รัชศกอู่กวงที่สี่ ปลายฤดูใบไม้ผลิ
ณ อุทยานหลวงใต้ผืนฟ้าเหนือแผ่นดิน สถานที่อันแปดเปื้อนเต็มไปด้วยการหลั่งเลือด ไม่ด้อยไปกว่าสนามรบแห่งนี้ คือ ‘วังหลัง’ ที่ผู้คนต่างกล่าวถึงอย่างเป็นทางการว่า พระราชวังต้องห้าม
เมื่อสนมเอกอันดับหนึ่งอย่าง ‘เมี่ยวกุ้ยเฟย’ เยี่ยมชมความงดงามหมื่นบุปผา เหล่าคณะข้าราชบริพารก็ก้าวถอยหลัง เคลื่อนตัวออกจนหมด
เป็นที่รู้กันดีว่า เมี่ยวกุ้ยเฟยจบสิ้นแล้ว ฮ่องเต้หมดความโปรดปรานในตัวหญิงงามผู้นี้แล้ว
ภาพฉากนางสนมขึ้นสุดลงสุด มีให้เห็นกันนักต่อนัก แม้กระทั่งโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน ยังรั้งพระหทัยไว้ได้ไม่ครบหนึ่งปีด้วยซ้ำ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อรุ่งสางมาเยือน วังหลังเกิดเรื่องใหญ่โตสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแปดทิศ เมื่อโอรสแห่งสวรรค์จักรพรรดิเซี่ยเฉิงสวี ใคร่ครวญถึงข้อครหาที่พระองค์ตัดสินโทษประหารอดีตฮองเฮา การตายของสนมเอกฉีกุ้ยเฟยและจางผิน ความวิปลาสของสนมรองชุนกุ้ยเหริน ไปจนถึงโทษสถานหนักของสนมเอกหนิงเฟย
ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น หลังจากสตรีสกุลฮวาเข้าวัง
เพียงหกเดือน นางใช้เวลาเพียงหกเดือนเท่านั้น เพื่อก้าวข้ามสตรีทั้งวังหลัง ทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งกุ้ยเฟย
กระนั้นในความทรงจำขององค์จักรพรรดิ กลับไม่เหลือร่องรอยของสนมเอกเมี่ยวกุ้ยเฟย ผู้ที่ทรงลุ่มหลงโปรดปรานคนนี้ ข้าราชบริพารในวังล้วนตัดสินไปในทางเดียวกันว่า สนมเอกสกุลฮวาใช้วิชาปีศาจชักจูงฮ่องเต้ ก่อความโกลาหลสะเทือนไปถึงรากฐานของต้าโจว
โทษนี้ทัดเทียมโทษกบฏชิงแผ่นดิน จะกล่าวว่าไม่ใหญ่ย่อมเป็นไปไม่ได้
ผู้คนทั่วทั้งวังจึงรอคอยผลลัพธ์อย่างใจจดใจจ่อ
ไม่ว่าโทษทัณฑ์จะหนักเบาเพียงใด หญิงงามอันดับหนึ่งผู้นี้ คงไม่อาจชูคอเหนือสตรีทั้งวังอีกต่อไป!
ฮวาซิงอีกัดริมฝีปาก หรี่นัยน์ตาจับจ้องดอกโบตั๋นสีแดงสดพุ่มใหญ่ตรงหน้า หญิงงามคู่ราชินีบุปผา เหมาะสมคู่ควรเป็นยิ่งยวด
มุมมองคนนอกในขณะนี้ นางประหนึ่งนางเซียน ผู้หลุดออกมาจากบทกวีชื่นชมบุปผา
ทว่าภายในใจของสนมเอกผู้นี้ กลับมีเพียงคำว่า เฮงซวย!
