้อนทาบบนแก้ม
“โง่! เจ้านี่ช่างไร้หัวคิดไม่มีสมอง! โชคร้ายจริงๆที่มีลูกไม่เอาถ่านอย่างเจ้า!!”
“ท่านแม่!!”
หยานหรงเริ่มกรีดร้องโวยวายเสียงดัง
“นี่ข้าเป็นลูกสาวแท้ๆที่เกิดจากท้องท่านนะ! จะมาตำหนิข้าแล้วให้ท้ายนังเด็กสวะนอกคอกอย่างมันได้เยี่ยงไร?!”
พ่อของหยานเจิ้นเจิ้นมีชื่อว่าหยานจวง เป็นลูกติดของสามีแม่เฒ่าซ่ง กล่าวคือเด็กคนนี้ไม่มีสายเลือดทางใดข้องเกี่ยวกับนางเลยแม้แต่น้อย ย้อนกลับไปในอดีตตอนที่สามีนางเสียชีวิตใหม่ๆ เพราะเห็นแก่ที่หยานจ้วงเป็นชายร่างกายแข็งแรงกำยำ เห็นว่ายังพอมีประโยชน์ นางจึงยอมให้อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไป
ทว่าปัจจุบันหยานจ้วงได้หายสาบสูญไปแล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่นางจะต้องเลี้ยงดูลูกเมียของเขาอีกต่อไปเช่นกัน
แม่เฒ่าซ่งมองค้อนใส่หยานหรงด้วยสายตาเหยียดหยัน พร้อมเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“เจ้ายังมีหน้ามาว่าข้าอีกรึ? เด็กสาวที่ทั้งงดงามและยังอ่อนวัยเช่นนี้นับเป็นสินค้าชั้นยอด แต่เจ้ากลับโง่ไปขายให้โจรป่าในราคายี่สิบตำลึงเงิน? เจ้ารู้หรือไม่ว่า เช้าวันนี้แม่สื่อเจาหม่าเพิ่งจะเสนอจับคู่ให้นางแต่งงานกับบุตรชายเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเมฆาคราม! ฝ่ายนั้นมอบค่าสินสอดให้ถึงห้าสิบตำลึงเงินเชียว! บุญแค่ไหนแล้วที่นางหนีรอดกลับมาได้ มิเช่นนั้น คงถูกพวกโจรภูเขาพรากพรหมจรรย์ไปจนเสียราคาหมด!!”
ทันทีที่ตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วนังสวะหยานเจิ้นเจิ้นมีค่าเพียงใด หยานหรงกลับยิ่งรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป ได้แต่ก้มหน้าสงบปากสงบคำไม่กล้าพูดอะไรอีกเลย
ท่ามกลางแสงเทียนสลัวยามนี้ ใบหน้าดุร้ายที่แม่เฒ่าซ่งแสดงออกมาก็ยิ่งเพิ่มพูนความชั่วร้ายน่าสะพรึงขึ้นเป็นเท่าทวี!
