"คุณ!!"
แพรวพิลาสหันมาหาหญิงสาวที่สาดน้ำใส่เธอก็จำได้ทันทีว่าเธอคือนาถลดาภรรยาของอติรุจที่บุกไปถึงสิงคโปร์เพื่ออาละวาดเธอวันนั้นเสียงด่าทอของนาถลดาทำเอาแพรวพิลาสตัวสั่นเล็กน้อยเธอไม่ได้ผิดตามที่หญิงสาวกล่าวหาก็จริงแต่เธออายคนในนี้อย่างมากจนแทบจะร้องให้
"เอาผัวฉันไปกกไว้ไหนบอกมาเดี๋ยวนี้นะ"
นาถลดารีบเข้ามาบีบไหล่แพรวพิลาสอย่างโมโหเพราะตอนนี้สามีของเธอหายไปตั้งแต่เธอไปอาละวาดวันนั้น
"ฉันไม่ได้ติดต่อกับสามีคุณแล้วนะคะแล้วฉันก็ไม่รู้ว่าเค้าอยู่ไหนด้วย"
แพรวพิลาสตอบด้วยน้ำตา
"โกหก...อีหน้าด้านเอาผัวฉันคืนมานะ.."
เมื่อได้ยินคำตอบดังนั้นนาถลดาจึงโมโหและโวยวายดังกว่าเดิมจนพราวพิไลใช้แรงทั้งหมดกระชากนาถลดาลงไปกองกับพื้น
"นี่หยุดเดี๋ยวนี้นะไปตามหาผัวเธอที่อื่นที่นี่ไม่มีผัวเธอแล้วก็กรุณาคุมผัวตัวเองให้อยู่อย่าให้มายุ่งกับพี่สาวฉัน"
พราวพิไลตะคอกใส่นาถลดาอย่างโมโห
"หื้มม.."
นาถลดาลุกจากพื้นเงื้อมมือหมายจะฟาดไปที่หน้าของพราวพิไลแต่ก็ต้องหยุดชะงักเพราะพราวพิไลตั้งท่าสู้อย่างไม่มีท่าทีจะยอม
"เข้ามาสิ..ต่อยปากแตกแน่ไปค่ะพี่แพรว"
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มไม่กล้าพราวพิไลจึงรีบพาพี่สาวของเธอออกไปจากที่นี่ทันที
ทางด้านในร้าน
"หืม...เห็นหน้าตาสวยใสซื่อๆแบบนี้ล่ะค่ะตัวดีชอบแอบฉกสามีชาวบ้าน"
เกวลินนั่งมองสถานการณ์จนจบเธอก็ฟันธงเอาเองว่าแพรวพิไลเป็นคนผิดจริง
"รู้ได้ไงว่าเค้าเป็นชู้กับสามีผู้หญิงคนนั้นจริง"
ธรัฐไม่ค่อยใส่ใจกับเหตุการณ์เท่าไรแต่ก็เห็นหน้าทุกคนชัดเจน
"ผู้หญิงถ้าไม่เหลืออดคงไม่มาอาละวาดให้อายคนอื่นแบบนี้หรอกค่ะแล้วแม่นั่นก็ดูจะกลัวจริงท่าจะผิดจริงๆนั่นแหละค่ะ"
"งั้นหรอ"
ธรัฐลองคิดตามที่เกวลินพูดมันก็มีส่วนจริงเหมือนกันเพราะผู้หญิงที่เขาเจอมาก็มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวกันทั้งนั้นดีที่เขายังพอรู้ทันบ้างเพราะก็ได้ขึ้นชื่อว่าเสือผู้หญิงเหมือนกัน
"ค่ะ..อย่าไปสนใจเลยค่ะทานต่อเถอะค่ะ"
บ้านวัฒนคีริน
20.00 น.
