บทนำ
"ยมทูตเจนเก่ากำลังจะไปเกิด ข้าอยากให้เจ้ามาเป็นยมทูตเจนใหม่ คอยรับดวงวิญญาณมาส่งที่ยมโลก และนำตัวพวกมารมาตัดสินโทษ"
สิ่งที่ท่านยมตรัสบอก ทำให้ผมชะงักไปด้วยอาการนิ่วหน้า เพราะไม่เคยรู้จักมาร รวมทั้งไม่เคยรู้ว่ายมทูตต้องรับผิดชอบถึงสองหน้าที่
"พวกมารคือใครขอรับ?" ผมทูลถามทันทีโดยไม่เก็บไว้ ในเมื่อมันคือสิ่งที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างผมควรต้องรู้
"เหล่าคนชั่วที่หลบหนีไปตั้งกลุ่ม โดยอ้างว่าพวกตนทำความดีมาตลอดชีวิต" คำตอบที่ได้ยินทำเอาผมนิ่งเงียบไปหลายวินาที
...ผมเคยสงสัยว่าคนอย่างผมเกิดมาทำไม เรื่องราวของผม ชีวิตของผม และลมหายใจของผม เคยถูกทำให้เลือนหายไปในเรือนจำของประเทศที่ผมเรียกมันว่า 'กะลาแลนด์'
อาจโชคดีกว่าคนอื่นนิดหน่อย ที่ผมได้คืนชีพอีกครั้งในฐานะยมทูต เหล่าคนชั่วผู้เคลือบเปลือกนอกด้วยความดีในกะลาแลนด์ ถูกผมส่งลงไปรับโทษในนรกคนแล้วคนเล่า แต่นั่นก็ยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนพวกมัน... ทำยังไงพวกมันถึงจะพ้นหูพ้นตาผมไปเสียที!!
...สักวัน... ถ้าผมมีโอกาสได้ไปเกิดใหม่อีกครั้ง และมีอำนาจในมือมากพอจะทำให้พวกมันหายไปจากโลกล่ะก็
"ข้าจะส่งเจ้าขึ้นไปสะสางเรื่องหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์"
และแล้วคำบัญชาล่าสุดของท่านยม ก็เป็นเหมือนแสงแห่งความหวังตรงปลายอุโมงค์ โชคชะตากำลังนำพาผมไปสู่อำนาจ ที่ผมมั่นใจว่าจะเอามาใช้ส่งคนพวกนั้นไปสู่นรกบนดินได้ เหล่าอมนุษย์ในคราบมนุษย์ทั้งหลาย เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ นรกของพวกแก... กำลังจะเริ่มต้น!!
บทที่ 1
ผู้คนในนรกต่างรู้จักผมในนาม 'ยมทูตไมเคิล' แม้ว่านั่นจะไม่ใช่ชื่อจริงจากบัตรประชาชนตอนเป็นมนุษย์ แต่ก็ไม่มีใครข้องใจว่าเหตุใดผมจึงเปลี่ยนชื่อ พวกเขารู้แค่ว่า ใครที่มันบังอาจเรียกชื่อเก่าของผม เสี้ยววินาทีนั้นคือเวลาตายของมัน
"ข้าให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งที่ร้อยแล้วล่ะมั้ง... มานะ จงจำไว้ให้ดีว่า เมื่อไหร่ที่ข้าเห็นเจ้าทำเกินกว่าเหตุ เจ้าจะไม่ได้รับการให้อภัยอีก"
ผมลืมบอกไปว่าที่พูดนั่น ไม่ได้หมายรวมท่านยม หรือถ้าใครคิดว่าไม่เห็นเป็นไร บอสไม่ใช่พ่อ ก็ลองไปทำกันดู
"กระหม่อมให้สัตย์สาบานว่า มันจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วขอรับ" ผมทูลสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้พูด ไม่ใช่เพราะเกิดสำนึกผิด แต่เพราะนี่คือวันสุดท้ายที่ผมจะได้ใช้ชีวิตยมทูต
"ยูพูดอย่างกับว่า จบภารกิจนี้แล้ว ยูจะไม่กลับมาเป็นยมทูตอีกอย่างงั้นแหละ" หัวหน้านับเงิน หนึ่งในคนที่ได้ยินคำพูดประโยคนั้นของผม ถามขึ้นหลังจากที่ผมถอยออกมาจากหน้าบัลลังก์
...เธอเป็นหัวหน้ายมทูตโซนกะลาแลนด์ เอ่อ... ผมหมายถึงประเทศไทย และเป็นยมทูตเพียงคนเดียวในยมโลกที่สวมเชิ้ตดำสูทดำรัดรูป กับปล่อยผมยาวถึงก้น เป็นสัญลักษณ์ที่แค่มองไกลๆ จากระยะร้อยเมตร ก็รู้ว่าต้องทำตัวยังไงเวลามีชนักติดหลัง
"ไอพูดเผื่อไว้เฉยๆ" ผมทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่ความจริงแล้วคำพูดที่ว่านั่น มีความหมายอื่นแฝงอยู่
"คนอย่างยูเนี่ยนะจะพูดเผื่อไว้ เดี๋ยวๆ แล้วนี่อะไร ภารกิจใหญ่พรุ่งนี้แล้ว จะปล่อยพวกมารสูทขาวให้คนอื่นจัดการบ้างไม่ได้เลยรึไง ยูพึ่งให้สัตย์สาบานกับท่านยมเมื่อกี๊เองนะ ว่าจะไม่ก่อเรื่องอีก" มือซ้ายของหัวหน้านับเงินเอื้อมมาตะปบไหล่ผม และถ้าสั่งให้เล็บมือเล็บเท้างอกยาวได้ดั่งใจ เธอคงผลิตเล็บออกมากระซวกร่างผมตรึงไว้กับพื้นนรกไปแล้ว
"ไอก็แค่อยากไปดูว่าหมอนั่นจะจัดการพวกมารยังไง" ผมตอบด้วยน้ำเสียงปกติ เพราะถึงแม้จะสวมแว่นดำอยู่ แต่ถ้าอีกฝ่ายจับได้ว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่ในดวงตาของผมล่ะก็...
"งั้นไอจะไปด้วย ไอก็อยากรู้เหมือนกัน" หัวหน้านับเงินยื่นหน้าเข้ามาจ้องหน้าผม แม้เธอจะสวมแว่นดำที่เป็น 1 ในแอสเซสเซอรี่ของยมทูตเจนใหม่อยู่เหมือนกัน แต่นั่นไม่ได้เป็นเครื่องการันตีความปลอดภัยว่าความลับของผมจะไม่รั่วไหลผ่านลูกนัยน์ตา
"เอาที่ยูสบายใจเลย" ผมยักไหล่ แล้วเบี่ยงตัวเดินนำออกไปด้วยท่าทางปกติ โดยมีหัวหน้านับเงินจ้ำตามมาติดๆ เหมือนกลัวลูกน้องจะหลบหนี
"วันนี้เคสใครนะ นายหิวแสงตาตี่หูกางอะไรนั่นใช่มะ?" หัวหน้านับเงินพูดเหมือนกำลังบอกใบ้เหยื่อรายใหญ่ของพวกเรา ทั้งที่ความจริงแล้ว เธอแค่จำชื่อหมอนั่นไม่ได้
"นายสีสดตลอดวันธรรมดา" ผมบอกชื่อที่เธอจำไม่ได้ชื่อนั้น
"คนบ้าอะไรชื่อสีสดตลอดวันธรรมดา!?"
