‘คนโสดมีเฮ นักธุรกิจหนุ่มชื่อดัง หย่าขาดภรรยาปริศนาแล้ว รับหน้าที่ดูแลลูกสาววัยเตาะแตะเองคนเดียว’
พาดหัวข่าวที่จู่ๆ ก็เด้งขึ้นมาบนหน้าจอโทรศัพท์ ขณะที่นิ้วเรียวกำลังไล่อ่านข้อความบนโลกออนไลน์ ซึ่งไม่รู้อะไรดลจิตดลใจให้เธอคลิกเข้าไปอ่านเนื้อหาด้านใน
พอได้อ่านเนื้อข่าวถึงได้รู้ว่ามันแทบไม่มีอะไร นอกจากนักธุรกิจหนุ่มที่ว่าหย่าขาดกับภรรยาผู้ซึ่งเป็นปริศนา เพราะไม่มีใครเคยเห็นหน้าเธอมาก่อน รวมถึงไม่มีใครรู้ประวัติอะไรทั้งนั้นว่าเธอเป็นใครมาจากไหน หลังจากหย่าร้างเขาก็รับหน้าที่เลี้ยงลูกเอง แถมในข่าวยังทิ้งท้ายว่าเรื่องนี้อาจมีมือที่สาม! จนทำให้ขาเตียงพัง
“ใต้เตียงกันจริงๆ เป็นปลวกแทะเตียงเขาอยู่หรือไง...หืม” อิงฟ้าส่ายหน้าให้ประโยคสุดท้ายของข่าว ที่ไม่วายล่อเป้าให้คนสนใจอีกตามเคย
อิงฟ้ากวาดสายตาต่ำลงมาอีกหน่อย ก็เจอเข้ากับรูปของผู้ชายในข่าว แต่แล้วจู่ๆ ใจเธอกลับเต้นแรงอย่างไม่เป็นจังหวะ รวมถึงไม่อาจละสายตาไปจากดวงตาของชายในรูปได้แม้แต่วินาทีเดียว บางสิ่งบางอย่างดึงดูดให้เธอสนใจเขา บางสิ่งบางอย่างที่อิงฟ้าเองก็ไม่เข้าใจว่าคืออะไร
“อิ้ง”
“คะแม่” อิงฟ้าถึงกับสะดุ้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคนเป็นแม่
“เป็นอะไร ทำไมนั่นเหม่อขนาดนั้นลูก”
“เอ่อ...อิ้งอ่านข่าวเพลินไปหน่อยน่ะค่ะ” เอ่ยจบก็ส่งยิ้มหวานให้ ก่อนจะรีบปิดข่าวที่กำลังอ่านให้เรียบร้อย
“เราเนี่ยนะ”
“แม่จะไปไหนคะวันนี้ แต่งตัวสวยเชียว” คำชมของลูกสาวทำให้ผู้เป็นแม่ยิ้มกว้าง
“ก็มีนัดตามประสาแม่ๆ นั่นแหละ ว่าแต่ลูกเถอะกลับมาจากเมืองนอกก็หลายวันแล้ว เมื่อไหร่จะเข้าไปช่วยงานพี่ที่โรงเรียนสักที”
“พรุ่งนี้ค่ะ”
“นี่แม่หูฝาดไปหรือเปล่า...หืม” อรทัยแสดงสีหน้าประหลาดใจ ไม่คิดว่าอิงฟ้าจะเข้าไปทำงานพรุ่งนี้ เพราะมันไม่มีปี่มีขลุ่ยมาก่อน นั่นเพราะลูกสาวคนนี้บ่ายเบี่ยงที่จะเข้าไปช่วยงานพี่ชายมาตลอด ตั้งแต่เรียนจบปริญญาโทมาก็ใช้ชีวิตที่ต่างประเทศเป็นหลัก ก่อนที่จะกลับมาเมืองไทยเมื่อไม่กี่วันก่อน
“ไม่ฝาดค่ะแม่ อิ้งพักมาพอแล้ว ต่อไปนี้จะลุยงานให้หนัก” สีหน้าของคนพูดแสดงออกถึงความมาดมั่น นั่นเพราะเธอโยนภาระทุกอย่างให้พี่ชายรับผิดชอบคนเดียวมานานเกินพอแล้ว
ไหนจะบริหารงานที่โรงเรียนของครอบครัว ซึ่งมีทั้งแผนกอนุบาล ประถมไปจนถึงมัธยม ยังปลีกตัวไปดูแลงานที่โรงแรมแถมยังลามไปดูรีสอร์ตอีก ไม่รู้พี่ชายเธอเอาสมองที่ไหนมาแยกแยะงาน เพราะแค่คิดก็ยุ่งแล้ว
“ดีแล้วจ้ะ พี่ชายเราจะได้เบาแรง เผื่อจะมีเวลาไปปั๊มหลานให้แม่เลี้ยงอีก”
