ภาพปกนิยาย เกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์

เกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์

9.4 / 10.0
เมื่ออดีตยมทูตผู้ทรงพลังต้องจุติใหม่ในดินแดนที่ถูกขนานนามว่ากะลาแลนด์ การเดินทางครั้งใหม่ในฐานะหัวหน้าแก๊งมาเฟียจึงเริ่มต้นขึ้น เขาไม่ได้มาเพื่อสร้างอิทธิพลแบบธรรมดา แต่พกพาความกาวและแผนการสุดล้ำลึกเพื่อเป้าหมายในการเถลิงอำนาจเหนือโลกใต้ดินและยึดครองดินแดนแห่งนี้มาไว้ในกำมือ เรื่องราวภาคต่อที่แยกเอกเทศจาก 'เมื่อผมตาย... แล้วกลายเป็นยมทูต' นี้ จะพานักอ่านไปสัมผัสกับความมันส์แบบฉุดไม่อยู่และการชิงไหวชิงพริบที่คาดไม่ถึงในสไตล์แอ็กชันแฟนตาซีสุดระห่ำ แม้ไม่เคยอ่านภาคแรกมาก่อนก็สามารถดื่มด่ำไปกับความสนุกของเส้นทางสายมาเฟียนี้ได้อย่างเต็มอิ่ม

เกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์ ตอนที่ 1

บทนำ

"ยมทูตเจนเก่ากำลังจะไปเกิด ข้าอยากให้เจ้ามาเป็นยมทูตเจนใหม่ คอยรับดวงวิญญาณมาส่งที่ยมโลก และนำตัวพวกมารมาตัดสินโทษ"

สิ่งที่ท่านยมตรัสบอก ทำให้ผมชะงักไปด้วยอาการนิ่วหน้า เพราะไม่เคยรู้จักมาร รวมทั้งไม่เคยรู้ว่ายมทูตต้องรับผิดชอบถึงสองหน้าที่

"พวกมารคือใครขอรับ?" ผมทูลถามทันทีโดยไม่เก็บไว้ ในเมื่อมันคือสิ่งที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างผมควรต้องรู้

"เหล่าคนชั่วที่หลบหนีไปตั้งกลุ่ม โดยอ้างว่าพวกตนทำความดีมาตลอดชีวิต" คำตอบที่ได้ยินทำเอาผมนิ่งเงียบไปหลายวินาที

...ผมเคยสงสัยว่าคนอย่างผมเกิดมาทำไม เรื่องราวของผม ชีวิตของผม และลมหายใจของผม เคยถูกทำให้เลือนหายไปในเรือนจำของประเทศที่ผมเรียกมันว่า 'กะลาแลนด์'

อาจโชคดีกว่าคนอื่นนิดหน่อย ที่ผมได้คืนชีพอีกครั้งในฐานะยมทูต เหล่าคนชั่วผู้เคลือบเปลือกนอกด้วยความดีในกะลาแลนด์ ถูกผมส่งลงไปรับโทษในนรกคนแล้วคนเล่า แต่นั่นก็ยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนพวกมัน... ทำยังไงพวกมันถึงจะพ้นหูพ้นตาผมไปเสียที!!

...สักวัน... ถ้าผมมีโอกาสได้ไปเกิดใหม่อีกครั้ง และมีอำนาจในมือมากพอจะทำให้พวกมันหายไปจากโลกล่ะก็

"ข้าจะส่งเจ้าขึ้นไปสะสางเรื่องหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์"

และแล้วคำบัญชาล่าสุดของท่านยม ก็เป็นเหมือนแสงแห่งความหวังตรงปลายอุโมงค์ โชคชะตากำลังนำพาผมไปสู่อำนาจ ที่ผมมั่นใจว่าจะเอามาใช้ส่งคนพวกนั้นไปสู่นรกบนดินได้ เหล่าอมนุษย์ในคราบมนุษย์ทั้งหลาย เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ นรกของพวกแก... กำลังจะเริ่มต้น!!

บทที่ 1

ผู้คนในนรกต่างรู้จักผมในนาม 'ยมทูตไมเคิล' แม้ว่านั่นจะไม่ใช่ชื่อจริงจากบัตรประชาชนตอนเป็นมนุษย์ แต่ก็ไม่มีใครข้องใจว่าเหตุใดผมจึงเปลี่ยนชื่อ พวกเขารู้แค่ว่า ใครที่มันบังอาจเรียกชื่อเก่าของผม เสี้ยววินาทีนั้นคือเวลาตายของมัน

"ข้าให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งที่ร้อยแล้วล่ะมั้ง... มานะ จงจำไว้ให้ดีว่า เมื่อไหร่ที่ข้าเห็นเจ้าทำเกินกว่าเหตุ เจ้าจะไม่ได้รับการให้อภัยอีก"

ผมลืมบอกไปว่าที่พูดนั่น ไม่ได้หมายรวมท่านยม หรือถ้าใครคิดว่าไม่เห็นเป็นไร บอสไม่ใช่พ่อ ก็ลองไปทำกันดู

"กระหม่อมให้สัตย์สาบานว่า มันจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วขอรับ" ผมทูลสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้พูด ไม่ใช่เพราะเกิดสำนึกผิด แต่เพราะนี่คือวันสุดท้ายที่ผมจะได้ใช้ชีวิตยมทูต

"ยูพูดอย่างกับว่า จบภารกิจนี้แล้ว ยูจะไม่กลับมาเป็นยมทูตอีกอย่างงั้นแหละ" หัวหน้านับเงิน หนึ่งในคนที่ได้ยินคำพูดประโยคนั้นของผม ถามขึ้นหลังจากที่ผมถอยออกมาจากหน้าบัลลังก์

...เธอเป็นหัวหน้ายมทูตโซนกะลาแลนด์ เอ่อ... ผมหมายถึงประเทศไทย และเป็นยมทูตเพียงคนเดียวในยมโลกที่สวมเชิ้ตดำสูทดำรัดรูป กับปล่อยผมยาวถึงก้น เป็นสัญลักษณ์ที่แค่มองไกลๆ จากระยะร้อยเมตร ก็รู้ว่าต้องทำตัวยังไงเวลามีชนักติดหลัง