ตอนที่3 หม้อทองใบแรก (1)
ภายในห้องของครอบครัว หยานเจิ้นเจิ้นส่งหมั่นโถวลูกหนึ่งให้เห่อซื่อ น้ำเสียงจากที่เคยขับสู้แกร่งกร้าวเย็นชาเมื่อครู่ได้อันตรธานหมดสิ้น คงเหลือเพียงความอ่อนโยนและรักใคร่ว่า
“ท่านแม่ คงหิวมากเลยกระมัง รีบกินหมั่นโถวกับไก่ย่างก่อนเถิด”
นับตั้งแต่วันนั้นที่สามีของนางหายสาบสูญไป เห่อซื่อก็ไม่เคยได้รับประทานอาหารดีๆหรือข้าวที่หุงร้อนๆในบ้านหลังนี้อีกเลย เห็นหมั่นโถวสะอาดสีขาวลูกโตสะอาดตรงหน้า นางอดกลืนน้ำลายกระเดือกลงคอด้วยความหิวโหยมิได้ แต่สุดท้ายยังคงยืนกรานปฏิเสธ ผลักไสส่งกลับให้หยานเจิ้นเจิ้น
“แม่ยังไม่หิวเท่าไหร่ ลูกนั่นแหละที่ยังไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งแต่เช้า รีบๆกินก่อนเถอะ”
ในชีวิตก่อนหน้า ณ ยุควันสิ้นโลก หยานเจิ้นเจิ้นสูญเสียทั้งพ่อทั้งแม่ไปตั้งแต่ยังเล็ก ความรักใคร่ห่วงใยจากผู้เป็นมารดาเช่นนี้ นานเท่าไหร่แล้วที่มิได้สัมผัส? นางพลันรู้สึกคัดจมูกแดงระเรื่อขึ้น น้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อยด้วยความซาบซึ้งเจียนจะร้องไห้ แต่ยังคงยิ้มสู้ขานรับกลับไป
“ทั้งหมั่นโถวทั้งไก่ย่างมีตั้งมากมาย งั้นเรามากินด้วยกันเถิด ถ้าไม่พอจริงๆ เดี๋ยวข้าจะไปเอาจากครัวมาเพิ่ม”
จังหวะเดียวกัน ดวงตาคู่สวยของหยานเจิ้นเจิ้นค่อยๆเลื่อนมองไปทางทารกตัวน้อยในอ้อมแขนของเห่อซื่อ แลเห็นดวงตากลมโตเปล่งประกายสดใสประดุจองุ่นแวววับสองลูก ไหนจะผิวพรรณขาวนวลดั่งน้ำนมอีก เสียอย่างเดียวคือร่างกายที่ซูบผอมเกินไปหน่อย เอื้อมมือออกไปสัมผัสฝ่ามืออวบๆของน้องสาวตัวน้อยด้วยความเอ็นดู ทว่าทันใดนั้นเอง นางก็บังเอิญสังเกตเห็นปานรูปพระจันทร์เสี้ยวที่หลังมือของทารกน้อย เห็นเช่นนี้หยานเจิ้นเจิ้นถึงกับชะงักอึ้งเล็กน้อย
ในชีวิตก่อนหน้า หยานเจิ้นเจิ้นเคยเก็บแมวสีขาวตัวหนึ่งมาเลี้ยงซึ่งมีชื่อว่า ‘เจ้าเกี๊ยวขาว’ จุดเด่นของมันก็คือรอยปานรูปพระจันทร์เสี้ยวที่อุ้งเท้าขวาเหมือนกับทารกน้อยตรงหน้าไม่มีผิด แต่น่าเสียดายที่ครึ่งปีก่อน เจ้าเกี๊ยวขาวกลับหายตัวไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งพูดกันตามตรง การหายตัวไปในยุควันสิ้นโลกที่มีแต่ซอมบี้กับพวกคนโฉดชั่วเช่นนั้น จุดจบจะเป็นเยี่ยงไรก็รู้กันอยู่และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไหร่นัก เพราะถ้าไม่ถูกซอมบี้รุมทึ้ง ก็คงถูกพวกมนุษย์จับไปต้มกินเพื่อประทังชีวิต อย่างไรก็เถอะ แม้นางจะตระหนักดีถึงสัจธรรมนี้ แต่สัตว์เลี้ยงที่เป็นดั่งเพื่อนและสหายร่วมรบหายไปทั้งตัว ใครเล่าจะไม่รู้สึกเศร้าโศก แต่เดี๋ยวก่อนนะ ตอนนี้น้องสาวของนางอายุย่างเข้าหกเดือนพอดีเหมือนกันมิใช่รึ? นี่หรือว่า…
หยานเจิ้นเจิ้นอุ้มทารกน้อยชูขึ้นกลางอากาศคล้ายจะเล่นเป็นเครื่องบิน สร้างความสนุกสนานให้แก่เจ้าตัวน้อย ด้วยความอาลัยคิดถึงแมวตัวโปรดนั่นเอง ทำให้นางเผลอเรียกขานน้ำเสียงอ่อนนุ่มโดยมิตั้งใจ
“ถ้าเจ้าคือเจ้าเกี๊ยวขาวกลับชาติมาเกิดก็คงดี…”
เสมือนว่าทารกน้อยเข้าใจถึงสิ่งที่หยานเจิ้นเจิ้นกำลังพูด เนี่ยเนี่ยกระพริบดวงตาใสปริบๆพร้อมกับยิ้มร่าอย่างใสซื่อแทนคำตอบรับ หยานเจิ้นเจิ้นจุมพิตประทับกลางหน้าผากน้องสาวด้วยความอ่อนโยน ในภายภาคหน้ายังมีเวลาเหลืออีกมากมาย และนางเองก็ตระหนักดีว่า หน้าที่หลักของตน ณ ปัจจุบันคือการสั่งสอนอบรมและปกป้องน้องสาวผู้นี้ให้เติบโตขึ้นมาอย่างปลอดภัยแข็งแรง
“เจิ้นเจิ้น? เจิ้นเจิ้นลูก?”