เสียงทะลุทะลวงแก้วหูของหัวหน้าที่ดังสวนกลับมา ทำให้ผมต้องนึกทบทวนใหม่ว่า เหยื่อรายนี้ชื่ออะไรกันแน่
"ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง" ผมไม่สารภาพตรงๆ ว่าคิดไม่ออก แต่ตีเนียนไปตลอดทางที่เราวาร์ปจากนรกขึ้นมายังโลกมนุษย์
...เวลานี้ผมและหัวหน้ากำลังยืนอยู่ตรงทางเข้าตึกแลนด์มาร์คหลังคารั่วแห่งหนึ่ง ที่มักเป็นข่าวว่าเจ้าหน้าที่ต้องเอาถังมารองน้ำฝน ทั้งที่สร้างด้วยเงินหลักหมื่นล้าน... ช่างน่าสมเพช
"พวกมารยังไม่มากันเลย หมอนั่นก็ยังไม่มา" กิริยาเหลียวซ้ายแลขวามองหาเป้าหมายของหัวหน้า ทำเอาผมอดยิ้มมุมปากไม่ได้
"ยังไม่มาหรอก อีกตั้งชั่วโมง กว่าจะถึงเวลาส่งวิญญาณ" คำตอบของผมทำเอาคนฟังหันขวับมาจ้องหน้า แถมยังถลึงตาใส่ชนิดที่มีรังสีอำมหิตส่งผ่านแว่นดำออกมาด้วย
"แล้วยูพาไอมารอตั้งแต่ตอนนี้ทำไมมิทราบยะ!!" เสียงนั้นดังทะลุทะลวงกว่าเดิมหลายเท่า เมื่อไหร่เธอจะรู้ตัวสักทีว่าถูกผมปั่นหัว
"ยูตามมาเองนะ ไอแค่อยากมาซึมซับความทรงจำเก่าๆ ในประเทศนี้... ก็แค่นั้น" ผมนั่งลงบนสนามหญ้าให้เหมือนกับว่า กำลังพาตัวเองมาพักผ่อนในวันสุดท้ายของการเป็นยมทูต
"คนอย่างยูเนี่ยนะ มาซึมซับความทรงจำเก่าๆ" เธอก้มตัวลงมาดึงแว่นตาดำของผมออก พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาจ้องตา
"เสียใจด้วยนะ ไอไม่หวั่นไหวกับผู้หญิงหรอก" ผมจ้องตอบด้วยแววตาว่างเปล่า เป็น 1 ในวิธีเก็บซ่อนความลับดำมืดที่ไม่อยากให้ใครรู้ และแน่นอนว่ายังไม่เคยมีใครล้วงเอามันออกไปได้
"โอ๊ย!! รู้แล้วล่ะย่ะ อย่าให้ไอจับได้แล้วกันว่ายูตั้งใจจะมาทำอย่างอื่น นอกจากมาดูนายก้อนหินจับพวกมารสูทขาว ไม่งั้นล่ะก็..." หัวหน้าหยุดคำพูดไว้แค่นั้น แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผมก็รู้ดีว่าประโยคต่อท้ายของมันคืออะไร
"เอาที่ยูสบายใจนั่นแหละ" ผมตัดบทด้วยการเอนตัวลงนอนบนพื้นหญ้า แม้ไม่อาจรับรู้ได้ถึงความชื้นเย็นของดินและหยดน้ำบนยอดหญ้า กลิ่นเขียวๆ ของใบหญ้า หรือความอ่อนนุ่มของต้นหญ้า แต่ผมก็รู้ดีว่ากว่าจะมาเป็นสนามหญ้าสวยๆ แบบนี้ คงมีเรื่องราวมากมายระหว่างทาง
...ว่ากันว่าบางครั้งก็ไม่สำคัญว่าปลายทางจะเป็นยังไง เพราะถ้าระหว่างทางมีเงินหกเจ็ดหลักให้สูบเอาไป ก็ถือว่าคุ้มแล้วที่เราตัดสินใจออกเดินทาง
"ยูต้องกลับมานะ กัมพูชาไม่มีอะไรให้ไปลั้นลาหรอก" จู่ๆ หัวหน้าก็พูดเหมือนจะอ่านอะไรบางอย่างจากข้างในดวงตาของผมออก
"ไอก็ไม่ได้ไปลั้นลานี่ ไปทำงานต่างหาก" ผมพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด พร้อมกับสะกดจิตตัวเองไปด้วยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมจะทำหลังจากวันพรุ่งนี้ มัน... คือการทำงาน
ใช่! ก็แค่... เปลี่ยนสถานที่ทำงานในการจัดการพวกอมนุษย์ในคราบมนุษย์
"สังหรณ์ไอบอกว่ายูจะไปทำมากกว่านั้น"
สิ่งที่หัวหน้านับเงินพูดสวนขึ้น ทำเอาผมนิ่งอึ้งไปนิดหนึ่ง และเพื่อไม่ให้เธอนึกสงสัย การเนียนมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยกลุ่มเมฆสีเทาแก่ คือวิธีที่ผมใช้กลบเกลื่อน
"ยูจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ ไมเคิล?"
นี่ถ้าเป็นพวกรุ่นน้อง คงโดนผมเอ็ดโทษฐานเซ้าซี้เรื่องที่ผมไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดไปแล้ว แต่เพราะเป็นหัวหน้า...
"เดี๋ยวฝนก็ตกแล้ว แล้วหลังคานั่น... ก็จะรั่ว" ผมเบนสายตาไปตรงแลนด์มาร์คอลังการงานสร้างชิ้นนั้น โชคดีที่นายสีสดตลอดวันอะไรนั่น กำลังเดินนำบรรดานักข่าวเข้าไปภายในอาคาร เป็นโอกาสให้ผมเปลี่ยนเรื่องพูด
"เหยื่อมาแล้ว อีกเดี๋ยวพวกมันก็คงมา" ผมผุดลุกขึ้นคว้าแว่นดำจากมือหัวหน้ากลับมาสวม ในขณะที่สีหน้าท่าทางของเธอดูจะยังติดค้างอยู่กับคำพูดเรื่องหลังคารั่วของผม
"เป็นอะไร นอนน้อยเหรอ" ผมตัดสินใจหาคำพูดมาเรียกสติเธอ แทนการปล่อยให้เธอยืนครุ่นคิดเรื่องหลังคารั่วอยู่ตรงนี้
"ยมทูตที่ไหนเค้านอนกันล่ะ ยูนั่นแหละ มีเวลาอ่านข่าวหรือไง ถึงได้รู้ว่าหลังคามันรั่ว?" ในที่สุดเธอก็หลุดปากถามออกมาจนได้ ดีแล้ว... ผมเองก็คงไม่สบายใจสักเท่าไหร่ ถ้าหัวหน้าจะไม่เป็นอันทำอะไรด้วยเรื่องนี้
"เปล่า... ประสบการณ์ตรง ไอมารับเหยื่อที่นี่บ่อยจะตาย เข้าไปรอพวกมารข้างในก็ได้ ถ้ายูอยากเห็นเหมือนที่ไอเห็น" ผมไม่พูดเปล่า แต่วาร์ปนำหน้าหัวหน้านับเงินเข้าไปภายในแลนด์มาร์คแห่งนั้น
แน่นอน... ต้องเป็นตรงที่หลังคารั่วอยู่แล้ว ผมจำมันได้ดีทุกจุด
ซ่าาาาาา... ซ่าาาาาา...
ดูฝนฟ้าจะเป็นใจในการอวดโฉมผลงานแลนด์มาร์คหมื่นล้าน เพราะทันทีที่เราเข้ามาภายในอาคาร สายฝนก็ตกกระหน่ำลงมาไม่ลืมหูลืมตา ราวกับอยากให้หลังคารีบสำแดงอภินิหารให้หัวหน้ายมทูตได้เห็นเป็นอัปมงคลลูกตา
ซ่าาาาาาา...
คราวนี้ไม่ใช่เสียงฝนด้านนอก แต่เป็นเสียงน้ำตกจากฝ้าเพดาน... ผมหมายถึงน้ำฝนที่รั่วลงมาเป็นน้ำตกนั่นแหละ
"นะ... นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!?" หัวหน้ายมทูตโซนประเทศไทยยืนอ้าปากค้างให้กับภาพตรงหน้า ราวกับพึ่งได้เปิดหูเปิดตาเห็นอะไรใหม่ๆ ทั้งที่ตัวเธอเองก็มักจะพูดอยู่เสมอว่า... อะไรก็เกิดขึ้นได้ในไทยแลนด์แดนสนธยา
"เรื่องธรรมดาต่างหาก ยูเองก็อยู่ยมโลกมานานกว่าไอ น่าจะชินได้แล้วมั้ง" ผมยืนมองน้ำตกในร่มที่กำลังเพิ่มปริมาณน้ำบนพื้น จนมันไหลนองใกล้เข้ามาถึงจุดที่ผมยืน เป็นเวลาเดียวกับที่ใครคนหนึ่งเดินใกล้เข้ามา
"ผมไม่ห่วงหรอกครับ เรื่องรถทัวร์จะมาลงผม ทำไมผมจะต้องแคร์ ในเมื่อสิ่งที่ผมทำมันถูกต้องแล้ว" คนคนนั้นเดินยิ้มกริ่มนำหน้านักข่าว ผ่านผมกับหัวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และถึงแม้จะพยายามเบี่ยงตัวหลบน้ำฝนที่รั่วลงมา แต่ทั้งเส้นผม แขนเสื้อ และรองเท้าของเขาก็ยังถูกน้ำฝนกระเซ็นใส่
...หึ! ไม่ต้องแคร์ใครเพราะสิ่งที่ทำมันถูกต้องงั้นเหรอ ทั้งๆ ที่เรื่องน่าสมเพชเกิดขึ้นตำตาตรงหน้า ยังไม่เป็นเดือดเป็นร้อน แกมันก็แค่พวกตาชั่งเอียง แค่คนบาปในคราบนักบุญที่พยายามชุบตัวด้วยคุณธรรมจอมปลอม
"คุณไมเคิล มารอตรวจงานผมเหรอครับเนี่ย?"
เสียงของใครอีกคนเบนความสนใจของผมกับหัวหน้าให้หันไปมอง ผู้ชายตัวสูงผิวเข้มในชุดสูทดำแบบยมทูตเจนใหม่ เจ้าของใบหน้าทรงสามเหลี่ยม คางหนา จมูกโด่ง ปากรูปกระจับบาง กับดวงตากลมโตทรงพลังภายใต้กรอบแว่น หมอนั่นคือก้อนหิน ยมทูตที่ผมวางตัวให้มาจัดการพวกมารสูทขาวแทน
"ก็... ทำนองนั้น" ผมตอบสั้นๆ แล้วเหลือบตามองอีกคนที่พึ่งวาร์ปตามมาติดๆ
"รุ่นพี่ไมเคิล เอ่อ... สวัสดีครับ" ยมทูตฝึกหัดดาวเหนือ เจ้าของร่างเล็กกับผิวขาวซีดตัดกับสูทดำที่สวม ยิ้มเจื่อนๆ ให้ผม ก่อนที่ปากเล็กๆ จะกระตุกเป็นเส้นตรง คิ้วหนาปานกลางบนใบหน้ารูปไข่ขมวดเข้าหากันนิดหนึ่ง จมูกเล็กย่นขึ้นอัตโนมัติ ประกายในดวงตาเรียวยาวภายใต้แว่นดำหายไปแทบจะในทันที บ่งบอกความรู้สึกอึดอัดที่ต้องเจอผม
"อืม..." ผมพยักหน้า แล้วเบนสายตากลับไปมองทางนายสีสดตลอดวัน ไม่ใช่เพราะอยากให้คนตรงหน้าหายอึดอัด แต่เพราะไม่อยากพลาดตอนจบของเหยื่อรายสุดท้ายในชีวิตการเป็นยมทูต
"อ๊ากกกกก!!"