"ไอพูดเผื่อไว้เฉยๆ" ผมทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่ความจริงแล้วคำพูดที่ว่านั่น มีความหมายอื่นแฝงอยู่

"คนอย่างยูเนี่ยนะจะพูดเผื่อไว้ เดี๋ยวๆ แล้วนี่อะไร ภารกิจใหญ่พรุ่งนี้แล้ว จะปล่อยพวกมารสูทขาวให้คนอื่นจัดการบ้างไม่ได้เลยรึไง ยูพึ่งให้สัตย์สาบานกับท่านยมเมื่อกี๊เองนะ ว่าจะไม่ก่อเรื่องอีก" มือซ้ายของหัวหน้านับเงินเอื้อมมาตะปบไหล่ผม และถ้าสั่งให้เล็บมือเล็บเท้างอกยาวได้ดั่งใจ เธอคงผลิตเล็บออกมากระซวกร่างผมตรึงไว้กับพื้นนรกไปแล้ว

"ไอก็แค่อยากไปดูว่าหมอนั่นจะจัดการพวกมารยังไง" ผมตอบด้วยน้ำเสียงปกติ เพราะถึงแม้จะสวมแว่นดำอยู่ แต่ถ้าอีกฝ่ายจับได้ว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่ในดวงตาของผมล่ะก็...

"งั้นไอจะไปด้วย ไอก็อยากรู้เหมือนกัน" หัวหน้านับเงินยื่นหน้าเข้ามาจ้องหน้าผม แม้เธอจะสวมแว่นดำที่เป็น 1 ในแอสเซสเซอรี่ของยมทูตเจนใหม่อยู่เหมือนกัน แต่นั่นไม่ได้เป็นเครื่องการันตีความปลอดภัยว่าความลับของผมจะไม่รั่วไหลผ่านลูกนัยน์ตา

"เอาที่ยูสบายใจเลย" ผมยักไหล่ แล้วเบี่ยงตัวเดินนำออกไปด้วยท่าทางปกติ โดยมีหัวหน้านับเงินจ้ำตามมาติดๆ เหมือนกลัวลูกน้องจะหลบหนี

"วันนี้เคสใครนะ นายหิวแสงตาตี่หูกางอะไรนั่นใช่มะ?" หัวหน้านับเงินพูดเหมือนกำลังบอกใบ้เหยื่อรายใหญ่ของพวกเรา ทั้งที่ความจริงแล้ว เธอแค่จำชื่อหมอนั่นไม่ได้

"นายสีสดตลอดวันธรรมดา" ผมบอกชื่อที่เธอจำไม่ได้ชื่อนั้น

"คนบ้าอะไรชื่อสีสดตลอดวันธรรมดา!?"

เสียงทะลุทะลวงแก้วหูของหัวหน้าที่ดังสวนกลับมา ทำให้ผมต้องนึกทบทวนใหม่ว่า เหยื่อรายนี้ชื่ออะไรกันแน่

"ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง" ผมไม่สารภาพตรงๆ ว่าคิดไม่ออก แต่ตีเนียนไปตลอดทางที่เราวาร์ปจากนรกขึ้นมายังโลกมนุษย์

...เวลานี้ผมและหัวหน้ากำลังยืนอยู่ตรงทางเข้าตึกแลนด์มาร์คหลังคารั่วแห่งหนึ่ง ที่มักเป็นข่าวว่าเจ้าหน้าที่ต้องเอาถังมารองน้ำฝน ทั้งที่สร้างด้วยเงินหลักหมื่นล้าน... ช่างน่าสมเพช

"พวกมารยังไม่มากันเลย หมอนั่นก็ยังไม่มา" กิริยาเหลียวซ้ายแลขวามองหาเป้าหมายของหัวหน้า ทำเอาผมอดยิ้มมุมปากไม่ได้

"ยังไม่มาหรอก อีกตั้งชั่วโมง กว่าจะถึงเวลาส่งวิญญาณ" คำตอบของผมทำเอาคนฟังหันขวับมาจ้องหน้า แถมยังถลึงตาใส่ชนิดที่มีรังสีอำมหิตส่งผ่านแว่นดำออกมาด้วย

"แล้วยูพาไอมารอตั้งแต่ตอนนี้ทำไมมิทราบยะ!!" เสียงนั้นดังทะลุทะลวงกว่าเดิมหลายเท่า เมื่อไหร่เธอจะรู้ตัวสักทีว่าถูกผมปั่นหัว

"ยูตามมาเองนะ ไอแค่อยากมาซึมซับความทรงจำเก่าๆ ในประเทศนี้... ก็แค่นั้น" ผมนั่งลงบนสนามหญ้าให้เหมือนกับว่า กำลังพาตัวเองมาพักผ่อนในวันสุดท้ายของการเป็นยมทูต

"คนอย่างยูเนี่ยนะ มาซึมซับความทรงจำเก่าๆ" เธอก้มตัวลงมาดึงแว่นตาดำของผมออก พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาจ้องตา

"เสียใจด้วยนะ ไอไม่หวั่นไหวกับผู้หญิงหรอก" ผมจ้องตอบด้วยแววตาว่างเปล่า เป็น 1 ในวิธีเก็บซ่อนความลับดำมืดที่ไม่อยากให้ใครรู้ และแน่นอนว่ายังไม่เคยมีใครล้วงเอามันออกไปได้

"โอ๊ย!! รู้แล้วล่ะย่ะ อย่าให้ไอจับได้แล้วกันว่ายูตั้งใจจะมาทำอย่างอื่น นอกจากมาดูนายก้อนหินจับพวกมารสูทขาว ไม่งั้นล่ะก็..." หัวหน้าหยุดคำพูดไว้แค่นั้น แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผมก็รู้ดีว่าประโยคต่อท้ายของมันคืออะไร

"เอาที่ยูสบายใจนั่นแหละ" ผมตัดบทด้วยการเอนตัวลงนอนบนพื้นหญ้า แม้ไม่อาจรับรู้ได้ถึงความชื้นเย็นของดินและหยดน้ำบนยอดหญ้า กลิ่นเขียวๆ ของใบหญ้า หรือความอ่อนนุ่มของต้นหญ้า แต่ผมก็รู้ดีว่ากว่าจะมาเป็นสนามหญ้าสวยๆ แบบนี้ คงมีเรื่องราวมากมายระหว่างทาง