ใช่แล้ว มีเพียงคำนี้เท่านั้น
เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน นางยังเป็นเพียง ‘หยางซิงอี’ หญิงสาวธรรมดาสามัญ ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ ไม่มีคนรัก ครั้นอายุใกล้ครบสามสิบ ญาติผู้หวังดีได้นัดดูตัวบุคคลชั้นยอดมาให้ ใครจะคิดว่าคนผู้นั้นจะป่วยเป็นโรคร้าย นัดบอดหาคู่เพื่อหาคนร่วมเดินทางไปปรโลกด้วย
หลังถูกวางยาในมื้อเย็น วิญญาณของนางไม่ได้ไปปรโลกอย่างที่คิด กลับหลุดเข้ามาในนิยายเรื่องโปรดอย่าง ‘ข้าคือแสงจันทร์ขาวของจักรพรรดิทรราช’
มันคงเป็นเรื่องดี หากตัวตนของนางคือ ‘นางเอกผู้โชคดี’ ไม่ใช่ ‘นางร้ายตัวประกอบ’ ที่ตายตั้งแต่บทแรกเช่นนี้
ฮวาซิงอีมีตัวตนเพื่อตีแผ่ความอันตรายของวังหลัง ทำให้เรื่องราวเข้มข้นชวนตะลึง!
ยิ่งบทบรรยายกล่าวถึงนางร้ายผู้นี้ โหดเหี้ยมสะเทือนแผ่นดินมากเพียงใด ยิ่งขับเน้นจิตใจอ่อนโยนของนางเอกมากเท่านั้น
ทว่านักเขียนหน้าใหม่ผู้โด่งดังกะทันหัน ยังขาดประสบการณ์อยู่มาก จึงไม่ได้แต่งเรื่องราวสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เพื่อขับเน้นบทบาทของสนมปีศาจ การกระทำหลายสิ่ง ไม่ได้เกิดจากหูตามากมาย ชาญฉลาดเต็มไปด้วยเล่ห์กล แต่เป็นเพราะฮวาซิงอีไม่ใช่มนุษย์ทั่วไป!
แม้ไม่ใช่ปีศาจจิ้งจอกอย่างที่ถูกก่นด่า แต่นางเป็นปีศาจดอกท้อผู้มีพลังปลาหลี่ดำ พลังในการสาปแช่งศัตรู ทำให้ผู้อื่นล่มจม
บุคคลเช่นนี้ กลับกลายเป็นบันไดหินของนางเอก ยิ่งขับเน้นความ ‘โชคดี’ ของนางเอกไม่ใช่หรือ
“ใจเย็นไว้ๆ” ฮวาซิงอีสูดลมหายใจแผ่วเบา ท่องคำว่าห้ามอารมณ์เสียไปแปดเก้ารอบ ดวงตาหงส์เพ่งมองกลางอากาศ เห็นภาพระยะไกลทั้งหมดภายในสามลี้
หากไม่มีสูตรโกงสักอย่าง คนธรรมดาผู้ไม่เคยมีเรื่องปวดหัวในชีวิตเช่นนาง คงไม่มีความกล้าท้าทายชะตากรรมเป็นแน่
หลังสำรวจร่างเดิมเต็มที่ นางค้นพบความสามารถสามประการ หนึ่งคือเสน่ห์ลุ่มหลง ซึ่งมาจากเผ่าพันธุ์ดอกท้อ สองคือพลังสาปแช่งที่ได้รับโดยไร้สาเหตุ สุดท้ายคือพลังสำรวจสถานการณ์สามลี้
ยิ่งคิดยิ่งประหลาดใจ นิยายวังหลังเช่นใดมีปีศาจแฝงตัว!
นักเขียนคิดบทเฉลยไม่ออกใช่หรือไม่ ถึงได้เขียนเรื่องราวออกทะเลเช่นนี้ ในฐานะแฟนคลับ นางยอมรับว่าไม่พอใจอย่างมาก จึงเขียนจดหมายด่าคนแต่งไปมากกว่าร้อยฉบับ หรือนี่จะเป็นสาเหตุการข้ามมิติกัน?