“โธ่แม่คะ พี่โอมมีลูกตั้งสี่คนแล้วนะ แม่ยังอยากมีหลานอีกเหรอ”
“อยากมีสิ บ้านจะได้ครึกครื้น เพราะตอนนี้เด็กๆ โตเป็นหนุ่มไปกันหมดแล้ว กว่าแม่จะกอดจะหอมได้แต่ละที ยากเหลือเกิน” อรทัยส่ายหน้าให้บรรดาหลานชายทั้งสี่คน ที่ยิ่งโตก็ยิ่งหวงตัว ไม่ยอมให้คนแก่ได้กอดได้หอมเหมือนตอนเด็กๆ ที่วันๆ เรียกหาแต่ คุณย่า
“หลานชายก็แบบนี้ล่ะค่ะ”
“ถ้าโอมมีให้แม่ไม่ได้ อิ้งก็มีให้แม่สิลูก ขอลูกสาวนะ แม่อยากเลี้ยงหลานสาว”
“ขอเวลาอิ้งหาพ่อของลูกให้เจอก่อนนะคะ แล้วจะรีบปั๊มลูก” เอ่ยจบอิงฟ้าก็รีบเข้าไปสวมกอดแม่เพื่อตัดบทสนทนาเรื่องนี้เสีย จากนั้นเธอก็ควงแขนแม่แล้วพาไปส่งที่รถ
“ขับรถดีๆ นะลุงก้อน”
“ครับคุณอิ้ง” ลุงก้อนคนขับรถของที่บ้านเอ่ยรับคำของอิงฟ้า จากนั้นก็ขับรถเบนซ์มูลค่าหลายล้านออกไป เพื่อส่งอรทัยที่บ้านเพื่อน
ชีวิตของอรทัยผ่านความลำบากมามายมายกว่าจะมีวันนี้ พอแก่ตัวมาก็สบายเพราะมีลูกๆ คอยสานงานต่อ ส่วนสามีของเธอบุญน้อยจากไปเสียก่อน
เมื่อส่งผู้เป็นแม่ขึ้นรถแล้ว อิงฟ้าก็ออกไปข้างนอกเช่นกัน นั่นเพราะวันนี้เธอมีนัดกับเพื่อนสนิท แต่เพราะมาก่อนเวลานัด ทำให้เธอตัดสินใจเดินเข้าไปยังร้านหนังสือ
เสียงเพลงเบาๆ ที่เปิดคลออยู่ภายในร้านตอนนี้ ช่วยทำให้การเลือกซื้อหนังสือเพื่อไปอ่านสักเล่มได้บรรยากาศมากขึ้น ที่นี่คือร้านหนังสือขนาดใหญ่ภายในห้างสรรพสินค้าที่ยังคงไม่ถูกยุบหรือปิดตัวไปตามกาลเวลา
สำหรับคนชอบอ่านหนังสือ การได้เดินเข้าร้านหนังสือเปรียบคือวิมาน และหนึ่งในคนที่ชอบเดินชอบซื้อหนังสือไปอ่านคือ...อิงฟ้า
“เล่มไหนที่ยังไม่ได้อ่านบ้างนะ” มือเรียวกวาดไปตามสันปกหนังสือ เธอชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เป็นพิเศษ ไม่ว่าประวัติศาสตร์ประเทศไหนก็ตาม รวมถึงชอบอ่านนวนิยายด้วย เรียกได้ว่าเธอเป็นหนอนหนังสือตัวจริงเสียงจริง
แต่จู่ๆ ผู้หญิงตัวเล็กๆ ก็กำลังออกอาการโมโห นั่นเพราะเธอเอื้อมมือไปหยิบหนังสือที่สนใจไม่ได้ เพราะมันถูกวางไว้สูงชนิดที่เธอเขย่งจนสุดปลายเท้าแล้วก็ยังเอื้อมไม่ถึง
“ถ้ารู้ว่าโตมาจะตัวเตี้ยขนาดนี้ เด็กๆ จะขยันดื่มนมให้หมดโรงงาน” อิงฟ้าบ่นกระปอดกระแปด ก่อนจะมองหาพนักงานของร้าน เพื่อจะได้ขอความช่วยเหลือ แต่สุดท้ายก็มองไม่เห็นใคร
อิงฟ้าพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ ก่อนจะตัดสินใจเขย่งปลายเท้าอีกครั้ง พร้อมกับเอื้อมมือให้สูงเข้าไว้ เวลานี้ปลายนิ้วเธอสัมผัสถูกหนังสือเล่มที่ว่านั่นแล้ว ยิ่งทำให้เธออยากเอาชนะ แต่ทว่า....