...ว่ากันว่าบางครั้งก็ไม่สำคัญว่าปลายทางจะเป็นยังไง เพราะถ้าระหว่างทางมีเงินหกเจ็ดหลักให้สูบเอาไป ก็ถือว่าคุ้มแล้วที่เราตัดสินใจออกเดินทาง

"ยูต้องกลับมานะ กัมพูชาไม่มีอะไรให้ไปลั้นลาหรอก" จู่ๆ หัวหน้าก็พูดเหมือนจะอ่านอะไรบางอย่างจากข้างในดวงตาของผมออก

"ไอก็ไม่ได้ไปลั้นลานี่ ไปทำงานต่างหาก" ผมพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด พร้อมกับสะกดจิตตัวเองไปด้วยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมจะทำหลังจากวันพรุ่งนี้ มัน... คือการทำงาน

ใช่! ก็แค่... เปลี่ยนสถานที่ทำงานในการจัดการพวกอมนุษย์ในคราบมนุษย์

"สังหรณ์ไอบอกว่ายูจะไปทำมากกว่านั้น"

สิ่งที่หัวหน้านับเงินพูดสวนขึ้น ทำเอาผมนิ่งอึ้งไปนิดหนึ่ง และเพื่อไม่ให้เธอนึกสงสัย การเนียนมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยกลุ่มเมฆสีเทาแก่ คือวิธีที่ผมใช้กลบเกลื่อน

"ยูจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ ไมเคิล?"

นี่ถ้าเป็นพวกรุ่นน้อง คงโดนผมเอ็ดโทษฐานเซ้าซี้เรื่องที่ผมไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดไปแล้ว แต่เพราะเป็นหัวหน้า...

"เดี๋ยวฝนก็ตกแล้ว แล้วหลังคานั่น... ก็จะรั่ว" ผมเบนสายตาไปตรงแลนด์มาร์คอลังการงานสร้างชิ้นนั้น โชคดีที่นายสีสดตลอดวันอะไรนั่น กำลังเดินนำบรรดานักข่าวเข้าไปภายในอาคาร เป็นโอกาสให้ผมเปลี่ยนเรื่องพูด

"เหยื่อมาแล้ว อีกเดี๋ยวพวกมันก็คงมา" ผมผุดลุกขึ้นคว้าแว่นดำจากมือหัวหน้ากลับมาสวม ในขณะที่สีหน้าท่าทางของเธอดูจะยังติดค้างอยู่กับคำพูดเรื่องหลังคารั่วของผม

"เป็นอะไร นอนน้อยเหรอ" ผมตัดสินใจหาคำพูดมาเรียกสติเธอ แทนการปล่อยให้เธอยืนครุ่นคิดเรื่องหลังคารั่วอยู่ตรงนี้

"ยมทูตที่ไหนเค้านอนกันล่ะ ยูนั่นแหละ มีเวลาอ่านข่าวหรือไง ถึงได้รู้ว่าหลังคามันรั่ว?" ในที่สุดเธอก็หลุดปากถามออกมาจนได้ ดีแล้ว... ผมเองก็คงไม่สบายใจสักเท่าไหร่ ถ้าหัวหน้าจะไม่เป็นอันทำอะไรด้วยเรื่องนี้

"เปล่า... ประสบการณ์ตรง ไอมารับเหยื่อที่นี่บ่อยจะตาย เข้าไปรอพวกมารข้างในก็ได้ ถ้ายูอยากเห็นเหมือนที่ไอเห็น" ผมไม่พูดเปล่า แต่วาร์ปนำหน้าหัวหน้านับเงินเข้าไปภายในแลนด์มาร์คแห่งนั้น

แน่นอน... ต้องเป็นตรงที่หลังคารั่วอยู่แล้ว ผมจำมันได้ดีทุกจุด

ซ่าาาาาา... ซ่าาาาาา...

ดูฝนฟ้าจะเป็นใจในการอวดโฉมผลงานแลนด์มาร์คหมื่นล้าน เพราะทันทีที่เราเข้ามาภายในอาคาร สายฝนก็ตกกระหน่ำลงมาไม่ลืมหูลืมตา ราวกับอยากให้หลังคารีบสำแดงอภินิหารให้หัวหน้ายมทูตได้เห็นเป็นอัปมงคลลูกตา

ซ่าาาาาาา...

คราวนี้ไม่ใช่เสียงฝนด้านนอก แต่เป็นเสียงน้ำตกจากฝ้าเพดาน... ผมหมายถึงน้ำฝนที่รั่วลงมาเป็นน้ำตกนั่นแหละ

"นะ... นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!?" หัวหน้ายมทูตโซนประเทศไทยยืนอ้าปากค้างให้กับภาพตรงหน้า ราวกับพึ่งได้เปิดหูเปิดตาเห็นอะไรใหม่ๆ ทั้งที่ตัวเธอเองก็มักจะพูดอยู่เสมอว่า... อะไรก็เกิดขึ้นได้ในไทยแลนด์แดนสนธยา

"เรื่องธรรมดาต่างหาก ยูเองก็อยู่ยมโลกมานานกว่าไอ น่าจะชินได้แล้วมั้ง" ผมยืนมองน้ำตกในร่มที่กำลังเพิ่มปริมาณน้ำบนพื้น จนมันไหลนองใกล้เข้ามาถึงจุดที่ผมยืน เป็นเวลาเดียวกับที่ใครคนหนึ่งเดินใกล้เข้ามา

"ผมไม่ห่วงหรอกครับ เรื่องรถทัวร์จะมาลงผม ทำไมผมจะต้องแคร์ ในเมื่อสิ่งที่ผมทำมันถูกต้องแล้ว" คนคนนั้นเดินยิ้มกริ่มนำหน้านักข่าว ผ่านผมกับหัวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และถึงแม้จะพยายามเบี่ยงตัวหลบน้ำฝนที่รั่วลงมา แต่ทั้งเส้นผม แขนเสื้อ และรองเท้าของเขาก็ยังถูกน้ำฝนกระเซ็นใส่

...หึ! ไม่ต้องแคร์ใครเพราะสิ่งที่ทำมันถูกต้องงั้นเหรอ ทั้งๆ ที่เรื่องน่าสมเพชเกิดขึ้นตำตาตรงหน้า ยังไม่เป็นเดือดเป็นร้อน แกมันก็แค่พวกตาชั่งเอียง แค่คนบาปในคราบนักบุญที่พยายามชุบตัวด้วยคุณธรรมจอมปลอม

"คุณไมเคิล มารอตรวจงานผมเหรอครับเนี่ย?"

