ตอนที่1 การเกิดใหม่
ท่ามกลางรัตติกาลสีเย็นแสนเงียบสงัด สายลมพัดโชยโรยราบนทุ่งหญ้าส่ายไสว สาวน้อยนางหนึ่งจากที่เคยหลับตาข่มสนิทยามนี้เบิกโตขึ้นฉับพลัน นัยน์ตาประดุจน้ำหมึกสีดำสนิทฉายประกายไอเย็นเยี่ยงนักฆ่า ท่อนมือเรียวบางคล้ายกิ่งไม้แห้งที่ดูยังไงก็ทั้งอ่อนแอและไร้พลัง มันกลับเคลื่อนไหวลงมือด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ นางพุ่งจับศีรษะของชายเถื่อนร่างใหญ่เบื้องหน้าหวังใช้เป็นศูนย์ถ่วง ร่างอรชรเล็กจิ๋วตีลังกาหนึ่งตลบขึ้นขี่พร้อมบิดหัวทิ้งเสียงกระดูกลั่นแตกดังกร๊อบ!
ภายในเสี้ยวอึดใจขณะ ชายเถื่อนร่างใหญ่สิ้นใจตายทันที!
หยานเจิ้นเจิ้นถีบร่างไร้วิญญาณที่ล้มทับบนตัวนางออกไป ก่อนจะลุกขึ้นจัดระเบียบร่างกายและเสื้อผ้า หนึ่งปราดสายตากวาดสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบที่สุดแสนจะไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย ที่นี่ไม่มีทั้งฝูงซอมบี้นับพันหมื่น ปราศจากเสียงฉีดกระชากของเนื้อหนังและการฆ่าฟัน ไร้ซึ่งร่องรอยความโกลาหลโหดร้ายใดๆ
ที่นี่…ที่ไหนกันนะ?
หยานเจิ้นเจิ้นลูบศีรษะตัวเองเจือผสมแววความมึนงงกว่าหลายส่วน อีกทั้งร่างกายของเธอก็ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ปลอดภัยดี สิ่งนี้ยิ่งทำให้เธอประหลาดใจหนักเข้าไปใหญ่
ในช่วงค.ศ.xxxx ภายหลังจากมหันตภัยการระบาดใหญ่ของเชื้อซอมบี้ครั้งที่ 108 ส่งผลให้ระบบรัฐบาลโลกล่มสลายไปอย่างสมบูรณ์ ชัยชนะตกอยู่ในกำมือของเหล่าซอมบี้และเข้าสู่โลกโลกาวินาศที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ ในวันนี้ระหว่างที่เธอเดินทางออกไปหาเสบียง แต่ดันพลาดท่าถูกฝูงซอมบี้โจมตีและโดนรุมกินโต๊ะชนิดตายทั้งเป็น แต่ประเด็นชวนคิดคือ เพราะเหตุใดเธอถึงยังไม่แปรสภาพกลายเป็นซอมบี้เหมือนคนอื่น? มิหนำซ้ำยังโผล่มาที่ไหนก็ไม่รู้ในสภาพร่างกายที่สมบูรณ์พร้อมอีกด้วย?
หนึ่งชั่วขณะฉุกคิด ธารน้ำแห่งความทรงจำนับไม่ถ้วนพลันไหลทะลักแล่นสู่สมองของเธอ
ภายหลังใช้เวลาสักครู่ใหญ่เพื่อทำความเข้าใจและปะติดปะต่อเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมด เธอจึงรู้แจ้งในท้ายที่สุด ปรากฏว่าตนเองได้ทะลุมิติมาเกิดใหม่อีกครั้ง
เจ้าของร่างเดิมที่เธอใช้อาศัยอยู่ ณ ปัจจุบันเป็นสาวน้อยจากครอบครัวชาวนาตระกูลหนึ่งในจักรวรรดิลั่วอันยิ่งใหญ่ อีกทั้งชื่อของสาวน้อยนางนี้ยังเหมือนกับเธอพอดี
เหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้คือช่วงที่เจ้าของร่างเดิมกำลังออกเดินทางตามหาพ่อที่หายตัวไปอย่างลึกลับกว่าครึ่งเดือนแล้ว ทว่าดันถูกโจรภูเขาพบตัวเข้า ขณะวิ่งหนีตายเพราะความตื่นตระหนกเสียขวัญนั่นเองเลยไม่ทันระวัง สะดุดพื้นล้มหัวกระแทกพื้นตายคาที่ และนั่นเป็นจังหวะที่วิญญาณของหยานเจิ้นเจิ้นคนนี้ได้เข้ามาสิงร่างใช้งานแทน
“จับตัวได้รึยัง? อย่าบอกนะว่าเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนเดียว เจ้าจะดันโง่ปล่อยให้หลุดมือไปได้น่ะ?”
ชายเถื่อนร่างกำยำใหญ่อีกคนเดินถือกระบองเข้ามาพร้อมกับเสียงพูดเยาะเย้ยถากถาง แต่เมื่อเข้ามาใกล้ๆพลันค้นพบว่า เพื่อนโจรคนนั้นที่คุยด้วยเมื่อครู่ดันนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นไม่คิดจะขยับเขยื้อนด้วยซ้ำ เจ้าตัวถึงกับเลือดขึ้นหน้า ตะโกนด่าเสียงดังหวังปลุกให้ตื่นโดยหารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายได้กลายเป็นศพนานแล้ว
“บัดซบ! ก็ว่าทำไมหายไปนาน! ที่แท้ก็มานอนอยู่ตรงนี้นี่เอง!”
ชายเถื่อนคนนั้นร้องสบถดุด้วยความไม่พอใจอยู่หลายถ้อยคำ ทำเอาหยานเจิ้นเจิ้นชักรำคาญหนวกหูขึ้นมา จึงสวนน้ำเสียงเย็นยะเยือกขัดจังหวะไปว่า
“คนมันก็ตายไปแล้ว ยังจะด่าศพอีกเพื่อ?”
“ตายไปแล้ว? ตาย…ตายได้ยังไง?”
หยานเจิ้นเจิ้นเลิกคิ้วข้างหนึ่งมองเหยียดใส่ ก่อนจะเลื่อนมองไปทางศพของเพื่อนมันที่นอนคอหักตายอยู่บนพื้น หนึ่งความคิดผุดขึ้นในหัวของนาง ก็สมแล้วที่เป็นโจรภูเขาดูโง่ดีจริงๆ
“ที่นี่มีเราแค่สองคน ถ้าไม่ใช่ข้าแล้วใครฆ่าล่ะ?”
โจรภูเขาคนนั้นถลึงตาโตจ้องจับหยานเจิ้นเจิ้นยกใหญ่ ดวงตาของมันเปล่งประกายฉายแววโลภในทันทีทันใด แม้เสื้อผ้าและสภาพนางยามนี้จะทั้งมอมแมมผมเผ้ายุ่งเหยิงสกปรก แต่ก็ไม่สามารถปิดซ่อนเรือนร่างอันโดดเด่นของสาวน้อยได้เลย ทั้งสัดส่วนบอบบางดูน่ารับประทาน เอวคอดเพรียวกำลังโอบกอดพอดีมือ ไหนจะใบหน้าสะสวยนั่นอีก! รับทราบเช่นนั้น เขาถึงกับระเบิดหัวเราะร่าอย่างสนุกสนาน ส่ายหน้าราวกับไม่เชื่อคำพูดกันแม้แต่น้อย
“แม่สาวน้อย อย่าล้อเล่นไปหน่อยเลย ตัวแค่นี้จะไปฆ่าคนได้ยังไงกัน? ชีวิตนี้กล้าจับมีดหรือไม่ก็ยังไม่รู้!”
“ไม่เชื่อ?”