“ตายแน่ ตายแน่ๆ เจ็บตัวอีกแล้วแน่ๆ” อิงฟ้าอุทานออกมายาวเป็นหางว่าว เมื่อสายตามองเห็นหนังสือเล่มอื่นๆ กำลังจะหล่นลงมาใส่ตัวเธอ
เพราะกำลังตกใจ นั่นทำให้เธออะไรไม่ถูก ก่อนที่เธอจะก้มหน้าหลบพร้อมเตรียมใจรับมือกับความเจ็บที่ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ หากหนังสือมันหล่นมาใส่หน้าและตัวเธอแบบนี้
“เอ้!...” จากที่คิดว่าจะเจ็บตัว แต่เอาเข้าจริงกลับไม่รู้สึกอย่างที่คิด แถมยังได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่ปลายจมูกอีกต่างหาก นั่นทำให้อิงฟ้าค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง จนกระทั่งได้สบตาเข้ากับผู้ชายคนหนึ่งเข้า
“คุณ...เป็นอะไรไหมครับ” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นทำเอาอิงฟ้าถึงกับต้องมนต์สะกด ผู้ชายตรงหน้าตัวสูงกว่าเธอมาก ไหล่กว้างและที่สำคัญตัวเขาหอมมากด้วย หอมจนอยากเอาหน้าซุกไซ้
เขาช่างเหมือนเจ้าชายขี่ม้าข้าว ที่เข้ามาช่วยคว้าหนังสือซึ่งกำลังจะหล่นใส่ตัวเธอไว้ได้ทัน อิงฟ้าเงยหน้าขึ้นมามองชายตรงหน้า เธอกำลังเผลอแสดงความชื่นชมเขาผ่านแววตา
หัวใจก็เผลอเต้นแรงอย่างไม่อาจห้ามได้อีก หรือนี่จะเป็น...พรหมลิขิต นั่นเพราะเธอรู้สึกคุ้นตาเขาเหลือเกิน พยายามคิดว่าเคยเจอเขาที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า แต่พยายามคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก นี่สิ
“มะ...ไม่เป็นไรค่ะ” อิงฟ้าดึงสติกลับมาแล้วเอ่ยตอบเขาไป แม้จะไม่ค่อยเต็มเสียงนักก็ตาม ก่อนที่เธอจะสะดุ้งโหยงเพราะหนังสือที่อยู่ในมือผู้ชายคนนั้นเกิดหลุดจากมือเขาและหล่นใส่เท้าเธออย่างพอดิบพอดี
“อุ๊ย...เจ็บๆ”
“เป็นอะไรไหมครับ” ทั้งๆ ที่เจ็บจนน้ำตาซึมแต่ปากกลับบอกว่าไม่เจ็บ อิงฟ้าฝืนส่งยิ้มแล้วส่ายหน้าให้เขา ก่อนจะลงไปนั่งยองๆ เพื่อเก็บหนังสือ ในขณะที่ผู้ชายคนนั้นทยอยผลักหนังสือให้เข้าชั้นเช่นกัน
“คู่มือเลี้ยงเด็ก นิทานสำหรับเด็ก” อิงฟ้าอ่านชื่อหนังสือในมือ ทุกอย่างเกิดขึ้นและดับไปในเวลาไม่นานสินะ ความหวังจะเจอเนื้อคู่ของเธอมีอันพังทลายทันที
“หนังสือคุณครับ” เอ่ยจบชายตรงหน้าก็ยื่นหนังสือให้อิงฟ้า ที่รู้ว่าเป็นเล่มนี้เพราะเขาเห็นเธอเขย่งตัวแล้วเอื้อมมือไปหยิบอยู่นาน ก่อนจะเห็นท่าไม่ดีเพราะหนังสือมันจะร่วงใส่เธอ เขาจึงตรงเข้ามาช่วย
“ขอบคุณค่ะ แล้วนี่ใช่หนังสือของคุณไหม”