เสียงของใครอีกคนเบนความสนใจของผมกับหัวหน้าให้หันไปมอง ผู้ชายตัวสูงผิวเข้มในชุดสูทดำแบบยมทูตเจนใหม่ เจ้าของใบหน้าทรงสามเหลี่ยม คางหนา จมูกโด่ง ปากรูปกระจับบาง กับดวงตากลมโตทรงพลังภายใต้กรอบแว่น หมอนั่นคือก้อนหิน ยมทูตที่ผมวางตัวให้มาจัดการพวกมารสูทขาวแทน

"ก็... ทำนองนั้น" ผมตอบสั้นๆ แล้วเหลือบตามองอีกคนที่พึ่งวาร์ปตามมาติดๆ

"รุ่นพี่ไมเคิล เอ่อ... สวัสดีครับ" ยมทูตฝึกหัดดาวเหนือ เจ้าของร่างเล็กกับผิวขาวซีดตัดกับสูทดำที่สวม ยิ้มเจื่อนๆ ให้ผม ก่อนที่ปากเล็กๆ จะกระตุกเป็นเส้นตรง คิ้วหนาปานกลางบนใบหน้ารูปไข่ขมวดเข้าหากันนิดหนึ่ง จมูกเล็กย่นขึ้นอัตโนมัติ ประกายในดวงตาเรียวยาวภายใต้แว่นดำหายไปแทบจะในทันที บ่งบอกความรู้สึกอึดอัดที่ต้องเจอผม

"อืม..." ผมพยักหน้า แล้วเบนสายตากลับไปมองทางนายสีสดตลอดวัน ไม่ใช่เพราะอยากให้คนตรงหน้าหายอึดอัด แต่เพราะไม่อยากพลาดตอนจบของเหยื่อรายสุดท้ายในชีวิตการเป็นยมทูต

"อ๊ากกกกก!!"

เสียงร้องลั่นของคนคนนั้นเรียกให้ทั้งหัวหน้านับเงิน ก้อนหิน และดาวเหนือ หันขวับมามองต้นเสียงตามผมกันเป็นตาเดียว หมายรวมถึงบรรดานักข่าวที่ต่างยืนชะงักตาค้างไปกับภาพคนโดนไฟดูดที่กำลังชักดิ้นชักงออยู่ตรงหน้าด้วย

"ทะ... ทำไงดี ทะ... ท่านสีสดโดนไฟดูด!!"

"ตะ... ตัดไฟ ต้องรีบตัดไฟก่อน!!"

"คัทเอาท์อยู่ไหน ระบบตัดไฟไม่ทำงานเหรอ!?"

เสียงโหวกเหวกโวยวายดังประสานกับเสียงฝีเท้า รอบข้างเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง วุ่นวาย สะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง และกว่าที่ทุกอย่างจะเรียบร้อย คนที่เคยนอนชักดิ้นชักงออยู่บนพื้นอันเจิ่งนองไปด้วยน้ำ... ก็หัวใจวาย สิ้นชีพในสภาพใบหน้าบิดเบี้ยว บ่งบอกความทรมาน

แต่... ไม่ทันที่ก้อนหินจะพาเหยื่อในความรับผิดชอบของผมลงไปรับการพิจารณาโทษในนรก

"ถึงจะมากันเยอะ ข้าก็ไม่กลัวหรอกจะบอกให้ พวกหมาหมู่!" ผู้ชายผิวเข้มหัวเกรียนวัยยี่สิบต้นๆ ในชุดสูทขาววาร์ปมาขวางหน้าพวกเราไม่ให้เข้าไปควบคุมตัวดวงวิญญาณที่กำลังหลุดจากร่างของนายสีสด ในมือของมันถือเลื่อยยนต์ที่ยังไม่ได้สตาร์ท แทนที่จะถือดาบหรือหอกเหมือนอย่างทุกที

ไม่แน่... เจอกันคราวหน้าพวกมันอาจจะเปลี่ยนมาถือเครื่องตัดหญ้า หรือไม่ก็แส้สายยางสีเขียวก็เป็นได้

"อะไรๆ อย่างนาย... แค่ฉันคนเดียวก็พอแล้ว" ก้อนหินเรียกเคียวออกมาควง พร้อมกับพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายแบบไม่พูดพร่ำทำเพลงนาน ตรงข้ามกับหัวเกรียนสูทขาวที่ยังยืนสตาร์ทเลื่อยยนต์

"บัดซบล้าว... ลืมเติมน้ำมัน" มันเงยหน้าขึ้นมาหัวเราะขำเหมือนไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเท่าไหร่ ซ้ำยังตั้งท่าจะวิ่งหนี ทั้งที่ยังไม่ทันได้เริ่มสู้ อ้อ... พวกมือใหม่สินะ ถึงลืมว่าตัวเองวาร์ปได้

"จะไปไหนไม่ทราบครับ!!" ดาวเหนือวาร์ปไปยืนดักหน้า ทำเอามันชะงักที่มีคนรู้ทัน เปล่าหรอก... แค่ยมทูตฝึกหัดนั่นเคยลืมว่าตัวเองวาร์ปได้เหมือนกันก็เท่านั้น

"ถอยไปนะเฟ้ย!! ยังไงข้าก็ต้องพาวิญญาณนี่กลับฐานตามคำสั่ง" หัวเกรียนยกเลื่อยขึ้นบังหน้าเหมือนจะใช้ป้องกันตัวเฉยๆ ดูเหมือนหลังการกวาดล้างแก๊งมารสูทขาว พวกมันจะหาสมาชิกรุ่นใหม่ไม่ได้ ถึงขั้นที่ต้องเที่ยวว่าจ้างให้ดวงวิญญาณเร่ร่อนมาเป็นสมัครพรรคพวก ผลที่ได้เลยออกมาเป็นแบบนี้