ในยุควันสิ้นโลก สิ่งที่เรียกว่ากฎหมายรวมไปถึงกฎระเบียบบ้านเมืองอะไรนั่นได้ล่มสลายไปพร้อมกับโลกในอดีตโดยสิ้นแล้ว เสมือนธรรมชาติจัดสรรให้โลกใบนี้กลับสู่ยุคที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจะมีชีวิตรอด ส่วนผู้อ่อนแอก็แค่เหยื่ออันไร้ค่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา หยานเจิ้นเจิ้นต้องเผชิญกับทั้งภัยคุกคามจากฝูงซอมบี้ พืชกลายพันธุ์ ไหนจะมนุษย์ด้วยกันที่ไล่เข่นฆ่าเพื่อแย่งชิงทรัพยากรเอาชีวิตรอด กล่าวคือ การฆ่าคนจึงกลายเป็นเรื่องปกติ
ทว่าอย่างไร คำถามเมื่อสักครู่ของโจรภูเขากลับทำให้เธอต้องแปลกใจ!
เพราะในความคิดของนาง การที่บอกว่า ตัวแค่นี้จะไปฆ่าคนได้ยังไงกัน มันควรเปลี่ยนเป็น ตัวโตเท่านี้แล้วยังฆ่าคนไม่เป็นอีกเหรอมากกว่า!
แลมองสีหน้าที่แสนเย็นชาและจริงจังของสาวน้อยเบื้องหน้า แววตาของโจรภูเขาดำทมิฬมืดมิด เสี้ยวขณะอึดใจมิให้ตั้งตัว มันเคลื่อนไหวฉับพลันพุ่งถลาเข้าใส่นางหวังนำตัวมาขืนใจให้สาสม ทว่ากลับโดนอีกฝ่ายสกัดขาถีบย้ำจนล้มตึง หยานเจิ้นเจิ้นไม่มีรอช้าคว้ากระบองหนักฉกชิงจากมืออีกฝ่ายอย่างว่องไว พร้อมหวดฟาดกระหน่ำศีรษะของมันนับครั้งไม่ถ้วนจนกระทั่งโจรภูเขาแน่นนิ่งไปในที่สุด
ปัก! ปัก! ปัก!ๆๆ...
ยามใดคิดจะลงมือต้องเอาให้ตาย นี่ถือเป็นหนึ่งในกฎการเอาชีวิตรอดพื้นฐานของยุควันสิ้นโลก
เพื่อยืนยันว่าโจรภูเขาตรงหน้าตายสนิทแล้วจริงๆ หยานเจิ้นเจิ้นซัดกระหน่ำชนิดไม่มีพักหายใจจนกระโหลกศีรษะของอีกฝ่ายถูกตีจนบิดเบี้ยวผิดรูปมนุษย์มนา น้ำเลือดสีแดงฉูดฉาดผสมผสานกับเนื้อสมองที่ไหลออกมากลายเป็นแอ่งขนาดใหญ่ เศษเลือดเศษชิ้นเนื้อบางส่วนกระเซ็นสาดเลอะใบหน้าหยานเจิ้นเจิ้นทำให้นางในตอนนี้ดูน่าสยองอย่างบอกไม่ถูก
นางใช้มือปาดเช็ดคราบที่ว่าออกไปเบาๆสักที ก่อนจะเริ่มเคลื่อนย้ายศพทั้งสองลากไปทิ้งลงหน้าผาตามระเบียบ
หลังจากนั้น หยานเจิ้นเจิ้นได้ริเริ่มสำรวจร่างกายตัวเองอีกครั้ง หลับตาลงเพื่อเพ่งจิตรวมสมาธิภายใต้ความสงบ และทันทีที่ลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางพลันค้นพบว่า ตนเองได้เคลื่อนย้ายมาอยู่ในห้วงมิติพื้นที่ที่ทัศนียภาพเบื้องหน้าถูกปกคลุมเต็มไปด้วยม่านหมอกสีขาว ต่อหน้ามีประตูสีน้ำตาลอยู่บานหนึ่ง
วิเศษไปเลย! ห้วงมิติพื้นที่ส่วนตัวของข้ายังทะลุมิติมาพร้อมกัน!
หยานเจิ้นเจิ้นรู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างที่สุด ในชีวิตก่อนหน้านี้มีมนุษย์บางส่วนสามารถวิวัฒนาการตัวเองไปสู่อีกขั้นหนึ่งได้ หนึ่งในนั้นก็คือตัวนางที่สามารถปลุกพลังจิตและสร้างห้วงมิติส่วนตัวที่ใช้สำหรับหลบภัยได้ขึ้นมา อาศัยห้วงมิติแห่งนี้นี่เอง ส่งผลให้หยานเจิ้นเจิ้นสามารถเอาชีวิตรอดในยุควันสิ้นโลกได้นานถึง 7 ปีเต็มๆ!
หยานเจิ้นเจิ้นเปิดประตูเข้าไป ข้างในนั้นปรากฏเป็นห้องพักพิงขนาดย่อมไม่ถึงสิบตารางเมตรด้วยซ้ำ ทุกอย่างยังคงเหมือนกับชาติที่แล้วทุกประการ ประกอบไปด้วยเตียงขนาดหนึ่งคนนอนและชั้นวางอาหารฉุกเฉินอีกมากมาย ตัวอย่างเช่น ขนมปังกรอบอัดแท่ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เส้นบุก รวมไปถึงของใช้อื่นๆที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ตัวเธอโดยปกติมักจะชอบซ่อนตัวอยู่แต่ในห้องนี้ แต่เพราะชาติก่อนน้ำคือทรัพยากรที่สำคัญและหายากที่สุด อีกทั้งภายในนี้ก็ไม่มีน้ำให้ดื่มกินใดๆ เมื่อน้ำสำรองหมดจึงจำต้องบุกตะลุยออกไปหาด้านนอกแดนเถื่อน ส่งผลให้เธอพลาดท่าถูกฝูงซอมบี้ระบาดบุกโจมตีสายฟ้าแลบจนสิ้นใจตาย
หยานเจิ้นเจิ้นกวาดตามองสรรพสิ่งในห้องแห่งนี้ด้วยความอาลัยคิดถึง ทว่าทันใดนั้น บางเสียงคล้ายอิเล็กทรอนิกส์พลันดังก้องภายในหัวของนาง
[ยินดีต้อนรับสู่ห้วงมิติเอาชีวิตรอด กรุณารับของขวัญต้อนรับสำหรับมือใหม่]
ใครพูดน่ะ? หยานเจิ้นเจิ้นหันขวับตลอดซ้ายขวากวาดมองว่าเสียงใคร เพราะเท่าที่นางจำได้คือ ภายในห้วงมิติแห่งนี้ของตนปราศจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แม้สักชิ้นเดียว แล้วของขวัญต้อนรับสำหรับมือใหม่ที่ว่าคืออะไรอีก?
ระหว่างที่หยานเจิ้นเจิ้นครุ่นพินิจไปพลาง พลันมีซองอั่งเปาสีแดงร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าอย่างแช่มช้า ลอยล่องลงสู่ฝ่ามือของนาง
เมื่อแกะซองเปิดออก ปรากฏว่าด้านในมีบัตรลุ้นโชคแบบขูดอยู่หนึ่งใบ
เสียงอิเล็กทรอนิกส์ดังขึ้นอีกครั้ง [กรุณาขูดเพื่อสุ่มของขวัญต้อนรับสำหรับมือใหม่ของคุณ]
แม้แต่ของขวัญต้อนรับมือใหม่ยังเป็นระบบกล่องสุ่ม?