“ใช่ครับ”
“เอ่อ...สมัยนี้คุณพ่อเก่งนะคะ รู้จักเลี้ยงลูกด้วย”
“ครับ” เสียงทุ้มเอ่ยรับ ก่อนที่เขาจะเดินจากไป โดยปล่อยให้อิงฟ้ามองตามตาละห้อย ไม่ง่ายเลยกว่าที่เธอนั้นจะเจอคนที่ใช่ แต่พอได้เจอเขากลับไม่โสดเสียแล้วนี่สิ
“เขาไม่โสด เขามีครอบครัวแล้ว มีเมีย มีลูก พอเลิกฝัน จบ” อิงฟ้าบอกตัวเองเป็นชุด ก่อนจะเดินถือหนังสือไปยังเคาน์เตอร์เพื่อคิดเงิน
แต่ภาพของเธอขณะยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ก็ทำเอาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่หันมามองอย่างสนใจ นั่นเพราะแม้เธอจะไม่ได้ตัวสูงมาก แต่รูปร่างก็สมส่วน ยิ่งเป็นคนชอบใส่ชุดเข้ารูป รองเท้าส้นสูงด้วยแล้วกลับยิ่งให้หุ่นของเธอน่ามอง แต่สิ่งหนึ่งที่แม่ให้มามากว่าความสูงคงหนีไม่พ้นหน้าอกที่อวบอูม เป็นสาวคัพดี
ทันทีที่เดินออกมาจากร้านหนังสือได้ อิงฟ้าก็คว้าแว่นสายตาในกระเป๋าขึ้นมาใส่ ใบหน้าสวยถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างพอเหมาะ ไหนจะทรงผมที่มีน้ำหนักซึ่งถูกม้วนเป็นลอนยิ่งส่งให้เจ้าตัวมีเสน่ห์ ภาพสาวสวยที่ซ่อนความเซ็กซี่ไว้เล็กๆ ซึ่งกำลังเดินอยู่ราวกับนางแบบ ดึงดูดสายตาของใครต่อใครได้เป็นอย่างดี
“อิ้ง...ทางนี้”
“มานานหรือยังเหมย” อิงฟ้าส่งยิ้มให้เพื่อนรัก ที่วันนี้นัดกันออกมาหาอะไรกินกัน ก่อนจะจัดการถอดแว่นกันแดดออกแล้วเก็บใส่กระเป๋า
“สักพักแล้ว” กิ่งเหมยส่งยิ้มให้
“โทษทีๆ พอดีเราแวะไปดูหนังสือที่ร้านมานิดหน่อย” เอ่ยจบอิงฟ้าก็หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวตรงข้ามเพื่อนรัก ที่คบหากันมานาน นับๆ ดูแล้วเกินสิบปี
“ไม่เป็นไร สั่งอาหารเลยไหม หิวแล้ว” กิ่งเหมยไม่พูดเปล่า เพราะเธอพูดไปพร้อมลูบหน้าท้องไปด้วย นั่นเพราะ
ตั้งแต่เช้ามาเธอยังไม่ได้กินอะไรเลย นอกจากกาแฟดำไปแก้วเดียว
“เอาสิ”อิงฟ้าพยักหน้าให้ ก่อนจะหยิบเมนูของร้านที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาดู จากนั้นทั้งสองคนก็สั่งอาหารกันคนละ
สองอย่าง ซึ่งทันทีที่อิงฟ้าเงยหน้าขึ้นมาจากเมนูอาหาร สายตาของเธอก็มองเห็นผู้ชายคนนั้นเข้า
“ผู้ชายคนนั้น”
“อ๋อ” กิ่งเหมยร้องอ๋อออกมาเช่นกัน นั่นเพราะตอนนี้
เป้าหมายยืนอยู่ไม่ไกลจากโต๊ะที่เธอกับอิงฟ้านั่งสักเท่าไหร่
“แกร้องอ๋อเหมือนรู้จักเขางั้นแหละ” คิ้วสวยได้รูปของอิงฟ้า
ขมวดเข้าหากันทันที