"ฮ่องเต้เสด็จ!” ซ่งกงกงประกาศเสียงดัง หวังให้เมี่ยวกุ้ยเฟยเตรียมความพร้อม เผชิญหน้ากับความยากลำบากในครั้งนี้
ฮวาซิงอีใช้โอกาสขณะได้สติ คว้าหมวกไม้ไผ่สวมอย่างรวดเร็ว หมวกใบนี้เย็บผ้าโปร่งสีขาวคลุมทั่วใบหน้าไปถึงลำตัว บดบังสิ่งที่นางได้เปรียบคนทั้งวังหลังจนหมดสิ้น ไม่หลงเหลือสิ่งใดให้โอ้อวดได้อีกต่อไป
นับต่อจากนี้ เขาจะได้พบ ‘นาง’ เป็นครั้งแรก
ครั้นเงาทอดยาวสูงส่งย่างก้าวมาถึงเบื้องหน้า ร่างระหงอรชรก็ยอบกายอย่างสง่างามไร้จุดบกพร่อง สมฐานะสนมเอกลำดับที่หนึ่งที่เขามอบให้
สวนอุทยานแห่งนี้ มีเพียง หนึ่งบุรุษ หนึ่งสตรี
สำหรับเขา ความหวานชื่นลึกซึ้งในอดีต เปรียบเสมือนรอยแตกร้าวในชาถ้วยเก่า
ไม่เพียงแต่ไม่น่ามอง ยังเป็นตำหนิรกสายตา ไม่อาจเชื่อมประสานได้อีกตลอดกาล
ยิ่งผู้คนรอบข้างพูดถึงความลุ่มหลงในอดีต เซี่ยเฉิงสวียิ่งนึกรังเกียจสตรีผู้นี้ หากไม่มีตระกูลฮวา ตระกูลใหญ่อันดับต้นของแผ่นดินอยู่เบื้องหลัง ฮวาซิงอีจะมีชีวิตถึงบัดนี้ได้อย่างไร!
“เจ้าช่างหาญกล้านัก เมี่ยวกุ้ยเฟย” สุรเสียงทุ้มกึกก้องขัดความฟุ้งซ่าน ดังมาจากบุรุษในอาภรณ์มังกรทอง เขาคือเซี่ยเฉิงสวี ฮ่องเต้คนปัจจุบันในแผ่นดินต้าโจว ผู้ซึ่งครองราชย์ได้เพียงสามปี ก็นำพาความรุ่งโรจน์เหนือคณานับสู่แผ่นดิน การค้าที่ซบเซามาเนิ่นนานพลันพลิกผันสู่รุ่งเรืองถึงขีดสุด
รูปลักษณ์หล่อเหลาสง่างาม ความสามารถโดดเด่นยากต่อการกังขา คุณสมบัติเพียบพร้อมทุกด้าน
ทว่าน้ำเสียงของเขา กลับห่างเหินสุดประมาณ เยียบเย็นน่าขนลุก
เมื่อคำนึงถึงคำเล่าลือ ซึ่งขจรขจายขยายเป็นวงกว้างทั่วทั้งแผ่นดิน ในใจองค์จักรพรรดิยิ่งซับซ้อน สตรีตรงหน้านี้ คือสตรีที่เขาโปรดปรานจนดวงตามืดบอด เป็นดั่งรอยด่างพร้อยรอยใหญ่ในชีวิตของเขา
ดวงเนตรคมขององค์ฮ่องเต้ กวาดผ่านแผ่นหลังของสนมเอกสกุลฮวาอย่างละเอียด พลางตรัสอีกครั้ง “เจ้าคือเมี่ยวกุ้ยเฟย?”
ฮวาซิงอีกะพริบตาถี่ หลับตาพริ้มครู่หนึ่ง แสดงความชอกช้ำในดวงตา แล้วค่อยหมุนตัวเผชิญหน้า
ตามบทบาทที่ควรจะเป็น เมื่อคนรักกลายเป็นอื่น นางควรรู้สึกถึงความสูญเสียครั้งใหญ่
สิ่งที่นางทำต่อจากนั้น คือถอดหมวกสานลง พร้อมขานรับเสียงใสกังวาน ประหนึ่งไข่มุกกระทบหยกแก้ว “..เป็นหม่อมฉัน”
ฮวาซิงอีแสดงภาพลักษณ์หญิงงามผู้อ่อนโยน ในใจกลับก่นด่าคนแต่งอีกครั้ง
บัดซบนัก! เพื่อให้นางเอกได้เปรียบ กำจัดนางร้ายตัวแรกทิ้งอย่างง่ายดาย คืนก่อนหน้านี้เอง ฮวาซิงอีธาตุไฟเข้าแทรก สูญเสียความสามารถของเผ่าดอกท้อ เสน่ห์รักแท้ไม่อาจลืมเลือนถูกทำลาย ผลลัพธ์กลายเป็นถูกลืมอย่างหาสาเหตุไม่ได้ หากเขาไม่นึกสงสัย คงแปลกประหลาดเต็มทีแล้ว
นางเกิดใหม่ได้ถูกเวลาเหลือเกิน!
ชั่วขณะที่หมู่มวลผีเสื้อบินโฉบเหนือดอกโบตั๋น เบื้องหลังโฉมสะคราญแห่งแผ่นดิน แสงทองอ่อนละมุนลอดผ่านต้นไม้สูง อาบไล้ทั่วดวงหน้างามพิศ ตั้งแต่ดวงตาหงส์คมสง่า ไปถึงริมฝีปากสีแดงสดดุจผลอิง ฮวาซิงอีเลื่อนนัยน์ตาชุ่มฉ่ำคลอด้วยหยดน้ำใส สบดวงเนตรแกร่งกล้า
‘ตะลึงพรึงเพริด’
สี่คำอันโดดเด่นเหล่านี้ ยังไม่อาจทัดเทียมความรู้สึกขององค์จักรพรรดิ
ตำแหน่งโฉมงามอันดับหนึ่งของแผ่นดิน ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดจะคว้าไว้ได้
ความงามอันสูงค่า ยากจะเปรียบเปรย เป็นจุดแข็งจุดใหญ่ของฮวาซิงอี ทว่ายังไม่ใช่ทั้งหมด
นางมีบุคลิกอันโดดเด่นไร้ที่เปรียบ ที่ไม่อาจหาผู้ใดทัดเทียมเป็นคนที่สองได้
กระนั้นสิ่งที่ทำให้เซี่ยเฉิงสวีฉงนใจ มิใช่เปลือกนอกที่งามเป็นพิเศษ แต่เป็นความคุ้นเคยอย่างลึกซึ้ง ลึกซึ้งจนภายในอกสั่นสะท้านเป็นระลอกคลื่นใหญ่
“เดิมพันครั้งนี้ของสกุลฮวา ช่วยให้ข้าได้เปิดหูเปิดตามากทีเดียว”
“ฝ่าบาททรงเข้าพระทัยผิดแล้ว” ฮวาซิงอีหัวเราะเบาๆ ดวงตาหงส์สิ้นไร้ความเย่อหยิ่งถือตัว ไม่มีแม้แต่แสงประกายวับแววเช่นในอดีต มีเพียงความอ่อนล้าสุดจะหยั่งเท่านั้น
บัดนี้ไม่ว่านางจะกล่าวถ้อยคำใดออกไป ล้วนกลายเป็นเรื่องโป้ปดมดเท็จ
ดวงเนตรคู่นั้น ไฉนนางจะมองไม่ออก ฮ่องเต้วางนางไว้ในตำแหน่ง ‘อันตราย’ เสียแล้ว
ในสายตาของเขา นางได้กลายเป็นนางจิ้งจอกยั่วยวนราคะ ตามคำเลื่องลือทั่วแผ่นดิน
สถานการณ์พลิกผันกะทันหันอย่างยิ่ง ไม่กี่วันก่อนฮวาซิงอียังเป็นสนมเอก ผู้ถูกเลื่องลือถึงความโปรดปรานไร้ที่สิ้นสุด เป็นที่ริษยาของสนมนางในทั่ววังหลัง มาวันนี้ทุกอย่างกลับเป็นเพียงมายาฉากหนึ่ง
นัยน์ตาสุกสว่างเลื่อนลอย ผ่านร่างสูงโปร่งกำยำหนักแน่น ที่แม้นอยู่เบื้องหน้า แต่เสมือนห่างไกลออกไป
ห่างไกลอย่างยิ่ง..
เวลาเช่นนี้นางควรแสดงสีหน้าเช่นใดกันนะ?
พลันนั้น ดวงหน้างดงามเย้ายวนแฝงความเย็นชาซ่อนเร้น แปรเปลี่ยนเป็นซีดเซียวอย่างน่าสงสาร ดวงตาอ่อนล้าคู่งาม ไม่อาจกักเก็บหยดน้ำตาเม็ดโตได้อีกต่อไป
ชะตากรรมเช่นนี้ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้หรือ?
เซี่ยเฉิงสวีทนมองต่อไปไม่ไหว เบือนดวงเนตรทอดผ่านออกไป ตรัสด้วยสุรเสียงทรงอำนาจ “ความผิดของเจ้า เกินกว่าจะอภัยได้”
จากบันทึกก่อนหน้านี้ เขาสั่งประทานยาพิษแก่หนิงเฟย ส่งตัวฉีกุ้ยเฟยเข้าตำหนักเย็น เป็นเหตุให้นางดื่มยาพิษหนีความอัปยศ อีกทั้งยังปลดฮองเฮาสกุลซินลงจากตำแหน่ง เหลือเพียงรอวันประหารหลังคลอดสายเลือดสวรรค์
กระทั่งการตายของจางผินและความวิปลาสของชุนกุ้ยเหริน ก็เกี่ยวพันกับโทษปลดฮองเฮาสกุลซิน
สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่เคยเกิดขึ้น ตลอดการครองราชย์
โทษสถานหนักที่เขาเคยมอบให้แก่นางสนม ตลอดมามีเพียงลดขั้นและกักบริเวณ มิใช่โทษหนักถึงตาย!
ฮวาซิงอีรับรู้ได้ถึงความเคลือบแคลงในพระทัย นางทอดถอนหายใจกล่าวเสียงแผ่วเบา “..หนิงเฟยมีโทษหลอกลวงเบื้องสูง นางมีอาการครรภ์เป็นพิษ กลับสร้างสถานการณ์ใส่ความผู้อื่น หรือกล่าวให้ชัดก็คือใส่ความหม่อมฉัน จริงอยู่ที่หม่อมฉันทูลขอให้พระองค์ประทานยาพิษนาง แต่พระองค์มิใช่ซ่อนนางไว้หรือ?”
ครานั้น เบื้องหน้าองค์ฮ่องเต้รับสั่งประทานยาพิษหนิงเฟย เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู เบื้องหลังกลับซุกซ่อนนางจากสายตาผู้คน งดเว้นโทษตายให้
สีพระพักตร์จักรพรรดิมืดคล้ำยิ่งขึ้น ฮวาซิงอีไม่รั้งรอให้รับสั่งใดทั้งสิ้น นางกล่าวต่อว่า “ความผิดของฉีกุ้ยเฟยมีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้ไม่อาจโทษผู้อื่นได้ ส่วนการตายของจางผิน ไม่เพียงแต่มีหลักฐานเอาผิดฮองเฮา หม่อมฉันเองยังเกือบเสียลูกคนนี้...” นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตัดพ้อเสียงสั่นสะท้าน “หรือฝ่าบาทคิดว่าหม่อมฉัน ‘เลือดเย็น’ ได้ถึงเพียงนั้นเชียว?”