เสียงร้องลั่นของคนคนนั้นเรียกให้ทั้งหัวหน้านับเงิน ก้อนหิน และดาวเหนือ หันขวับมามองต้นเสียงตามผมกันเป็นตาเดียว หมายรวมถึงบรรดานักข่าวที่ต่างยืนชะงักตาค้างไปกับภาพคนโดนไฟดูดที่กำลังชักดิ้นชักงออยู่ตรงหน้าด้วย
"ทะ... ทำไงดี ทะ... ท่านสีสดโดนไฟดูด!!"
"ตะ... ตัดไฟ ต้องรีบตัดไฟก่อน!!"
"คัทเอาท์อยู่ไหน ระบบตัดไฟไม่ทำงานเหรอ!?"
เสียงโหวกเหวกโวยวายดังประสานกับเสียงฝีเท้า รอบข้างเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง วุ่นวาย สะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง และกว่าที่ทุกอย่างจะเรียบร้อย คนที่เคยนอนชักดิ้นชักงออยู่บนพื้นอันเจิ่งนองไปด้วยน้ำ... ก็หัวใจวาย สิ้นชีพในสภาพใบหน้าบิดเบี้ยว บ่งบอกความทรมาน
แต่... ไม่ทันที่ก้อนหินจะพาเหยื่อในความรับผิดชอบของผมลงไปรับการพิจารณาโทษในนรก
"ถึงจะมากันเยอะ ข้าก็ไม่กลัวหรอกจะบอกให้ พวกหมาหมู่!" ผู้ชายผิวเข้มหัวเกรียนวัยยี่สิบต้นๆ ในชุดสูทขาววาร์ปมาขวางหน้าพวกเราไม่ให้เข้าไปควบคุมตัวดวงวิญญาณที่กำลังหลุดจากร่างของนายสีสด ในมือของมันถือเลื่อยยนต์ที่ยังไม่ได้สตาร์ท แทนที่จะถือดาบหรือหอกเหมือนอย่างทุกที
ไม่แน่... เจอกันคราวหน้าพวกมันอาจจะเปลี่ยนมาถือเครื่องตัดหญ้า หรือไม่ก็แส้สายยางสีเขียวก็เป็นได้
"อะไรๆ อย่างนาย... แค่ฉันคนเดียวก็พอแล้ว" ก้อนหินเรียกเคียวออกมาควง พร้อมกับพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายแบบไม่พูดพร่ำทำเพลงนาน ตรงข้ามกับหัวเกรียนสูทขาวที่ยังยืนสตาร์ทเลื่อยยนต์
"บัดซบล้าว... ลืมเติมน้ำมัน" มันเงยหน้าขึ้นมาหัวเราะขำเหมือนไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเท่าไหร่ ซ้ำยังตั้งท่าจะวิ่งหนี ทั้งที่ยังไม่ทันได้เริ่มสู้ อ้อ... พวกมือใหม่สินะ ถึงลืมว่าตัวเองวาร์ปได้
"จะไปไหนไม่ทราบครับ!!" ดาวเหนือวาร์ปไปยืนดักหน้า ทำเอามันชะงักที่มีคนรู้ทัน เปล่าหรอก... แค่ยมทูตฝึกหัดนั่นเคยลืมว่าตัวเองวาร์ปได้เหมือนกันก็เท่านั้น
"ถอยไปนะเฟ้ย!! ยังไงข้าก็ต้องพาวิญญาณนี่กลับฐานตามคำสั่ง" หัวเกรียนยกเลื่อยขึ้นบังหน้าเหมือนจะใช้ป้องกันตัวเฉยๆ ดูเหมือนหลังการกวาดล้างแก๊งมารสูทขาว พวกมันจะหาสมาชิกรุ่นใหม่ไม่ได้ ถึงขั้นที่ต้องเที่ยวว่าจ้างให้ดวงวิญญาณเร่ร่อนมาเป็นสมัครพรรคพวก ผลที่ได้เลยออกมาเป็นแบบนี้
...แก๊งมารสูทขาวคือใคร? พวกมันก็คือเหล่าคนชั่วที่หลบหนีการส่งวิญญาณของยมทูต ไปตั้งกลุ่มโดยอ้างว่าพวกตนทำความดีมาตลอดชีวิตยังไงล่ะ
"นายไม่กลัวเหรอ ว่าทำแบบนี้แล้วบัญชีหนังหมาของตัวเอง มันจะบันทึกกรรมชั่วยาวเป็นหางว่าวหนักขึ้น อาจจะต้องใช้กรรมในนรกไม่ได้ผุดได้เกิดเลยก็ได้ โทษฐานขัดขวางยมทูตในการปฏิบัติหน้าที่"
คราวนี้คำพูดของก้อนหินทำเอามันชะงัก
"จะ... จะ... จริงดิ!?" ชายหัวเกรียนย้อนถามตะกุกตะกัก พลางหันรีหันขวางมองผมที มองก้อนหินที มองดาวเหนือที มองหัวหน้านับเงินที แต่ไม่ทันที่ใครจะได้ตอบอะไร
"เจ้าโง่! ปล่อยให้พวกมันหลอกอยู่ได้ แกกำลังทำความดี ช่วยวิญญาณคนดีให้หลุดพ้นจากนรก จะไปตกนรกได้ยังไง"
แสงสีรุ้งสว่างวาบขึ้นพร้อมการปรากฏตัวของป้าหน้ากลมผมหยักศก ในชุดสูทขาวแบบของผู้หญิง นางคือ 1 ในสมาชิกแถวหน้าของพวกมารสูทขาวที่ยังหลงเหลือ ซึ่งถ้าไม่ใช่เพราะเกิดวิกฤตขาดแคลนกำลังคนจริงๆ ก็จะยังคงทำหน้าที่ปลุกระดมเหล่าคนเขลาผู้หลงผิดอยู่เบื้องหลังเท่านั้น
"คนดีจะไปตกนรกได้ยังไงล่ะครับคุณป้า เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า?" ดาวเหนือโพล่งสวนขึ้นเหมือนทนไม่ได้ที่จะต้องฟังคำพูดที่กลั่นออกมาจากตรรกะวิปริต
"ใครเป็นป้าแก ไอ้เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม!!" ยัยป้าสูทขาวสวนกลับทันควัน นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงลงสนามไปด้วยอีกคนแล้ว
"ยูจะไปไหน?" หัวหน้านับเงินหันขวับมาถาม ทันทีที่สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของผม
"หาที่นั่งดู" ผมตอบสั้นๆ แล้วเดินไปหลบมุมรอชมผลงานของรุ่นน้องยมทูตที่จะมาเป็นตัวตายตัวแทนในวันที่ผมไม่อยู่
"ยูเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ เหรอเนี่ย" เธอยังอุตส่าห์เดินตามมายืนทำตาโตใส่ผม เหมือนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่พึ่งได้ยินกับหู
"ก็แล้วแต่จะคิด" ผมตอบยิ้มๆ และยังคงมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้เปลี่ยนไปเลย... แม้แต่นิดเดียว
"ตรงนี้ฉันจัดการเอง นายเตรียมส่งวิญญาณตาลุงนั่นได้เลย" ก้อนหินร้องบอกดาวเหนือ เหมือนจงใจยั่วโมโหยัยป้าสูทขาว ซึ่งก็ดูจะได้ผล
"ข้ามศพฉันไปให้ได้ก่อนเถอะไอ้พวกเด็กเวร!" ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างคนที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ดูตัดกับชุดที่ใส่ดี
"งั้นป้าก็เตรียมตัวตายทั้งเป็นในนรกได้เลยครับ" ก้อนหินฉีกยิ้มปิดท้ายประโยค ขณะที่ดาวเหนือวาร์ปเข้าประชิดวิญญาณของนายสีสดที่ยังนั่งมึนงงกับการโดนไฟดูดตายไม่หาย
"ไอ้ดำ! มัวทำอะไรอยู่ จัดการมันสิ!" ยัยป้าหันไปตวาดใส่ลูกน้องหัวเกรียนที่ยังยืนงงอยู่กลางดงยมทูต นี่คือตัวอย่างบอสที่ควรหมดไปจากโลก
"ผมลืมเติมน้ำมันเลื่อยยนต์ครับ" ชายหัวเกรียนยิ้มเจื่อนๆ พร้อมกับสตาร์ทเครื่องให้ดูเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าที่ตนพูดนั้นเป็นความจริง
"แกนี่มันโง่ซ้ำโง่ซาก โง่ไม่มีแผ่วเลย!" เสียงตวาดของนางทะลวงแก้วหูยิ่งกว่าเสียงของหัวหน้ายมทูตโซนประเทศไทยหลายเท่า
"ขอโทษครับป้า" คนใต้บัญชาเกาหัวหน้ามึน มิหนำซ้ำยังเผลอใช้สรรพนามตามพวกยมทูต ยิ่งทำให้นางโกรธจัดแผดเสียงอาละวาด
"ใครเป็นป้าแก!! ไปเลย! จะไปไหนก็ไป ฉันจะจัดการเอง ไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าอีก กลับไปเป็นวิญญาณเร่ร่อนอย่าง ดะ..."
"โป๊กกกกก!!"