หยานเจิ้นเจิ้นมิได้คิดเยอะมากความ ใช้เล็บตัวเองขูดบัตรใบดังกล่าวทันที
เสียงอิเล็กทรอนิกส์ดังขึ้นอีกครั้ง [สุ่มสำเร็จ ของขวัญสำหรับมือใหม่ที่คุณได้รับ: ลานบ้านชาวไร่ 1 อัตรา, เมล็ดพันธุ์บัวมุก 1 อัตรา, เมล็ดพันธุ์แตงโม 1 อัตรา บ่อน้ำพุวิญญาณ 1 อัตรา]
ลานบ้านชาวไร่?
แล้ว..ลานบ้านชาวไร่ที่ว่าจะเอาไปตั้งตรงไหน?
ด้วยความสงสัยนั้นเอง หยานเจิ้นเจิ้นจึงลองหันย้อนกลับไปทางประตูอีกครั้งและเปิดออก พบปรากฏความเปลี่ยนแปลงอันน่าทึ่ง เมื่อห้องขนาดเล็กเท่ารูหนูที่แสนแออัดของตนได้กลายมาเป็นบ้านไม้หลังโตที่ทั้งกว้างขวางและสว่างไสว อุปกรณ์เครื่องใช้ครบครัน มีเตียง โต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวางของใหม่เอี่ยม และตู้ไม้เก็บของอีกหลายชุดตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ และเมื่อเดินผ่านประตูบานสีน้ำตาลออกมายิ่งต้องตกใจ พบว่าพื้นที่ด้านนอกที่เคยว่างเปล่า ในปัจจุบันมันได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นลานบ้านพร้อมแปลงนาขนาดกำลังน่ารักไปแล้ว
แม้โครงสร้างการตกแต่งทั้งหมดจะดูเป็นสมัยโบราณ แต่ด้วยเนื้อที่อันกว้างขวางและข้าวของที่ใหม่แกะกล่องหาใช่แบบเมื่อก่อน ที่ต้องคอยไล่เก็บของพังๆเหลือใช้จากข้างทาง ต่อให้มันเป็นแค่ลานบ้านชาวไร่อะไรก็เถอะ แต่สำหรับหยานเจิ้นเจิ้นแล้วนี่เปรียบดั่งคฤหาสน์!
ทว่าอย่างไร มีอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้นางประหลาดใจยิ่งยวดก็คือ ข้าวของและอาหารฉุกเฉินทั้งหมดบนชั้นวางได้แปรสภาพกลายเป็นเงาสีเทาหม่นโปร่งแสง พวกมันแต่ละชิ้นล้วนมีตัวเลขคล้ายราคากำกับไว้ชัดเจน จะเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับประเภทสิ่งของ
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน? ทำไมทรัพยากรต่างๆที่สะสมอยู่ในห้วงมิติถึงถูกจำกัดการเข้าถึงล่ะ?
หยานเจิ้นเจิ้นพยายามเร่งพลังจิตหวังใช้ควบคุมสิ่งของเหล่านั้นให้มาหา แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่กลับไม่เป็นผลใดๆ ท้ายสุดต้องตัดใจยอมแพ้ไป
จ้องมองพวกมันด้วยความอาลัยสุดแสน ทรัพยากรแต่ละชิ้นเธออุตส่าห์บุกตะลุยฆ่าล้างทั้งคนทั้งซอมบี้แทบตาย!
หยานเจิ้นเจิ้นเคลื่อนสายตาไปหยุดอยู่กับข้าวของเพียงไม่กี่ชิ้นที่ยังหลงเหลืออยู่บนชั้นวาง ใจดวงนี้ชอกช้ำระบมเหลือเกิน!
ต่อให้บอกว่าแลกมาด้วยบ้านหลังโตก็เถอะ แต่ต้องเสียทุกอย่างที่อุตส่าห์หามาทั้งชีวิตไปในคราเดียว ใครเล่าจะไม่เจ็บปวดใจ!
ที่สำคัญ สิ่งปลูกสร้างจะไปมีค่ากว่าอาหารและน้ำดื่มได้ยังไงกัน!
เวลาเดียวกันนั้น เสียงอิเล็กทรอนิกส์พลันดังกึกก้องขึ้นอีกหนึ่งคำรบ
[คุณจำเป็นจะต้องอัพเกรดพื้นที่ห้วงมิติเพื่อปลดล็อคสินค้าใหม่ๆ]
สีหน้าการแสดงออกของหยานเจิ้นเจิ้นเห็นก็ทราบว่ากำลังเดือดดาลโกรธแค้นปานใด เพราะสิ่งเหล่านั้นที่ถูกยึดไปล้วนต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อหยาดเลือดจากการประจันบานกับทั้งซอมบี้และกลุ่มคน พยายามมาตั้งขนาดนี้แล้วยังมีหน้ามาล็อคอีก? แต่ในเมื่อทุกอย่างมันเกิดขึ้นแล้ว นางทำได้เพียงยอมรับความเป็นจริงพร้อมกับใจที่เริ่มสงบลงอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ใช่ทักษะการปรับตัวในทุกสถานการณ์ที่น่าทึ่งของนาง มีหรือจะสามารถเอาชีวิตรอดมาจากวันสิ้นโลกได้นานขนาดนี้? นางเอ่ยถามระบบอย่างใจเย็น
“อ่าห๊ะ แล้วจะอัพเกรดพื้นที่ห้วงมิติยังไง?”
เสียงอิเล็กทรอนิกส์ขานตอบสั้นๆ [ใช้เงิน]
ในยุควันสิ้นโลก เงินหรือธนบัตรมันก็แค่เศษกระดาษไร้ค่า เหตุนั้นเองจึงไม่มีเหตุผลอันใดให้หยานเจิ้นเจิ้นต้องเก็บสะสมสิ่งเหล่านี้ไว้ พูดก็พูด ร่างเดิมที่สิงอยู่ตอนนี้ว่าจนแล้ว แต่ตัวนางนั้นยาจกเสียยิ่งกว่า…
นางกัดฟันทำใจสงบ ยิงคำถามต่อไป
“ถ้าไม่มีเงินล่ะ? จะให้ทำยังไง?”
เสียงอิเล็กทรอนิกส์ดังขึ้นอีกคราว [ก็ไปหาเงินสิ]
หยานเจิ้นเจิ้นพยักหน้ารับทราบแต่โดยดี นั่นสินะ ในโลกยุคที่ทุกอย่างยังคงสงบสุขแบบนี้ การหาเงินถือเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆของการใช้ชีวิต! นี่แหละวิถีทางอย่างที่ควรจะเป็น!
เลยผ่านลานกว้างบ้านไร่ออกมาสักเล็กน้อย นางจึงเสาะพบเข้ากับบ่อน้ำข้างกันซึ่งอยู่ไม่ห่างเท่าไหร่ พร้อมกันนั้นยังมีถุงเมล็ดพืชพันธุ์ต่างๆวางกองไว้อีก
ด้วยสัญชาตญาณ หยานเจิ้นเจิ้นจึงลองนำเมล็ดพันธุ์จำนวนหนึ่งสุ่มปลูกลงในแปลงดินและตักน้ำในบ่อน้ำพุรดลงไป ไม่นานหลังซึมลงดินก็บังเกิดผลลัพธ์และงอกทันทีด้วยความเร็วที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เป็นน้ำพุวิเศษจริงๆด้วย!!
หยานเจิ้นเจิ้นไม่รอช้ารีบตักอีกกระบวยขึ้นมาลองดื่มชิมดู เจ้าสิ่งนี้มีรสชาติหวานละมุนอ่อนๆชุ่มคอดี ภายหลังดื่มไปไม่กี่อึดใจ ทั้งรอยฟกช้ำตามเนื้อตัวและศีรษะที่แตกของนางพลันหายดีเป็นปลิดทิ้ง!