“ก็ไม่เชิงว่ารู้จัก ง่ายๆ คือไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่รู้จัก
เพราะนั่นคือคุณภูวิศ จิระสกุล นักธุรกิจพันล้าน ที่ตอนนี้พึ่งโสด”
“พึ่งโสด”
“พ่อหม้ายอ่ะ เพราะมีลูกในการดูแลคนหนึ่ง ข่าวคุณภูวิศดังในสังคมโซเชียลอยู่ตอนนี้ไง แกไม่ผ่านตาบ้างเหรอ”
“ก็ว่าทำไมถึงรู้สึกคุ้นหน้า ที่แท้ก็ผู้ชายในข่าวคนนั้นนี่เอง” อิงฟ้าถึงบางอ้อ ที่แท้ผู้ชายคนที่เธอเจอในร้าน
หนังสือก็คือเขาคนนั้น และยังเป็นผู้ชายในข่าวที่เธอคลิ๊กเข้าไปอ่านด้วย
“ตอนโสดก็แสนจะเนื้อหอม แต่ตอนเป็นหม้ายเขากลับดูดีกว่าอีก มีแววว่าหัวบันไดไม่แห้งแน่นอน”
“สงสารลูกเขาเนอะ ไม่รู้มีปัญหาอะไรกันพ่อแม่ถึงต้องหย่า”
“อื้อ...จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยมีใครได้เห็นหน้าภรรยาของเขาเลยนะ ขนาดนักข่าวตามทำข่าวหนักๆ ยังไม่ได้สักรูป ได้แต่มโนว่าเป็นคนนั้นคนนี้ ส่วนคุณภูวิศก็ไม่ได้ออกมาแก้ข่าวใดๆ เลยเหมือนกัน นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว”
“เขาคงไม่อยากเป็นข่าวมั๊ง”
“เป็นเราหน่อยไม่ได้ จะยื่นหน้ามาโชว์ให้คนเขาอิจฉาว่ามีสามี หล่อ รวย”
“แกก็บ้า”
“แต่จะว่าไปคุณภูวิศนี่ผู้ชายในสเปคแกเลยนี่นา” กิ่งเหมยเปลี่ยนเรื่องทันที ทำเอาอิงฟ้าปรับอารมณ์แทบไม่ทัน
“ตอนนี้ไม่มีสเปคแล้ว เจอแล้วมันใช่ก็คนนั้นล่ะ”
“อะไรยะ...พอใกล้สามสิบแล้วไม่มีสเปคทันทีเลยนะ เมื่อก่อนนี่ร่ายยาวยังกับหางว่าว” คำแซวจากเพื่อน ทำเอาอิงฟ้าต้องเฉไฉบอกปัดไปตามระเบียบ
“นั่นมันเมื่อก่อน”
“แต่จะว่าไปคุณภูวิศนี่ดูอบอุ่นเนอะ ลุคแบดบอยหน่อยๆ แต่เวลาเขาอุ้มลูกสาว ดูเป็นผู้ชายอบอุ้นอบอุ่น” ขณะเอ่ย กิ่งเหมยก็มองตรงไปยังภูวิศ ตอนที่รู้ว่าเขาแต่งงานและมีภรรยาแล้วทำเอาสาวๆ อกหักครึ่งค่อนประเทศ แต่ตอนนี้หัวใจสาวๆ คงกลับมาดี๊ด๊าเพราะเขาเป็นโสด แม้จะมีเรือพ่วงมาหนึ่งก็ตาม
“อื้อ...ตัวเขาหอมมากด้วย”
“อะไรหอมนะ”
“กับข้าว หอม ชวนกินมาก กินกันเถอะ ฉันหิวแล้ว” อิงฟ้าแก้ต่างให้ตัวเองจนลิ้นพัน ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับอาหารที่สั่งไปนำมาเสิร์ฟพอดี
ทั้งคู่นั่งกินข้าวด้วยกัน จากนั้นก็ไปเดินชอบปิ้ง ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้าน ซึ่งทันทีที่มาถึงบ้าน อิงฟ้าก็รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดค้นหาข้อมูล โดยใส่คำว่า...
