ตอน 1

มีข้อความหนึ่งเข้ามาพร้อมแนบรูปภาพมาหกรูป

เป็นภาพตะขอเสื้อในที่ติดอยู่ ภาพมือสองข้างที่จับกันแน่น ภาพผ้าปูที่นอนยับยู่ยี่ ภาพสะท้อนที่ไม่ชัดเจนในห้องน้ำ.....

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เวินอี่ถงถูกยั่วยุเช่นนี้

มือใหญ่ ๆ ที่จับมือของผู้หญิงอื่นเอาไว้แน่นจนแทบจะฝังเข้าไปในเนื้ออยู่แล้วข้างนั้น แค่เห็นแวบแรกเธอก็จำได้ทันทีว่าเป็นเจียงยวี่เหิง สามีของเธอที่แต่งงานกันมาสี่ปีแล้ว

เธอมองดูวันที่ในรูปภาพ ซึ่งมันตรงกับวันครบรอบแต่งงานของเธอและเขาพอดี

เจียงยวี่เหิงบอกเธอว่าจะฉลองด้วยกันในตอนเย็น แต่เขากลับขาดการติดต่อไปสามวันติดกัน ให้เพียงผู้ช่วยส่งข้อความมาบอกว่าเธอว่า เขาต้องไปทำงานนอกสถานที่กะทันหัน

ด่วนมาก

ด่วนมากจริง ๆ ด่วนจนรอไม่ไหวอีกแล้วสินะ

เธอหัวเราะเยาะออกมาก่อนจะออกจากหน้าต่างสนทนาไป แล้วก็หาเบอร์ใครคนหนึ่งในรายชื่อผู้ติดต่อและโทรออกไป

ทางปลายสายรับสายอย่างรวดเร็ว

“ถงถง......”

“รุ่นพี่ ฉันมีผู้สมัครที่จะมาทำวิจัยแบบปิดให้แล้วนะ”

“ใครเหรอ?”

“ฉันเอง”

คนทางปลายสายเงียบกริบ หลังจากผ่านไปสักพักเสียงต่อว่าที่อ่อนโยนของเวินอี่ถงก็ดังขึ้นมา “อย่ามาพูดเล่นมั่ว ๆ นะ เธอก็รู้กฎดีอยู่แล้วนี่ หากเข้าร่วมงานวิจัยแบบปิด ก่อนที่การทำวิจัยจะเสร็จสิ้นจะไม่สามารถออกไปไหนได้เลย แล้วก็ห้ามติดต่อกับโลกภายนอกด้วย ถึงขั้นที่ว่าหากกลายเป็นคนของทีมงานในโปรเจกต์แล้วจะต้องถูกระบุว่าเป็นบุคคลสูญหาย ข้อมูลทั้งหมดจะถูกปิดบัญชี จะต้องทำการลงทะเบียนตัวตนใหม่เท่านั้น เธอจะไม่ต้องการครอบครัว ไม่ต้องการเจียงยวี่เหิงแล้วเหรอ?”

เวินอี่ถงหันไปมองภาพแต่งงานบนผนัง

ความสุขในสายตาของทั้งสองคนแทบจะล้นทะลักออกมาอยู่แล้ว

คำสาบานของผู้ชายในรูปดังชัดเจนขึ้นมาในหัว ความทรงจำที่หวานชื่นในอดีตเหล่านั้น เวลานี้กลับกลายเป็นความขมขื่นไปซะแล้ว

“ฉันคิดดีแล้ว พรุ่งนี้ฉันจะไปกรอกเอกสารที่พี่นะ”

หลังพูดจบเธอก็วางสายไป ไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้พูดโน้มน้าวเลย

ทันใดนั้นก็มีเสียงรถเบรกดังมาจากชั้นล่าง เจียงยวี่เหิงที่รูปร่างสูงชะลูดผลักประตูเดินเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็วมาก มือใหญ่ ๆ ที่ขาวกระจ่างใสของเขากำลังดึงเนคไทสีดำออก แล้วก็เดินตรงไปยังห้องน้ำทันที

เสื้อแจ็กเก็ตถูกแขวนเอาไว้บนราวแบบส่ง ๆ กลิ่นน้ำหอมคอลเลกชันไฟเออร์ทูรุ่นใหม่ล่าสุดของวีอาร์เอฟุ้งกระจายไปทั่วขึ้นมา

เป็นกลิ่นที่แสดงถึงความร้อนแรงและความกระตือรือร้น

ไม่เหมือนเธอ ที่ดูจืดชืดเฉยชา

เจียงยวี่เหิงอาบน้ำอย่างรวดเร็ว แล้วก็ใส่ชุดคลุมอาบน้ำสีเทาเดินออกมา

เขารัดสายสายรัดเอวแบบหลวม ๆ เผยให้เห็นแผงหน้าอกที่กำยำและหน้าท้องที่ดูเซ็กซี่ ผมดำ ๆ ที่เปียกน้ำอยู่ห้อยลงมาตามธรรมชาติ ละอองน้ำทำให้แววตาคู่นั้นของเขาดูเข้าถึงยากและเย็นชามากยิ่งขึ้นไปอีก

เขาคือลูกชายคนโตของตระกูลเจียง ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอกหรือด้านการเงิน เจียงยวี่เหิงก็มีเสน่ห์น่าดึงดูดไปหมดทุกอย่าง

แต่ความรู้สึกใจเต้นที่เคยมีในอดีต เวลานี้สำหรับเวินอี่ถงมันกลับกลายเป็นความรู้สึกขยะแขยงไปแล้ว

“เหม่ออะไรเหรอ น่าทึ่งขนาดนั้นเลยรึไง?”

เจียงยวี่เหิงโอบเอวเธอไว้อย่างเกียจคร้าน เสียงที่แหบพร่าของเขามีความเซ็กซี่มาก “คิดถึงผมอยู่เหรอ?”