หยานเจิ้นเจิ้นถึงกับร้องอุทานในใจ ‘บ่อน้ำพุนี่มันสมบัติล้ำค่าชัดๆ! หลังจากนี้คงต้องเริ่มคิดแผนสร้างกำไรจากเจ้าสิ่งนี้แล้วล่ะ!’
ภายหลังหว่านเมล็ดพันธุ์เพาะปลูกเสร็จ หยานเจิ้นเจิ้นจึงออกมาจากห้วงมิติ แล้วเริ่มเดินทางกลับบ้านตามร่องรอยความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิม
ตอนที่2 พวกญาติตัวดี
ณ บ้านตระกูลหยาน
หยานหรงกำลังนั่งแกว่งเท้าเล่นอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน แทะเคี้ยวน่องไก่หอมกรุ่นไปพลางอย่างเอร็ดอร่อย จังหวะเดียวกันแลเห็นเห่อซื่อกำลังอุ้มลูกน้อยเดินวนไปเวียนมาตรงหน้านับครั้งไม่ถ้วน นางจึงแผดเสียงดุคำรามใส่ด้วยความรำคาญทันที
“เดินอยู่นั่นแหละ ไม่มีก้นให้นั่งรึยังไง? ข้าเวียนหัวหมดแล้ว!”
“โถ่ พี่ใหญ่…”
เห่อซื่อน้ำตาคลอเบ้าแดงก่ำทั้งดวงตาคู่นั้น อดเอ่ยเสียงกังวลมิได้ว่า
“จวบจนตอนนี้แล้ว เจิ้นเจิ้นก็ยังไม่กลับมาสักที ข้าเป็นห่วงนางเหลือเกินพี่ใหญ่ มิใช่ว่านางไปประสบอุบัติเหตุอันใดที่ไหนกระมัง?”
“แล้วข้าจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ บางทีคงออกไปวิ่งเล่นอยู่ที่ไหนสักแห่งนั่นแหละ”
หยานหรงขานตอบส่งๆ กัดน่องไก่ในมืออีกคำโตโดยปราศจากท่าทีแยแสสิ้นเชิง
“ไม่น่าจะใช่หรอกพี่ เจิ้นเจิ้นใช่เด็กที่ชอบเที่ยวเล่นเสียที่ไหน?” พูดไปเห่อซื่อก็เริ่มวิตกจริตหนักใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ท้ายสุดตัดสินใจตรงปรี่เข้าไปในบ้าน กล่าวกับหญิงชราอีกคนที่กำลังนั่งสูบยาเส้นอย่างสบายใจ
“รบกวนท่านแม่ช่วยดูแลเนี่ยเนี่ยแทนข้าสักประเดี๋ยวได้หรือไม่? ข้าจำต้องออกไปตามหาเจิ้นเจิ้นเป็นการด่วน”
ฝ่ายหญิงชราไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ นั่งเคาะท่อยาสูบดูดพ่นด้วยท่าทีเฉื่อยชาเกียจคร้าน เปล่งแต่เสียงแหบแห้งแร้งน้ำใจว่า
“ข้าเคยบอกไปแล้วมิใช่รึ ชาตินี้ข้าจะดูแลเพียงหลานชายเท่านั้น ส่วนหลานสาวจะเอาไปทิ้งที่ไหนก็ไป แต่อย่านำมาเป็นภาระให้ข้า! เลิกทำตัวงี่เง่าแล้วไสหัวไปซะ!”
“แต่ท่านแม่! เจิ้นเจิ้นกับเนี่ยเนี่ยเองก็เป็นหลานแท้ๆของท่านเหมือนกัน! จะหน้าหรือหลังมือก็ล้วนแต่เป็นมือทั้งนั้นมิใช่รึ?!”
เห่อซื่อใช่ว่ามิทราบ ท่านย่าผู้นี้ติดนิสัยลำเอียงรักแต่หลานชายเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตัวเธอที่ดันคลอดลูกสาวมาถึงสองครั้งสองคราติดกัน สิ่งนี้ยิ่งสร้างความไม่พอใจแก่หญิงชราเป็นทวีเท่า แต่ไหนเลยจะคาดคิดว่าอีกฝ่ายจะใจจืดใจดำได้ปานนี้ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าโรยรินเป็นสายๆ นางได้แต่กระชับกอดบุตรสาวคนเล็กในอ้อมแขนที่อายุเพิ่งจะย่างเข้าหกเดือนไว้แน่น ก่อนจะตัดสินใจเดินออกไปนอกลานบ้านอีกครา จังหวะที่กำลังหมายมั่นลุยเดี่ยวออกไปพร้อมทารกน้อย แต่ทันใดนั้นเอง นางก็พลันเห็นหยานเจิ้นเจิ้นเดินสวนกลับมาพอดี
“เจิ้นเจิ้น!!”
เห่อซื่อรีบวิ่งปรี่เข้าสวมกอดลูกสาวไว้แน่น
“ไยเพิ่งกลับมาเอาป่านนี้? รู้หรือไม่ว่าแม่เป็นห่วงเจ้าแทบขาดใจ!”
หยานเจิ้นเจิ้นเจาะลึกลงไปในห้วงความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมจนล่วงรู้ว่า หญิงวัยกลางคนเบื้องหน้าที่น้ำตานองหน้าอยู่นั้นหาใช่ใครที่ไหน นางคือท่านแม่ของตน ส่วนทารกน้อยในอ้อมกอดของนางที่พวงแก้มอวบอ้วนน่าหยิกคล้ายซาลาเปาลูกขาวๆคนนี้ก็คือ เนี่ยเนี่ย น้องสาวอันเป็นที่รักของตัวเอง
ท่านแม่เจ้าของร่างเดิมชื่อ เห่อซื่อ เป็นหญิงที่มีนิสัยอ่อนโยนแต่ก็อ่อนแอในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้กรรมทั้งหลายต้องตกมาอยู่กับนาง วันๆมีแต่ถูกทั้งป้าทั้งย่าไหนจะพี่สะใภ้ใหญ่รุมรังแกสารพัดอยู่เสมอ ซึ่งบุคลิกเจ้าของร่างเดิมอย่างหยานเจิ้นเจิ้นนั้นก็ถอดแบบมาจากผู้เป็นแม่ไม่มีผิด ด้วยนิสัยอ่อนโยนต่อให้ถูกกลั่นแกล้งกดหัวเพียงใดก็ยอมผู้อื่นไปหมด ย้อนกลับไปประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้า จู่ๆท่านพ่อเจ้าของร่างเดิมก็หายตัวไปในระหว่างการล่าสัตว์บนภูเขา เมื่อไร้คนคอยปกป้อง ทั้งสามแม่ลูกก็ยิ่งถูกกลั่นแกล้งรังแกหนักข้อไปกันใหญ่
แต่ที่น่าแปลกใจกว่าคือ เหตุไฉนทั้งที่เจ้าของร่างเดิมออกจะขี้ขลาดขนาดนี้แท้ๆ แต่ลมอะไรหอบให้นางยอมขึ้นภูเขาเพื่อไปตามหาพ่อตามลำพัง?
และวินาทีเดียวกัน ร่องรอยความโกรธก็พลันปะทุเดือดโฉบแล่นผ่านแววตาของนางในทันใด!