...แก๊งมารสูทขาวคือใคร? พวกมันก็คือเหล่าคนชั่วที่หลบหนีการส่งวิญญาณของยมทูต ไปตั้งกลุ่มโดยอ้างว่าพวกตนทำความดีมาตลอดชีวิตยังไงล่ะ

"นายไม่กลัวเหรอ ว่าทำแบบนี้แล้วบัญชีหนังหมาของตัวเอง มันจะบันทึกกรรมชั่วยาวเป็นหางว่าวหนักขึ้น อาจจะต้องใช้กรรมในนรกไม่ได้ผุดได้เกิดเลยก็ได้ โทษฐานขัดขวางยมทูตในการปฏิบัติหน้าที่"

คราวนี้คำพูดของก้อนหินทำเอามันชะงัก

"จะ... จะ... จริงดิ!?" ชายหัวเกรียนย้อนถามตะกุกตะกัก พลางหันรีหันขวางมองผมที มองก้อนหินที มองดาวเหนือที มองหัวหน้านับเงินที แต่ไม่ทันที่ใครจะได้ตอบอะไร

"เจ้าโง่! ปล่อยให้พวกมันหลอกอยู่ได้ แกกำลังทำความดี ช่วยวิญญาณคนดีให้หลุดพ้นจากนรก จะไปตกนรกได้ยังไง"

แสงสีรุ้งสว่างวาบขึ้นพร้อมการปรากฏตัวของป้าหน้ากลมผมหยักศก ในชุดสูทขาวแบบของผู้หญิง นางคือ 1 ในสมาชิกแถวหน้าของพวกมารสูทขาวที่ยังหลงเหลือ ซึ่งถ้าไม่ใช่เพราะเกิดวิกฤตขาดแคลนกำลังคนจริงๆ ก็จะยังคงทำหน้าที่ปลุกระดมเหล่าคนเขลาผู้หลงผิดอยู่เบื้องหลังเท่านั้น

"คนดีจะไปตกนรกได้ยังไงล่ะครับคุณป้า เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า?" ดาวเหนือโพล่งสวนขึ้นเหมือนทนไม่ได้ที่จะต้องฟังคำพูดที่กลั่นออกมาจากตรรกะวิปริต

"ใครเป็นป้าแก ไอ้เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม!!" ยัยป้าสูทขาวสวนกลับทันควัน นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงลงสนามไปด้วยอีกคนแล้ว

"ยูจะไปไหน?" หัวหน้านับเงินหันขวับมาถาม ทันทีที่สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของผม

"หาที่นั่งดู" ผมตอบสั้นๆ แล้วเดินไปหลบมุมรอชมผลงานของรุ่นน้องยมทูตที่จะมาเป็นตัวตายตัวแทนในวันที่ผมไม่อยู่

"ยูเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ เหรอเนี่ย" เธอยังอุตส่าห์เดินตามมายืนทำตาโตใส่ผม เหมือนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่พึ่งได้ยินกับหู

"ก็แล้วแต่จะคิด" ผมตอบยิ้มๆ และยังคงมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้เปลี่ยนไปเลย... แม้แต่นิดเดียว

"ตรงนี้ฉันจัดการเอง นายเตรียมส่งวิญญาณตาลุงนั่นได้เลย" ก้อนหินร้องบอกดาวเหนือ เหมือนจงใจยั่วโมโหยัยป้าสูทขาว ซึ่งก็ดูจะได้ผล

"ข้ามศพฉันไปให้ได้ก่อนเถอะไอ้พวกเด็กเวร!" ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างคนที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ดูตัดกับชุดที่ใส่ดี

"งั้นป้าก็เตรียมตัวตายทั้งเป็นในนรกได้เลยครับ" ก้อนหินฉีกยิ้มปิดท้ายประโยค ขณะที่ดาวเหนือวาร์ปเข้าประชิดวิญญาณของนายสีสดที่ยังนั่งมึนงงกับการโดนไฟดูดตายไม่หาย

"ไอ้ดำ! มัวทำอะไรอยู่ จัดการมันสิ!" ยัยป้าหันไปตวาดใส่ลูกน้องหัวเกรียนที่ยังยืนงงอยู่กลางดงยมทูต นี่คือตัวอย่างบอสที่ควรหมดไปจากโลก

"ผมลืมเติมน้ำมันเลื่อยยนต์ครับ" ชายหัวเกรียนยิ้มเจื่อนๆ พร้อมกับสตาร์ทเครื่องให้ดูเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าที่ตนพูดนั้นเป็นความจริง

"แกนี่มันโง่ซ้ำโง่ซาก โง่ไม่มีแผ่วเลย!" เสียงตวาดของนางทะลวงแก้วหูยิ่งกว่าเสียงของหัวหน้ายมทูตโซนประเทศไทยหลายเท่า

"ขอโทษครับป้า" คนใต้บัญชาเกาหัวหน้ามึน มิหนำซ้ำยังเผลอใช้สรรพนามตามพวกยมทูต ยิ่งทำให้นางโกรธจัดแผดเสียงอาละวาด

"ใครเป็นป้าแก!! ไปเลย! จะไปไหนก็ไป ฉันจะจัดการเอง ไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าอีก กลับไปเป็นวิญญาณเร่ร่อนอย่าง ดะ..."

"โป๊กกกกก!!"

ด้ามเคียวยมทูตในมือก้อนหินหมุนคว้างลอยมากระแทกหน้าเจ้าของเสียงหนวกหู ทำเอายัยป้าภาพตัด ล้มลงไปนอนสลบอยู่กับพื้น ที่มีวงเวทย์สำหรับเคลื่อนย้ายร่างลงสู่ปรโลกรออยู่แล้ว

"คอนเฟิร์มเคส"

เสียงของยมทูตฝึกหัดดาวเหนือที่ดังแว่วมาเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า การส่งวิญญาณนายสีสดลงไปรับโทษในนรกเรียบร้อยดี

"อยากชำระความอะไรกันก่อนไหมครับ เผื่อเคยมีความแค้นส่วนตัว?" ก้อนหินหันมาถามผมกับหัวหน้า ก่อนจะเบนสายตาไปทางชายสูทขาวหัวเกรียน คล้ายจะเป็นเชิงบอกกล่าวเชื้อเชิญอีกฝ่ายด้วย