ระหว่างที่พูด มือใหญ่ ๆ ของเขาก็ลูบไล้ตามแนวเอวของเธอไปด้านล่าง ผิวที่โดนลูบไล้ผ่านไปจึงเกิดการต่อต้านขึ้นมาโดยธรรมชาติ

เวินอี่ถงเบี่ยงตัวหลบทันที

มือของเจียงยวี่เหิงจึงค้างอยู่ในอากาศ ทำให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางพูดว่า

“ทำไมล่ะ โกรธผมเหรอ?”

เวินอี่ถงพยายามควบคุมอารมณ์ไว้ เธอไม่อยากฉีกหน้าเขาให้ทะเลาะกัน เพราะมันไม่มีความหมายอะไร

เธอพยายามข่มความรู้สึกเจ็บปวดในใจเอาไว้ แล้วก็ก้มลงไปหยิบกล่องที่ใส่รหัสไว้จากตู้หัวเตียงส่งให้เขา

“ของขวัญสำหรับคุณค่ะ”

ข้างในคือข้อตกลงการหย่าที่เธอเซ็นไว้เรียบร้อยแล้ว นี่จะเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่เธอให้เขาแล้ว

“ต้องเดารหัสให้ถูกถึงจะสามารถเปิดได้”

เจียงยวี่เหิงมองอยู่ครู่หนึ่ง แต่เขาคิดว่าคงเหมือนของเล่นที่เธอเคยให้เพื่ออยากจะเอาใจเขาเหมือนในอดีต เขาจึงรับไปและวางไว้บนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็ดึงเธอเข้าไปในอ้อมกอด และถูกคางไปมาบนไหล่เธอเบา ๆ

“คุณคือของขวัญที่ดีที่สุดของผมแล้วนะ”

เวินอี่ถงหลบเล็กน้อยโดยสัญชาตญาณ ทำเอาเขาถึงกับสตั๊น แต่ก็ยังหัวเราะออกมาเบา ๆ อยู่

“ผมงานยุ่งมากจนไม่ได้ฉลองวันครบรอบกับคุณเลย คุณโกรธใช่ไหม?”

เขาหอมแก้มเธอ หลังปล่อยเธอออก เขาก็เดินไปที่ราวเสื้อเพื่อหยิบกล่องสี่เหลี่ยมใบหนึ่งออกมาเปิดตรงหน้าเธอ

“ชอบไหม?”

ข้างในเป็นปิ่นปักผมหยกแกะสลักด้วยทองคำสไตล์โบราณ เป็นงานฝีมือที่ดีเทลละเอียดมาก

“ผมตั้งใจประมูลมาให้คุณโดยเฉพาะเลยนะ คุณชอบของแบบนี้ที่สุดเลยไม่ใช่รึไง? ลองปักดูสิ”

น้ำเสียงของเขามีความบงการเล็กน้อย แต่ก็แฝงไปด้วยความเอาใจใส่

เวินอี่ถงจึงเคยหลงใหลเขาได้ง่าย ๆ

คนในเมืองหวินทุกคนต่างรู้กันดีว่า เจียงยวี่เหิงรักภรรยาเท่าชีวิต

เวินอี่ถงก็เคยคิดเช่นนั้นเหมือนกัน

ถ้าไม่ใช่เพราะรูปที่นอนอยู่ในมือถือพวกนั้น เธอก็คงจะเซอร์ไพรส์มากจริง ๆ

หญิงสาวลูกครึ่งวัยยี่สิบต้น ๆ ยกคอขึ้นอย่างเย้ายวน ผมยาวลอนใหญ่ของเธอถูกปิ่นปักผมยึดไว้อย่างหลวม ๆ เผยให้เห็นคอที่สวยงามและมีรอยจูบอยู่ด้านบนเต็มไปหมด

“มีชิ้นเดียวในโลกเลยนะ ไม่ชอบเหรอ?”

ชายหนุ่มยกมือขึ้นมาลูบผมยาว ๆ ที่นุ่มสลวยของเธอ

มือที่ด้านนิด ๆ ของเขาสัมผัสผ่านผิวของเธอไป ทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศขึ้นมาเล็กน้อย

เวินอี่ถงอดทนจนถึงขีดสุด เธออยากจะหยิบปิ่นปักผมนั้นปักเข้าไปตรงหัวใจของเขามาก

เธอเงยหน้าขึ้น แววตาของเธอดูเย็นชาไม่ได้ดูอบอุ่นเหมือนเช่นเคยอีกแล้ว

“มีแค่ชิ้นเดียวในโลกจริง ๆ น่ะเหรอ?”

ชายหนุ่มใจสั่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เขามักจะรู้สึกอยู่ตลอดเลยว่าผู้หญิงตรงหน้านี้ดูไม่ปกติยังไงก็ไม่รู้ ตอนที่แววตาเขาเริ่มเคร่งขรึมขึ้น หญิงสาวก็ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนและพูดว่า

“ถ้ามีเพียงชิ้นเดียวจริง ยังไงฉันก็ต้องชอบอยู่แล้วสิคะ”

เธอยกมือขึ้นมาปิดกล่องลง

“คืนนี้ฉันมีงานที่ยังทำไม่เสร็จอีก คุณนอนก่อนเลยนะ ไม่ต้องรอฉัน”

เธอหยิบกล่องออกจากอ้อมแขนของเขา แล้วก็เดินไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย

เนื่องจากชุดคลุมอาบน้ำของเขาเปิดอ้าออก เขาจึงเริ่มรู้สึกเย็นขึ้นเรื่อย ๆ แต่เจียงยวี่เหิงกลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างไรก็ไม่รู้

คืนนี้เวินอี่ถงดูแปลกมากจริง ๆ

เขามองไปที่กล่องใส่รหัสบนโต๊ะ ทันใดนั้นเขาก็สงบสติอารมณ์ลงได้อย่างรวดเร็ว

ไม่มีใครในโลกนี้รู้ดีไปกว่าเขาอีกแล้วว่าเวินอี่ถงรักเขามากแค่ไหน ไม่ว่าเขาจะทำอะไร ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่มีทางทิ้งเขาไปแน่นอน

ไม่มีทาง!