หยานเจิ้นเจิ้นเอื้อมมือขึ้นตบไหล่เห่อซื่ออย่างแผ่วเบาเชิงปลอบใจอย่าได้ห่วง นางย่างสามขุมตรงดิ่งเข้าไปยังลานบ้านโดยไม่พูดพล่ามใดๆ จนกระทั่งคู่ฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าแคร่ไม้ไผ่ เสาะพบว่าหยานหรงกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการแทะกินน่องไก่ชนิดที่ไม่สนใจการปรากฏตัวของนางด้วยซ้ำ
เห็นเช่นนั้นยิ่งเข้าทาง หยานเจิ้นเจิ้นถอดรองเท้าสกปรกข้างหนึ่งของตนฟาดปากหยานหรงสุดแรง! อีกฝ่ายที่ไม่ทันตั้งตัว เศษไก่เศษอาหารที่กำลังขบเคี้ยวอยู่ในปากพลอยกระเซ็นสาดพ่นพรวดฉับพลัน!
ทุกคนที่อยู่ในลานบ้านต่างตกตะลึงสุดขีดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น!
“ถุย! นังเปรตชั่ว! จะ-เจ้า…เจ้ากล้าดีเยี่ยงไรมาใช้รองเท้าตบปากข้า?!”
หยานหรงตื่นตัวโดยพลันพร้อมลุกขึ้นสองมือปิดกุมปากซีกซ้ายที่บวมเป่งจนเห็นได้ชัด แม้หนึ่งเสี้ยวในใจจะคงไว้ซึ่งความรู้สึกผิดบางอย่าง ทว่าส่วนใหญ่กลับเป็นความตะลึงงัน นางแทบไม่อยากเชื่อสายตาเลยว่า เด็กสาวขี้ขลาดอย่างหยานเจิ้นเจิ้นจะกล้าลงมือตบปากกันจริงๆ
มิหนำซ้ำยังใช้รองเท้าที่เพิ่งถอดสดๆร้อนๆด้วย!
หยานหรงเป็นลูกสาวของแม่เฒ่าซ่งกับอดีตสามีคนก่อน จนกระทั่งแม่เฒ่าซ่งได้แต่งงานใหม่กับตระกูลหยาน นางจึงหอบหยานหรงซึ่งเป็นลูกติดมาอยู่ด้วยอีกคน และเพราะเกรงว่าหยานหรงอาจถูกผู้อื่นรังแกดูถูกเอาได้ ตลอดที่ผ่านมา แม่เฒ่าซ่งจึงเลี้ยงดูตามใจลูกสาวคนนี้จนเสียคน สันดานนิสัยนับว่าหยิ่งผยองจองหองเป็นที่สุด กระทั่งพ่อเลี้ยงคนใหม่ยังไม่มีใส่ใจไว้หน้า และเป็นเพราะเหตุนี้เอง ทำให้หยานหรงที่อายุปาเข้าไปสามสิบกว่าแล้วแต่ก็ยังหาสามีไม่ได้เสียที
ตลอดสามสิบปีที่ใช้ชีวิตมา หยานหรงไม่เคยถูกผู้ใดกลั่นแกล้งหรือแตะต้องได้แม้แต่ปลายเล็บ แต่ในวันนี้กลับถูกนังหลานสาวอกตัญญูถอดรองเท้าตบปากต่อหน้าทุกคน! ความอัปยศอดสูครั้งนี้ไหนเลยจะกล้ำกลืนลง ชั่วจังหวะโทสะลุกโชนโฉบแล่น นางยกมือหมายมั่นหวังจะคว้าผมจิกหัวนังหยานเจิ้นเจิ้นตัวดีมาสั่งสอนให้รู้ดำรู้แดง ทว่ากลับล้มเหลวไม่เป็นท่า ถูกหยานเจิ้นเจิ้นประเคนรองเท้าเหม็นหึ่งฟาดปากไปด้วยความเร็วเกินจะมองทันอีกหนึ่งคำรบ ทำเอาปากทั้งสองฝั่งของนางบวมเป่งห้อเลือดสมดุลเท่ากันพอดี
“นังเด็กอกตัญญู! นังชาติชั่วเลี้ยงไม่เชื่อง!!”
ทันทีที่เห็นว่าหยานหรงถูกทำร้าย แม่เฒ่าซ่งก็แหกปากตะคอกด่ากราดไม่หยุดพร้อมวิ่งออกมาจากตัวบ้าน นางรีบหวดไม้เท้าที่ใช้ค้ำเดินเตรียมจะฟาดใส่หยานเจิ้นเจิ้นทันที พร้อมทั้งด่าทอสาปส่งไม่หยุด
“นังเด็กเนรคุณ! กล้าลงมือลงไม้กับป้าตัวเองได้เยี่ยงไร! เหตุที่แกสันดานเสียเยี่ยงนี้ล้วนเป็นเพราะแม่ของแกที่ไม่อบรมสั่งสอน ไม่มีปัญญาจะเลี้ยงดูแกให้เป็นผู้เป็นคนได้! ถึงกลายมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน…”
ปัง!
พูดยังไม่ทันจบ หยานเจิ้นเจิ้นก็คว้าน่องไก่ที่เหลือแต่กระดูกยัดเข้าปากแม่เฒ่าซ่ง และด้วยความแรงของมัน ส่งผลให้กระดูกไก่ชิ้นนั้นพุ่งพรวดกระทุ้งใส่ฟันหน้าของหญิงชราจนหักเป๊าะร่วงลงมาซี่หนึ่งทันที
“เก็บปากไว้แทะกระดูกเถอะ เห่าอยู่ได้น่ารำคาญ!”
พฤติกรรมที่แปรเปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือของหยานเจิ้นเจิ้นที่เพิ่งกลับมาจากนอกบ้าน ได้สร้างความตื่นตระหนกแก่ทุกคนเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะกับเห่อซื่อผู้เป็นแม่ นางได้แต่ยืนอ้าปากค้างพูดไม่ออกอยู่ข้างลูกสาว ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นเบาๆด้วยความเป็นห่วง
“เจิ้นเจิ้น ลูก…ไม่สบายตรงไหนรึ?”
หยานหรงในตอนนี้ยังคงใจสั่นหวาดหวั่น แลเห็นสีหน้าเลือดเย็นของหยานเจิ้นเจิ้นที่ย้อนศรค้อนใส่กัน วินาทีนั้นนางรู้สึกเสียวสันหลังวูบวานสะท้านถึงทรวง ได้แต่ครุ่นคิดอยู่ในใจว่า นังเด็กเวรนี่ถูกวิญญาณชั่วร้ายบนภูเขาสิงสู่หรืออย่างไร?
หยานเจิ้นเจิ้นสาดสายตาเหี้ยมดุใส่หยานหรง นางกล่าวขึ้นพลันอย่างเย็นชาไร้อารมณ์ว่า
“เจ้าน่ะรับเงินจากพวกโจรป่าบนภูเขาเป็นจำนวนยี่สิบตำลึงเงิน เพื่อล่อลวงข้าขึ้นไปยังหุบเขาใช่หรือไม่?”
“อะไร??”
ต่อให้เห่อซื่อจะมีนิสัยอ่อนแอยอมคนเพียงใด แต่เมื่อได้ยินว่ามีคนคิดจะขายลูกสาวตนแก่คนอื่น มีแม่คนไหนจะทนนิ่งเฉยอยู่ได้? นางสาวเท้าก้าวฉับขึ้นหน้าออกโรงปกป้องหยานเจิ้นเจิ้นทันที อีกทั้งชี้หน้าด่ากราดใส่หยานหรงอย่างไม่ปราณี
“เจิ้นเจิ้นเป็นหลานสาวของเจ้า! ไฉนจึงกล้าทำตัวสารเลวต่ำทรามเช่นนี้? ไม่กลัวผลกรรมที่ก่อขึ้นบ้างรึ?!”
หยานหรงได้ยินดังนั้นจึงนึกในใจ นางตั้งใจจะด่าทอนังสองแม่ลูกคู่นี้กลับยกใหญ่ แต่หากเผลอปากสว่างพูดผิดไป มิเท่ากับเปิดโปงตัวเองหรอกรึ?