ภูวิศ จิระสกุล
ประวัติของภูวิศ จิระสกุลก็ปรากฎขึ้นมาให้อิงฟ้าได้อ่าน แต่มันก็มีแค่ข้อมูลคร่าวๆ ของชายหนุ่มเท่านั้นเอง ไม่ได้เจาะลึกจนทำให้เธอรู้จักเขามากเท่าไหร่นัก
อิงฟ้านั่งมองรูปชายหนุ่มด้วยรอยยิ้ม โดยเฉพาะรูปตอนที่เขาอุ้มลูกสาวไว้แนบอกที่ดูอบอุ่นบอกไม่ถูก สายตาของเขา อ้อมกอดจากเขาทำให้เธอหลง
“ตื่นๆ เขามีลูกมีเมียแล้ว ตื่น” อิงฟ้าตบหน้าตัวเองแรงๆ นั่นเพราะเธอเริ่มจะคิดไม่ซื่อกับคนมีครอบครัวเสียแล้วนั่นเอง ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าเวลานี้ภูวิศเป็นพ่อหม้าย
นานๆ กว่าจะเจอผู้ชายที่ทำให้เธอหวั่นไหว จะว่าไปกลิ่นกายเขาตอนนั้นก็ยังคงสัมผัสได้จนถึงตอนนี้ ผู้ชายอะไรตัวห้อมหอม แม้จะมีกลิ่นบุหรี่แฝงอยู่เล็กๆ ก็ตามที
คิดเรื่องนี้ภาพเหตุการณ์ของวันนี้ก็ย้อนกลับเข้ามาในหัวของเธออีกครั้ง คนเราการหย่าร้างมันก็มีด้วยกันหลายสาเหตุ จะอะไรก็อยู่ที่คนสองคนเป็นหลัก
“เด็กอะไรน่ารักจังเลย” เธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มองรูปเด็กหญิงตัวน้อยที่ยิ้มแป้นอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นพ่อ ก่อนจะหยุดการเสพข่าวของภูวิศไว้เพียงแค่นี้แล้วจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อจะได้เข้านอน
นั่นเพราะพรุ่งนี้เธอต้องเข้าไปช่วยงานพี่ชายแล้วนั่นเอง ไม่รู้ว่าการทำงานในวันพรุ่งนี้จะเป็นยังไงบ้าง แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อิงฟ้าก็ได้บอกตัวเองให้สู้เข้าไว้
แต่กว่าคืนนั้นจะนอนหลับก็ปาเข้าไปเกือบตีสอง พอตื่นมาใบหน้าอิงฟ้าก็บวมปูดเพราะอดนอน ก่อนจะใช้การเทคนิคการแต่งหน้าขั้นเทพอำพรางความหมองคล้ำ ซึ่งก็ช่วยได้ดีทีเดียว
ทันทีที่เธอก้าวลงมาชั้นล่าง ก็ได้ยินเสียงเจี๊ยวจ๊าวของบรรดาหลานชายทั้งสี่คน ที่เวลานี้นั่งบนเก้าอี้ของตัวเองเพื่อกินอาหารเช้า ทั้งสี่มีอายุห่างกันคนละสองปี เรียกได้ว่าพี่ชายเธอวางแผนการมีลูกมาเป็นอย่างดี ส่วนพี่สะใภ้นั้นแม้จะผ่านการมีลูกมาแล้วตั้งสี่คน แต่ก็ยังดูสาวและสวยไม่สร่าง แถมยังทำงานไม่ได้เป็นแม่บ้านอย่างเดียวอีก เธอนี่อดที่จะนับถือไม่ได้
“อาอิ้ง”
“ว่าไงครับน้องบอล” อิงฟ้าเอ่ยทักทายหลานชายคนโต ที่ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่หก ส่วนน้องคนรองเรียนอยู่ประถมสี่ น้องคนที่สามเรียนอยู่ประถมสอง ส่วนคนเล็กปีนี้อยู่อนุบาลสาม
วันนี้อิงฟ้าไม่ได้แต่งชุดเซ็กซี่หรือเปรี้ยวอย่างที่เคยแต่งเป็นประจำ แต่กลับใส่ชูดสูทสีดำ แม้จะมองดูแล้วแปลกตาไปเสียหน่อย แต่ก็ดูภูมิฐานเหมาะสมดี
“วันนี้อาอิ้งสวย” คำชมจากหลานชายตัวโต พลอยทำให้ อิงฟ้ายิ้มแก้มแทบปริ นั่นเพราะลูกๆ ของพี่ชายทั้งสี่คน เธอก็ช่วยเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะทั้งหมด งานเลี้ยงเด็กเหนื่อยแต่ก็สนุกดี
“ขอบคุณครับ” อิงฟ้าส่งยิ้มให้ ก่อนจะทักทายหลานอีกสามคน ตามด้วยพี่สะใภ้แล้วก็พี่ชาย
ทุกเช้าครอบครัวเธอจะมานั่งทานข้าวด้วยกันที่ตึกใหญ่ หรือก็คือบ้านหลังใหญ่ที่เธอกับแม่อยู่ ส่วนพี่ชายปลูกบ้านอีกหลังไว้เป็นเรือนหอ ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกันและแยกออกไปอยู่ที่นั่นตามประสาคนมีครอบครัวและลูกชายดกมาก
“เห็นแม่บอกว่าวันนี้อิ้งจะเข้าไปช่วยงานพี่ที่โรงเรียน” เขตไทเอ่ยถามน้องสาวขึ้น
“ค่ะ...แต่พี่โอมอย่าพึ่งบอกใครนะคะ อิ้งขอแฝงตัวไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กก่อน”
“โอเค”
“น้องบอล น้องบาส น้องแบต น้องปิงปองด้วยนะครับ อย่าบอกเพื่อนๆ เชียวว่ารู้จักอาอิ้ง” อิงฟ้าหันไปกำชับหลานชายทั้งสี่คน
“ได้ครับ” บรรดาเด็กๆ ขานรับแทบจะพร้อมกัน แม้บางครั้งพวกเขาจะซนจนยากจะรับมือ แต่ทุกครั้งที่ผู้เป็นอาเอ่ยอะไร เด็กๆ มันจะเชื่อฟังเสมอ
“แล้วจะเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงที่แผนกไหนก่อนดีคะน้องอิ้ง” บุษยาเอ่ยถามน้องสามีขึ้น
“อนุบาลค่ะ อิ้งชอบเด็ก”
“ไปฝึกงานนะเรา ไม่ใช่ให้ไปเล่นกับเด็กๆ” เขตไทส่ายหน้ารู้ทันน้องสาว ที่ชอบเด็กมาตั้งแต่ไหนแต่ไร หลานๆ ทั้งสี่คนนี่ก็เลี้ยงมาเองกับมือ ช่วยเบาแรงภรรยาเขาได้มากโข เพราะเลี้ยงมาเองแบบนี้ลูกชายเขาถึงได้รักและเชื่อฟังอาเป็นพิเศษ
“ค่ะ...อิ้งรู้แล้วน่า” อิงฟ้าย่นจมูกให้พี่ชาย ก่อนที่จะส่งยิ้มให้ผู้เป็นแม่ที่ลงมาร่วมโต๊ะหลังสุด จากนั้นทั้งหมดก็กินมื้อเช้าด้วยกัน
เมื่อเสร็จเขตไทก็ไปทำงานพร้อมลูกๆ ที่เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันทั้งหมด ส่วนบุษยานั้นไปทำงานที่บริษัทของครอบครัวเธอเช่นกัน
อิงฟ้าออกจากบ้านเป็นคนสุดท้าย โจทย์ยากของวันนี้คือเธอจะขับรถคันไหนไปทำงาน หรูไปก็ไม่ได้อีกเดี๋ยวมีคนเขม่น ไปๆ มาๆ จึงตัดสินใจขับรถอีโคคาร์สีแดงสดของพี่ชาย ที่อิงฟ้าเองก็ไม่รู้ว่าพี่ชายเธอจะซื้อมาทำไมเหมือนกัน
“โชคดีนะลูก”
“ค่ะแม่” อิงฟ้ายืนโบกไม้โบกมือให้ผู้เป็นแม่ที่ยืนส่งอยู่หน้าบ้าน จากนั้นเธอก็ขับรถตรงไปยังโรงเรียน โดยพี่ชายเธอฝากเรื่องนี้ไว้กับเลขาส่วนตัวแล้ว
เมื่ออิงฟ้ามาถึงโรงเรียน ก็มีเจ้าหน้าที่เข้ามารับเธอไปพบกับหัวหน้าระดับอนุบาล จากนั้นการทำงานวันแรกในฐานะพี่เลี้ยงของเธอก็ได้เริ่มขึ้น
“สูงอีกค่า สูงอีก” เสียงสดใสของเด็กๆ ต่างตะโกนบอกเพื่อให้พี่เลี้ยงคนใหม่ยกตัวเองให้สูงขึ้นไปอีก อิงฟ้าพ่นลมหายใจออกปากหนัก นั่นเพราะหงุดหงิดกับความสูงของตัวเองที่มันพอดีกับมาตรฐานหญิงไทยมากไปหน่อย ทำให้เธอยกเด็กๆ ได้ไม่สูงมาก
จากนั้นพี่เลี้ยงคนใหม่ก็เข้าไปเล่นสไลเดอร์กับเด็กๆ อย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะของเด็กระดับเตรียมอนุบาล ดังขึ้นแทบตลอดเวลาก็ว่าได้
ที่โรงเรียนเน้นการเรียนการสอนแบบบูรณาการ เน้นเล่นให้เด็กๆ ได้ทำเองมากกว่าการยัดเยียดวิชาความรู้ เรียกได้ว่าสอนทุกอย่างให้เหมาะสมตามวัยของเด็กเป็นหลัก นักเรียนชอบผู้ปกครองก็ชอบ เรียกได้ว่าวินๆ กันทั้งคู่
“พี่อิ้งขอพักก่อนนะคะ หายใจไม่ทันแล้ว”
“ปีนอีกรอบเดียวนะคะ นะคะพี่อิ้ง”
“โอเคค่ะ ไปกัน” อิงฟ้าหอบแฮ่กๆ แต่ก็ใจร้ายไม่ลง เพราะแววตาของเด็กๆ ที่ส่งมามันทำให้เธอใจอ่อนได้เสมอ แม้จะเหนื่อยแสนเหนื่อยแต่อิงฟ้าก็ยอมเป็นม้าให้เด็กๆ ได้ขี่หลังแล้วค่อยๆ คลานไปมารอบๆ
และเพราะเล่นกับเด็กๆ ทั้งวัน พอกลับถึงบ้านอิงฟ้าถึงกับสลบ อรทัยเข้ามาดูลูกสาวที่หลับไปทั้งชุดทำงานก็ได้แต่ส่ายหน้าให้ ก่อนจะปลุกให้อิงฟ้าไปอาบน้ำอาบท่า
“ค่าแม่” คนงัวเงียเอ่ยตอบ แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ทำตามที่รับปาก เพราะตื่นเช้ามาอิงฟ้าก็ยังคงอยู่ในชุดเดิม แต่น่าแปลกที่เธอกลับมีความสุข และยังคงไปทำงานด้วยรอยยิ้มเหมือนเมื่อวาน
“พี่อิ้งงงง” เสียงเด็กๆ ที่เอ่ยทักอิงฟ้าทันทีที่เห็นหน้าดังขึ้น ก่อนที่เด็กๆ จะกรูเข้ามาหาพี่เลี้ยงคนใหม่อย่างพร้อมเพรียง เรียกได้ว่ามาทำงานแค่วันเดียว แต่อิงฟ้ากลับทำให้เด็กรักและอยากเข้ามาหาได้มากกว่าที่คิด
หลังจากนี้เด็กๆ เตรียมอนุบาลทั้งห้าห้อง อาจได้เรียกหาพี่อิ้งๆ คนนี้ทั้งวันก็เป็นได้