เซี่ยเฉิงสวีมองตามมือนุ่มบอบบาง ซึ่งกำลังลูบครรภ์อายุห้าเดือนอย่างทะนุถนอม ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ให้ความสนใจต่อสิ่งใด นอกจากดวงตาคลอหยดน้ำ ทว่าเมื่อพิจารณาอย่างละเอียด จึงได้เห็นว่านางกำลังตั้งครรภ์
ดวงเนตรแข็งกร้าว พลันอ่อนยวบอย่างไร้สาเหตุ
นางตั้งครรภ์ได้ห้าเดือนเศษ ตรงกับบันทึกของบัณฑิตเกา ผู้คนทั่วทั้งวังหลัง รู้ซึ้งถึงความโปรดปรานที่นางเคยได้รับ บางทีเขาอาจลุ่มหลงนางจริง กระทั่งยกนางไว้ในตำแหน่งสำคัญ
หากด่วนสรุปใช้ความเกรี้ยวกราด ตัดสินลงโทษในครั้งนี้
เขาอาจต้องเสียใจในภายหลัง
องค์ฮ่องเต้ทอดเนตรหญิงงามตรงหน้าอีกครั้ง เปล่งสุรเสียงนุ่มทุ้ม “ข้ายังมีงานราชกิจให้สะสาง เจ้าควรพักผ่อนให้มาก”
“น้อมส่งเสด็จเพคะ” ฮวาซิงอียอบกายอย่างอ่อนช้อยสง่างาม นางหลุบตามองฉลองพระองค์มังกรทองเคลื่อนตัวเลือนลับ หยดน้ำตาพลันรินไหลออกมา ราวกับสายธารสายหนึ่ง
ซ่งกงกงเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกล นางไม่ได้ตาบอด!
ดูเหมือนเส้นตายจะถูกเลื่อนออกไป สมกับที่อ่านนิยายเรื่องนี้มากกว่าห้ารอบ นางจำไทม์ไลน์เหตุการณ์ได้อย่างชัดเจน!
ณ ตำหนักเซียงเหอ
โถงกลางอันโอฬารล้ำค่า เต็มไปด้วยเครื่องแก้วล้ำค่าคู่เมือง บัดนี้หลงเหลือเพียงเศษแก้วแตกละเอียด เหนือตู้ไม้หวงฮวาหลี ตั้งเครื่องเรือนชิ้นใหญ่ทั้งหยกแก้วและหลิวหลี ซึ่งแตกร้าวจนไม่เหลือคุณค่าเดิม ส่วนเครื่องเรือนชิ้นเล็กชิ้นน้อยนั้น บ้างก็แตกหัก บ้างก็ถูกขโมยออกไป
เดิมทีพระตำหนักแห่งนี้ เคยถูกเรียกว่าตำหนักเฉียนเซวี่ย ก่อนจะเปลี่ยนไปใช้นามของเสียนเฟยในปฐมฮ่องเต้ เพื่อบ่งบอกถึงความโปรดปราน เจ้านายพระตำหนักแต่ละรุ่น ล้วนมีความสำคัญอยู่ไม่น้อย
แต่เมื่อถึงคราวที่หนิงเฟย ผู้เป็นเจ้านายรับโทษสถานหนัก เหล่าข้าราชบริพารไม่คิดว่าสนมเอกผู้นี้ จะสามารถพลิกฟื้นคืนสู่สถานะเดิม ก้าวทะยานสู่ฟ้าดุจหงส์เพลิงได้อีกครั้ง
บรรดาข้าหลวงนางใน จึงไม่ไยดีอดีตสนมเอกผู้สูงศักดิ์สักเท่าใด
ไม่เพียงแต่ไม่ไยดี ยังใช้โอกาสคนล้มเหยียบซ้ำ
สุดท้ายทุกอย่างพลันแปรเปลี่ยน
“ราชโองการ!” เสียงแหบแหลมนี้ ย่อมเป็นของซ่งกงกงหัวหน้าขันที ทันทีที่เจ้านายพระตำหนักอย่างซูรั่วเหยา ทอดสายตาผ่านขันทีเก่าแก่ ก็ประหนึ่งเห็นแสงสว่างจากสวรรค์ ร่างกายผอมแห้งในอาภรณ์ผืนหยาบทรุดลงกับพื้น รับฟังราชโองการในทันที
“ซูรั่วเหยาแห่งตำหนักเซียงเหอ รับโทษสำนึกผิดที่ไม่ได้ก่อจนครบวาระ สมควรคืนฐานะสนมเอกขั้นเฟย เมื่อพิจารณาถึงความอยุติธรรมที่ได้รับ เรารู้สึกผิดอย่างยิ่ง บัดนี้วังหลังไร้เจ้านายที่แท้จริง เกิดความวุ่นวายไร้ที่สิ้นสุด เห็นสมควรให้เลื่อนฐานะเป็น ‘หวงกุ้ยเฟย’ ราชทินนาม ‘ฉางหนิง’ นามเรียก ฉางหนิงหวงกุ้ยเฟย ทำหน้าที่แทนฮองเฮา ดูแลความสงบเรียบร้อยในวังหลัง จบราชโองการ!”
หวงกุ้ยเฟยเป็นตำแหน่งสนมเอกสูงสุด เกือบจะเทียบเท่าตำแหน่งฮองเฮา
มีคำกล่าวว่ามีฮองเฮาไม่มีหวงกุ้ยเฟย มีหวงกุ้ยเฟยไม่มีฮองเฮา สำหรับสกุลชั้นกลางเช่นสกุลซู นี่เป็นสถานะสูงสุดที่สามารถรับไว้ได้
“น้อมรับราชโองการ” ซูรั่วเหยายื่นคู่มือผอมแห้ง รับราชโองการมากอดไว้แนบอก ดวงตากลมแวววาวแฝงความยินดีปิดไม่มิด ไม่ต้องทนรั้งรอพิธีแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ นางก็เริ่มวางมาดในทันที “ซ่งกงกง ข้าหลวงเกียจคร้านละเลยหน้าที่ อีกทั้งยังมีใจคิดคด ฉกชิงของพระราชทานไปครอบครอง นับเป็นโทษใหญ่หรือไม่?”
“ใหญ่ กระหม่อม” ขันทีเฒ่าผงกศีรษะ
“สมควรตายหรือไม่?”
สิ้นสุดคำนี้ของฉางหนิงหวงกุ้ยเฟย ข้าราชบริพารทั้งตำหนักพลันทรุดเข่ากับพื้น ดวงตาเลื่อนลอย ไม่อาจยอมรับในโชคชะตา หากย้อนเวลากลับไปได้ พวกนางจะไม่ละโมบโลภมาก ฉกฉวยโอกาสอู้ฟู่จนผิดระเบียบเป็นแน่
เสียดายที่โลกใบนี้ ไม่มีคำว่า ‘ย้อนเวลากลับไป’ มีเพียงการชดใช้ความผิดที่ก่อ
ซ่งกงกงมิใช่คนเขลา เพียงได้เห็นอดีตหนิงเฟยผู้อ่อนช้อยใจเย็น บัดนี้ซูบผอมเปราะบางอย่างยิ่ง เขาก็รับรู้ได้ถึงความชั่วช้าของบ่าวชั่ว “ทูลฉางหนิงหวงกุ้ยเฟย สมควรตาย กระหม่อม”
ซูรั่วเหยาขยับรอยยิ้มนุ่มนวล ยับยั้งกองไฟที่สุมไว้ในอก ก่อนกล่าวน้ำเสียงนุ่มนวล “เอาเถอะ! สนมเอกเยี่ยงข้าไร้ความสามารถ ไม่อาจมอบความสุขสบายให้แก่พวกนาง เป็นความผิดข้าเอง”
“โปรดอภัยให้หม่อมฉันด้วย!” นางกำนัลแซ่จง รีบร้อนโขกศีรษะกับพื้นหลายครั้ง จนหยดเลือดซึมทั่วหน้าผาก นางเป็นผู้ชักชวนให้นางกำนัลทั้งตำหนักรังแกเจ้านาย ทำผิดอย่างมหันต์ลงไป
ซ่งกงกงไม่รั้งรอสิ่งใด เขาสั่งให้เหล่าขันทีลากตัวบ่าวใจโฉดออกไปโดยไว เจ้านายพระตำหนักจึงผงกศีรษะรับรู้ แล้วหมุนตัวกลับเข้าเรือนนอนชั้นใน
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ ข้าราชบริพารกลุ่มใหม่ก็ถูกส่งเข้ามา ฉางหนิงหวงกุ้ยเฟยใช้เวลาเกือบทั้งวัน ถามไถ่เหตุการณ์ตลอดหลายเดือน จึงรับรู้ได้ว่าฮองเฮาสกุลซินถูกปลดแล้ว ฉีกุ้ยเฟยก็ตกตายไปแล้ว กระทั่งสนมฮวาที่ทะยานสู่ฐานะกุ้ยเฟย ก็ถูกลดระดับแล้วเช่นกัน
บัดนี้แพศยาแซ่ฮวาถูกเรียกขานว่า ‘เมี่ยวเฟย’ ลดสถานะไปหนึ่งขั้น แม้บทลงโทษนี้จะเบาเหลือเกิน แต่เมื่อคำนึงถึงคนเย่อหยิ่งปานนั้น มีวันที่ก้าวพลาดเฉกเช่นผู้อื่น ช่างสาแก่ใจอย่างยิ่ง
หญิงชั่วช้าผู้นั้น ยุยงให้ฮ่องเต้ประทานยาพิษแก่นาง ช่างหาญกล้า!
บัดนี้ฐานะของซูรั่วเหยาคือฉางหนิงหวงกุ้ยเฟย สนมเอกสูงสุดผู้ได้รับราชทินนามสองตัวอักษร มิใช่ว่าใกล้เคียงกับฮองเฮาดอกหรือ
ฉับพลันนั้นเอง เจ้านายพระตำหนักเซียงเหอ หัวเราะร่วนดังก้องไปถึงนอกตำหนัก
คณะข้าราชบริพารชุดใหม่ พลันขนลุกเกรียวกันถ้วนหน้า
เวลาได้ล่วงเลยถึงสองสัปดาห์ นับตั้งแต่เมี่ยวกุ้ยเฟยถูกลดฐานะเป็นเมี่ยวเฟย สนมเอกสกุลซูได้อวยยศเป็นหวงกุ้ยเฟย วังหลังก็เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ความสงบเรียบร้อยจอมปลอม กลับกลายเป็นร้อนระอุอย่างยิ่ง
องค์ฮ่องเต้อภัยโทษให้สกุลเอกซู แต่มิได้อภัยโทษให้อดีตฮองเฮา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนคลายความสงสัยในตัวเมี่ยวเฟยได้บ้าง กล่าวกันว่าหากฮ่องเต้ลุ่มหลงในตัวนางถึงขั้นดวงตามืดบอด สตรีสกุลซูจะยังมีชีวิต อวยยศไปถึงฐานะหวงกุ้ยเฟยหรือ
ปลายวสันต์อากาศเย็นสบาย ท้องฟ้าสีครามสดใส สนมเอกซูเรียกประชุมนางสนม ณ โถงเฟิงเซวี่ย ตำหนักกลางของฮองเฮา ซึ่งไร้เจ้านายในตอนนี้
ครั้นเมื่อฉางหนิงหวงกุ้ยเฟยหย่อนตัวนั่งบนเก้าอี้ประธาน โคลงศีรษะให้ชุดปิ่นหยกระย้าสีเขียวเนื้อแก้วส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง เหล่าสนมก็รีบถวายพระพรอย่างพร้อมเพรียง เว้นเพียงสนมเอกอิงเฟย ที่โค้งศีรษะเพียงเล็กน้อย ตามระเบียบวังหลัง
ฉางหนิงหวงกุ้ยเฟยมีใบหน้ารูปผลท้อแววตาอ่อนโยนดุจธารน้ำใส กิริยานุ่มนวลสง่างามทุกย่างก้าว นางจงใจสวมอาภรณ์ผ้าแพรสีชมพูเข้ม ปักลายโบตั๋นสีแดงเพลิงสดใส เพื่อส่งเสริมบรรยากาศอำนาจสูงส่งเหนือสตรีใด โดดเด่นอย่างถึงขีดสุด