ถูกต้อง นางตั้งใจจะขายหยานเจิ้นเจิ้นแลกกับเงินยี่สิบตำลึงเงินจริงๆ เพราะช่วงนี้เกิดภัยแล้งระบาดหนัก พืชผลไม่มีออกดอกเจริญเติบโตใดๆ จนทุกคนต้องออกไปรับจ้างประกอบอาชีพอื่นเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพแทน แต่เพราะตัวนางถูกแม่เฒ่าซ่งเลี้ยงดูเอาใจมาตั้งแต่เด็ก พฤติกรรมการใช้จ่ายก็ฟุ่มเฟือยเกินตัว อีกทั้งยังขี้เกียจสันหลังยาวไม่คิดจะทำงานหนักให้เหนื่อย ยิ่งไปกว่านั้น หัวหน้าครอบครัวซึ่งเป็นเสาหลักก็หายสาบสูญไปทั้งคน กล่าวคือเวลานี้เงินแทบชักหน้าไม่ถึงหลัง แล้วเหตุใดนางต้องยอมให้สามแม่ลูกเป็นปลิงคอยดูดเลือดเนื้อ กินนอนใต้ชายคาโดยไม่เสียสักเหวินด้วยล่ะ?
นับว่าโชคยังดีที่หยานเจิ้นเจิ้นเกิดมาพร้อมหน้าตาสะสวยเป็นทุนเดิม ขายออกไปรอบนี้น่าจะช่วยให้หยานหรงมีกินมีใช้อย่างอู้ฟู่ได้อีกสักพัก หลังจากนั้นค่อยว่ากันใหม่
และต่อให้พ่อของหยานเจิ้นเจิ้นยังไม่ตายและกลับมา นางก็แค่อ้างไปว่า อีกฝ่ายหายตัวเข้าป่าไปอย่างไร้ร่องรอย เป็นตายอย่างไรไม่มีใครทราบ ถึงตอนนั้นเขาก็ตำหนินางมิได้อยู่ดี
แต่ใครจะคาดคิดเล่าว่า หยานเจิ้นเจิ้นกลับมาถึงบ้านได้อย่างปลอดภัยเช่นนี้ ซึ่งแน่นอนเมื่อเผชิญหน้ากับความจริงที่ถูกเปิดโปง หยานหรงย่อมต้องแก้ต่างพยายามบิดเบือนความจริง ตอบโต้พ่นน้ำลายเหยียดหยามใส่ว่า
“หึ! ใส่ร้ายว่าข้าขายเจ้าให้กับพวกโจรป่า แล้วไยถึงกลับมาได้อย่างปลอดภัยเช่นนี้ล่ะ?”
“นั่นสิ! ดูเอา แขนขาก็อยู่ครบดี จะโวยวายใส่ร้ายผู้อื่นทำซากอะไร!”
แม่เฒ่าซ่งที่พยายามใช้ผ้าเช็ดหน้าอุดเลือดในปากให้หยุดไหล กล่าวเสียงอู้อี้ว่า
“นี่ก็ดึกแล้ว รีบแยกย้ายไปเข้านอนเถอะ! ถ้าพรุ่งนี้พวกเจ้าตื่นสายขึ้นมาแล้วออกไปทำไร่ไม่ทัน ข้าไม่ปล่อยไว้แน่!!”
หยานเจิ้นเจิ้นเค้นหัวเราะเสียงเย็นดังก้องในลำคอ ผู้เป็นย่าเจ้าของร่างเดิมคนนี้ลำเอียงไม่มีขีดกำจัดโดยแท้ แต่อย่างไร นางเองก็ไม่คิดต่อความพูดอะไรมากเช่นกัน ก่อนจากลายังไม่ลืมหันไปหยิบน่องไก่ชิ้นโตในจานและหมั่นโถวอีกสี่ลูกบนแคร่ไม้ไผ่ แล้วดึงร่างเห่อซื่อผู้เป็นแม่กลับเข้าห้องโทรมๆของครอบครัวตน
“เดี๋ยวก่อน! กล้าดียังไงเอาไก่ไปหมดจานเช่นนี้?!”
หยานหรงร้องท้วง
หยานเจิ้นเจิ้นไม่มีแยแสกระทั่งเหลียวมองด้วยซ้ำ ส่งคำตอบเป็นน้ำเสียงเย็นชืดไร้เยื้อไย
“นี่มันไก่ย่างที่ซื้อมาด้วยเงินค่าตัวข้า หากข้าอยากจะกินหมดจานมันก็เรื่องของข้า”
หยานหรงโมโหจนควันแทบออกหู
“ไม่ว่าเงินพวกนี้จะมีที่มาเยี่ยงไร หากข้ายังกินไม่อิ่มใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์! แกไม่เห็นหัวป้าตัวเองบ้างเลยรึไง!?”
หยานเจิ้นเจิ้นหัวเราะคิกคักไม่มีสนใจใดๆอีก เดินเข้าห้องตัวเองแล้วเสียงปิดประตูจึงดังปัง! เศษฝุ่นเศษผงร่วงกราวลงมาจากเพดาน นับเป็นคำตอบชัดเจนต่อคำถามของหยานหรงแล้ว
หลานสาวคนนี้ไม่เห็นหัวคนเป็นป้าเลยแม้แต่น้อย! ไม่มีเลย!
“ท่านแม่!!!”
เมื่อทำอะไรไม่ได้ หยานหรงก็ไม่รอช้ารีบหันไปฟ้องแม่เฒ่าซ่งด้วยท่าทีเอาแต่ใจ
“นังเด็กเวรนั่นมันคิดจะต่อต้านพวกเราแล้ว! แม่ต้องทำอะไรสักอย่าง!!”
ทว่าแม่เฒ่าซ่งกลับไม่สนใจ เอาแต่จ้องเขม็งดุร้ายใส่หยานหรง ก่อนจะเปล่งเสียงเย็นชาเอ่ยถาม
“เรื่องที่นังเด็กนั่นพูดเป็นความจริงรึ? เจ้าเอามันไปแลกเงินกับพวกโจรป่าใช่หรือไม่?”
หยานหรงตีหน้าเศร้าเยี่ยงสาวน้อยกำลังจะร้องไห้
“ยามนี้เกิดภัยแล้งหนัก ผลผลิตช่วงนี้มีแต่จะแย่กับแย่ ข้าก็แค่พยายามคิดวิธีหาเงินใหม่ๆดูเท่านั้น เผื่อว่าเงินก้อนนี้จะพอนำมาจุนเจือครอบครัว…”
เพี้ยะ!
หยานหรงไม่ทันกล่าวจบดี กลับถูกแม่เฒ่าซ่งโบกท่อยาสูบตบหน้าสั่งสอนไปหนึ่งที ปรากฏรอยเส้นสีแดงเห่อร้อนทาบบนแก้ม
“โง่! เจ้านี่ช่างไร้หัวคิดไม่มีสมอง! โชคร้ายจริงๆที่มีลูกไม่เอาถ่านอย่างเจ้า!!”
“ท่านแม่!!”
หยานหรงเริ่มกรีดร้องโวยวายเสียงดัง
“นี่ข้าเป็นลูกสาวแท้ๆที่เกิดจากท้องท่านนะ! จะมาตำหนิข้าแล้วให้ท้ายนังเด็กสวะนอกคอกอย่างมันได้เยี่ยงไร?!”