เห่อชื่อสะกิดแขนบุตรสาวอยู่หลายต่อหลายครั้ง คิ้วขมวดถักเป็นรอยย่นเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง
“ลูกเป็นอะไรไปรึ? กำลังคิดอะไรอยู่?”
หยานเจิ้นเจิ้นได้สติจึงแสร้งอ้าปากหาววอดแล้วตอบว่า
“แค่ง่วงนิดหน่อยก็เลยเหม่อๆน่ะ”
สำหรับลูกสาวคนนี้ ผู้เป็นแม่ไม่เคยกังขาสงสัยในคำพูดคำจา จึงลูบหัวหยานเจิ้นเจิ้นแผ่วเบาพร้อมขานตอบกลับไป
“ถ้าง่วงก็รีบเข้านอนเถิด”
เมื่อเห่อซื่อจัดแจงปูที่นอนเสร็จ หยานเจิ้นเจิ้นพยักหน้าอย่างเชื่อฟังพร้อมล้มตัวลงนอนว่องไว จนกระทั่งถึงกลางดึกสงัด เมื่อเห่อซื่อกับเนี่ยเนี่ยน้องสาวนอนหลับปุ๋ยไปแล้ว นางจึงเสาะโอกาสเข้าสู่ห้วงมิติอีกครั้ง
ผลไม้ในแปลงเพิ่งงอกสดๆใหม่ๆ ภายใต้ฤทธิ์ความมหัศจรรย์ของน้ำพุวิญญาณ ส่งผลให้พวกมันโตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยเฉพาะดอกบัวมุกที่ส่งกลิ่นหอมหวานพัดโชยไปทั่วสวนไร่ หยานเจิ้นเจิ้นครุ่นพินิจอยู่นานว่า จะนำผลผลิตชุดนี้ไปเล่นแร่แปรธาตุเยี่ยงไรดี จึงจะสามารถทำกำไรก้อนแรกได้มากๆ?
หากพูดถึงบัวมุกก็ต้องนึกถึงขนมหวานเป็นอย่างแรก ปิงเฟิ่น (วุ้นเย็นสไตล์เสฉวน) ดูจะเข้าท่าที่สุด! โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนเยี่ยงนี้แล้ว ขนมเย็นย่อมตอบโจทย์เป็นอย่างดี
นึกขึ้นได้เช่นนั้น นางจึงเริ่มลงมือไม่รีรอ
ขั้นแรก หยานเจิ้นเจิ้นนำบัวมุกที่เก็บเกี่ยวได้มาล้างให้สะอาด พร้อมกับหยิบเส้นบุกที่เป็นเสบียงอาหารฉุกเฉินเพียงไม่กี่ชิ้นที่ปลดล็อกได้ตั้งแต่เริ่มมาแช่น้ำให้บวมนุ่ม ถัดมาจึงเลือกแตงโมลูกสวยอวบอิ่มมาผ่าแกะเมล็ดพร้อมตัดเป็นชิ้นเต๋าพอดีคำน่ารับประทาน เมื่อถึงคราวจัดเรียง จึงวางเส้นบุกนุ่มนิ่มลงในถ้วยพร้อมด้วยบัวมุกกับชิ้นแตงโม โรยหน้าด้วยถั่วลิสงบดกับผงน้ำตาลทรายแดงลงไป เท่านี้ก็สามารถเนรมิตปิงเฟิ่นที่มีรสหวานละมุนและสดชื่นขึ้นได้แล้ว หยานเจิ้นเจิ้นลองชิมคำหนึ่งแล้วจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ตลอดค่ำคืนนั้น นางลงมือทำเพิ่มอีกหลายสิบถ้วย และเพราะมัวแต่ปรุงขนมหวานออกมาขาย รู้สึกตัวอีกทีก็รุ่งเช้าของอีกวันเสียแล้ว เมื่อออกจากห้วงมิติจึงพบว่า เห่อซื่อกับเนี่ยเนี่ยน้องสาวยังคงหลับสนิทฝันดีอยู่ เช่นนั้น นางจึงย่องออกจากบ้านพร้อมกับถาดใส่ปิงเฟิ่นอีกหลายสิบถ้วย