ด้ามเคียวยมทูตในมือก้อนหินหมุนคว้างลอยมากระแทกหน้าเจ้าของเสียงหนวกหู ทำเอายัยป้าภาพตัด ล้มลงไปนอนสลบอยู่กับพื้น ที่มีวงเวทย์สำหรับเคลื่อนย้ายร่างลงสู่ปรโลกรออยู่แล้ว
"คอนเฟิร์มเคส"
เสียงของยมทูตฝึกหัดดาวเหนือที่ดังแว่วมาเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า การส่งวิญญาณนายสีสดลงไปรับโทษในนรกเรียบร้อยดี
"อยากชำระความอะไรกันก่อนไหมครับ เผื่อเคยมีความแค้นส่วนตัว?" ก้อนหินหันมาถามผมกับหัวหน้า ก่อนจะเบนสายตาไปทางชายสูทขาวหัวเกรียน คล้ายจะเป็นเชิงบอกกล่าวเชื้อเชิญอีกฝ่ายด้วย
"ไม่" ผมกับหัวหน้าตอบสั้นๆ พร้อมกัน ยกเว้นก็แต่คนคนนึงที่ให้คำตอบต่างออกไป
"เอ่อ... ได้เหรอ บัญชีหนังหมาข้าจะยาวเพิ่มหรือเปล่า?" นายหัวเกรียนถามขึ้นอย่างหวาดระแวง เหมือนกลัวจะถูกยมทูตต้มตุ๋นให้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในนรกนานขึ้น
"ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละ เพราะต่อให้ป้าแกจะไม่มีบุญคุณอะไรกับนาย แต่มันก็เป็นการทำร้ายสัตว์โลกน่ะนะ" ก้อนหินอธิบายระหว่างที่เขียนวงเวทย์พันธนาการทับลงไปบนร่างสัตว์โลกที่ว่าอีกครั้ง
"เซ็งเลย งั้นก็รีบๆ จับข้าไปเหอะ กลับฐานไปมีหวังถูกส่งไปเกิดเป็นเหลือบไรแหงๆ" อดีตสูทขาวกลับใจทรุดนั่งลงด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก
"เป็นไง... ผ่านไหมล่ะ เด็กปั้นของยูน่ะ?" หัวหน้านับเงินเขยิบเข้ามากระซิบถาม ท่าทางเหมือนอยากลากผมกลับนรกเต็มแก่แล้ว
"ยูให้ผ่านไหมล่ะ?" ผมย้อนถามแทนคำตอบ แล้วเดินนำออกมาจากจุดที่เคยยืน
"จัดการคนเดียวได้ใช่ไหม?"
คำถามของผมเรียกให้ทั้งก้อนหินและนายหัวเกรียนหันขวับมาหา
"สบายครับ" หมอนั่นฉีกยิ้มให้ผมที่จงใจเดินผ่านไปตรงนั้น... ตรงที่มั่นใจว่าจะมีแค่ทั้งคู่ที่ได้ยินมัน
"ถ้าให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ จนกวาดล้างพวกสูทขาวสิ้นซาก โทษหนักอาจจะเบาลง" คำพูดที่ผ่านการวางแผนและไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีของผม ทำเอาเป้าหมายตาลุกวาวตามคาด
ใช่... ไม่ว่าเมื่อไหร่ จุดหมายของผมก็คือการถอนรากถอนโคนพวกมันให้หมดไปจากกะลาแลนด์!!
เที่ยงคืนผ่านพ้นไป บ่งบอกเวลาวันใหม่ และชีวิตใหม่ของผมที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า แม้จะเป็นแค่การถ่ายเทวิญญาณสู่ร่างอื่น ไม่ใช่การถือกำเนิดใหม่ แต่มันก็ทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่ทั้งหลายในยมโลกอดตื่นเต้นกันไม่ได้
"โชคดีนะคะหมอ"
"รีบกลับมานะคะ พวกเราคิดถึงแย่"
"อย่าลืมคิดถึงพวกเราบ้างนะคะ"
ภารกิจส่งตัวหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลงสู่ปรโลกครั้งนี้ ไม่ได้มีแค่ผม แต่ยังมีหัวหน้าหน่วยพยาบาลที่ถูกส่งตัวขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่ด้วย หมอนั่นช่างสังเกต ละเอียดอ่อน เหมาะกับการช่วยเหลือดวงวิญญาณตกค้าง และปิดเคสการตายผิดปกติที่เชื่อมโยงกับการโกงความตายของตาลุงเห็นแก่ตัวคนนึง
"ขอบคุณทุกคนมากๆ ครับ ที่มาส่งผม" ผู้ชายสวมแว่น เจ้าของผมรองทรงบลอนด์ทองไฮไลท์ส้ม ในชุดสูทสีเทาอ่อน ยิ้มให้เจ้าหน้าที่ทุกคนตรงหน้า ซึ่ง 99.99% เป็นผู้หญิง
...ขณะที่ตรงหน้าผม
"ยูต้องกลับมานะ เข้าใจไหมไมเคิล ที่นู่นไม่มีอะไรให้ลั้นลาหรอก" หัวหน้านับเงินพูดประโยคเดิมซ้ำเป็นครั้งที่ร้อย ใช่... มีแค่เธอคนเดียวที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้
"ไอก็ไปทำงานไง ไม่ได้ไปลั้นลา" ผมตอบด้วยประโยคเดิมเป็นครั้งที่ร้อย และไม่ได้รู้สึกอะไรกับการที่ไม่มีใครแห่แหนกันมาส่ง
...ผมชินแล้ว เพราะมันก็แค่เรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
"ใกล้ถึงเวลาแล้ว หัวหน้าเข็มทิศกับรองหัวหน้าไมเคิลพร้อมไหมคะ?" ผู้หญิงผมหางม้าชุดสูทน้ำเงิน เจ้าหน้าที่จากกองอำนวยการพูดขึ้นคล้ายเป็นการตัดบทหัวหน้านับเงินที่กำลังอ้าปากตั้งท่าจะพูดอะไรต่อ แม้เธอจะไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ดีแล้ว... ไม่อย่างนั้นผมคงต้องยืนหูทวนลมฟังคำบ่นต่อไปเรื่อยๆ
"พร้อมครับ" ผมกับหัวหน้าหน่วยพยาบาลตอบคำถามขึ้นพร้อมกัน เสมือนเป็นการปิดประตูตายไม่ให้หัวหน้าหน่วยยมทูตมีโอกาสพูดอะไรอีก
"เชิญทางนี้เลยค่ะ" เจ้าหน้าที่กองอำนวยการคนเดิมเดินนำผมกับเขามายังเสาสีแดงเพลิงสูงเสียดฟ้าสองต้น
...มันคือประตูนรกที่จะเพิ่มความสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามสถิติการทำความชั่วของมนุษย์ในแต่ละปี
"เดี๋ยวครับ!!"
เสียงเรียกที่ดังขัดจังหวะขึ้นทำเอาเราสามคนชะงัก หันไปมองต้นเสียงที่พึ่งวาร์ปเข้ามา
"นึกว่าจะมาไม่ทันร่ำลาซะแล้วนะครับเนี่ย" ก้อนหินเดินฉีกยิ้มนำหน้าดาวเหนือเข้ามา ไม่รู้ว่าผมไปสนิทสนมกับหมอนั่นตอนไหน หรือบางทีคนที่ถูกกล่าวถึงในประโยคคำพูดเมื่อครู่ อาจเป็นหัวหน้าหน่วยพยาบาลก็ได้
"เชิญค่ะ ได้แค่ 1 นาทีนะคะ" เจ้าหน้าที่หญิงกองอำนวยการพูดพร้อมกับถอยหลังออกไปสามก้าว เพื่อให้ทั้งคู่เข้ามายืนแทนที่
"โชคดีนะครับหัวหน้าเข็มทิศ" ก้อนหินหันไปยิ้มให้หัวหน้าหน่วยพยาบาล ก็อย่างที่บอก... ผมชินแล้วกับเรื่องแบบนี้ "อย่าลืมของฝากนะครับ รองหัวหน้าไมเคิล" คราวนี้คำพูดทีเล่นทีจริงที่มีชื่อของผมอยู่ในประโยค ทำให้ผมชะงักไป
"นายจะบ้าหรือไง!?" เสียงเอ็ดของคนตัวเล็กด้านหลังก้อนหินดังขึ้น ก่อนที่คนคนนั้นจะหันมายิ้มเจื่อนๆ ให้ผม
"ขอโทษด้วยครับรุ่นพี่ไมเคิล" ดาวเหนือพูดพลางหันไปถลึงตาใส่คนอยากได้ของฝาก
"ไม่เป็นไร จะหาของฝากไว้ให้ก็แล้วกัน" ผมลองตอบแบบทีเล่นทีจริงดูบ้าง ทั้งที่มั่นใจว่าจะหาของฝากไว้ให้หมอนั่นพาลงนรกอเวจีได้มากพอสมควร
"ขอบคุณครับ แล้วผมจะรอ"
คำตอบกับรอยยิ้มมุมปากของก้อนหิน บอกให้ผมรู้ว่าหมอนั่นเข้าใจความหมายแฝงที่ผมต้องการสื่อ ต้องแบบนี้สิ... มันถึงจะสนุก
"เหลืออีก 20 วินาทีนะคะ" เสียงเตือนของเจ้าหน้าที่หญิงกองอำนวยการ เหมือนเป็นสัญญาณการแยกย้าย
"เอ่อ... ขอให้ทุกอย่างราบรื่นนะครับรุ่นพี่ไมเคิล หัวหน้าเข็มทิศ" ยมทูตดาวเหนือพูดขึ้นเป็นคนสุดท้าย ก่อนที่ช่วงเวลาเลิกราของงานเลี้ยงจะเริ่มต้น
"ทันทีที่คุณเข็มทิศกับคุณไมเคิลขึ้นไปยังโลกมนุษย์ พวกคุณจะถูกวาร์ปไปที่ร่างเป้าหมาย ให้ใช้พลังที่เหลืออยู่สร้างวงเวทย์ วิญญาณจะถูกผสานเข้าร่าง หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะตื่นขึ้นมาในร่างใหม่เมื่อไหร่" เจ้าหน้าที่หญิงคนเดิมอธิบายแบบสรุปย่อแต่ได้ใจความครบถ้วน
...หัวหน้านับเงินก็เคยบอกให้ผมฝึกพูดแบบนี้เหมือนกัน แต่นั่นมันไม่ใช่สไตล์ของผม
"แล้ว... ตอนภารกิจสำเร็จล่ะครับ เราจะออกมาจากร่างยังไง?" หัวหน้าหน่วยพยาบาลถามขึ้น
"ทางเราจะประสานไปเองค่ะ จะทำการส่งดวงวิญญาณขึ้นแทรกซึมแล้วนะคะ กรุณาเตรียมพร้อม... สาม สอง หนึ่ง..."