พ่อของหยานเจิ้นเจิ้นมีชื่อว่าหยานจวง เป็นลูกติดของสามีแม่เฒ่าซ่ง กล่าวคือเด็กคนนี้ไม่มีสายเลือดทางใดข้องเกี่ยวกับนางเลยแม้แต่น้อย ย้อนกลับไปในอดีตตอนที่สามีนางเสียชีวิตใหม่ๆ เพราะเห็นแก่ที่หยานจ้วงเป็นชายร่างกายแข็งแรงกำยำ เห็นว่ายังพอมีประโยชน์ นางจึงยอมให้อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไป
ทว่าปัจจุบันหยานจ้วงได้หายสาบสูญไปแล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่นางจะต้องเลี้ยงดูลูกเมียของเขาอีกต่อไปเช่นกัน
แม่เฒ่าซ่งมองค้อนใส่หยานหรงด้วยสายตาเหยียดหยัน พร้อมเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“เจ้ายังมีหน้ามาว่าข้าอีกรึ? เด็กสาวที่ทั้งงดงามและยังอ่อนวัยเช่นนี้นับเป็นสินค้าชั้นยอด แต่เจ้ากลับโง่ไปขายให้โจรป่าในราคายี่สิบตำลึงเงิน? เจ้ารู้หรือไม่ว่า เช้าวันนี้แม่สื่อเจาหม่าเพิ่งจะเสนอจับคู่ให้นางแต่งงานกับบุตรชายเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเมฆาคราม! ฝ่ายนั้นมอบค่าสินสอดให้ถึงห้าสิบตำลึงเงินเชียว! บุญแค่ไหนแล้วที่นางหนีรอดกลับมาได้ มิเช่นนั้น คงถูกพวกโจรภูเขาพรากพรหมจรรย์ไปจนเสียราคาหมด!!”
ทันทีที่ตระหนักได้ว่า แท้จริงแล้วนังสวะหยานเจิ้นเจิ้นมีค่าเพียงใด หยานหรงกลับยิ่งรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป ได้แต่ก้มหน้าสงบปากสงบคำไม่กล้าพูดอะไรอีกเลย
ท่ามกลางแสงเทียนสลัวยามนี้ ใบหน้าดุร้ายที่แม่เฒ่าซ่งแสดงออกมาก็ยิ่งเพิ่มพูนความชั่วร้ายน่าสะพรึงขึ้นเป็นเท่าทวี!
ตอนที่3 หม้อทองใบแรก (1)
ภายในห้องของครอบครัว หยานเจิ้นเจิ้นส่งหมั่นโถวลูกหนึ่งให้เห่อซื่อ น้ำเสียงจากที่เคยขับสู้แกร่งกร้าวเย็นชาเมื่อครู่ได้อันตรธานหมดสิ้น คงเหลือเพียงความอ่อนโยนและรักใคร่ว่า
“ท่านแม่ คงหิวมากเลยกระมัง รีบกินหมั่นโถวกับไก่ย่างก่อนเถิด”
นับตั้งแต่วันนั้นที่สามีของนางหายสาบสูญไป เห่อซื่อก็ไม่เคยได้รับประทานอาหารดีๆหรือข้าวที่หุงร้อนๆในบ้านหลังนี้อีกเลย เห็นหมั่นโถวสะอาดสีขาวลูกโตสะอาดตรงหน้า นางอดกลืนน้ำลายกระเดือกลงคอด้วยความหิวโหยมิได้ แต่สุดท้ายยังคงยืนกรานปฏิเสธ ผลักไสส่งกลับให้หยานเจิ้นเจิ้น
“แม่ยังไม่หิวเท่าไหร่ ลูกนั่นแหละที่ยังไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งแต่เช้า รีบๆกินก่อนเถอะ”
ในชีวิตก่อนหน้า ณ ยุควันสิ้นโลก หยานเจิ้นเจิ้นสูญเสียทั้งพ่อทั้งแม่ไปตั้งแต่ยังเล็ก ความรักใคร่ห่วงใยจากผู้เป็นมารดาเช่นนี้ นานเท่าไหร่แล้วที่มิได้สัมผัส? นางพลันรู้สึกคัดจมูกแดงระเรื่อขึ้น น้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อยด้วยความซาบซึ้งเจียนจะร้องไห้ แต่ยังคงยิ้มสู้ขานรับกลับไป
“ทั้งหมั่นโถวทั้งไก่ย่างมีตั้งมากมาย งั้นเรามากินด้วยกันเถิด ถ้าไม่พอจริงๆ เดี๋ยวข้าจะไปเอาจากครัวมาเพิ่ม”
จังหวะเดียวกัน ดวงตาคู่สวยของหยานเจิ้นเจิ้นค่อยๆเลื่อนมองไปทางทารกตัวน้อยในอ้อมแขนของเห่อซื่อ แลเห็นดวงตากลมโตเปล่งประกายสดใสประดุจองุ่นแวววับสองลูก ไหนจะผิวพรรณขาวนวลดั่งน้ำนมอีก เสียอย่างเดียวคือร่างกายที่ซูบผอมเกินไปหน่อย เอื้อมมือออกไปสัมผัสฝ่ามืออวบๆของน้องสาวตัวน้อยด้วยความเอ็นดู ทว่าทันใดนั้นเอง นางก็บังเอิญสังเกตเห็นปานรูปพระจันทร์เสี้ยวที่หลังมือของทารกน้อย เห็นเช่นนี้หยานเจิ้นเจิ้นถึงกับชะงักอึ้งเล็กน้อย
ในชีวิตก่อนหน้า หยานเจิ้นเจิ้นเคยเก็บแมวสีขาวตัวหนึ่งมาเลี้ยงซึ่งมีชื่อว่า ‘เจ้าเกี๊ยวขาว’ จุดเด่นของมันก็คือรอยปานรูปพระจันทร์เสี้ยวที่อุ้งเท้าขวาเหมือนกับทารกน้อยตรงหน้าไม่มีผิด แต่น่าเสียดายที่ครึ่งปีก่อน เจ้าเกี๊ยวขาวกลับหายตัวไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งพูดกันตามตรง การหายตัวไปในยุควันสิ้นโลกที่มีแต่ซอมบี้กับพวกคนโฉดชั่วเช่นนั้น จุดจบจะเป็นเยี่ยงไรก็รู้กันอยู่และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไหร่นัก เพราะถ้าไม่ถูกซอมบี้รุมทึ้ง ก็คงถูกพวกมนุษย์จับไปต้มกินเพื่อประทังชีวิต อย่างไรก็เถอะ แม้นางจะตระหนักดีถึงสัจธรรมนี้ แต่สัตว์เลี้ยงที่เป็นดั่งเพื่อนและสหายร่วมรบหายไปทั้งตัว ใครเล่าจะไม่รู้สึกเศร้าโศก แต่เดี๋ยวก่อนนะ ตอนนี้น้องสาวของนางอายุย่างเข้าหกเดือนพอดีเหมือนกันมิใช่รึ? นี่หรือว่า…
หยานเจิ้นเจิ้นอุ้มทารกน้อยชูขึ้นกลางอากาศคล้ายจะเล่นเป็นเครื่องบิน สร้างความสนุกสนานให้แก่เจ้าตัวน้อย ด้วยความอาลัยคิดถึงแมวตัวโปรดนั่นเอง ทำให้นางเผลอเรียกขานน้ำเสียงอ่อนนุ่มโดยมิตั้งใจ
“ถ้าเจ้าคือเจ้าเกี๊ยวขาวกลับชาติมาเกิดก็คงดี…”
เสมือนว่าทารกน้อยเข้าใจถึงสิ่งที่หยานเจิ้นเจิ้นกำลังพูด เนี่ยเนี่ยกระพริบดวงตาใสปริบๆพร้อมกับยิ้มร่าอย่างใสซื่อแทนคำตอบรับ หยานเจิ้นเจิ้นจุมพิตประทับกลางหน้าผากน้องสาวด้วยความอ่อนโยน ในภายภาคหน้ายังมีเวลาเหลืออีกมากมาย และนางเองก็ตระหนักดีว่า หน้าที่หลักของตน ณ ปัจจุบันคือการสั่งสอนอบรมและปกป้องน้องสาวผู้นี้ให้เติบโตขึ้นมาอย่างปลอดภัยแข็งแรง
“เจิ้นเจิ้น? เจิ้นเจิ้นลูก?”