ตลาดช่วงเช้าบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักมีชีวิตชีวา ทั้งคนซื้อและพ่อค้าขายของมากหน้าหลายตาต่างเดินกันขวักไขว่ไม่ขาดสาย หยานเจิ้นเจิ้นเสาะหาทำเลที่ว่างเหมาะๆแถวนั้นตั้งถาดจัดเรียงปิงเฟิ่นอย่างว่องไว กระแอมไอปรับเขย่ากระเดือกอยู่สองสามที แล้วจึงเริ่มตะโกนเสียงหวานฉ่ำตามแบบฉบับสาวน้อยขายของในทันใด
“ปิงเฟิ่นจ้า ปิงเฟิ่นเย็นๆสดชื่น…”
เสียงตะโกนสดใสรื่นหูของนางสามารถชักนำดึงดูดความสนใจของใครหลายคนที่สัญจรบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี แต่กลับไม่มีใครสักคนที่กล้าเข้ามาซื้อจริงๆ จะมีก็เพียงเสียงกระซิบกระซาบเบาๆว่า
“ปิงเฟิ่นคืออันใด? กินได้จริงๆกระมัง?”
“ข้าก็มิทราบ ชื่อนี้ไหนเลยไม่เคยคุ้นหูมาก่อน ดูเข้าสิ บอกว่าเย็นๆสดชื่นแต่กลับไม่มีน้ำแข็งแม้สักก้อน?”
“นั่นสิ มีแต่ผงถั่วกับผงน้ำตายทรายแดง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเส้นบะหมี่ในนั้นด้วย สิ่งนี้ยังเรียกว่าของหวานอยู่หรือไม่?”
ฟังจากบทสนทนาของผู้คนที่เดินขวักไขว่ผ่านไปมา หยานเจิ้นเจิ้นเริ่มตระหนักได้ทันทีว่า ผู้คนในยุคสมัยนี้กลับไม่รู้จักขนมหวานที่ชื่อปิงเฟิ่นมาก่อน
“แม่หนูเอ๊ย เจ้าสิ่งที่กำลังขายอยู่นั่นมันเรียกว่าอะไร? ปิงเฟิ่นรึ?”
ชายชราอีกคนที่ตั้งแผงขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ข้างเคียงกันถึงกับหลุดหัวเราะ เห็นเส้นบุกหนุบหนับในชามขนมที่ดูไม่เข้ากันแม้สักนิด เจ้าตัวจึงอาสาจับตะเกียบคีบเส้นบะหมี่แป้งที่กำลังต้มอยู่ในหม้อขึ้นแสดง แล้วกล่าวกับหยานเจิ้นเจิ้นว่า
“แม่หนู ดูนี่ ดูนี่ เส้นบะหมี่ที่ดีจะต้องมีสีขาวและเรียวเล็ก หาใช่เส้นหมี่อย่างของเจ้าที่สีเข้มดูไม่น่ารับประทาน แล้วคิดเยี่ยงไรถึงได้นำเส้นบะหมี่ไปใส่กับแตงโมและบัวมุก? ดูยังไงก็หาเข้ากันสักนิดไม่! ไม่ไหว ไม่ไหว…”