สิ้นเสียงสัญญาณนับถอยหลัง ผมกับหัวหน้าเข็มทิศก็ถูกวาร์ปจากยมโลกขึ้นมายังโลกมนุษย์ ที่จริงมันก็ไม่ได้แตกต่างจากช่วงเวลาที่ผมวาร์ปขึ้นมารับเหล่าคนชั่วสักเท่าไหร่ เพียงแต่... การตัดสินใจทำในสิ่งที่อยู่นอกเหนือคำสั่งแบบสุดโต่ง มันก็ทำให้ผมอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้
"นี่สินะ... ร่างใหม่ของผม" ผมยืนมองเจ้าของผิวเข้ม กับใบหน้ารูปสามเหลี่ยมเหมือนปิ๊กกีตาร์ ที่กำลังนอนหลับตาอยู่บนเตียงภายในห้องพักฟื้นโรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยสายระโยงระยาง
...วิญญาณของหมอนี่หลุดออกจากร่างหลังเกิดอุบัติเหตุ และหลบหนีไปเหมือนหวาดกลัวบางสิ่งบางอย่างจนไม่กล้ากลับเข้าร่าง
"ขอบใจ... ที่ทิ้งร่างไว้ให้"
วงเวทย์จากพลังที่กองอำนวยการยมโลกเหลือทิ้งไว้ให้ ปรากฏขึ้นล้อมรอบวิญญาณของผมกับร่างเป้าหมาย ผมไม่ได้ถูกยึดพลังยมทูตคืน แต่มีการเพิ่มเงื่อนไขการใช้พลังที่ต้องรอการอนุมัติจากยมโลก
เปล่า... ผมไม่ได้เสียใจหรือรู้สึกอะไรทั้งนั้น เพราะมั่นใจว่าด้วยสมองกับสองมือนี้ เพียงพอจะใช้กำจัดพวกมันให้สูญพันธุ์ไปจากกะลาแลนด์!!
"คุณหมอคะ คนไข้ฟื้นแล้วค่ะ"
เสียงพูดของพยาบาลตรงข้างเตียงดังขึ้นทันทีที่ผมลืมตาตื่น ใช่... นั่นคือภาษาไทย เพราะที่นี่คือโรงพยาบาลใกล้รอยต่อของกะลาแลนด์กับกัมพูชา
"คุณตองเก้า... ได้ยินหมอไหมครับ?"
คราวนี้เป็นเสียงพูดของหมอที่ชะโงกหน้าเข้ามาเรียกผม และแม้จะไม่สบอารมณ์กับชื่อนี้สักเท่าไหร่ แต่ผมก็ทำได้แค่พยักหน้ารับ เพราะหน้ากากออกซิเจนที่ครอบปากกับจมูกอยู่
"คุณประสบอุบัติเหตุแต่รอดมาได้ เดี๋ยวหมอจะตรวจร่างกายคุณแบบละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ต้องห่วงนะครับ นายจ้างของคุณเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด"
สิ่งที่ได้ยินฟังดูเหมือนนายตองเก้าจะมีนายจ้างผู้เปี่ยมล้นด้วยเมตตากรุณาอย่างหาที่เปรียบมิได้ แต่มันจะเป็นอย่างนั้นแน่หรือเปล่า ในเมื่อนายจ้างคนที่ว่าคือตาแก่ซินแสอายุหลายร้อยปี ผู้ก่อตั้งเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่กำลังมองหาร่างใหม่ให้ตัวเองถ่ายโอนวิญญาณ
"คุณเข้าใจภาษาไทยใช่ไหมคะ?" พยาบาลคนเดิมตั้งคำถามกับผม ซึ่งเวลานี้อยู่ในร่างชายชาวกัมพูชาวัย 21 อดีตลูกจ้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กำลังจะก้าวขึ้นไปเป็นผู้ก่อตั้งหลังพิธีกรรมสลับวิญญาณ
"ครับ" ผมออกเสียงอู้อี้ผ่านหน้ากากออกซิเจนเป็นภาษาไทย อาจดูเหมือนไม่แนบเนียนกับการที่ผมไม่ยอมสวมบทบาทคนกัมพูชา แต่นั่นก็เพราะไม่มีความจำเป็นต้องทำ ในเมื่อผมมาที่นี่เพื่อประกาศสงคราม
"อ๋อ พูดไทยได้ โอเคเลย จะได้สื่อสารกันเข้าใจ"
ท่าทางของหมอกับพยาบาลดูโล่งใจมากขึ้นกว่าตอนที่ผมฟื้นขึ้นมา ผมเองก็โล่งใจเหมือนกันที่การถือกำเนิดในร่างใหม่เป็นไปอย่างง่ายดาย โชคดีที่เจ้าของร่างนี้ไม่ได้นอนรักษาตัวนานจนต้องทำกายภาพบำบัด เหมือนอย่างร่างเป้าหมายของหัวหน้าหน่วยพยาบาล ไม่อย่างงั้นผมคงเสียสติก่อนจะได้ทำตามแผนแน่ๆ
"ทางโรงพยาบาลโทรแจ้งนายจ้างของคุณแล้วนะครับ ผลตรวจร่างกายออกมาปกติ อายุยังน้อยด้วย คงจะฟื้นตัวเร็ว อีกไม่กี่วันน่าจะออกจากโรงพยาบาลได้" หมอเจ้าของไข้คนเดิมสรุปผลหลังการตรวจร่างกายผ่านพ้นไป ไม่แปลกที่ทั้งหมดดำเนินการไปอย่างรวดเร็ว ส่วนการบริการประชาชนต่างด้าวก็น่าประทับใจพอๆ กับคำพูดที่ฟังดูรื่นหู เพราะนี่คือโรงพยาบาลเอกชน
แน่ล่ะ... ยังไงซะตาแก่ซินแสนั่นก็ต้องเลือกฝากร่างใหม่ของตัวเองไว้กับสิ่งที่ดีกว่าอยู่แล้ว ผมเองก็เหมือนกัน เพียงแต่สิ่งที่ดีกว่าในความคิดของผม มันจะต้องเป็นสิ่งที่ผมเลือกด้วยตัวเองเท่านั้น
"ผมจะออกจากโรงพยาบาลทันวันพุธหน้าไหมครับ ถ้าจำไม่ผิด... นายจ้างของผมน่าจะมีงานสำคัญที่มอบหมายให้ผมรับผิดชอบ" ผมใช้ข้อมูลที่ได้รับมาจากกองอำนวยการยมโลกก่อนหน้านี้ ตั้งคำถามกับหมอเจ้าของไข้
ใช่... วันสำคัญที่ว่านั่น ก็คือ วันจัดพิธีกรรมสลับวิญญาณของตาแก่ซินแส ซึ่งต่อให้ผมไม่ฟื้นขึ้นมาในร่างนี้ ร่างของนายตองเก้าก็จะต้องถูกนำออกจากโรงพยาบาลไปเข้าพิธีอยู่ดี
"ทางนายจ้างของคุณแจ้งไว้เหมือนกันครับ คิดว่าน่าจะทันนะครับ เหลืออีกตั้งอาทิตย์ เพียงแต่อย่าพึ่งไปหักโหมใช้งานร่างกายหนักๆ ก็พอครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าต้องกลับมานอนโรงพยาบาลอีก"
คำตอบของผู้ชายเสื้อกาวน์ตรงหน้า ทำให้ผมอดยิ้มออกมาไม่ได้
"ขอบคุณครับ"
หัวใจที่ไม่ใช่ของผมเต้นรัวเป็นเสียงกลอง อีก 1 อาทิตย์ พลังยมทูตของผมจะกลับคืนมาอีกครั้ง สำหรับใช้รับมือพิธีกรรมดำมืดของตาแก่นั่น ไม่แน่ว่าวันนั้นวิญญาณของผมอาจถูกดึงกลับไปยังยมโลก แต่ผมจะไม่ยอมให้มันเป็นแบบนั้นเด็ดขาด
...เพราะผมจะทำทุกวิถีทางให้ได้ใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์แสนบัดซบใบนี้ต่อ!!
ผมยืนมองร่างใหม่ของตัวเองในกระจก รู้สึกไม่คุ้นตากับชุดเสื้อยืดสีสด กางเกงยีนส์ที่เหมือนจะไม่เข้ากับผิวเข้มๆ สักเท่าไหร่ หมายรวมถึงใบหน้ารูปสามเหลี่ยม คิ้วเข้มโก่งเหมือนคันธนู สันจมูกโด่ง กับริมฝีปากรูปกระจับนี่ด้วย
...หรือที่ผ่านมาผมอาจจะแค่คุ้นชินกับการแต่งตัวเลียนแบบราชาเพลงป๊อปคนนั้นก็ได้
"เฮ้ย! ไอ้ตองเก้า ตกส้วมหรือไงวะ เข้าไปนานขนาดนี้ หรือแกอยากเก็บความทรงจำเรื่องส้วมดีๆ ไว้เป็นที่ระทึก ที่บ้านไม่มีใช้อะดิ" เสียงของคนที่ตาแก่ซินแสส่งมารับตัวผม ดังลอดเข้ามาในห้องน้ำ และเป็นเสมือนสัญญาณให้ผมต้องเปิดประตูออกไปเสียที
"เก็บปากไว้กินข้าวดีกว่าไหม" ผมตอบคำบูลลี่ของมันด้วยประโยคสั้นๆ ที่ทำเอาคนฟังเลือดสูบฉีดขึ้นมาที่หน้าทันที
"ที่พูดเมื่อกี๊ บอกตัวเองงั้นสินะ... ไอ้... ตองเก้า" มันถลึงตา มือเงื้อหมัดตั้งท่าจะตะบันหน้าไอ้ตองเก้าของมันให้ฟันร่วง
...แต่บังเอิญผมไม่ใช่ตองเก้าคนนั้น
พลั่กกกก!!
ผมตะบันหน้ามันเต็มแรง ตั้งใจจะให้มันนอนโรงพยาบาลต่อจากผม แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ให้มันรับรู้ว่า ผม... ไม่ใช่เพื่อนเล่น
"เฮ้ย! พอๆ จบ แยก กลับบริษัทได้แล้ว" ใครอีกคนเปิดประตูห้องพักฟื้นเข้ามา ตอนที่คนในห้องซึ่งไม่ใช่ผมกำลังนอนกุมเบ้าหน้า
"กลับบ้าอะไร ดั้งกับฟันกูหักหมดแล้ว!" มันบ่นอู้อี้ และยังไม่เลิกนอนกุมจมูก ทั้งที่ไม่ได้มีอะไรแตกหัก
"เออ! ถ้าชักช้า เงินเดือนก็จะโดนหักด้วย" สิ้นเสียงพูดนั้น ร่างหนาตันที่นอนอยู่บนพื้นก็ทะลึ่งพรวดขึ้นทันที เหมือนดั้งกับฟันที่อ้างว่าหักป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี ประกอบร่างรวมตัวกันใหม่เรียบร้อยแล้ว
"อย่าพึ่งได้ใจ กลับไปเดี๋ยวรู้" มันยื่นหน้าเข้ามาทำท่าเชือดคอขู่ผม แล้วเดินออกไปจากห้อง ซ้ำยังทำท่าฮึดฮัดฟึดฟัดไปตลอดทาง คล้ายสติเหลือไม่เต็มร้อย
"เดี๋ยวแกนั่นแหละที่จะได้รู้" ผมพึมพำระหว่างที่เดินตามหลังมันไปห่างๆ จนมาถึงรถยนต์สีดำป้ายแดงที่จอดอยู่ภายในลานจอดรถของโรงพยาบาล
"นายให้เอารถใหม่มารับแกเชียวนะไอ้ตองเก้า จำความเป็นบุญตูดครั้งนี้ใส่สมองกลวงๆ ไว้ด้วยนะโว้ย" คนข้างหน้าผมมิวายแกว่งปากหาเท้าอีก
โครมมมม!!
ผมยกเท้าถีบก้นมันเต็มแรง จนมันถลาไปกระแทกรถใหม่ป้ายแดงคันนั้น ก่อนจะทรุดลงกุมเป้า
"แก... อะ... อะ... ไอ้ตองเก้า!!" มันละล่ำละลักชื่อเจ้าของร่างนี้ น้ำเสียงบอกความอาฆาต
"เป็นบุญน้องชายไหมล่ะ?" ผมถามมัน
"พูดแบบนี้ กลับเข้าไปนอนโรงบาลดีกว่ามั้ง!" มันตั้งท่าจะกระโจนเข้าใส่ผม ทั้งที่มือข้างหนึ่งยังกุมเป้ากางเกง
"เฮ้ย! พอได้แล้ว" คนขับรถของตาแก่ซินแสพุ่งเข้ามากระชากคอเสื้อไอ้ตัวหนา แล้วเปิดประตูรถพร้อมกับผลักมันเข้าไปนั่งตรงเบาะหลัง
"นายมานั่งหน้า" คนคนนั้นเปิดประตูรถด้านข้างคนขับ และพยักพเยิดหน้าเป็นสัญญาณให้ผมเข้าไปนั่ง เหมือนเป็นการตัดปัญหาไม่ให้ผมกับหมอนั่นทะเลาะกันได้อีก
...แต่มันจะเป็นอย่างนั้นแน่รึเปล่า
"ไอ้ตองเก้า เดี๋ยวนี้กล้าหือกับกูเหรอ วอนตายใช่ไหม มึงได้ไปเกิดใหม่แน่!"
เสียงข่มขู่ดังขึ้นตั้งแต่รถยังไม่ทันเลี้ยวออกจากโรงพยาบาล แต่ไม่ทันที่ผมจะได้อ้าปากตอบโต้อะไร
"ไอ้บูรณ์ ถ้าไม่เงียบ ได้เดินกลับแน่ เสียสมาธิเว้ย!" เสียงฉุนๆ ที่ดังสวนขึ้นทำเอาคนร่างหนาที่ชื่อไอ้บูรณ์สงบปากสงบคำได้ในเสี้ยววินาที
...เป็นมนุษย์ที่น่าสนใจดี บางทีผมอาจจะเลือกหมอนี่เป็นมือขวาก็ได้ แต่ก็แค่อาจจะ...
"ไปถึงแล้วให้รีบขึ้นไปหานายใหญ่ที่ห้อง นายใหญ่อยากพบนายด่วน" คนข้างๆ หันมาบอกผม เสียงเรียบพอๆ กับใบหน้าที่ผมพึ่งสังเกตได้ชัด
...โครงหน้ารูปหัวใจ ดวงตากลมโต จมูกโด่ง กับริมฝีปากบาง และผิวขาวซีดอย่างคนเชื้อสายจีน หรือไม่ก็... ป่วยโรคเลือด ดูตัดกับเสื้อยืดดำ กางเกงยีนส์สีกรมท่าที่หมอนี่ใส่
"ได้ยินรึเปล่า?" เสียงตั้งคำถามดังขึ้น เมื่อผมเอาแต่นั่งเงียบ ไม่ตอบอะไร
"ได้ยิน" ผมตอบรับสั้นๆ ซึ่งคงจะผิดวิสัยของผู้ชายที่ชื่อตองเก้า
"หมอเค้าตรวจนายดีแล้วใช่ไหม?" เสียงตั้งคำถามของคนคนเดิมดังขึ้นอีก
"ตรวจดีแล้ว" คำตอบของผมทำเอาอีกฝ่ายถึงกับนิ่วหน้าชำเลืองมองจับผิด แม้จะไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ผมก็รู้ว่าหมอนี่กำลังคิดอะไร
"ไอ้ตองเก้าคนเดิมมันไม่กล้าหือกับกูหรอก แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันก็รู้ว่าจะต้องเจออะไร!"
เสียงจากเบาะหลังดังขึ้นมาอีกรอบ และเช่นเคยที่ผมยังไม่ทันได้เผยอปาก
"ถ้าแกพูดอีกประโยคนึง ฉันจะจอดรถให้แกเดินกลับ" คำพูดนั้นทำเอาไอ้บูรณ์ปิดปากเงียบสนิทตลอดทาง
1 ชั่วโมงถัดมา รถยนต์ป้ายแดงจากน้ำพักน้ำแรงคนอื่นก็เลี้ยวเข้ามาจอดตรงหน้าตึกแถวแห่งหนึ่งในย่านชานเมือง ผมรู้แค่ว่าที่นี่คือกัมพูชา จากด่านพรมแดนที่เราผ่านเข้ามา รวมไปถึงป้ายบอกพิกัดภาษากัมพูชาที่ไม่รู้เหมือนกันว่าอ่านว่าอะไร
"เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนไอ้ตองเก้า"
เสียงเรียกจากด้านหลังดังขึ้นทันทีที่ผมเปิดประตูลงจากรถ แต่แล้ว...
โป๊ก!
กำปั้นหนักๆ กระแทกลงกลางหัวไอ้บูรณ์ ทำเอาผมอดยิ้มมุมปากไม่ได้
"กูอุตส่าห์เงียบมาตลอดทางแล้วนะเว้ยไอ้ปันผล มึงยังจะเอายังไงกับกูอีกวะ!" เจ้าของร่างหนาตันโวยลั่นอย่างคนใกล้บ้า ทำให้ผมได้รู้ว่าคนคนนั้นชื่ออะไร
"มึงอยากโดนนายใหญ่หมายหัวก็เอาเลย กูไม่ได้ห้าม อยากทำอะไรก็ทำ แต่อย่ามาทำให้กูเดือดร้อน ถ้าอยากมีเรื่อง ก็ขึ้นไปต่อยกับมันหน้าห้องนายใหญ่โน่น!"
ท่าทางหัวเสียของคนขับรถ ทำให้อีกฝ่ายเหลือแค่อาการฮึดฮัดฟึดฟัดอย่างคนถูกขัดใจ และยอมปล่อยให้ผมเดินไปที่ประตูม้วนแบบเลื่อนขึ้นลงของตึกแถว ซึ่งยังคงปิดสนิท
ครืนนนนน...
เสียงเลื่อนขึ้นของบานประตูจากการกดรีโมทของนายปันผล ดังต่อเนื่องอยู่ 4-5 วินาที และเปิดค้างอยู่ที่เศษหนึ่งส่วนสองของประตูบานนั้น
"ลอดเข้าไป" เขาร้องบอก เมื่อเห็นผมยืนนิ่งมองความว่างเปล่าภายในตึก ที่ไม่ต่างอะไรจากสถานที่รกร้าง มีเพียงรอยร้าวกับหยากไย่ระโยงระยาง และปราศจากเฟอร์นิเจอร์ใดๆ
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าของผมดังก้อง ตลอดเวลาที่ก้าวเท้าเข้าไปในตึกที่รอบด้านเป็นผนังปูนเปลือยเปล่า ลึกเข้าไปด้านในมีปูนก่อเป็นขั้น สำหรับใช้แทนบันไดทางขึ้นลงตึก โดยไม่มีราวบันได
"เดินขึ้นบันไดไปชั้นบนสุด" คนคนนั้นเดินตามเข้ามา และร้องบอกบางสิ่งที่ผมควรทำ
"หัวกระแทกแค่นี้ สมองเสื่อมเลยเหรอวะ!" ร่างตันส่งเสียงขึ้นมาอีก ทำเอาผมเริ่มรู้สึกอยากยันใครสักคนลงบันได ไว้เขียนหนังสือ How to กระแทกหัวยังไงให้ความจำเสื่อม
"ฉันไม่ไปส่งนะ คุยเสร็จก็ลงมาชั้นสามแล้วกัน"
เสียงบอกกล่าวนั้นหายลับไปกับประตูห้องบนชั้นสามที่เปิดและปิดลง เวลานี้เหลือเพียงผมกับขั้นบันไดว่างเปล่าที่ไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน
ตึก... ตึก... ตึก...
ผมเดินขึ้นบันไดมาเรื่อยๆ จนพบว่าข้างหน้าคือประตูไม้สีดำสนิท ตัดกับลูกบิดสีทองแบบก้านโยก และสัญลักษณ์รูปกิเลนที่ประดับอยู่ ซึ่งถ้าเทียบกับสภาพบันไดไร้ราวจับที่พาผมขึ้นมาถึงตรงนี้ ก็คงบอกได้แค่ว่าต่างกันได้อย่างน่าเกลียดสุดๆ
"เปิดประตูเข้ามาได้เลย"
เสียงแหบแห้งดังขึ้นทันทีที่ผมยกมือตั้งท่าจะเคาะประตู มันดังมาจากบนเพดาน และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปทางต้นเสียง ก็เจอทั้งกล้องวงจรปิด ทั้งลำโพงอินเตอร์โฟน
แอ๊ดดดด...
ไม่น่าเชื่อว่าประตูบานหรูที่สุดในตึกนี้ จะส่งเสียงไม่ต่างจากประตูเก่าแก่ในบ้านร้าง บางทีตาแก่นั่นคงหูตึง จนต้องใช้เสียงสนิมบนบานพับคอยแจ้งเตือนการบุกรุกด่านสุดท้าย
"ลงบันไดมานี่สิ"
คำสั่งถัดไปดังมาจากลำโพงอินเตอร์โฟนด้านหลังบานประตู ระหว่างที่ลมเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศปะทะเข้ากับตัวผม ตรงหน้ามีบันไดที่ว่าทอดยาวลงไปยังความมืดด้านล่าง โดยมีแค่ไฟทางเดินสีส้มสลัวๆ ติดอยู่บนผนังเป็นระยะๆ เหมือนพวกปราสาทเก่าในหนังยุโรปย้อนยุค
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าของผมดังสะท้อนกับผนังทางเดินแคบๆ ตลอดทางลงบันไดอิฐแดงที่น่าจะพาผมไปยังห้องใต้ดิน สถานที่จำศีลของตาแก่ที่ยมทูตรุ่นน้องของผมเคยพบกับมันมาแล้วครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้
...และทันทีที่เท้าสองข้างของผมสัมผัสพื้นพรมสีแดงดำตรงชั้นล่างสุด
"เปิดประตูเข้ามา"
น้ำเสียงแหบแห้งบอกความกระตือรือร้นที่มากขึ้นกว่าเดิม และบอกให้ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่แค่การเรียกตัวเหยื่อมาพบก่อนพิธีกรรมอุบาทว์ในคืนวันพรุ่งนี้จะเริ่มขึ้น
ตึก... ตึก... ตึก...
นั่นไม่ใช่เสียงฝีเท้า แต่เป็นเสียงหัวใจของร่างร่างนี้ คงพูดได้ไม่เต็มปากนักว่าผมไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะอย่างน้อยเลือดในตัวผมเวลานี้คงสูบฉีดแรงไม่ต่างจากตาแก่ตรงหน้า
"นั่งก่อนสิ... ตองเก้า หายดีแล้วใช่ไหม?"
สิ่งที่เห็นทำเอาผมชะงักไปนิดหน่อย ตาแก่ในชุดซินแสสีขาวขลิบทอง กำลังนั่งยิ้มอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีน้ำตาล รอยยิ้มนั้นดูน่าขนลุก แต่ที่ชวนให้ขนลุกกว่า คือร่างผอมแห้งเหมือนโครงกระดูกหุ้มหนัง ผิวซีดๆ เหี่ยวๆ เหมือนถูกสูบเลือดออก กับดวงตาลึกกลวงเหมือนศพเดินได้
"ครับ" ผมตอบสั้นๆ เพราะไม่รู้จะพูดอะไร
"รู้รึเปล่าว่าที่ฉันเรียกเธอมา... เพราะอะไร?"
คำถามใหม่ถูกตั้งขึ้นอีก เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าผมไม่กระตือรือร้นที่จะพูดคุย
"ไม่ทราบครับ" ผมยังคงตอบสั้นๆ เหมือนเดิม เพราะไม่มีอะไรจะพูด
"เดี๋ยวนี้พูดไทยชัดดีนะ" ตาแก่สรรหาเรื่องที่จะทำให้ผมพูดมากกว่าเดิมมาจนได้
"ครับ" ผมมองไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องตอบคำถามให้ยาวกว่าที่กำลังตอบ
"เอาล่ะ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า เรื่องที่ฉันให้คนตามเธอมาวันนี้" ตาแก่หยุดพูดนิดหนึ่งระหว่างที่ลุกเดินกระย่องกระแย่งมาหาผม โดยมีตัวช่วยเป็นไม้เท้าโลหะสีเงินฝังเพชรตรงด้ามจับ
"ฉันจะวางมือ และเพื่อเป็นการไถ่โทษที่เธอถูกรถชนเพราะรถของฉันเบรคแตก ฉันจะแต่งตั้งเธอมาทำหน้าที่แทนฉัน" ค่าชดเชยของตาแก่ซินแสฟังดูยิ่งใหญ่เกินตัวคนรับ แต่ไม่เป็นไร นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการอยู่แล้ว
"ครับ" ผมตอบรับสั้นๆ เหมือนเดิม ทำเอาคนที่กำลังรอฟังคำตอบ เผลอแสดงความผิดหวังออกมาทางสีหน้าและดวงตา ที่ไม่ได้เห็นผมถ่อมตัวปฏิเสธว่าตัวเองไร้ความสามารถและไม่คู่ควร
"ถ้าเธอตกลง ก็มาเซ็นชื่อตรงนี้สิ"
มือเหี่ยวๆ ที่มีแค่หนังหุ้มกระดูกเอื้อมมาฉุดข้อมือขวาของร่างที่ผมใช้ และพยายามลากผมไปยังโต๊ะกระจกด้านหน้าโซฟา ซึ่งมีเอกสารหลายแผ่นวางอยู่
"ฉันกลัวว่าเธอจะหลงลืมลายเซ็นของตัวเองเพราะอุบัติเหตุ เลยไปค้นมาเป็นตัวอย่างให้ อย่าว่ากันเลยนะ ที่ทำทั้งหมด ก็เพื่อผลประโยชน์ของเธอทั้งนั้น"
ข้ออ้างของตาแก่ซินแสดูจะเป็นประโยชน์กับผมจริงๆ โชคดีที่ลายเซ็นนั่นไม่ได้ซับซ้อนอะไร ผมจึงปลอมแปลงได้ไม่ยาก เวลานี้ตาแก่กำลังแสยะยิ้มที่ทรัพย์สมบัติทั้งหมดจะตกเป็นของตัวเองในร่างใหม่หลังทำพิธี โดยไม่รู้ว่าผมจะไม่มีวันปล่อยให้มันสำเร็จ
"ขอบใจมาก ฉันเตรียมห้องไว้ให้ผู้บริหารใหม่ด้วย ต่อไปห้องพักนี้จะเป็นของเธอถาวร" ตาแก่ยกมือสั่นๆ ชี้ไปที่ประตูห้องทางซ้าย ห่างออกไปสามสี่ก้าว
"ขอบคุณ" ผมตอบในสิ่งที่คิดว่าควรพูด อย่างน้อยนี่ก็คือการปูทางให้ผมไปสู่อำนาจที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งได้
"ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณเธอ หลับให้สบายนะ" ตาแก่พูดพร้อมกับค่อยๆ นั่งลงบนโซฟา มีเสียงข้อต่อตามแขนขาดังกรอบแกรบปิดท้าย บอกให้รู้ว่าพวกมันคงอยากปลดระวางจากการใช้งานเต็มทน
"แค่สแกนนิ้วครั้งเดียว ระบบก็จะจดจำรอยนิ้วมือของเธอ ฉันสั่งทำมาเพื่อเธอเลยนะ"
เสียงแหบแห้งดังขึ้น ทันทีที่อีกฝ่ายเห็นผมยืนงงกับประตูที่ปราศจากรูกุญแจและเครื่องอ่านคีย์การ์ด น่าชื่นชมตาแก่ที่แม้จะอยู่มานานหลายร้อยปี แต่ก็พยายามอัปเกรดตัวเองไม่ให้ดักดานกับอะไรที่มันล้าหลังไม่พัฒนา
"ขอบคุณครับ" ผมเติมคำลงท้ายหลังประโยค และยิ้มมุมปากให้ซินแสชรา ข้างในดวงตาลึกกลวงคู่นั้นที่กำลังจ้องมองมา บ่งบอกแววจับพิรุธที่ทำให้ผมมั่นใจว่าตาแก่นั่นรู้เรื่องที่ผมไม่ใช่ตองเก้าคนเดิม
แล้วยังไงล่ะ... ในเมื่อนั่นคือสิ่งที่ผมต้องการ!