"อะไรนะคะให้แกล้งเป็นภรรยากับช่วยงานที่ธนาคาร"
พราพิไลกับแพรวพิลาสกลับมาถึงบ้านก็ต้องมีเรื่องให้น่าตกใจต่อกับเรื่องที่แม่ของเธอขอร้องให้เธอกับพี่สาวของเธอช่วยครอบครัวของผู้มีพระคุณ
"อันที่จริงคุณป้าเราเค้าก็ไม่ได้บังคับหรอกนะเพียงแต่แม่เห็นว่าเราสองคนน่าจะตอบแทนอะไรคุณป้าเค้าบ้างเค้าทั้งส่งเราสองคนเรียนทั้งยังช่วยให้บ้านหลังนี้ไม่ถูกยึดอีก"
พิศมัยเองก็พูดออกมาด้วยความลำบากใจเล็กน้อยเรื่องช่วยงานมันก็ยังโอเคอยู่แต่เรื่องเป็นภรรยาจำเป็นเธอไม่แน่ใจว่าลูกเธอคนไหนจะพร้อมใจทำที่สุด
"แพรวพร้อมช่วยค่ะคุณแม่จะให้พราวเลือกทางไหนบอกมาได้เลยนะคะ"
แพรวพิลาสไม่ได้ลำบากใจเลยสักนิดเพียงแค่ให้แม่เธอตัดสินใจมาว่าอยากให้เธอทำอะไรเธอก็พร้อมจะทำ
ครู่ต่อมา
"เฮ้อ...เอาเป็นว่าพราวไปที่ไร่เองค่ะพราวว่าพราวทำได้"
ทั้งสามนั่งเงียบกันอยู่ครู่หนึ่งและก็ได้คำตองจากพราวพิไลว่าเธอพร้อมที่จะไปอยู่ที่ไร่เพราะเธอคิดดีแล้วว่าเธอน่าจะรับมือกับเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีและอีกอย่างพี่สาวเธอก็ถนัดงานในธนาคารมากกว่าเธอจึงคิดว่าเธอเลือกแบบนี้มันดีที่สุดแล้ว
"แน่ใจดีแล้วใช่มั้ยลูก"
พิศมัยถามพราวพิไลอีกครั้ง
"ค่ะให้พี่แพรวทำงานที่ธนาคารจะดีกว่าค่ะเพราะพี่แพรวเก่งเรื่องตัวเลข"
"งั้นตกลงตามนี้นะแม่จะได้บอกคุณป้าเราเลย"
"ค่ะ"
ในเมื่อลูกสาวของเธอทั้งสองตกลงกันลงตัวอย่างเต็มใจพิศมัยเองก็โล่งใจและรีบส่งข่าวบอกกับหทัยรัตน์ทันที
วันต่อมา
เชียงใหม่
ไร่ศังกร
ไร่ศังกรเป็นไร่ที่มีอาณาเขตกว้างขวางและยากที่คนนอกจะเข้ามาง่ายๆเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่ของหิรัญและที่นี่ยังเป็นพื้นที่การเกษตรที่ปลูกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นพืชผักผลไม้รวมไปถึงแปลงดอกไม้อีกหลายแปลงที่แบ่งเป็นโซนๆแล้วแต่พื้นที่ว่าครงไหนเหมาะที่จะลงอะไรและยังมีการเลี้ยงสัตว์ทั้งแพะแกะโคนมโคเนื้อและหมูที่ยังคงความเป็นธรรมชาติเอาไว้มากๆไร้สารเคมีเพราะทำเกษตรอินทรี