"ไม่" ผมกับหัวหน้าตอบสั้นๆ พร้อมกัน ยกเว้นก็แต่คนคนนึงที่ให้คำตอบต่างออกไป

"เอ่อ... ได้เหรอ บัญชีหนังหมาข้าจะยาวเพิ่มหรือเปล่า?" นายหัวเกรียนถามขึ้นอย่างหวาดระแวง เหมือนกลัวจะถูกยมทูตต้มตุ๋นให้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในนรกนานขึ้น

"ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละ เพราะต่อให้ป้าแกจะไม่มีบุญคุณอะไรกับนาย แต่มันก็เป็นการทำร้ายสัตว์โลกน่ะนะ" ก้อนหินอธิบายระหว่างที่เขียนวงเวทย์พันธนาการทับลงไปบนร่างสัตว์โลกที่ว่าอีกครั้ง

"เซ็งเลย งั้นก็รีบๆ จับข้าไปเหอะ กลับฐานไปมีหวังถูกส่งไปเกิดเป็นเหลือบไรแหงๆ" อดีตสูทขาวกลับใจทรุดนั่งลงด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก

"เป็นไง... ผ่านไหมล่ะ เด็กปั้นของยูน่ะ?" หัวหน้านับเงินเขยิบเข้ามากระซิบถาม ท่าทางเหมือนอยากลากผมกลับนรกเต็มแก่แล้ว

"ยูให้ผ่านไหมล่ะ?" ผมย้อนถามแทนคำตอบ แล้วเดินนำออกมาจากจุดที่เคยยืน

"จัดการคนเดียวได้ใช่ไหม?"

คำถามของผมเรียกให้ทั้งก้อนหินและนายหัวเกรียนหันขวับมาหา

"สบายครับ" หมอนั่นฉีกยิ้มให้ผมที่จงใจเดินผ่านไปตรงนั้น... ตรงที่มั่นใจว่าจะมีแค่ทั้งคู่ที่ได้ยินมัน

"ถ้าให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ จนกวาดล้างพวกสูทขาวสิ้นซาก โทษหนักอาจจะเบาลง" คำพูดที่ผ่านการวางแผนและไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีของผม ทำเอาเป้าหมายตาลุกวาวตามคาด

ใช่... ไม่ว่าเมื่อไหร่ จุดหมายของผมก็คือการถอนรากถอนโคนพวกมันให้หมดไปจากกะลาแลนด์!!

อ่านต่อ

สารบัญของ เกิดใหม่... เป็นมาเฟียในกะลาแลนด์

Ch. 1 Ch. 2 Ch. 3
Ch. 4
Ch. 5
Ch. 6
Ch. 7
Ch. 8
Ch. 9
Ch. 10
Ch. 11
all

คุณอาจจะชอบเรื่องนี้

นิยายมาใหม่

ภาพปกนิยาย แก้วตาดวงใจของเขา
9.3
ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ฉินเฉี่ยนยอมอยู่เคียงข้างลู่ซีซิงโดยไร้ซึ่งสถานะ ทว่าความภักดีนั้นกลับถูกตอบแทนด้วยข่าวการหมั้นหมายของเขากับหญิงอื่น เธอจึงตัดสินใจเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ แต่แล้วซีอีโอหนุ่มผู้เย็นชากลับออกตามหาเธออย่างพลิกแผ่นดินนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน เมื่อโชคชะตานำพาให้พบกันอีกครั้ง เธอกลับปรากฏตัวอย่างสง่างามพร้อมชายคนใหม่ข้างกาย ทิ้งให้ลู่ซีซิงต้องจมอยู่กับความเสียใจและพยายามอ้อนวอนขอโอกาสแก้ตัวด้วยการยอมทำทุกอย่างเพื่อเธอดังเดิม แต่ฉินเฉี่ยนในวันนี้กลับมอบเพียงรอยยิ้มหยันและคำปฏิเสธที่แสนเย็นชา จนชายหนุ่มแทบใจสลายและทนไม่ได้ที่ต้องเผชิญกับสายตาห่างเหินจากผู้เป็นแก้วตาดวงใจของเขา
ภาพปกนิยาย สามีสุดที่ร้าย ภรรยาสุดที่รัก
9.3
โชคชะตาเล่นตลกให้เธอต้องอุ้มท้องลูกของชายปริศนาเพื่อทำตามข้อตกลงลับบางอย่าง แต่ในขณะเดียวกันเธอกลับต้องเข้าพิธีวิวาห์กับชายหนุ่มที่ถูกหมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่ยังเยาว์วัย แม้จุดเริ่มต้นของชีวิตคู่จะเกิดขึ้นเพียงเพราะผลประโยชน์ที่ต่างฝ่ายต่างต้องการ แต่ความใกล้ชิดกลับถักทอความผูกพันจนทั้งสองเผลอใจรักกันโดยไม่ทันตั้งตัว ทว่าในวันที่กำหนดคลอดใกล้เข้ามาถึง ฝันหวานของเธอก็พังทลายลงเมื่อเขายื่นเอกสารการหย่าให้เพื่อยุติความสัมพันธ์ แต่สุดท้ายเขากลับสารภาพความในใจว่าเธอคือผู้หญิงคนเดียวที่เขาเฝ้ารักมาโดยตลอด
ภาพปกนิยาย เพรงมายา
8.3
คู่รักคู่หนึ่งต้องเผชิญกับเหตุการณ์ระทึกขวัญจากสิ่งลี้ลับ วิญญาณอาฆาตที่หมายเอาชีวิต และมันจะไม่หยุดจนกว่าทั้งคู่จะตายตกไปตามกัน อีกครั้ง! ตั้งแต่วันที่ได้พบกับ มะปราง เด็กกำพร้าท่าทางแปลกๆ ที่ญาติของ ชวิน ธำมรงค์ รับเป็นลูกบุญธรรม สิตางศุ์ ศรัทธาธรรม ก็พบเจอเหตุการณ์ประหลาดชวนสยองขวัญ หล่อนเริ่มตาฝาดเห็นภาพน่ากลัวบ่อยครั้ง และฝันเห็นผู้หญิงที่ไม่รู้จักแต่มุ่งหมายเอาชีวิตก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะถูกฆาตกรรมโดยหล่อนและชายที่หน้าเหมือนชวิน ความฝันนั้นชัดเจนและต่อเนื่องกันทุกครั้งจนปะติดปะต่อเรื่องได้ ในขณะที่คนรอบข้างก็เจอเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัว จนกระทั่งหล่อนได้พบประกาศขายบ้านและที่ดินแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งรอคอยให้พวกทั้งคู่วนเวียนกลับไปครั้งแล้วครั้งเล่า และเหมือนมีอะไรดลใจให้ชวินซื้อที่นั่นเพื่อปลูกเรือนหอ บ้านหลังหนึ่ง เด็กคนหนึ่ง และความฝัน ทำให้ชีวิตของทั้งคู่ไม่สงบสุขอีกต่อไป เพราะมีอะไรบางอย่างคอยติดตามอย่างอาฆาตแค้น สิ่งที่มันต้องการคืออะไร ทำไมต้องการเอาชีวิตทั้งคู่ และความแค้นนั้นเริ่มต้นที่จุดใด คือคำตอบที่สิตางศุ์อยากรู้
ภาพปกนิยาย คุณแม่ที่รัก [Dear Mother]
8.9
“คุณแม่จะรับผิดชอบผมยังไง ที่นำพาผมลงสู่นรกไปพร้อมกับคุณแม่ครับ” “คุณหื่นทุกครั้งที่เมาแบบนี้มั้ย” !!!! “คุณพูดอะไร” “ผมพูดอะไร นี่คุณอย่าบอกนะว่าก่อนหน้านี้คุณจำอะไรไม่ได้เลย” นับดาวตื่นตระหนกลนลานจนแทบสิ้นสติ “คุณบุกเข้าห้องผม ผู้หญิงตัวเล็กๆ ใครจะคิดว่าแรงจะเยอะจนน่ากลัว คุณจู่โจมผมทุกอย่าง ผมไม่ใช่พระอิฐพระปูน.../...อย่านะ!!! อย่าพูดต่อนะ” นับดาวทนฟังต่อไม่ได้ เธอยกมือขึ้นปิดปากเขาพร้อมออกแรงโถมกายใส่เขา ทิวาหยุดเอ่ยนอนนิ่งให้ท่อนบนเปลือยของเธอทาบทับแผ่นอกเขาไว้ แม้จะมองไม่ค่อยเห็น แต่ระยะใกล้มากกับสายตาที่ปรับเข้ากับความมืดได้แล้วของทั้งสอง ทำให้ต่างก็มองเห็นดวงตาของกันและกัน ทิวาไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ ในทางตรงข้ามเขากลับยั่วยวนเธอ แลบลิ้นเลียฝ่ามือเธอ ควับ! นับดาวสะดุ้งตกใจชักมือกลับ เซถลาจนตัวเองกลับเป็นฝ่ายไปนอนและทิวาก็ขยับเป็ยฝ่ายทาบทับร่างเธอไว้ในทันที “คุณแม่จะรับผิดชอบผมยังไง ที่นำพาผมลงสู่นรกไปพร้อมกับคุณแม่ครับ”
ภาพปกนิยาย ฉากรักในคืนฝนโปรย
8.2