"หึ... ห้องนอนผู้บริหารหรือโรงแรม 6 ดาว"
ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศปะทะเข้าหน้าผม พร้อมๆ กับที่โคมไฟ LED ภายในห้องสว่างขึ้น เผยให้เห็นภาพความหรูหราโอ่อ่าที่มากเกินกว่าจะบอกว่าจัดไว้ให้ผู้บริหารใหม่ ทั้งโซฟากำมะหยี่สีแดงเลือดนก ด้านหน้าโทรทัศน์จอยักษ์ติดผนังพร้อมโฮมเธียเตอร์ เตียงนอน 6 ฟุต เครื่องเสียงและชุดคาราโอเกะ ตู้เสื้อผ้าบิลด์อินขนาด 6 ประตู ที่ไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ข้างใน และห้องน้ำที่มีอ่างอาบน้ำทองคำตั้งรอให้ใช้งาน
...แค่จัดไว้รอร่างใหม่ของตัวเอง แต่พูดความเท็จให้มันฟังดูดีก็เท่านั้น
"ก็ดี!" ผมเลือกที่จะทิ้งตัวลงบนเตียง โดยไม่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
เวลา 1 ชั่วโมงผ่านไปอย่างเชื่องช้า และผมยังคงนอนหนุนแขนลืมตามองเพดาน อาจเป็นเพราะชีวิตยมทูตที่ไม่เคยต้องการการนอนหลับพักผ่อน ทำให้ผมไม่สามารถข่มตาให้หลับได้ หรือไม่ก็เพราะภารกิจยังไม่เสร็จสิ้น ทำให้ผมอยากปิดฉากตาแก่ข้างนอกนั่นเสียเดี๋ยวนี้ ถึงอย่างนั้น... ผมก็ทำได้แค่คิด
"จน เครียด กินเหล้า จน เครียด เลิกเหล้า ทำงาน ทำงาน ทำงาน เก็บเงิน ทำงาน เก็บเงิน ใช้หนี้ ทำงาน เก็บเงิน ได้เรียน มีกิน ช่วยเหลือ ผ่องใส เมียรัก อบอุ่น ไม่ป่วย รวยปัญญา พัฒนา ฉลาด ชาติเจริญ..."
เสียงพูดของใครบางคนปลุกผมให้ตื่นรับวันใหม่ ผมมองหาต้นเสียงและพบว่ามันคือนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือแบบกดปุ่มในกระเป๋ากางเกง น่าแปลกที่ผมไม่เคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน คงเพราะหมอนี่ตั้งเวลาปลุกเอาไว้แค่วันนี้... วันที่ตาแก่ซินแสนัดหมายทำพิธีอุบาทว์นั่น
"จน เครียด กินเหล้า... ตู๊ด!"
ผมปิดเสียงปลุก ระหว่างลุกจากเตียงตรงไปที่ประตูห้อง สแกนนิ้วให้มันเปิดออก ก่อนจะพบว่าตาแก่กำลังนั่งยิ้มรออยู่ที่โต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว ไม่ต่างจากบนโต๊ะกระจกหน้าโซฟาที่มีชามข้าวต้มร้อนๆ ตั้งรออยู่สองชาม
"ตื่นแล้วหรือตองเก้า มาสิ มากินข้าวเช้ากัน"
คำชวนที่ได้ยินทำเอาผมอยากถอยหลังกลับเข้าไปในห้อง หรือไม่ก็... ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีสายตาของตาแก่คอยมองตามจับผิด
"ผมไม่กินข้าวเช้า" ผมตอบเป็นภาษาไทยเต็มประโยค ชัดเจน ให้สมกับที่กำลังถูกจับพิรุธ
"ถ้าอย่างนั้นมื้อกลางวันกับมื้อเย็นอยากกินอะไรล่ะ ฉันจะให้คนเตรียมไว้ให้ ไม่ต้องเกรงใจ" ชายชราพยายามปั้นยิ้มอ่อนโยน ใจดี ทั้งที่ดูไม่เข้ากับสายตาที่จ้องมองมาสักนิด
"ผมขอแค่มือถือเครื่องเดียวไว้สั่งเดลิเวอรี่"
คำตอบของผมทำเอารอยยิ้มของตาแก่จางหายไปในทันที
"อ่อ... เธอคงลืมสินะ ว่าที่นี่อยู่นอกเขต ความจำของเธอคงจะมีปัญหาจริงๆ อยากไปโรงพยาบาลไหม?" ตาแก่ซินแสถามผมเสียงเย็น
"จบงานของคุณคืนนี้ แล้วผมจะไปเอง"
คำตอบของผมเรียกรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กลับคืนมาบนใบหน้าเหี่ยวย่นหุ้มกระดูกอีกครั้ง
"ฉันดีใจที่เธอจำได้ อยากไปกินข้าวกับเพื่อนๆ ไหมล่ะ เผื่อว่าเธอจะได้รำลึกความทรงจำ" ตาแก่เปลี่ยนกลับมาสวมบทชายชราใจดีอีกครั้ง
"ครับ" คำตอบรับทำให้ผมได้รับอนุญาตให้กลับขึ้นมาบนตึก แต่คิดเหรอว่าผมมาที่นี่เพื่อรำลึกความทรงจำ
"เฮ้ย! ไอ้ตองเก้า เดี๋ยวนี้อู้งานเหรอวะ หรือคิดว่าเป็นคนโปรดนายแล้วจะทำอะไรก็ได้" เสียงคุ้นหูดังขึ้นทันทีที่ผมเปิดประตู และก้าวเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยคอมพิวเตอร์กับสมาร์ทโฟนรวมกันนับร้อยเครื่อง
"พูดด้วยแล้วทำเมินนี่ อยากมีเรื่องสินะ... ไอ้ตองเก้า" คนคนนั้นปรี่เข้ามาหาผม มือเงื้อหมัดมาแต่ไกลเหมือนกลัวผมจะได้โอกาสชกก่อนแบบครั้งที่แล้ว
"ใครทำร้ายตองเก้า ฉันจะให้มันเข้าไปในห้องขังลืม!" เสียงประกาศจากลำโพงบนเพดาน บ่งบอกว่าตาแก่นั่นยังคอยจับตามองพฤติกรรมของผมตลอดเวลา และมันก็ทำให้เจ้าของร่างหนาตันที่กำลังปรี่เข้ามาหยุดชะงักราวกับกดปุ่ม
"อะไรวะครับเนี่ย กลายเป็นคนโปรดนายจริงๆ ด้วยเว้ย อยากโดนรถนายชนบ้างจังว่ะ เผื่อจะได้เป็นคางคกขึ้นวอลบ้าง"
เสียงของใครอีกคนดังมาจากหลังห้อง เรียกให้ผมหันไปจดจำใบหน้าของผู้ชายผมยาวที่กำลังชูนิ้วกลางให้ เสียดายที่ผมไม่ได้ถือเคียวยมทูตแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะผมจะจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้เสร็จสิ้นภายในวันพรุ่งนี้
"ตองเก้า! เธอเป็นคนโปรดของนายจริงๆ น่ะเหรอ งั้นฉันขอเป็นคนโปรดของเธอได้ไหม?" ผู้หญิงผมซอยสั้นในชุดเสื้อยืดแขนกุด กางเกงยีนส์ขาสั้นกระโจนข้ามเก้าอี้พลาสติกของตัวเองมายืนจ้องหน้าผมในระยะประชิด
"ผมไม่ชอบผู้หญิง"
คำตอบของผมเรียกเสียงโห่ร้องเป่าปากให้ดังไปทั่วห้อง หากแต่ผู้หญิงตรงหน้าผมก็ยังไม่ละความพยายาม
"อะไรกัน เดือนก่อนเธอยังมาสารภาพรักกับฉันอยู่เลย พอวันนี้มาบอกชอบผู้ชาย ฉันไม่เชื่อหรอก อยากแกล้งหักอกคืนก็บอกมาสิ" จู่ๆ เธอก็สารภาพความผิดออกมาเอง ที่จริง... ผมไม่ได้รังเกียจที่จะร่วมงานกับผู้หญิง แต่กับผู้หญิงอย่างเธอ คงใช้การอะไรไม่ได้
"ถอยไป! หักอกเขาแล้วก็อย่ามาเสนอหน้าสิ ตองเก้าเค้ารู้หรอกว่าใครจะตีซี้เพราะผลประโยชน์ เค้าหมายความว่าถ้าเหลือผู้หญิงอย่างเธอคนเดียวบนโลก เค้าชอบผู้ชายดีกว่า ใช่ไหมตองเก้า?" ผู้หญิงอีกคนในห้องแทรกตัวเบียดคนและโต๊ะเก้าอี้เข้ามาหาผม พร้อมกับเอาคำพูดของผมไปตีความผิดๆ
...น่าเหนื่อยใจ บางทีผมอาจต้องโละทิ้งทั้งแก๊งก็ได้
"ผมไม่ได้พูดแบบนั้น" ผมตอบคำถามเธอสั้นๆ แค่พอให้ได้ใจความสำคัญ
"แล้วนายหมายความว่าอะไร ถ้าไม่ใช่แบบที่ฉันพูด?" แต่ดูเหมือนเธอจะไม่เข้าใจ
"หมายความว่าต่อให้ไม่ใช่เค้ก แต่เป็นเธอที่เป็นผู้หญิงคนสุดท้ายบนโลก หมอนั่นมันก็ชอบผู้ชายไง"
เสียงตอบที่ดังแทรกขึ้นเรียกให้ผมหันไปมองผู้ชายผิวคล้ำ ตัวเล็ก ฟันขาว จมูกรั้น และผมตั้งเหมือนปาดเจลหมดกระปุก ที่กำลังนั่งไขว่ห้างโยกเก้าอี้ยิ้มร่าอยู่หลังห้อง ก่อนที่ไม่กี่วินาทีต่อมา เก้าอี้ที่หมอนั่นนั่งโยกอยู่จะขาหักสองข้างพร้อมกัน