หลังจากที่หิรัญรักษาตัวอยู่สองเดือนเต็มอาการของเขาก็ดีขึ้นอย่างมากผิดกับวันแรกที่มาโรงพยาบาลสภาพเนื้อตัวไม่มีชิ้นดีแทบจะหักทุกส่วนเลยด้วยซ้ำหลังจากที่ชายหนุ่มฟื้นขึ้นมาในสองอาทิตย์หลังจากที่สลบไปทำให้ทุกคนได้รู้ว่าหิรัญได้ความจำเสื่อมน่าจะหายไปประมาณสี่ห้าปีได้เพราะไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองมีแฟนและมาบริหารที่ไร่ศังกรแล้ว
เรือนศังกร
เรือนศังกรเป็นเรือนไม้ศักชั้นเดียวยกพื้นไม่สูงมากบันไดสามขั้นที่มีอายุหลายปีมาแล้วตั้งแต่รุ่นที่ปู่ของหิรัญนั้นใช้ชีวิตอยู่มีการปรับปรุงภายในใหม่ทั้งหมดให้เป็นสไตล์โมเดิร์นและมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันโดยปล่อยให้ตัวบ้านด้านนอกยังเป็นรูปแบบเดิมรอบอาณาเขตบ้านก็จะเป็นสนามหญ้าและมีการปลูกพืชผักสวนครัวรวมไปถึงดอกไม้แปลงเล็กๆไว้ใกล้ๆมองยังไงบ้านหลังนี้ก็เป็นสวรรค์ของคนรักสันโดษได้อย่างดีเลยทีเดียว
"ยินดีต้อนรับค่ะคุณหนู"
อุ่นเรือนแม่นมของหิรัญเลี้ยงหิรัญมาตั้งแต่ยังแบเบาะอายุ64ปีแล้วแต่เธอยังดูแข็งแรงอยู่มากเมื่อหิรัญตัดสินใจมาอยู่ที่ไร่อุ่นเรือนเลยขอตามมาดูแลคุณหนูของเธอที่นี่วันนี้อุ่นเรือนยิ้มกว้างได้อย่างไม่ต้องฝืนเมื่อเห็นคุณหนูของเธอหายดีเกือบร้อยเปอร์เซ็นแล้ว
"นี่ผมกับนมย้ายมาอยู่ที่นี่นานหรือยังครับคุณแม่"
หิรัญเห็นแม่นมของเขาก็รีบเข้าไปโผกอดอย่างที่เคยทำประจำตั้งแต่เด็กๆทั้งหันมาถามคน้ป็นแม่ว่าเขาและแม่นมนั้นย้านมาอยู่ที่นี่เป็นเวลาเท่าไร
"ก็เป็นปีแล้วล่ะจ่ะ"
"คุณพ่อยอมให้ผมมาอยู่ดูแลที่นี่ได้ยังไงครับ"
หิรัญถามคนเป็นแม่ด้วยสีหน้าสงสัย
"ก็ตารัฐรับปากว่าจะดูแลทุกอย่างเองพ่อเราก็เลยยอม"
"อ๋อ...งั้นหรอครับ"
"เข้าบ้านกันก่อนเถอะค่ะคุณหนูดูท่าฝนจะตกลงมาอีกแล้วค่ะ"
อุ่นเรือนเห็นทีว่าฟ้าครึ้มลมมาแรงเธอจึงชวนทั้งสองเข้าไปคุยด้านในบ้านกันจะดีกว่า
ห้องนั่งเล่น
"วันนี้นอนคนเดียวไปก่อนนะเดี๋ยวพรุ่งนี้ภรรยาของเราก็มาที่นี่แล้ว"
หิรัญและหทัยรัตน์เข้ามานั่งคุยกันที่โซฟาในห้องนั่งเล่นของบ้านที่อยู่หัวมุมติดกับระเบียงที่กั้นเป็นกระจก
"ภ..ภรรยา.."
หิรัญถึงกับหน้าชาผงะเล็กน้อยกับคำพูดของแม่เขาที่พูดออกมาเมื่อครู่
"ใช่จ่ะก็หนูพราวลูกของน้าพิศไง"
หทัยรัตน์บอกลูกชายของเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"ผมจำได้ว่าผมไม่เคยเจอเธอนะครับแล้วเธอมาเป็นภรรยาของผมตอนไหน"
หิรัญยังคงตั้งคำถามกับคนเป็นแม่ด้วยท่าทีตนกเล็กน้อย
"ก็ก่อนเราเกิดอุบัติเหตุได้ไม่นานหรอกจ่ะ"
"คุณแม่อำผมเล่นหรือป่าวครับถ้าเธอเป็นภรรยาผมจริงตอนที่ผมพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลเธอทำไมไม่มาดูแลผมบ้างเลยล่ะครับ"
"เอ่อ...ก็...จริงๆแล้วน้องก็ไม่ใช่ไม่ห่วงเรานะตารัญแต่น้องรักเรามากจนทนเห็นเราป่วยอยู่ในโรงพยาบาลไม่ได้น่ะช่วงที่เรายังไม่ฟื้นน้องก็มานะแต่เห็นเราทีไรก็เป็นลมไปทุกทีเลยแม่ก็เลยไม่ให้เธอมาจะดีกว่าแล้วพอเราหายดีค่อยมาเจอกันทีเดียว"
หทัยรัตน์ตอบลูกชายของเธออย่างรื่นไหลหากลูกชายเธอไม่เชื่อเธอแล้วจะเชื่อใคร
"งั้นหรอครับ"
หิรัญขมวดคิ้วเป็นปมแน่นอยู่ครู่หนึ่งจึงหันมามองหน้าแม่ของเขาอย่างสงสัยแต่ก็ไม่ได้คิดจะถามคำถามอะไรอีกต่อไปขอรอดูหน้าคนที่แม่เขาบอกว่ามาเป็นภรรยาของเขาก่อนก็แล้วกัน
วันต่อมา
"แม่พวงที่เค้าว่ากันว่าภรรยาคุณรัญกำลังจะมานี่จริงหรอะวะ"
บัวตองเป็นแม่ครัวอยู่ในเรือนศังกรถามพวงที่เป็นแม่ครัวที่เดียวกับเธอด้วยความสงสัยเพราะไม่เคยได้ยินว่าเจ้านายตนเองนั้นมีภรรยาแล้ว
"ก็ใช่น่ะสิเห็นได้ยินว่าแต่งงานกันก่อนจะเกิดอุบัติเหตุไม่เท่าไร"
พวงเองก็สงสัยเช่นกัน
"ฉันรู้มาว่าตอนนั้นคุณรัญพึ่งเลิกกับแฟนเก่าไปนี่นา"
บัวตองเองแอบเห็นอุ่นเรือนปลอบใจเจ้านายของพวกเธออยู่บ่อยครั้งก่อนจะเกิดอุบัติเหตุ
"อย่าพูดเรื่องนี้อีกถ้าเกิดภรรยาคุณรัญมาได้ยินเข้าจะไม่ดีเท่าไร"
พวงปรามบัวตองพร้อมส่ายหัวเล็กน้อยหน้าที่ของเธอคือทำอาหารเรื่องของเจ้านายก็คือเรื่องของเจ้านายเธอไม่อยากยุ่ง
"เออๆฉันไม่พูดแล้วก็ได้..แต่ก็ยังสงสัยอยู่ดีล่ะวะว่าไปแต่งกันตอนไหน"
บัวตองรับปากว่าจะไม่พูดแต่เธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่าคนเป็นนายแต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่ตอนไหน
ถึงเธอจะไม่เคยเห็นแฟนเจ้านายเธอมาที่นี่แต่ก็รู้ว่านายของเธอไปหาอยู่เรื่อยๆที่กรุงเทพแต่หลังจากเลิกกับแฟนเก่าไม่นานก็ได้แต่งงานกับแฟนใหม่เลยหรืออันนี้เธอคิดหนัก
"อย่ายุ่งเรื่องเจ้านายให้เยอะนักเรื่องตัวเองเอาให้รอดเห็นว่าลูกสาวแกก็พึ่งจะตกงานกลับมาอยู่บ้านไม่ใช่รึ"
พวงเห็นว่าบัวตองนั่งครุ่นคิดเรื่องเมื่อครู่ที่พูดกันไม่ตกเธอจึงหันไปบอกบัวตองให้คิดเรื่องมาลีลูกสาวตัวเองจะดีกว่า
"ก็ใช่น่ะสินี่ฉันก็คะยั้นคะยอให้มันมาทำงานในไร่อยู่ขืนเลี้ยงมันอยู่อย่างนี้ไม่ไหวแน่"
เมื่อพวงพูดถึงลูกสาวเธอบัวตองจึงเกิดหงุดหงิดขึ้นมาเพราะลูกสาวของเธอเป็นคนบอกอะไรยากเย็นเสียเหลือเกินหลังจากกลับตากกรุงเทพก็มาเกาะเธอกินอยู่ทั้งที่ร่่างกายครบถ้วนพร้อมที่จะทำงานได้
"รีบเอามาฉันจะให้ลูกสาวแกมาช่วยงานครัว"
พวงเองก็กำลังหาคนช่วยทำครัวอยู่เหมือนกันเธอจะได้ให้บัวตองไปช่วยแม่ครัวของไร่ทำอาหารให้คนงานในไร่กินเหมือนเดิม
"เห็นว่ามันจะเข้ามาพรุ่งนี้นะ"
บัวตองพูดอย่างไม่รู้เลยว่าลูกสาวของเธอจะมาตามที่บอกหรือป่าว
สนามบินxxx
"นี่อย่าลืมที่บอกล่ะ...ดูรูปคุณชายเค้าไว้เยอะๆแล้วก็พยายามอินว่าเค้าคือสามีเธออ่ะ"
ปอแก้วมาส่งพราวพิไลเพื่อนของเธอที่สนามบินพร้อมทั้งย้ำเตือนเพื่อนเธอถึงวิธีที่จะทำให้คุ้นกับคนที่เพื่อนเธอจะไปอยู่ด้วยในฐานะภรรยาปลอมๆโดยเร็ว
"โหย...ใครมันจะไปอินง่ายขนาดนั้น"
พราวพิไลพูดด้วยสีหน้าที่บูดบึ้ง
"ทำไมหน้าบูดแบบนั้นล่ะแก"
"ตอนแรกฉันก็ค่อนข้างไม่กลัวอะไรนะแต่ตอนนี้รู้สึกใจโหวงเหวงอย่างบอกไม่ถูกเลยอะ"
"ตัดสินใจมาแล้วนี่ยัยพราว..เออแล้วแม่แกได้บอกมั้ยว่าไอ้การเป็นเมียปลอมๆเนี่ยจนถึงเมื่อไร"
"เห็นว่ารอให้ยัยแฟนเก่าหน้าเงินแต่งงานไปก่อนมั้ง"
พราวพิไลได้ยินว่าหทัยรัตน์ป้าของเธอต้องการให้คนที่เป็นแฟนเก่าของหิรัญแต่งงานไปก่อนจะได้สบายใจว่ายังไงก็ไม่กลับมาหาหิรัญอีก
"แล้วถ้า...เค้าจะ..."
ปอแก้วพูดพร้อมมองหน้าพราวพิไลอย่างมีเลศนัย
"นี่หยุดพูดไปเลย...ฉันรู้ว่าแกคิดอะไรเรื่องนั้นไม่มีทางเกิดขึ้นหรอกน่าฉันว่าฉันเอาตัวรอดได้"
พราวพิไลปรามเพื่อนเธอเอาไว้ก่อนเพราะรู้ว่าจะพูดอะไรคงไม่พ้นเรื่องที่คู่สามีภรรยาต้องทำกันบนเตียงเธอจึงบอกให้เพื่อนเธอรู้ว่าคงไม่มีวันนั้นแน่นอน
"แล้วถ้าเค้าคุณชายคนนั้นเค้ารู้ความจริงก่อนล่ะว่าแกไม่ใช่เมียเค้าจริงๆอะ"
"ไม่มีทางหรอกน่าคุณป้าฉันเธอบอกว่าเตรียมแผนไว้ออย่างรอบคอบแล้วเหลือแค่ฉันทำตัวเป็นภรรยาที่ดีก็พอ"
พราวพิไลเชื่อใจว่ายังไงมันก็ไม่เป็นปัญหาอยู่แล้วเพราะเธอเหฌนว่าหทัยรัตน์ได้เตรียมการทุกอย่างไว้้รียบร้อยแล้วหากเกิดปัญหาอย่างมากเธอก็คงถูกหิรัญต่อว่าแต่เดี๋ยวแม่ลูกเค้าก็เคลียกันได้เองเพราะทุกอย่างเป็นแผนของแม่หิรัญ
"อืมๆ.."
ปอแก้วพยักหน้าและหวังว่ามันจะเป็นอย่างที่เพื่อนเธอพูดแต่เธออดคิดไม่ได้ว่าเรื่องแบบนั้นที่เธอคิดมันจะเกิดขึ้นจริงเพราะเธอเองก็ไม่รู้ว่าเพื่อนเธอจะต้องอยู่กับผู้ชายคนนั้นนานเท่าไรอีกอย่างคนอย่างพราวพิไลก็ไม่เคยอยู่ใกล้ผู้ชายมาก่อนด้วยเธอกลัวว่าเพื่อนเธอจะมีใจให้อีกฝ่ายอย่างง่ายดายน่ะสิแต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกไปเพราะมันอาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้
"นี่จะได้เวลาแล้วฉันไปก่อนนะ"
พราวพิไลดูนาฬิกาก็ได้เวลาที่จะต้องไปขึ้นเครื่องแล้วเธอจึงรีบบอกลาเพื่อนเธอ
"โชคดีล่ะ"
ครู่ต่อมา
พราวพิไลนั่งเครื่องได้ครู่หนึางแล้วเธอนับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่าวันนี้เธอถอนหายใจไปกี่ครั้งเพราะเมื่อจะถึงเวลาที่จะต้องถึงเชียงใหม่จริงๆเธอกลับประหม่ามากขึ้นเรื่อยๆ
สองชั่วโมงต่อมา
ไร่ศังกร
"คุณป้า...เอ่อคุณแม่"
กว่าลุงครามผู้จัดการไร่จะพราวพิไลมาถึงไร่ศังกรก็เล่นเอาเป็นชั่วโมงเพราะว่าทางจากสนามบินมาที่ไร่ค่อนข้างไกลกันมากเมื่อมาถึงก็รีบสวัสดีหทัยรัตน์คนที่ยืนรอต้อนรับอยู่หน้าบ้านครั้งแรกเธอเกือบจะเรียกอีกฝ่ายผิดแต่เธอก็เปลี่ยนเป็นคุณแม่อย่างรวดเร็วตามแผนที่คุยกันเอาไว้
"พี่เค้าอยู่ข้างในน่ะหนูพราว"
"ขอพราวสูดหายใจลึกๆก่อนนะคะ"
พราวพิไลยังคงประหม่าไม่หายตอนนี้เธอขอทำอารมณ์ให้เป็นคนรักคนนึงที่ต้องคิดถึงคนรักอีกคนมากๆก่อนภาพในหัวของเธอตอนนี้กำลังคิดถึงการกอดพี่สาวของเธออยู่และคิดว่าการทักทายชายหนุ่มก็ต้องทำแบบนั้นเช่นกัน
"โอเคจ่ะ.."
ซื้ดดดด..ฟู่ฟฟฟฟ
"เฮ่อออ.."
พราวพิไลหลับตาพร้อมพ่นลมหายใจออกมาช้าๆ