เธอ…คือแม่หม้ายป้ายแดง ส่วนเขา…คือหนุ่มหล่อผู้หลงรักแม่หม้าย เธอใจแข็งเป็นหิน ส่วนเขาก็ตื้อเท่านั้นที่จะครองโลก -------------------------------------- ณาณีมเปิดและส่งรูปของราฮีมที่เธอแอบถ่ายชายหนุ่มไว้ไปให้ทั้งสองได้ดูผ่านไลน์ ณิการ์และธัญมณกรี๊ดกร๊าดเป็นการใหญ่ เพราะราฮีมหล่อและดูดีกว่าที่คิดไว้มาก “แกจะปิดกั้นตัวเองทำไมยะ ในเมื่อมีผู้ชายดีๆ เดินเข้ามา แกก็รับเขาไว้พิจารณาสิ” ณิการ์ที่ได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างเอ่ยขึ้น “แต่ฉันไม่อยากวนกลับไปใช้ชีวิตแต่งงานอีกนี่แก” แม้จะอยากเปิดใจให้ราฮีม แต่สิ่งที่ณาณีมกลัวคือการแต่งงาน การต้องใช้ชีวิตด้วยกันทั้งวันทั้งคืน “ก็อยู่กันไปแบบนี้ ไม่ต้องแต่ง” “ก็คิดว่าจะไม่แต่ง แต่ฉันกับเขาก็ต้องมีเซ็กซ์กัน ฉันจะทำได้เหรอ ในเมื่อสิบสามปีที่ผ่านมาของฉัน มีแค่พี่แดนคนเดียว” นี่คืออีกเรื่องที่ณาณีมกังวล “ของใหม่ๆ คนใหม่ มันอาจทำให้อารมณ์แกซู่ซ่าก็ได้ ชีวิตเป็นของแก แล้วตอนนี้แกก็โสดแล้ว” ธัญมณเอ่ยขึ้นบ้าง นั่นทำเอาณิการ์ที่ปกติลุคจะแรงที่สุดของกลุ่มถึงกับอุทานออกมา “หืม…” “แกเป็นเจ้าของจิ๊มิแต่เพียงผู้เดียวยัยณา แกจะใช้กับใครมันก็สิทธิ์อันชอบธรรมของแก เพราะแกโตแล้ว...เข้าใจ๋” ประโยคนี้ยังเป็นของธัญมณ แต่ดูเหมือนณาณีมจะเข้าใจอะไรยาก “ไม่เข้าใจ” “โอ๊ย! ยัยณา ชีวิตนี้แกจะเจอดุ้นแค่อันเดียวเหรอยะ เลิกกับพี่แดนแล้วแกจะเอาปูนมาโบกจิ๊มิ ไม่ยอมให้ดุ้นอันอื่นผ่านเลยก็ใช่เรื่อง แก่จนอายุจะสามสิบห้า แถมยังมาเป็นหม้ายเอาตอนนี้อีก มดลูกก็ฝ่อลงไปทุกวัน มีของดีติดอยู่กับตัวเอง ทำไมไม่ใช้ กลัวอะไร” ณิการ์เริ่มตามธัญมณทัน และยุณาณีมมันเสียเลย “กลัวสารพัดสิ่งอ่ะ กลัวจนไม่กล้าไปหมด” “งั้นวันไหนที่คุณราฮีมกลับมาเมืองไทย ให้ฉันไปทดสอบความฟิตและความอึดให้เอาไหม งานนี้ฟรี ไม่คิดค่าเสียหาย” “ยัยปุ้ยบ้า เดี๋ยวผัวแกก็เอาปืนมายิงแสกหน้าคุณราฮีมกันพอดี” ณาณีมแหวใส่ความคิดบ้าๆ ของเพื่อน “เท่าที่แกเล่ามา ดูเหมือนยัยพราวก็ทำท่าจะชอบคุณราฮีมอยู่ไม่น้อย วันดีคืนดีพราวคาบไปกิน จะมานั่งเสียใจไม่ได้แล้วนะยะ” “โอ๊ย!...นั่นยิ่งไม่ได้ใหญ่” คนมาปรึกษาเริ่มหัวเสีย ส่วนคนให้คำปรึกษาก็ชักจะสนุก ที่สามารถแหย่จนณาณีมเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาแบบนี้ “นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ยอมรับมาเถอะ ว่าแกเองก็ชอบคุณราฮีมอยู่” “แกว่าถ้าฉันจะรักใครใหม่ มันไม่เร็วไปเหรอ ทั้งๆ ที่ฉันเพิ่งหย่า” นี่คือสิ่งที่ณาณีมกังวลอยู่เหมือนกัน เธออยากเป็นโสดให้นานกว่านี้ สองสามปี หรือมากกว่านี้ก็ได้ “ไม่เร็ว ช้าไปด้วยซ้ำ เพราะชีวิตมันต้องเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่จมปลัก เอาอดีตมาเป็นกำแพง” ----------------------------------------- “ผมรู้สึกแปลกๆ อยากให้คุณช่วย” เสียงอู้อี้ของราฮีมเอ่ยตอบ เพราะยังคงเอามือปิดปากไว้อยู่ “ช่วยอะไรคะ?” สีหน้าของณาณีมเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม นั่นเพราะยังไม่เข้าใจว่าราฮีมเป็นอะไร และเขาอยากให้เธอช่วยอะไร “ช่วยถอนพิษให้ผมหน่อย” “ถอนพิษ พิษอะไร” ตอนนี้สีหน้าของณาณีมยิ่งงงเข้าไปใหญ่ “ก็พิษจากลิปสติกสีแดงๆ ของคุณพราวที่มันติดอยู่บนปากของผมตอนนี้ไง” “คุณราฮีม…อื้อ…” พอฟังจบณาณีมก็ทำท่าจะขยับหนี แต่ราฮีมกลับไวกว่ามาก ชายหนุ่มใช้มือที่ปิดปากตัวเองไว้เมื่อครู่ เอื้อมมารวบตัวณาณีมเข้าไปกอด จากนั้นก็โน้มใบหน้าลงมาจูบเธออย่างรวดเร็ว และนี่คือวิธีถอนพิษที่เขาเอ่ย ณาณีมอึ้ง ทำตัวไม่ถูก สมองสั่งงานให้ผลักราฮีมออกห่าง แต่ร่างกายกลับตรงกันข้าม เพราะมันไม่ทำตามที่เธอสั่งเลย ตั้งแต่เกิดมาเธอเคยจูบกับผู้ชายแค่คนเดียวนั่นคือดาวิน เธอจำไม่ได้ว่าจูบครั้งล่าสุดกับดาวินเมื่อไหร่ และเพราะจำไม่ได้ จึงลืมเลือนรสจูบของอดีตสามีไปจากความรู้สึกเช่นกัน เวลานี้หัวใจของณาณีมเต้นแรงมาก รู้สึกวาบหวามกับจูบที่ราฮีมมอบให้จนควบคุมตัวเองไม่ได้ จูบที่ทำให้เธอขนลุกซู่ ร่างกายไหวระริกเหมือนเด็กสาว และนั่นก็ทำให้ณาณีมเผลอจูบชายหนุ่มกลับไปเช่นกัน ถ้าไม่ติดว่านี่มันริมถนน ราฮีมคงอุ้มณาณีมไปบนเตียงแล้วก็ทำตามที่ใจเขาเรียกร้องแล้ว “คุณจูบเก่งกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก” เขาจำเป็นต้องถอนจูบออก และรู้สึกว่าตอนนี้ ฝนกำลังโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า “ก็ฉันผ่านเรื่องพวกนี้มาแล้วนิ” “แล้วทำไมใจต้องเต้นแรงแบบนี้ด้วย ลมหายใจคุณก็ร้อน” เพราะความใกล้ชิด ทำให้ราฮีมได้ยินเสียงเต้นของหัวใจณาณีมชัดมาก มิหนำซ้ำเวลานี้ตัวเธอก็ร้อนผ่าวเหมือนคนมีไข้
ภาพปกนิยาย นางบำเรอขัดดอก
9.1
เมื่อภาระหนี้สินบีบคั้นให้อลินชาต้องก้าวเข้าสู่พันธนาการที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เธอจึงต้องยอมจำนนในฐานะนางบำเรอขัดดอกให้แก่พ่อเลี้ยงพิพัฒน์ เจ้าหนี้หนุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่จ้องจะครอบครองเธอทั้งตัวและหัวใจ ในค่ำคืนที่บรรยากาศเป็นใจ พ่อเลี้ยงหนุ่มแสดงออกถึงความต้องการอย่างเปิดเผยพร้อมเอ่ยปากหยอกเย้าหญิงสาวที่เอาแต่จ้องมองเขาด้วยความประหม่า ความพึงพอใจที่กำลังจะได้ครอบครองร่างบางทำให้อารมณ์ของเขาพลุ่งพล่านเกินกว่าจะควบคุม ท่ามกลางความตื่นเต้นที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว อลินชาทำได้เพียงเผชิญหน้ากับความเร่าร้อนที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไร้ทางสู้ในเกมสวาทครั้งนี้

ซีรีส์สั้นยอดฮิต

ตอนทั้งหมด
อ่านเลย
แชร์
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED