ช่อพิกุลก้มหน้าร้องไห้ ทำทีเหมือนกำลังเจ็บปวดสุดหัวใจ ทั้งที่ปลายริมฝีปากด้านในแอบยกขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น
กล้องวงจรปิดบริเวณนั้นเธอทำให้มันเสียไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ไม่มีหลักฐานใดบอกความจริงได้อีก ศิวกรรีบเข้ามาประคองร่างของช่อพิกุลเอาไว้
“อย่าโทษตัวเองเลยกุล พิทำเกินไปจริง ๆ ทำร้ายคนอื่นกลับได้รับผลกรรมเสียเอง” คำพูดนั้นเป็นเหมือนมีดกรีดกลางใจ
คิรันเงยหน้าขึ้น แววตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเดือดพล่าน
“แกว่าอะไรนะ” เขาลุกขึ้นอย่างเชื่องช้าแต่เต็มไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น ก่อนจะพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อศิวกรอย่างแรง
“พิตาย ตายเพราะแกไม่ช่วยเธอ”
“คินใจเย็นก่อน” ศิวกรยังพูดไม่ทันจบ หมัดของคิรันก็พุ่งเข้าใส่ใบหน้าของศิวกรจนหงายหลังชนกับพื้นเต็มแรง
“ตอนเธอกำลังจะตาย แกวิ่งไปช่วยคนอื่น แกทำแบบนั้นได้ยังไงวะ แกเป็นพี่ชายที่เธอรักมากที่สุดนะ ทำไมแกถึงไม่ช่วยเธอ ทำไม” คิรันคำรามด้วยเสียงสั่น เขากำหมัดจนสั่น แต่ถูกดึงตัวออกไว้ได้ทันก่อนจะซ้ำอีกครั้ง
ศิวกรจับแก้มตัวเอง เลือดไหลซึมออกมา แต่เขายังมองช่อพิกุลที่ทำทีสั่นเทาเหมือนลูกนก
“พิทำตัวเองนะคิน เธอผลักกุลก่อน ยังไงก็ต้องรับผลกรรม” คำพูดนั้นทำให้ธีรศักดิ์หน้าตึง
“พิไม่ใช่คนแบบนั้น เธอในฐานะพี่ชายไม่รู้นิสัยของเธอเหรอ” ธีรศักดิ์เอ่ยถามลูกชายบุญธรรมอย่างเสียใจ รู้สึกผิดหวังเป็นอันมากที่คนในครอบครัวเข้าข้างคนนอก เขารู้จักนิสัยของลูกสาวดีว่าเป็นคนเช่นไร ตลอดมาที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายนั้นเพราะไม่มีหลักฐานจึงต้องให้เงินชดเชยสองแม่ลูกไป แต่เขาเลี้ยงลูกมาตั้งแต่เด็ก รู้ดีว่าพิรดาไม่ใช่คนเลวร้ายที่จะอิจฉาริษยาหรือทำร้ายคนอื่นได้ โดยเฉพาะคนคนนั้นเป็นแค่ลูกแม่บ้านที่ไม่มีอะไรให้น่าอิจฉาเลยสักนิด
พิรดาในสภาพวิญญาณจ้องมองทุกคนด้วยความรู้สึกแตกต่างกัน ทั้งเจ็บปวดและซึ้งใจในเวลาเดียวกัน อาจเพราะเธอได้เห็นว่าใครที่รักเธอที่สุด และใครที่ปรารถนาเธอที่สุดนั่นเอง เธอคงไม่มีโอกาสฟื้นคืนมาอีกแล้ว ได้แต่นึกเสียดายที่ตอนยังมีชีวิตอยู่เธอไม่ได้ทำดีกับคนที่รักเธอมากๆ แต่กลับไปทำดีกับคนที่ไม่เคยรักใคร่ห่วงใยเธอเลย คนคนนั้นก็คือศิวกร พี่ชายบุญธรรมที่เธอแอบหลงรัก ทุ่มเทให้เขาทุกอย่าง แต่เขากลับไปรักคนอื่น ไม่มีความรักความห่วงใยให้เธอเลย แถมยังไม่เชื่อใจเธออีก
เธอเห็นมารดาที่ฟื้นขึ้นมาร้องไห้จนตัวสั่น เห็นบิดาที่แข็งแกร่งมาตลอด วันนี้ทรุดลงเหมือนคนหมดแรง
เห็นคิรันที่เธอเคยเกลียด คิดว่าเขาชอบแกล้งและเกลียดเธอเช่นกัน วันนี้กลับสารภาพรักต่อเธอ ท่าทีเหมือนคนคลุ้มคลั่งเมื่อรู้ว่าเธอสิ้นใจแล้ว และเห็นศิวกรมองเธอด้วยความผิดหวัง เขาเชื่อว่าสิ่งเลวร้ายทั้งหมดเป็นฝีมือของเธอ แม้เธอตะโกนเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครได้ยิน วิญญาณสาวได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นกับความจริงที่ได้รับรู้
ช่อพิกุลก้มหน้า ริมฝีปากโค้งบาง ๆ ขึ้นอย่างเลือดเย็นในจังหวะที่ไม่มีใครเห็น ถ้าพิรดาตายทุกอย่างจะต้องเป็นของเธอ
ทรัพย์สมบัติจะตกเป็นของศิวกร ผู้ชายที่หลงกลเธอง่ายแสนง่าย และเมื่อแต่งงานกันชีวิตที่เธอใฝ่ฝันก็ไม่ไกลเกินเอื้อม ศิวกรเป็นลูกชายบุญธรรมหากไม่มีพิรดาทรัพย์สมบัติทั้งหมดก็จะต้องตกเป็นของเขา และเธอเป็นคนรักของเขา เธอก็จะได้ครอบครองทุกอย่างที่พิรดาเคยมี เชิดหน้าชูตาอยู่ในตระกูลวัฒนกูลโดยที่ไม่มีใครกล้าดูถูกอีก
พิรดามองภาพทั้งหมดนั้นด้วยหัวใจที่ค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้า ๆ ความจริงที่เธอมองไม่เห็นมาตลอดกำลังชัดเจนขึ้นทีละนิด
ใครที่รักเธอจริง ใครที่เสียใจจนแทบขาดใจเพราะเธอ และใครที่ไม่เคยมองเห็นความจริงในตัวของเธอเลยแม้แต่น้อย นี่คือครั้งแรกที่พิรดารู้ ว่าใครกันแน่ที่รักเธออย่างแท้จริง
บรรยากาศในห้องนั้นเต็มไปด้วยเสียงสะอื้น เสียงร้องไห้ และความสิ้นหวังที่กดทับหัวใจของหลายคนเอาไว้เหมือนหินหนัก จนกระทั่ง ปลายนิ้วของพิรดาขยับเบา ๆ คิรันที่กอดร่างเธอแน่นสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นมองในทันที
“พิ พิ!!” เปลือกตาที่ปิดสนิทค่อย ๆ ขยับ ก่อนจะลืมขึ้นอย่างช้า ๆ ดวงตาใสพร่ามัวเพราะน้ำตา และเพราะเพิ่งกลับมาจากความว่างเปล่าที่น่ากลัวกว่าฝันร้าย
“คะ…คิน” เสียงเธอเบาราวกระซิบ
ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน คิรันตัวสั่นจนเห็นได้ชัด ก่อนเขาจะโผเข้ากอดเธอแน่นอีกครั้ง กอดเหมือนกลัวว่าเธอจะหายไปอีก
เขาซบหน้าลงบนไหล่ของเธอแล้วร้องออกมาเหมือนเด็ก ๆ
“พิ ฉันนึกว่าเธอ ฉันคิดว่าเธอไปแล้ว ฮึก…อย่าเป็นแบบนี้อีกนะ” น้ำตาของเขาไหลลงมาไม่หยุด เสียงสะอื้นดังชัดจนทั้งห้องเงียบกริบ
พิรดาพยายามยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้เขา พลางยิ้มออกมา จากคู่กัดกลายเป็นคนที่รักเธอที่สุด ไม่น่าเชื่อ แต่เธอมีชีวิตกลับมาอีกครั้ง เธอจะไม่เดินพลาดอีก เมื่อครู่ตอนที่เธอกำลังโศกเศร้าอย่างที่สุด จู่ ๆ ก็รู้สึกวูบ ก่อนที่วิญญาณจะกลับเข้าร่าง ทำให้เธอฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง
“เสียใจขนาดนั้นเลยเหรอที่ฉันตายไป”
คิรันหน้าแดงวาบทันทีเหมือนโดนไฟลวก
“มะ…ไม่ได้เสียใจสักหน่อย ก็แค่…ก็แค่…เธอมัน…ทำให้คนอื่นตกใจไปหมด” เขาพูดตะกุกตะกักจนประโยคแทบจะกลายเป็นเสียงอ้อมแอ้ม
คนปากแข็งแบบเขาไม่เคยยอมรับเลยสินะว่าแอบชอบเธอ แต่เมื่อครู่ตอนรู้ว่าเธอไม่อยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว เขาสารภาพรักเธอ เธอได้ยินชัดเต็มสองหู แถมยังร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเด็กน้อยอีก ภาพนี้เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ปกติเขาเป็นพวกกวนประสาท หน้าตาย ปากร้ายและขี้แกล้ง ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะได้เห็นเขาในสภาพคนใจสลายแบบเมื่อครู่
พิรดามองเขานิ่ง ๆ แล้วก็ยิ้มบาง ๆ ยิ้มที่มีทั้งความอบอุ่นและความเข้าใจ เพราะเธอได้ยินแล้วทุกคำสารภาพ ทุกเสียงร้องไห้
ชายที่เธอคิดว่าเกลียดเธอมาโดยตลอด รักเธอจนแทบขาดใจ มารดาของพิรดารีบเข้ามาจับมือบุตรสาว น้ำตาไหลพรากอย่างโล่งอก
“พิ แม่ดีใจเหลือเกินลูก” ธีรศักดิ์ยืนตัวสั่นก่อนจะก้มลงลูบศีรษะบุตรสาวเบา ๆ
“ลูกพ่อฟื้นก็ดีแล้ว เดี๋ยวให้หมอตรวจอีกทีนะ นอนพักก่อน ห้ามลุกขึ้นเด็ดขาด”
พยาบาลหลายคนรีบกรูกันเข้ามาตรวจอาการด้วยความกังขา เพราะคนไข้เสียชีวิตไปแล้วนี่นา ฟื้นขึ้นมาได้ยังไง
จังหวะเท้าเร่งรีบ เสียงเครื่องมือดังแผ่ว เป็นสัญญาณว่าทุกคนพยายามช่วยชีวิตเธออย่างสุดความสามารถ
ในมุมหนึ่ง ช่อพิกุลยืนหน้าซีดเหมือนเลือดหายไปจากร่างกาย ดวงตาสั่นระริกทั้งตกใจและไม่พอใจ ใบหน้าที่แกล้งเศร้าเมื่อครู่แทบปริแตก
ทำไมนังนั่นมันยังไม่ตาย ความคิดนั้นฉายชัดในดวงตาที่หลบซ่อนความเกรี้ยวกราด
ศิวกรยืนนิ่ง มองพิรดาที่ฟื้นขึ้นมาด้วยความตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออกเช่นกัน
เขาไม่กล้าเอ่ยคำตำหนิ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา เพราะภาพที่เธอนอนแน่นิ่งเมื่อครู่ยังฝังอยู่ในหัว ใจหนึ่งก็รู้สึกผิดอยู่เหมือนกันที่ไม่ได้ช่วยเธอ
แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านผ้าม่านสีอ่อน ห้องพักฟื้นจึงอบอุ่นนุ่มนวลตา พิรดานอนพิงหมอนอยู่บนเตียง ส่วนข้าง ๆ คือคิรันที่หั่นผลไม้เป็นชิ้นเล็ก ๆ อย่างตั้งใจผิดปกติ แม้ใบหน้าจะเรียบนึง แต่สายตากลับอ่อนโยนกว่าครั้งไหน ๆ
“กินหน่อย จะได้มีแรง” เขาจัดการป้อนให้ พิรดายิ้มอ่อนโยนกับการกระทำของคนที่ปกติปากมอม ขี้แกล้งแบบเขา
“อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนนะ ไม่อยากอยู่คนเดียว”
คิรันหน้าแดงนิด ๆ แต่พยายามทำเป็นเฉย คิดถึงตอนที่ตัวเองร้องไห้ฟูมฟายก่อนหน้านี้ ถ้ายายตัวแสบบนเตียงรู้ว่าเขามีสภาพยังไง คงหัวเราะเยาะเป็นแน่ โชคดีที่เธอไม่เห็นเพราะสลบอยู่
“ก็ไม่ได้จะไปไหนอยู่แล้ว” เขาตอบอย่างเขิน ๆ
บรรยากาศอบอุ่นนั้นอยู่ได้ไม่นาน ประตูห้องก็ถูกเปิดออก
ช่อพิกุลเดินเข้ามาพร้อมใบหน้าซีดเผือด ก่อนจะคุกเข่าลงตรงปลายเตียงในทันที
“คุณหนูคะ กุลผิดเองค่ะ กุลทำให้คุณหนูไม่พอใจ กุลขอโทษ ฮึก…ขอโทษจริง ๆ ค่ะ”
น้ำเสียงสั่นไหวเหมือนคนสำนึกผิดสุดหัวใจ แต่สายตาที่ก้มต่ำแอบเหลือบขึ้นมามองพิรดาด้วยแววคาดหวังให้เธอหลงกลเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
ศิวกรรีบก้าวเข้ามาประคองร่างบอบบาง
“อย่าโทษตัวเองเลยนะกุล พิผลักเธอตกน้ำก่อน เธอไม่ได้ผิด เขาเป็นแบบนี้ก็เพราะกรรมตามสนอง” เขาหันมามองพิรดาด้วยแววตำหนิ
“พิ…เธอทำตัวเองนะ กรรมมันเลยตามทัน” แถมยังต่อว่าตามมาอีก
พิรดานิ่งอยู่วินาทีหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นเรียบ ๆ
“คินช่วยประคองฉันลงจากเตียงหน่อย”
คิรันชะงัก
“จะทำอะไรน่ะ”
“อยากลงจากเตียงหน่อย แต่ไม่ค่อยมีแรงเท่าไหร่” เธอตอบพลางยิ้มมุมปาก
คิรันมองเธออย่างสงสัย แต่สุดท้ายก็ยื่นมือให้จับ ประคองเธอลงจากเตียงอย่างระมัดระวังราวกับเธอเป็นเป็นเจ้าหญิง พิรดาก้าวช้า ๆ ไปจนถึงหน้าช่อพิกุลที่ยังคุกเข่าอยู่ตรงพื้น
เพียะ!!
เสียงตบสะท้านทั้งห้องจนทุกคนตะลึง ช่อพิกุลหน้าหันตามแรงฝ่ามือ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและความอับอาย ไม่คิดว่าจะโดนตบจนหน้าหัน ศิวกรรีบหันมาดุพิรดาในทันที
“พิ เธอทำบ้าอะไรนี่ ทำไมต้องกลั่นแกล้งกุลตลอดเลย นี่ก็ลงไม้ลงมืออีก”
พิรดายกคางขึ้นเล็กน้อย สายตาเย็นชาจนคนมองสะท้าน
“ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้ทำ ใคร ๆ ก็หาว่าฉันทำ ทั้งที่ฉันพยายามอธิบาย พยายามทำดี แต่ไม่มีใครเชื่อ”
เธอก้าวเข้าไปใกล้ช่อพิกุลที่ยังตัวสั่น เพราะยังต้องแสดงละคร เลยโต้ตอบอะไรไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่อยากตบพิรดาเสียให้หน้าหันเช่นกัน
“งั้นต่อจากนี้ไป…ฉันจะ ‘ทำจริง เจ็บจริง’ แล้วล่ะ จะได้รู้ว่าถูกกลั่นแกล้งมันเป็นยังไง”
ช่อพิกุลหน้าซีดเป็นกระดาษ ส่วนศิวกรเองก็อึ้งจนพูดไม่ออก เขาอ้าปากจะต่อว่าอีก แต่พิรดาหันไปเรียกเสียงหวาน
“คิน พิเหนื่อยแล้ว อยากพักผ่อน ไล่หมาแมวออกไปจากห้องให้หน่อย”
คิรันที่ยืนข้าง ๆ เหลือบมองศิวกรด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ก่อนจะพูดเสียงเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
“ออกไปได้แล้ว พิจะพักผ่อน” ประโยคเดียวทำให้ทั้งศิวกรและช่อพิกุลต้องถอยออกไปอย่างเสียหน้า เพราะถึงยังอยู่ก็อาจจะมีเรื่องราวใหญ่โตได้
ประตูปิดลงเงียบสนิท ทิ้งไว้เพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่อยู่ในห้องเดียวกัน
คนหนึ่งเพิ่งได้สติว่าต้องปกป้องตัวเอง อีกคนหนึ่งพร้อมจะปกป้องเธอจนสุดทาง
โถงทางเดินหน้าห้องพักฟื้นเงียบสงบ แต่บรรยากาศกลับหนักอึ้งเหมือนมีควันหมอกหนาทึบปกคลุมอยู่ทุกตารางนิ้ว
ศิวกรประคองช่อพิกุลออกมาด้วยท่าทางห่วงใย มือใหญ่ลูบไหล่เธอเบา ๆ เหมือนปลอบเด็ก
“กุลไม่ต้องร้องนะ ไม่ใช่ความผิดของเราเลย พิอารมณ์ไม่ดีน่ะ เธอเพิ่งเจอเรื่องหนักมา อาจจะหงุดหงิดไปบ้าง แล้วพี่จะตักเตือนเธอเอง” อย่างน้อยเขาก็คิดว่าตัวเองเป็นพี่ชายที่พิรดารักมากที่สุด รอให้เธออารมณ์ดีก็คงตักเตือนได้เหมือนเคย
ช่อพิกุลเงยหน้าขึ้น ดวงตาสั่นระริก น้ำตาไหลเป็นสาย แต่ในแววตาลึก ๆ ของเธอมีแต่ความเจ็บใจและความโกรธแค้นที่ถูกตบแบบไม่ทันตั้งตัว
เธอซบลงกับอกของศิวกร ทำทีเหมือนหมดเรี่ยวแรง
“กุลมันก็แค่ลูกคนใช้ในบ้านค่ะพี่กร กุลจะพูดอะไรได้ ถึงโดนตบก็ต้องทน กุลผิดเองที่เกิดมาต้อยต่ำ ฮึก ๆ ฮือ ๆ” เสียงสั่นแบบฝืนสุด ๆ แต่กลับแทงใจชายหนุ่มอย่างแม่นยำ
ศิวกรรีบกอดหล่อนแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป
“อย่าพูดแบบนั้น กุลไม่ได้ผิดอะไรทั้งนั้น พินั่นแหละที่ทำเกินไป” ได้ผล ช่อพิกุลก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มร้ายที่กำลังค่อย ๆ ผุดขึ้นตรงมุมปาก
ก่อนหน้านี้พิรดาอ่อนหวาน อ่อนโยน พูดอะไรไม่เคยสวนกลับ โดนใส่ร้ายก็พยายามแก้ตัวแบบกล้ำกลืน
ไม่เคยตบ ไม่เคยทำร้ายจริง ทำให้เธอควบคุมคนทั้งบ้านได้ง่ายดาย ใส่ร้ายว่านังนั่นกลั่นแกล้งทุกคนก็เชื่อ แต่ตอนนี้พิรดาที่ฟื้นขึ้นมากลับต่างออกไป
นิ่งเงียบ เย็นชา กล้าตบ กล้าสวนกลับ มันทำให้เธอรู้สึกไม่ปลอดภัย งั้นก็ต้องจัดการให้สิ้นซาก โดยใช้ผู้ชายคนนี้นี่แหละ
เธอบีบน้ำตาเพิ่ม เสียงสั่นสะอื้นหนักขึ้น
“กุลกลัวค่ะ กลัวคุณหนูจะทำร้ายกุลอีก แต่กุลก็ไม่มีที่ไปแล้วจริง ๆ อีกอย่างกุลอยากอยู่ดูแลรับใช้พี่กรค่ะ พี่กรมีบุญคุณกับกุลมาก”
เธอกำมือศิวกรไว้แน่นเหมือนเขาเป็นที่พึ่งสุดท้าย
ศิวกรมองหน้าช่อพิกุลด้วยความสงสาร ดวงตาเต็มไปด้วยความเวทนา แล้วพูดประโยคที่ทำให้ช่อพิกุลยิ้มอยู่ในใจ
“ต่อไปพี่จะจัดการกับพิเอง จะอบรมสั่งสอนเธอให้รู้ว่าต้องปฏิบัติกับคนอื่นยังไง ยังไงพิก็เป็นน้องสาว พี่จะไม่ยอมให้เธอมารังแกกุลอีกเด็ดขาด” หัวใจของช่อพิกุลเต้นแรงด้วยความสะใจ
ดี…ดีมาก…ถ้าเขาเข้าข้างเธอขนาดนี้ ต่อให้พิรดาฟื้นขึ้นมาแบบไหน ก็สู้เธอไม่ได้เหมือนเดิม
พิรดาตกหลุมรักพี่ชายบุญธรรมของตัวเอง นี่คือจุดอ่อนที่เธอจะใช้เล่นงานอีกฝ่าย ในเมื่อรักก็จะยอมทุกอย่าง
เธอซบหน้าเข้ากับอกศิวกรอีกครั้ง น้ำตาไหลอาบแก้ม แต่รอยยิ้มเย้ยหยันกลับแผ่วผ่านริมฝีปากอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครทันเห็น ว่านี่ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นการเริ่มเกมครั้งใหม่อีกครั้ง
ห้องพักพิเศษเงียบสงบ มีเพียงแสงไฟอุ่นนุ่มสาดลงบนเตียงที่พิรดานอนอยู่ เธอเริ่มมีสีหน้าดีขึ้นมากแล้ว และตอนนี้มีคิรันนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่างแม้สักก้าวเดียว
บิดามารดาของทั้งสองฝ่ายเพิ่งออกไปพัก หลังจากพูดแซวเบา ๆ ว่า ฝากดูแลพิด้วยนะคิน ทิ้งให้ในห้องเหลือเพียงคนทั้งสอง และบรรยากาศหวาน ๆ ที่อบอวลอย่างปฏิเสธไม่ได้
พิรดาหันไปมองคิรันที่กำลังปอกแอปเปิลอยู่ เขารู้ว่าเธอชอบกิน ก็เลยชอบปอกไปด้วย
“คิน” เสียงเธอนุ่มจนคิรันสะดุ้งเล็กน้อย
“อะ…อะไร” เขาทำเสียงดุกลบเกลื่อน แต่หน้าแดงจาง ๆ โดนจับได้ง่ายมาก พิรดายิ้มละมุน เป็นรอยยิ้มที่เธอไม่เคยให้เขามาก่อน เพราะสมัยก่อนเธอกับเขาคือคู่กัดคนสำคัญ แยกเขี้ยวใส่กันตลอด