มือถือในชุดคลุมอาบน้ำสั่นอย่างต่อเนื่อง

เขาหยิบขึ้นมาดู ความร้อนแรงของสิ่งที่อยู่ในโทรศัพท์ก็ยั่วยวนจนทำให้ลูกกระเดือกของเขาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที

เขานั่งลงบนเตียงและตอบกลับไปสองสามประโยคก่อนจะลบข้อความทิ้ง จากนั้นก็โยนมือถือและล้มตัวลงนอนลงบนเตียง

กลิ่นหอมอ่อน ๆ ที่คุ้นเคยอบอวลอยู่รอบตัว ช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลายและหลับไปได้อย่างรวดเร็ว

ในห้องทำงาน เวินอี่ถงถ่ายรูปปิ่นปักผมหยกส่งให้ร้านรับซื้อสินค้าลักชัวรี

“ช่วยขายให้ฉันโดยเร็วที่สุดค่ะ”

จากนั้นเธอก็ส่งเลขบัญชีไป

“โอนเงินเข้าบัญชีนี้นะคะ”

มันคือบัญชีส่วนรวมของสถาบันวิจัยนั่นเอง

ของสกปรกแบบนี้ ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

……

เช้าวันรุ่งขึ้น

เมื่อเจียงยวี่เหิงตื่นขึ้น เวินอี่ถงก็แต่งตัวเสร็จแล้ว

เขาเท้าแขนดันตัวขึ้นมา แล้วก็กวักมือเรียกเธอ

เสียงตอนเพิ่งตื่นของเขาเบามาก อีกทั้งยังอ่อนโยนจนน่าหลงใหลอีกด้วย

“มากอดหน่อยสิ”

เวินอี่ถงที่กำลังติดกระดุมอยู่ชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็สูดลมหายใจลึก ๆ และเงยหน้าขึ้น สายตาของเธอดูเฉยเมยและสงบนิ่งมาก

“ที่สถาบันวิจัยมีเรื่องด่วน ฉันต้องรีบไปที่นั่นเลยทำอาหารเช้าไม่ทัน คุณจัดการเอาเองก็แล้วกันนะ”

หลังพูดจบ เธอก็หยิบกระเป๋าถือแล้วค่อยหันหลังอีกครั้งก่อนจะเดินออกไป เธอไม่ได้หันกลับมามองอีกเลยเช่นเดียวกับเมื่อวานนี้ไม่มีผิด

มือของเขาค้างอยู่กลางอากาศ ความรู้สึกว่างเปล่าผุดขึ้นมาอีกครั้ง เขาอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นนวดขมับ

ในอดีตไม่ว่าจะยุ่งมากแค่ไหน เวินอี่ถงก็จะเตรียมอาหารเช้าเอาไว้ล่วงหน้าเสมอ เมื่ออาหารกำลังอุ่น ๆ ซึ่งอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดแล้วเธอก็จะมาปลุกเขา แล้วก็มากอด มามอนิ่งคิสเขา ใบหน้าเล็ก ๆ ที่ขาวใสของเธอมันเหมือนแมวน้อยที่กำลังออดอ้อนและอ่อนโยนไม่มีผิด

แล้ววันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกัน

“ถงถง”

วินาทีที่เปิดประตูออก เสียงของชายหนุ่มก็ดังขึ้นมาจากข้างหลัง เวินอี่ถงรู้สึกเหมือนมีมือใหญ่ ๆ มาฉีกอกเธอออกอย่างแรงอย่างไรอย่างนั้น เธอเจ็บจนแม้แต่การหายใจก็ยังเบาลงมาก

เธอหันไปมอง แววตาเธอดูสงบนิ่งอย่างมาก

“มีอะไรเหรอคะ?”

เขาจ้องเธออยู่หหลายวินาที แต่ก็ยังมองไม่เห็นถึงความผิดปกติใด ๆ เขาจึงได้แต่คิดว่าเขาคงคิดมากไปเอง

“ต่อให้จะยุ่งแค่ไหนก็อย่าลืมกินข้าวนะ ตอนกลางคืนก็อย่านอนดึกล่ะ โปรเจกต์จินน่ายมีปัญหานิดหน่อย ช่วงหลายวันนี้ผมเองก็ยุ่งมากเหมือนกัน คุณไม่ต้องรอผมนะ”

“โอเคค่ะ”

เวินอี่ถงยิ้มให้เขา

ภายใต้แสงยามเช้า แววตาของเธอเปล่งประกายขึ้นมา ราวกับเป็นสาวน้อยที่ทำให้หวั่นไหวได้ตั้งตั้งแรกเห็นในตอนเจอกันครั้งแรกอย่างไรอย่างนั้น

เขารู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย น้ำเสียงก็อ่อนโยนขึ้นมากอีกด้วย

“หลังเคลียร์งานในช่วงนี้เสร็จ ผมจะพาคุณไปเที่ยวที่เกาะเจียงซินสักสองสามวันแล้วกันนะ จะได้ชดเชยช่วงฮันนีมูนไปด้วยเลย”

เวินอี่ถงรู้สึกว่าบาดแผลในใจของเธอยิ่งเจ็บลึกมากขึ้นไปอีก เหมือนมีเลือดไหลออกมาไม่หยุดอย่างไรอย่างนั้น

ในอดีต ตอนที่พวกเขาเตรียมงานแต่งงานกัน เวินอี่ถงเคยวางแผนเส้นทางท่องเที่ยวเอาไว้มากมาย เธอสัญญากับเขาว่า ในวันครบรอบแต่งงานของทุก ๆ ปี พวกเขาจะต้องไปฮันนีมูนกันสักที่หนึ่ง ความรักจะได้ยืดยาว แล้วก็ใครก็ห้ามเปลี่ยนไปทั้งนั้น

แต่หลายวันก่อนหน้านี้ เจียงยวี่เหิงกลับพาผู้หญิงคนอื่นไปที่เกาะเจียงซิน แถมรูปภาพที่พวกเขานัวเนียกันบนเตียงก็ยังอยู่ในมือถือของเธออีกด้วย

เธอก้มหน้าลงพลางตอบกลับไปเบา ๆ ว่า “โอเคค่ะ รองานเสร็จก่อนแล้วกันค่ะ”

หลังพูดจบ เธอก็หันหลังเดินออกจากประตูไปทันที

แววตาของเธอไร้ซึ่งความอบอุ่นไปโดยสิ้นเชิง

น่าเสียดาย เจียงยวี่เหิง ครั้งนี้ คุณคงต้องรอตลอดไปซะแล้วล่ะ

ตอน 2

เวินอี่ถงขับรถโฟล์คสวาเกนสีดำที่ธรรมดาที่สุดไปยังที่ตั้งของสถาบันวิจัยเอ็ม

เมื่อเข้าไปในอาคารสำนักงานก็ถูกฟู่เซวียนรุ่นพี่ของเธอดึงไปทันที

“เธอมากรอกแบบฟอร์มจริง ๆ เหรอเนี่ย มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ฉันส่งข้อความไป เธอก็ไม่อธิบายอะไรกับฉันเลย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะ ถึงเธอจะอยากมีส่วนร่วมจริง ๆ แต่ก็ต้องคุยกับเจียงยวี่เหิงสิถึงจะถูก”

เวินอี่ถงรู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมาทันที

เธอไม่ได้พูดอะไร แค่หยิบมือถือขึ้นมาเปิดกล่องข้อความในวีแชทและยื่นไป

ข้อความยั่วยุและรูปภาพไม่ได้ถูกส่งมาแค่วันเดียวเท่านั้น แต่เนื้อหาในรูปภาพมันดูไม่เหมาะสมเป็นอย่างมาก

ฟู่เซวียนมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งคืนให้เธอไป แล้วก็พับแขนเสื้อขึ้นด้วยความโกรธแค้น

“ไอ้สารเลวเอ๊ย ตอนนั้นถ้าไม่ใช่เพราะสิทธิบัตรพวกนั้นของเธอ บริษัทของเขาจะใหญ่โตเท่าตอนนี้ไหม ยังจะนี้กล้าที่จะนอกใจอีก ไป กลับไปกับพี่ พี่จะจัดการเขาเอง”

“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ!” เวินอี่ถงยื่นมือออกไปขวางไว้

“หมายความว่ายังไง เขารังแกเธอถึงขนาดนี้ เธอจะปล่อยไปแบบนี้น่ะเหรอ?”

“ไม่มีทางอยู่แล้ว!”

เวินอี่ถงเก็บมือถือใส่เข้ากระเป๋าไป แววตาของเธอดูคมคายราวกับคมมีดไม่มีผิด “การฉีกหน้าเขามันยังน้อยไป ฉันจะทำให้เขาชดใช้ในสิ่งที่เขาทำไว้กับฉันให้ได้”

ฟู่เซวียนรู้จักรุ่นน้องคนนี้ของตนเองเป็นอย่างดี

ในการวิจัยเธอถือว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง เธอมีจิตใจที่บริสุทธิ์ แต่เธอจะไม่ยอมอดทนต่อความไม่ยุติธรรมเด็ดขาด หากล้ำเส้นของเธอแล้ว เธอจะโต้ตอบกลับไปอย่างรุนแรงมาก

ฟู่เซวียนไม่ได้พูดอะไรอีก แล้วทั้งสองก็เดินเคียงกันกลับไปที่ห้องทำงาน

การกรอกแบบฟอร์มผ่านไปอย่างราบรื่นมาก หลังจากผ่านไปไม่กี่ขั้นตอนก็ได้ประทับตราแล้ว เหลือแค่รอการตรวจสอบขั้นสุดท้ายเท่านั้น

ตอนจะออกไปเธอได้รับภารกิจชั่วคราวมาอย่างหนึ่ง เธอจะต้องเข้าร่วมการสัมมนาวิชาการและนำเอกสารการประชุมกลับมาให้ได้

บ่ายสามโมงครึ่ง

ที่โรงแรมเทียนเจ๋อ

พอเวินอี่ถงเข้าร่วมการประชุมเสร็จก็ถือแฟ้มเอกสารออกจากห้องโถงใหญ่มา เตรียมจะเลี้ยวไปที่ลานจอดรถ แต่แล้วเธอกลับได้ยินเสียงหัวเราะที่คุ้นเคยของใครคนหนึ่งดังขึ้นมาเบา ๆ ซะก่อน

“อย่าดื้อสิ ทำตัวให้มันน่ารัก ๆ หน่อย”

เธอตัวแข็งทื่อทันที แล้วก็เงยหน้าขึ้นไปมองตามแนวเฉียงของฝั่งตรงข้ามโดยสัญชาตญาณ

เจียงยวี่เหิงกำลังเอามือโอบเอวที่เรียวบางของผู้หญิงผมยาวคนหนึ่งเดินเข้าไปในโรงแรม ผู้หญิงคนนั้นพูดภาษาไทยแบบไม่ค่อยชัดนักเสียงหวานหยดย้อยออดอ้อนเขาว่า “ฉันคิดถึงคุณนะ คิดถึงมาก ๆ เลยด้วย”

ระหว่างที่พูดเธอก็คล้องคอเจียงยวี่เหิงและหอมไปทีหนึ่ง ริมฝีปากสีแดงของเธอแนบชิดไปกับติ่งหูของเขา แล้วก็ค่อย ๆ ไล่ลงไปที่ลูกกระเดือกของเขา

เขาหัวเราะในลำคอ แววตาดูคลั่งรักมาก แล้วมือใหญ่ ๆ ของเขาก็ลูบเอวของผู้หญิงคนนั้นก่อนจะดึงเข้าไปกอดแบบแนบแน่น การกระทำของพวกเขามันดูเร่าร้อนจนเหมือนจะรอไม่ไหวอีกแล้ว