เห่อชื่อสะกิดแขนบุตรสาวอยู่หลายต่อหลายครั้ง คิ้วขมวดถักเป็นรอยย่นเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง
“ลูกเป็นอะไรไปรึ? กำลังคิดอะไรอยู่?”
หยานเจิ้นเจิ้นได้สติจึงแสร้งอ้าปากหาววอดแล้วตอบว่า
“แค่ง่วงนิดหน่อยก็เลยเหม่อๆน่ะ”
สำหรับลูกสาวคนนี้ ผู้เป็นแม่ไม่เคยกังขาสงสัยในคำพูดคำจา จึงลูบหัวหยานเจิ้นเจิ้นแผ่วเบาพร้อมขานตอบกลับไป
“ถ้าง่วงก็รีบเข้านอนเถิด”
เมื่อเห่อซื่อจัดแจงปูที่นอนเสร็จ หยานเจิ้นเจิ้นพยักหน้าอย่างเชื่อฟังพร้อมล้มตัวลงนอนว่องไว จนกระทั่งถึงกลางดึกสงัด เมื่อเห่อซื่อกับเนี่ยเนี่ยน้องสาวนอนหลับปุ๋ยไปแล้ว นางจึงเสาะโอกาสเข้าสู่ห้วงมิติอีกครั้ง
ผลไม้ในแปลงเพิ่งงอกสดๆใหม่ๆ ภายใต้ฤทธิ์ความมหัศจรรย์ของน้ำพุวิญญาณ ส่งผลให้พวกมันโตเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยเฉพาะดอกบัวมุกที่ส่งกลิ่นหอมหวานพัดโชยไปทั่วสวนไร่ หยานเจิ้นเจิ้นครุ่นพินิจอยู่นานว่า จะนำผลผลิตชุดนี้ไปเล่นแร่แปรธาตุเยี่ยงไรดี จึงจะสามารถทำกำไรก้อนแรกได้มากๆ?
หากพูดถึงบัวมุกก็ต้องนึกถึงขนมหวานเป็นอย่างแรก ปิงเฟิ่น (วุ้นเย็นสไตล์เสฉวน) ดูจะเข้าท่าที่สุด! โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนเยี่ยงนี้แล้ว ขนมเย็นย่อมตอบโจทย์เป็นอย่างดี
นึกขึ้นได้เช่นนั้น นางจึงเริ่มลงมือไม่รีรอ
ขั้นแรก หยานเจิ้นเจิ้นนำบัวมุกที่เก็บเกี่ยวได้มาล้างให้สะอาด พร้อมกับหยิบเส้นบุกที่เป็นเสบียงอาหารฉุกเฉินเพียงไม่กี่ชิ้นที่ปลดล็อกได้ตั้งแต่เริ่มมาแช่น้ำให้บวมนุ่ม ถัดมาจึงเลือกแตงโมลูกสวยอวบอิ่มมาผ่าแกะเมล็ดพร้อมตัดเป็นชิ้นเต๋าพอดีคำน่ารับประทาน เมื่อถึงคราวจัดเรียง จึงวางเส้นบุกนุ่มนิ่มลงในถ้วยพร้อมด้วยบัวมุกกับชิ้นแตงโม โรยหน้าด้วยถั่วลิสงบดกับผงน้ำตาลทรายแดงลงไป เท่านี้ก็สามารถเนรมิตปิงเฟิ่นที่มีรสหวานละมุนและสดชื่นขึ้นได้แล้ว หยานเจิ้นเจิ้นลองชิมคำหนึ่งแล้วจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ตลอดค่ำคืนนั้น นางลงมือทำเพิ่มอีกหลายสิบถ้วย และเพราะมัวแต่ปรุงขนมหวานออกมาขาย รู้สึกตัวอีกทีก็รุ่งเช้าของอีกวันเสียแล้ว เมื่อออกจากห้วงมิติจึงพบว่า เห่อซื่อกับเนี่ยเนี่ยน้องสาวยังคงหลับสนิทฝันดีอยู่ เช่นนั้น นางจึงย่องออกจากบ้านพร้อมกับถาดใส่ปิงเฟิ่นอีกหลายสิบถ้วย
ตลาดช่วงเช้าบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักมีชีวิตชีวา ทั้งคนซื้อและพ่อค้าขายของมากหน้าหลายตาต่างเดินกันขวักไขว่ไม่ขาดสาย หยานเจิ้นเจิ้นเสาะหาทำเลที่ว่างเหมาะๆแถวนั้นตั้งถาดจัดเรียงปิงเฟิ่นอย่างว่องไว กระแอมไอปรับเขย่ากระเดือกอยู่สองสามที แล้วจึงเริ่มตะโกนเสียงหวานฉ่ำตามแบบฉบับสาวน้อยขายของในทันใด
“ปิงเฟิ่นจ้า ปิงเฟิ่นเย็นๆสดชื่น…”
เสียงตะโกนสดใสรื่นหูของนางสามารถชักนำดึงดูดความสนใจของใครหลายคนที่สัญจรบนท้องถนนได้เป็นอย่างดี แต่กลับไม่มีใครสักคนที่กล้าเข้ามาซื้อจริงๆ จะมีก็เพียงเสียงกระซิบกระซาบเบาๆว่า
“ปิงเฟิ่นคืออันใด? กินได้จริงๆกระมัง?”
“ข้าก็มิทราบ ชื่อนี้ไหนเลยไม่เคยคุ้นหูมาก่อน ดูเข้าสิ บอกว่าเย็นๆสดชื่นแต่กลับไม่มีน้ำแข็งแม้สักก้อน?”
“นั่นสิ มีแต่ผงถั่วกับผงน้ำตายทรายแดง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเส้นบะหมี่ในนั้นด้วย สิ่งนี้ยังเรียกว่าของหวานอยู่หรือไม่?”
ฟังจากบทสนทนาของผู้คนที่เดินขวักไขว่ผ่านไปมา หยานเจิ้นเจิ้นเริ่มตระหนักได้ทันทีว่า ผู้คนในยุคสมัยนี้กลับไม่รู้จักขนมหวานที่ชื่อปิงเฟิ่นมาก่อน
“แม่หนูเอ๊ย เจ้าสิ่งที่กำลังขายอยู่นั่นมันเรียกว่าอะไร? ปิงเฟิ่นรึ?”
ชายชราอีกคนที่ตั้งแผงขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ข้างเคียงกันถึงกับหลุดหัวเราะ เห็นเส้นบุกหนุบหนับในชามขนมที่ดูไม่เข้ากันแม้สักนิด เจ้าตัวจึงอาสาจับตะเกียบคีบเส้นบะหมี่แป้งที่กำลังต้มอยู่ในหม้อขึ้นแสดง แล้วกล่าวกับหยานเจิ้นเจิ้นว่า
“แม่หนู ดูนี่ ดูนี่ เส้นบะหมี่ที่ดีจะต้องมีสีขาวและเรียวเล็ก หาใช่เส้นหมี่อย่างของเจ้าที่สีเข้มดูไม่น่ารับประทาน แล้วคิดเยี่ยงไรถึงได้นำเส้นบะหมี่ไปใส่กับแตงโมและบัวมุก? ดูยังไงก็หาเข้ากันสักนิดไม่! ไม่ไหว ไม่ไหว…”