เวินอี่ถงรู้สึกบาดตาบาดใจจนเจ็บปวดไปทั้งใจ

ที่แท้ผู้หญิงคนนั้นก็ตามมาด้วย ขนาดตอนกลางวันแสก ๆ ทั้งสองคนก็ยังพากันเข้าไปพลอดรักกันในโรงแรมจนแทบจะอดใจรอไม่ไหวอีกแล้ว

หลังจากผ่านประตูหมุนไป เจียงยวี่เหิงและเวินอี่ถงก็สบตากัน

คนหนึ่งกำลังลุ่มหลงในตัณหา แววตาดูมืดมนยั่วยวน

ส่วนอีกคนที่กำลังเย้ยหยันดูถูกตัวเอง แววตาดูสงบนิ่งและเยือกเย็นมาก

บรรยากาศรอบตัวเย็นลงในชั่วพริบตา ผู้หญิงที่เจียงยวี่เหิงกอดอยู่ก็เห็นเวินอี่ถงแล้วเช่นกัน ริมฝีปากสีแดงของเธอเผยรอยยิ้มออกมา จากนั้นเธอก็จูบริมฝีปากบาง ๆ ของเจียงยวี่เหิงอีกครั้ง

เป็นจูบที่ลึกซึ้งมาก

เวินอี่ถงเกิดความรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาในทันที เธอไม่ได้มองต่ออีก แล้วก็หันหลังและเดินจากไปด้วยรอยยิ้มที่เย็นชา

วินาทีที่เปิดประตูรถออก ด้านหลังก็มีมือของใครคนหนึ่งยื่นมายันประตูไว้ ซึ่งก็คือเจียงยวี่เหิงที่ไล่ตามเธอมานั่นเอง เขาหายใจหอบเล็กน้อย ที่ตัวของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำหอมที่ร้อนแรงของผู้หญิง มันฉุนจนน่าอาเจียนอย่างมาก

“ปล่อยมือ!”

เวินอี่ถงพยายามออกแรงดึง แต่กลับไม่สามารถที่จะปิดประตูได้เลย

หลังจากนั้นเธอก็ถูกดึงเอวไปและจับเธอยัดเข้ามาที่เบาะหลัง แล้วเจียงยวี่เหิงก็เบียดตัวตามเข้ามาแบบติด ๆ ใบหน้าที่เคร่งเครียดของเขาดูร้อนรน แววตาที่เข้าถึงยากก็ลุกเป็นไฟขึ้นมาด้วยเช่นกัน

“ถงถง ผมอธิบายได้นะ”

เนื่องจากไม่มีที่ให้หนีแล้ว เวินอี่ถงจึงต้องขยับไปนั่งข้าง ๆ เสียงของเธอเย็นชาเป็นอย่างมาก

“ลบลิปสติกออกจากปากคุณก่อนแล้วค่อยพูดก็ได้นะคะ”

ใบหน้าเจียงยวี่เหิงดูเคร่งเครียดมาก เขายกมือขึ้นมาถูโดยสัญชาตญาณทันที แววตาเขาแสดงอาการตื่นตระหนกขึ้นมาชั่วขณะ

“พอดีโปรเจกต์จินน่ายมีปัญหา ผมกำลังปวดหัวเรื่องการลงทุนอยู่ ผมก็เลยติดต่อเฮนรี กรุ๊ปไป ซึ่งเป้ยเออร์คือลูกสาวของกรรมการบริหารของบริษัทแห่งนี้ เธอมาเรียนอยู่ที่นี่และผมได้รับการฝากฝังให้เป็นคนดูแลเธอ ภาษาไทยเธอไม่ค่อยดี เมื่อกี้นี้เธอดื่มไวน์มา ผมก็แค่มาส่งเธอกลับโรงแรมก็เท่านั้นเอง”

เสียงของเขาอ่อนโยนและนุ่มนวลมาก เขาขยับตัวเข้ามาใกล้มากขึ้น แล้วก็หยอกล้อเธอเหมือนเคย

“คุณก็รู้นี่ว่าคนประเทศเอฟมีวิถีชีวิตที่ไม่เหมือนเรา ผมสัญญากับคุณเลยนะว่า ต่อไปผมจะรักษาระยะห่างให้มากกว่านี้ ไม่โกรธผมได้ไหม ผมให้คุณจูบผมคืนก็ได้”

เวินอี่ถงยกเปลือกตาขึ้น ความเย็นชาในแววตาของเธอเหมือนลมหนาวในฤดูใบไม้ร่วงไม่มีผิด แต่น้ำเสียงกลับเฉยชาอย่างผิดปกติมาก

“ต้องดูแลใกล้ชิดขนาดนี้ พวกเขาถึงจะยอมลงทุนให้งั้นเหรอคะ? ”

เธอไม่ได้โวยวาย ไม่ได้ตีโพยตีพายจี้ถามอย่างไร้เหตุผล

ผู้หญิงตรงหน้าดูอ่อนโยนนุ่มนวล คำพูดที่เย็นชาของเธอทำให้คำอธิบายของทั้งหมดของเจียงยวี่เหิงไร้ความหมายไปเลย

ความรู้สึกว่างเปล่าอันไร้ขอบเขตผุดขึ้นมาในใจเขาอีกครั้ง เขาดึงเนคไทออกด้วยความหงุดหงิด

“ถงถง ผมทำเพื่องานอยู่นะ คุณอย่างอนจะได้ไหม?”

เวินอี่ถงรู้สึกว่ามันน่าตลกมาก

เธอยังไม่ได้โวยวายอะไรเลยสักนิด

ต้องให้เธอโยนรูปที่น่าอับอายในมือถือใส่หน้างั้นเหรอถึงจะเรียกว่าโวยวายได้

ความสัมพันธ์หลายปีที่ผ่านมา ตอนนี้มันเหมือนมีดร้อน ๆ ที่แทงลงมาที่หัวใจของเธอไม่มีผิดเลย

“เจียงยวี่เหิง ถ้าคุณเบื่อ คุณบอกฉันตรง ๆ ได้เลยนะ ฉันจะหย่าให้คุณเอง แล้วก็จะไม่ตามรังควานอะไรคุณเลยด้วย”

ทำไมต้องหลอกเธอ เหมือนเธอเป็นคนโง่ด้วยล่ะ

พอเธอพูดออกมาเช่นนี้ ไหล่เธอก็ถูกจับเอาไว้

เจียงยวี่เหิงมองเธอด้วยสายตาเย็นชาจนน่าตกใจพลางพูดว่า “ห้ามพูดเรื่องหย่าเด็ดขาด พวกเราตกลงกันแล้วไงว่าหากมีเรื่องอะไรก็จะแก้ไข ห้ามใครพูดคำว่าหย่าออกมาทั้งนั้น”

แก้ไขงั้นเหรอ

นอกใจไปนอนกับคนอื่นจะแก้ได้ยังไงกัน

เวินอี่ถงรู้สึกเหมือนตัวเองถูกขังให้อยู่ในดงหนามอย่างไรอย่างนั้น แค่เธอขยับนิดเดียวก็เจ็บระบมไปทั้งตัวแล้ว

ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมา เจียงยวี่เหิงหยิบขึ้นมาดูด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและตัดสายไป

แต่เวินอี่ถงเห็นชื่อที่แสดงบนหน้าจอแล้ว ‘หวานใจนางแมวยั่วสวาท’

มือถือยังไม่ทันจะเก็บเข้าไป หน้าจอก็สว่างขึ้นมาอีกครั้ง

หน้าต่างข้อความจากวีแชทปรากฏขึ้นมา ชื่อที่แสดงคือ ‘เด็กยั่วโมโห’

“ที่รัก ฉันได้รับบาดเจ็บ เจ็บมากเลยค่ะ”

“หากไม่มีคุณ ฉันคงแย่แน่เลย รีบมานะคะ”

“มีเลือดออกด้วย ฉันจะตายไหม?”

สามข้อความส่งเข้ามาติดต่อกัน ทั้งหมดล้วนเป็นภาษาฝรั่งเศส

ตอน 3

ดูเหมือนเขาจะคิดว่าเธออ่านไม่ออกสินะ เจียงยวี่เหิงไม่ได้เอามือถือหลบแต่อย่างใด เขารีบพิมพ์ตอบกลับไปว่า “ผมจะไปเดี๋ยวนี้”

แล้วก็กดปิดหน้าจอโทรศัพท์ไป

“ถงถง ตอนนี้ผมมีธุระด่วน คุณช่วยผมไม่ได้ก็อย่ามาหาเรื่องและเพิ่มปัญหาให้ผมไปเลยนะ เชื่อฟังนะ”

มืออุ่น ๆ ของเขาลูบผ่านหัวเธอไป เวินอี่ถงมองดูเจียงยวี่เหิงที่รีบเดินจากไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ได้ขัดขวางอะไรเลย

เธอรู้สึกเหมือนหัวใจถูกกรีดซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันทำให้เธอเจ็บจนด้านชาไปหมดแล้ว

เธอส่งเอกสารกลับไปเก็บที่สถาบันวิจัย แล้วก็ขับรถกลับบ้านไป

หลังจากผ่านไปสามวันติดต่อกัน เจียงยวี่เหิงไม่ได้กลับบ้านเลย

ส่วนเธอก็ไม่ได้ติดต่อเขาไปเช่นกัน

เวลาว่างระหว่างรอการพิจารณาและตรวจสอบ เธอยุ่งวุ่นวายอยู่กับการจัดข้าวของในบ้าน

ห้องเก็บของเต็มไปด้วยความทรงจำตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ไม่ว่าจะเป็นจดหมายสารภาพรักครั้งแรก เครื่องปั้นดินเผาที่ทำในเดทแรก ก้อนหินรูปหัวใจที่เก็บได้ตอนปีนเขาไปดูดาวตก แล้วก็กรอบรูปอวยพรวันแต่งงานที่สื่อความหมายให้รักกันยาวนาน.....

กล้องโพลารอยด์จากรุ่นแรกจนถึงรุ่นล่าสุดวางเรียงกันเป็นแถว

เธอชอบเก็บความทรงจำมาก เธอหวังว่าตอนแก่เฒ่าจะได้มารำลึกความหลังด้วยกัน

แต่ตอนนี้ของพวกนี้มันกลับกลายเป็นของที่น่าตลกไปซะแล้ว เธอโยนมันเข้าเตาผิงเพื่อเผาทำลาย

ส่วนของขวัญหรูหราราคาแพงทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพชร นาฬิกาข้อมือ สร้อยคอ รวมถึงแหวนแต่งงาน เธอถ่ายรูปส่งให้เจ้าของร้านรับซื้อสินค้าลักชัวรีเพื่อขายต่อทั้งหมด

จนกระทั่งตู้เครื่องประดับทั้งหมดเหลือเพียงความว่างเปล่าแล้ว เธอถึงได้ตระหนักได้ว่า ไม่ว่าความสัมพันธ์จะมีค่ามหาศาลมากเพียงใด เมื่อโดนทรยศหักหลัง สิ่งที่ไร้ค่าที่สุดก็คือความรัก

ห้าวันต่อมา ใบสมัครก็ได้รับการอนุมัติ

เหลือเวลาอีกสิบวันก่อนการวิจัยแบบปิดจะเริ่มขึ้น

เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าไปห้างเพื่อซื้อของจำเป็น ขณะที่ถือถุงช้อปปิ้งลงบันไดเลื่อนอยู่ เธอก็เห็นฉากที่ดูเข้ากันได้ดีและอ่อนโยนของใครบางคนตรงหน้าเคาน์เตอร์เครื่องเพชรชั้นหนึ่งเข้าพอดี

หลิวกุ้ยจือแม่สามีที่ไม่เคยชอบเธอเลยกำลังควงแขนคุณหนูสาวเป้ยเออร์ท่านนั้นอย่างสนิทสนมอยู่ ใบหน้ากำลังยิ้มกว้างอย่างมีความสุข

ส่วนสามีที่ไม่ได้กลับบ้านมาห้าวันแล้วของเธอ ตอนนี้กำลังช่วยสวมสร้อยข้อมือเพชรสุดหรูเส้นหนึ่งให้อีกฝ่ายได้ลองด้วยสายตาที่ดูรักใคร่อย่างมากอยู่

ทั้งสามคนดูเหมือนเป็นครอบครัวกันจริง ๆ อย่างไรอย่างนั้น

เห็นได้ชัดเลยว่าอีกฝ่ายดูพอใจกับการลองมาก หลิวกุ้ยจือรีบชื่นชมในสายตาที่เฉียบแหลมของเธอยกใหญ่ จากนั้นก็หยิบบัตรแบล็คการ์ดใบหนึ่งออกมาจ่ายอย่างใจกว้าง

เวินอี่ถงรู้สึกว่ามันน่าตลกสิ้นดี

บัตรใบนั้น เป็นของเธอเอง

มีเงินอยู่ในบัตร เนื่องจากเธอเป็นเพื่อนสนิทกับเจ้าของร้านแบรนด์นี้ เธอจึงจะได้ราคาส่วนลดขั้นต่ำสุด อีกทั้งยังสามารถเลือกสินค้ารุ่นใหม่ล่วงหน้าได้ด้วย

เดิมทีเธอตั้งใจจะใช้เอาใจหลิวกุ้ยจือ เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีและลูกสะใภ้ดีขึ้นบ้าง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าแม่สามีและสามีของเธอดันเอามันไปใช้เอาใจมือที่สามซะอย่างนั้น

เธอสาวเท้าเดินเข้าไป จากนั้นก็ดึงบัตรออกจากมือของพนักงานขายทันที

“ขอโทษค่ะ บัตรใบนี้คงใช้ไม่ได้แล้วล่ะ”

พนักงานขายหน้าตาดูตื่นตกใจมาก

“คุณผู้หญิงคะ นี่คือบัตรระดับสูงสุดของแบรนด์เราเลยนะคะ ไม่มีทางที่จะหมดอายุหรือใช้การไม่ได้อย่างที่คุณพูดหรอกค่ะ”

“งั้นเหรอคะ?”

เวินอี่ถงหักบัตรเสียงดังกึก จากนั้นก็โยนใส่ถังขยะด้านข้างและพูดว่า “ตอนนี้ก็คงใช้ไม่ได้แล้วสินะคะ?”

หลิวกุ้ยจือโมโหเดือดดาลมาก เธอง้างมือขึ้นและตบอย่างแรง

เสียง “เพียะ” ดังขึ้นมาสนั่นหวั่นไหว เธอตบเข้าที่หน้าเวินอี่ถงอย่างจัง

“เธอทำอะไรน่ะ ตาไม่มีแววบ้างเลยรึไง ช่างเป็นคนที่โคตรจะไร้ค่าเลยจริง ๆ !”

ตระกูลเจียงทรงเกียรติมาก

เจียงยวี่เหิงเป็นที่รู้จักในนามของคุณชายผู้ทรงเกียรติและอัจฉริยะด้านการเงิน

นับตั้งแต่ที่พวกเขาเริ่มคบกัน ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน หลิวกุ้ยจือก็มักจะพูดจาเย็นชากับเธอเสมอ หลังแต่งงานกันก็ยิ่งหนักข้อขึ้นไปอีก ไม่ว่าเธอจะทำอะไร จะพยายามเอาใจมากแค่ไหน แต่เธอกลับไม่เคยได้รับแม้แต่รอยยิ้มเลยด้วยซ้ำ

ด้วยความที่เธอไม่อยากให้เจียงยวี่เหิงลำบาก เพราะเหตุนี้ไม่ว่าหลิวกุ้ยจือจะทำอะไรกับเธอ เธอก็ไม่เคยตอบโต้ แล้วก็ไม่ได้บอกเจียงยวี่เหิงอีกด้วย

ที่เธอยอมอดทนทุกอย่าง ก็เพราะเธอรักผู้ชายคนนี้

แต่ตอนนี้ เธอไม่อยากอดทนอีกต่อไปแล้ว

“เพียะ เพียะ!”

เสียงตบสองครั้งดังขึ้นมาสนั่นหวั่นไหว เธอตบหน้าของเจียงยวี่เหิงอย่างแรง

ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็ตกใจจนถึงกับยกมือขึ้นมาปิดปากเลยทีเดียว

นี่คือเจียงยวี่เหิงเลยนะ

บุคคลที่แทบจะถูกยกย่องเป็นเทพในข่าวการเงิน แต่แล้วเขากลับมาถูกตบต่อหน้าสาธารณชนซะอย่างนั้น

“เวินอี่ถง!”

หลิวกุ้ยจือโกรธจนพับแขนเสื้อขึ้นและจะเข้าไปตบเธอ

เวินอี่ถงจึงเชิดหน้าขึ้นเบา ๆ เธอไม่ได้กลัวเลยแม้แต่นิดเดียว

“คุณตบฉันหนึ่งที ฉันจะตบเขาสองที ก็ลองดูสิ?”

“แก......แก......”

หลิวกุ้ยจือโกรธจนต้องกุมหน้าอกเอาไว้

“อาเหิง แกดูความร้ายกาจของนังนี่สิ”

เวินอี่ถงหันไปมองเขา แล้วก็ยิ้มอย่างเย็นชามาก

“ฉันควรตบคุณหรือเปล่า?”

เขาเอาลิ้นเลียกระพุ้งแก้ม สีหน้าดูมืดมนจนน่ากลัว จากนั้นเขาก็เดินเข้ามาดึงมือเธอไป แล้วก็พูดด้วยเสียงที่เบามากว่า

“ถงถง ถ้าหายโกรธแล้วก็เลิกก่อเรื่องเลยได้ไหม?”

ซูเป้ยเออร์ที่อยู่ข้าง ๆ จู่ ๆ ก็โผเข้ามาในอ้อมแขนของเจียงยวี่เหิง แล้วก็กระชากมือของเขามาวางบนเอวของตัวเอง แล้วก็พูดภาษาฝรั่งเศสต่อว่าเวินอี่ถงอย่างหยาบคาย

คำก็ที่รัก สองคำก็ที่รัก เธอเหมือนคนที่ไร้กระดูกและแทบจะฝังตัวเข้าไปในร่างของเขาอยู่แล้ว

เจียงยวี่เหิงปลอบเธอด้วยภาษาฝรั่งเศส

ซึ่งการสนทนาที่เร่าร้อนของทั้งคู่ มันทำให้เวินอี่ถงฟังแล้วอยากจะหัวเราะออกมามาก

ทันใดนั้น เธอก็พูดภาษาฝรั่งเศสออกมาอย่างคล่องแคล่ว ซึ่งทั้งเสียงและสำเนียงใกล้เคียงกับเจ้าของภาษามาก

“ในเมื่อเลือกที่จะเป็นมือที่สามของคนอื่นแล้ว ก็อย่ามาแสร้งทำตัวแอ๊บแบ๊วไร้เดียงสาไปหน่อยเลย ถึงขั้นกล้าอ่อยสามีคนอื่นไปขึ้นเตียงได้ ยังจะกล้าที่จะไม่ยอมรับอีกเหรอ? ถ้าฟังภาษาฝรั่งเศสไม่เข้าใจ จะให้เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ เยอรมัน ญี่ปุ่นก็ได้ ฉันพูดได้สิบหกภาษา เชิญคุณเลือกมาได้ตามสบายเลย ถ้าฉันด่าไม่ชนะ ก็ถือว่าฉันแพ้”

ใบหน้าของซูเป้ยเออร์แดงฉานขึ้นมาทันที

ดูเหมือนเธอจะคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่า เวินอี่ถงจะพูดภาษาฝรั่งเศสเป็นด้วย

ไหนเจียงยวี่เหิงบอกว่า เธอเป็นแค่พนักงานธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่เหรอ

สีหน้าของเจียงยวี่เหิงก็ดูไม่ดีเช่นกัน น้ำเสียงของเขาฟังดูตึงขึ้นเล็กน้อย

“ถงถง คุณไปเรียนภาษาฝรั่งเศสมาตั้งแต่ตอนไหนเหรอ?”

เวินอี่ถงรู้สึกเหมือนมีดที่ค้างอยู่ในใจเล่มนั้นแทงลึกลงไปอีกอย่างรุนแรงอย่างไรอย่างนั้น

เธอยิ้มออกมาอย่างเย้ยหยันเกินจะหาที่เปรียบได้

“ที่รัก คุณนี่รักฉันจริง ๆ เลยนะ”

“พวกคุณเที่ยวกันให้สนุกเถอะ ฉันไม่รบกวนแล้วล่ะ”

หลังพูดจบ เธอก็หันหลังและเดินจากไป

เจียงยวี่เหิงจะรีบไล่ตามไปด้วยความร้อนใจ แต่กลับถูกหลิวกุ้ยจือและซูเป้ยเออร์ดึงแขนไว้คนละข้าง

“อาเหิง หย่ากับนังสารเลวนั่นซะ นังคนต่ำช้า กล้ามาตบนายได้ยังไง”

คำพูดแบบนี้ เธอเคยพูดมาหลายครั้งมากแล้ว แต่เจียงยวี่เหิงไม่เคยสนใจเลย แต่ไม่รู้ว่าทำไม ครั้งนี้เขาถึงได้รู้สึกว่ามันไม่เข้าหูอย่างมาก

“นั่นมันเป็นเรื่องของผม”

เจียงยวี่เหิงสะบัดแขนออก แล้วก็วิ่งตามไป

เขาขวางเวินอี่ถงไว้ก่อนที่เธอจะขึ้นรถ

“ถงถง”

สัมผัสที่อบอุ่นที่ข้อมือ มันเหมือนลิ้นของงูพิษที่ทำให้เธอรู้สึกขยะแขยง

เวินอี่ถงสะบัดมือออกด้วยความรังเกียจ

“คุณเจียงไม่ไปช็อปปิ้งเป็นเพื่อนนางแมวยั่วสวาทของคุณแล้วเหรอคะ?”

สีหน้าของเขาดูแย่มาก

“ซูเป้ยเออร์เป็นแค่น้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น คุณอย่าหึงไปทั่วสิ อย่าคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้จะได้ไหม คุณจำเป็นต้องทำให้ทุกคนต้องอับอายต่อหน้าสาธารณชนขนาดนี้ด้วยเหรอ?”

เวินอี่ถงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

กลับกลายเป็นความผิดของเธอไปซะงั้น

คุณเจียงกำลังจะบอกว่า ต่อไปถ้าฉันเจออีก แม้จะจับชู้ได้คาเตียง ฉันก็ต้องรีบปิดม่านหน้าต่างและคอยดูลาดราวอยู่หน้าประตูให้เพื่อปกป้องหน้าตาตระกูลเจียงของพวกคุณไว้อย่างนั้นเหรอคะ?”

แรงบีบที่มือของเจียงยวี่เหิงรุนแรงมากยิ่งขึ้น ไฟในดวงตาของเขาแทบจะเผาเธอเป็นเถ้าถ่านอยู่แล้ว

“ผมบอกแล้วไงว่า เธอเป็นแค่น้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น!”

“เหอะ น้องสาวงั้นเหรอ?”

เวินอี่ถงมองเขาอย่างเยาะเย้ยถากถาง

ทันใดนั้น สายตาของเธอก็ดูเย้ายวนขึ้นมา

“งั้นฉันคงต้องหาพี่ชายไว้สักคนบ้างแล้วล่ะ แล้วก็ทำทุกอย่างเหมือนที่คุณกับซูเป้ยเออร์เคยทำกัน คุณก็อย่าหึงหรือคิดเล็กคิดน้อยนะ โอเคไหมคะ? ที่รัก”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED