"หน้าฉันดูโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ เธอถึงคิดจะมาหลอกกันง่าย ๆ รู้ไหมว่าเธอเป็นสิบแปดมงกุฏที่กระจอกที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลยนะ" ฟาเบียนเหยียดยิ้มร้ายแล้วเดินเข้าไปหาเธอ ในขณะที่ร่างเล็กในชุดเดรสล่อแหลมเริ่มถอยหลังออกห่าง
"คะ..คุณจะทำอะไรฉัน" ริมฝีปากอวบอิ่มสั่นเล็กน้อย ด้วยเพราะเธอไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน พอเริ่มงานแรกเธอก็พลาดเลย ซึ่งเธอเองยังไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดการผิดพลาดตรงไหนกันแน่
"เธอชวนฉันมานอนด้วยไม่ใช่รึไง ถ้างั้นก็รีบมาทำในสิ่งที่เธออยากทำซะสิ ไหนว่าฉันรูปหล่อ แต่งตัวดี ดูเป็นคนมีเงินไง ไม่อยากจะรูดทรัพย์ฉันแล้วเหรอ" ฟาเบียนไม่หยุดการเดินเข้าหา ส่วนคนตัวเล็กตอนนี้ได้ถอยออกไปจนสุดผนังของห้องแล้ว
"ไม่ค่ะ! อย่านะคะ ปล่อยฉันไปเถอะ" นาธัชชาร้องขอความเห็นใจในขณะที่ข้อมือทั้งสองข้างถูกฝ่ามือแกร่งของฟาเบียนรวบไว้เหนือศรีษะเล็กด้วยมือเพียงข้างเดียว
"ไหนว่าอยากรูดทรัพย์ฉันไง ฉันยอมให้เธอรูดก็ได้ แต่ตอนนี้เธอต้องใช้ปากสวย ๆ นี่รูดอย่างอื่นให้ฉันก่อน ตกลงไหม?" ฟาเบียนขยับกายเข้าประชิดคนตัวเล็ก จนลำตัวของเธอกับเขาแนบสนิทกัน ใบหน้าหล่อเหลานั้นแนบชิดใบหน้าเรียว จนเขามองเห็นแววตาที่สั่นระริกของเธอได้อย่างชัดเจน
"ริจะเป็นสิบแปดมงกุฏตั้งแต่อายุยังน้อยแบบนี้ ต้องส่งไปอยู่ในตะรางซะให้เข็ด"
แมวน้อยน่ารักที่ฉันอยากได้ มันเดินหนีไปโน่นแล้ว.. เมี๊ยว ๆ ๆ เรียกเท่าไรก็ไม่ยอมหยุด
ฉันค่อย ๆ ย่องเดินตามไปอย่างเงียบกริบ จนกระทั่งได้ยินเสียงแตรรถที่ดังสนั่นหวั่นไหว .. และเวลาแค่ไม่กี่วินาทีนั้นก็ทำให้ชีวิตของฉันเปลี่ยนไปตลอดกาล
ปี๊นนนนนนนน ปี๊นนนนนนนนนนนนน
"หนูนา ถอยไปลูก"
เอี๊ยดดดดด โครมมมมม!!
"แม่... แม่จ๋าาาา ฮือ ๆๆๆๆ"
"กรี๊ดดดดดด ไม่...แม่อย่าทิ้งหนูไปนะคะ"
"หนูนา! หนูนา เป็นอะไรลูก ฝันร้ายอีกแล้วเหรอ?"
ฉันสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงร้องเรียกจากป้ามล ดวงตากลมเบิกขึ้นจนสุด ร่างเล็กที่ชุ่มเหงื่อลุกขึ้นมานั่งหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนพร้อมกับน้ำตาที่รินไหลออกมาเป็นสาย
"หนูฝันถึงแม่อีกแล้วค่ะป้ามล มันน่ากลัวมาก ฮือๆ ๆ" ฉันกอดป้ามลแน่นแล้วร้องไห้โฮ เกือบสิบปีมาแล้ว ที่ฝันร้ายนี้ได้ตามหลอกหลอนฉันมาตลอด มันทำให้ฉันทุกข์ทรมานและเสียใจทุกครั้งที่เห็นภาพแม่ที่ต้องมาจากไปด้วยอุบัติเหตุ และต้องเห็นภาพนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะต้นเหตุที่เกิดขึ้นมันเป็นเพราะฉัน
"ฮึก...ฮือออ เพราะหนูแท้ ๆ หนูเป็นคนทำให้แม่ต้องตาย" ฉันร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นป้า ฝ่ามืออบอุ่นลูบหัวทุยของฉันไปมาอย่างปลอบโยน
"ไม่ใช่นะลูก อย่าไปคิดแบบนั้น" ป้ามลกอดปลอบฉันอยู่นานกว่าฉันจะสงบและผล็อยหลับไปในที่สุด
ฉันชื่อนาธัชชา หรือชื่อเล่นว่า หนูนา ตอนนี้ฉันอายุสิบแปดปี เรียนอยู่ชั้นม.หก โรงเรียนรัฐบาลประจำจังหวัดนี่แหละ
แม่ของฉันเสียตั้งแต่ฉันเจ็ดขวบ เพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ซึ่งมีฉันเป็นต้นเหตุ ตอนนั้นฉันยังเด็ก บ้านของพ่อกับแม่อยู่ติดถนน วันหนึ่งฉันเดินตามแมวน้อยที่หลงมาจากไหนไม่รู้ มันน่ารักมาก ก็เลยอยากได้เอามาเลี้ยง แต่เรียกเท่าไรมันก็ไม่ยอมมาหา มิหนำซ้ำยังเดินหนีฉันไปอีก ฉันเลยค่อย ๆ เดินย่องตามมันมาจนออกไปยังถนนหน้าบ้าน ความที่ยังเป็นเด็กและมัวแต่จดจ้องที่จะจับแมว ทำให้ฉันไม่ฉุกใจคิดเลยว่าตอนนี้ฉันเดินตามแมวจนออกมากลางถนนแล้ว
เสียงแตรรถดังสนั่นปลุกสติของฉันให้กลับคืน เมื่อหันกลับไปมองก็พบกับรถกระบะคันหนึ่งที่พุ่งตรงมาที่ฉันด้วยความเร็วสูง ฉันหลับตาปี๋ทั้งกลัวทั้งตกใจ แต่ก็ก้าวขาไม่ออก
"หนูนา ถอยไปลูก"
นั่นคือเสียงสุดท้ายของแม่ที่ฉันได้ยิน เพราะหลังจากนั้นฉันก็ถูกผลักออกไปจนกลิ้งหลุน ๆ หูได้ยินเสียงรถชนกับอะไรสักอย่างดังสนั่น ฉันทั้งเจ็บและจุกจนลุกแทบไม่ไหว เมื่อลืมตามาก็เห็นร่างของแม่นอนแน่นิ่งจมกองเลือดอยู่กลางถนน
"แม่... แม่จ๋าาาา ฮือ ๆๆๆๆ"
"กรี๊ดดดดดด ไม่...แม่อย่าทิ้งหนูไปนะคะ"
ฉันวิ่งไปหาแม่แล้วกอดร่างนั้นไว้แน่น เลือดสีแดงฉานไหลนองเต็มพื้นถนน ความกลัวเริ่มกัดกร่อนหัวใจ เมื่อฉันพร่ำเรียกชื่อแม่เท่าไรท่านก็ไม่ตอบกลับมา มีแต่เลือดและเลือด ที่ไหลออกมาอย่างไม่มีทีท่าว่ามันจะหยุด และนั่นก็เป็นภาพสุดท้ายที่ฉันจำได้ ก่อนที่สติของฉันจะดับวูบลง
"แก.. อีลูกทรพี อีเด็กอัปปรีย์ อีตัวซวย แกทำให้เมียฉันต้องตาย"
ประโยคนี้ดังก้องอยู่ในหัวของฉันนับตั้งแต่วันที่ฉันฟื้นคืนสติขึ้นมา จนถึงกระทั่งบัดนี้ เสียงนั้นก็ยังไม่ลบเลือนไปจากใจ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงใครอื่น เขาคือ พ่อแท้ๆ ของฉันเอง
"แกพูดแบบนี้กับลูกได้ยังไงตามาศ หนูนาเป็นลูกแท้ ๆ ของแกนะ" ป้ามล ผู้เป็นพี่สาวของพ่อฉันเอ่ยเตือนสติผู้เป็นน้องชาย แต่มันไม่ได้ทำให้ความคิดของเขาเปลี่ยนไป เพราะไม่ว่ายังไงพ่อฉันก็ยัดเยียดความเป็นลูกทรพี ความเป็นตัวซวย และลูกที่เกิดมาทำให้แม่ต้องตาย ให้กับฉันอยู่ดี
หลังจากงานศพของแม่ผ่านพ้นไป ฉันอาศัยอยู่ในบ้านและมีชีวิตที่น่าอนาถ พ่อไม่เคยสนใจเลยว่าฉันจะอยู่ยังไง จะกินอะไร พ่อทำเหมือนฉันเป็นอากาศธาตุ ท่านจะดูแลแต่ ณ.ฤทัย น้องสาวอายุสี่ขวบเพียงคนเดียวเท่านั้น และลั่นวาจาว่านับจากนี้ฉันไม่ใช่ลูกของท่านอีกต่อไป
ฉันต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เช้าตื่นมาต้องดูแลตัวเอง อาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดนักเรียนเก่า ๆ และเดินไปโรงเรียนเองทุกวัน ข้าวเช้าก็ไม่ได้กินเพราะพ่อไม่ได้หุงหาให้ พ่อจะอาบน้ำแต่งตัวให้ฤทัยและพาเธอไปกินข้าวใกล้ ๆ กับเนอสเซอรี่ ส่วนฉันก็ต้องอดทนหิวทุกวันจนกว่าจะถึงมื้อกลางวันที่ทางโรงเรียนมีอาหารฟรีเลี้ยง ฉันจะพยายามกินให้ได้เยอะที่สุดในมื้อนั้น เพราะนั่นเป็นเพียงมื้อเดียวที่ฉันจะได้กินอิ่ม
หลังจากที่เดินกลับจากโรงเรียนมาถึงบ้าน ก็ต้องรีบถอดเสื้อผ้านักเรียนออกมาซักเพื่อให้แห้งทันใส่ในวันต่อไป แล้วจึงล้างถ้วยชาม ทำงานบ้านให้สะอาดเรียบร้อยจนกว่าพ่อจะกลับมา และช่วงเย็นนี้แหละที่เป็นเหมือนนรกสำหรับฉัน จากพ่อที่ไม่เคยดื่มเหล้า พอแม่ตายพ่อก็หันมาดื่มและเริ่มดื่มหนักขึ้น เมื่อเมาแล้วก็จะพร่ำรำพันถึงแต่การตายของแม่ และจบลงด้วยการทุบตีและยัดเยียดความผิดบาปและโทษว่าที่แม่ตายมันเป็นเพราะฉัน ซึ่งฉันก็ไม่เถียงหรอก เพราะมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ฉันโดนตีพ่อทุบตีทุกวัน หลังจากพ่อเมาจนหลับ ฉันก็จะลุกมาเก็บจานชามและกินอาหารที่เหลือจากที่พ่อและน้องกินกันไว้ ซึ่งบางวันก็มีเหลือบ้างไม่มีเหลือบ้าง ถ้าไม่อิ่มก็อาศัยกินน้ำเยอะ ๆ แล้วรีบเข้าห้องไปกินยาแก้ปวดแล้วนอน อย่างน้อยก็จะทำให้หลับ ถ้าหลับก็จะไม่หิว และจะไม่เจ็บปวดจากแผลที่ถูกทุบตี
ฉันต้องผจญเวรผจญกรรมแบบนี้เป็นเดือน ๆ จนคุณครูประจำชั้นเริ่มรู้สึกว่าฉันเปลี่ยนไป ทั้งการแต่งกายที่ซอมซ่อ และรูปร่างที่ผอมโซ รวมถึงการเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่พูดคุยกับเพื่อน ๆ เหมือนแต่ก่อน ท่านจึงเรียกฉันมาคุยด้วย และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ชีวิตของฉันได้เปลี่ยนไปอีกคราหนึ่ง
"สวัสดีค่ะคุณครู ดิฉันปัทมล เป็นป้าของเด็กหญิงนาธัชชาค่ะ"
หลังจากที่คุณครูเรียกฉันไปคุยได้สามวัน ป้ามลก็มาพบกับครูที่โรงเรียน ท่านทั้งสองคนพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องของฉันโดยที่มีฉันนั่งอยู่ในห้องด้วย คุณครูเล่าถึงปัญหาทุกอย่างของฉันให้ป้ามลฟัง ท่านถึงกับร้องไห้โฮแล้วลุกขึ้นมาสวมกอดฉันทันที
"ทุกอย่างเป็นเรื่องจริงเหรอหนูนา" ป้ามลเอ่ยถาม ฉันพยักหน้าทั้งน้ำตา ฉันไม่ได้ร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะชีวิตที่ผ่านมามันเจ็บปวดมามากจนแทบจะตายด้านไปแล้ว
"คุณป้าอยากให้ทางโรงเรียนช่วยเหลือด้านใดบ้างไหมคะ ถ้าปล่อยให้เด็กอยู่กับพ่อแบบนี้คงไม่ดีแน่ โรงเรียนจะแจ้งทางการนาธัชชาก็ไม่ยอม เพราะเธอกลัวว่าพ่อจะมีความผิดต้องติดคุกติดตาราง เธอสงสารพ่อ สงสารน้อง" ครูพูดไปถอนหายใจไป
"ขอบคุณคุณครูมากนะคะที่กรุณาติดต่อบอกดิฉัน ถ้าไม่อย่างนั้นฉันคงไม่รู้ว่าหลานต้องตกระกำลำบากขนาดนี้ ฉันจะรับหลานไปดูแลเองค่ะ" ป้ามลบอกกับคุณครู และนั่นคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งในชีวิตฉัน
หลังจากที่พูดคุยกับคุณครูเสร็จ ป้าก็พาฉันกลับมาที่บ้านเพื่อพูดคุยกับพ่อ
"แกทำแบบนี้กับลูกได้ยังไงห๊ะตามาศ ฉันไม่เคยคิดเลยว่าแกจะโหดร้ายทารุณกับหนูนาขนาดนี้ แกยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า หนูนามันเป็นลูกของแกนะ" เสียงป้ามลต่อว่าพ่อด้วยความโกรธ
"ผมไม่คิดว่ามันเป็นลูกอีกแล้ว มันทำให้อรต้องตาย ผมเกลียดมัน" พ่อพูดแล้วมองฉันตาขเม็ง ฉันกลัวจนตัวสั่นรีบหลบสายตาแล้วแอบอยู่ด้านหลังของผู้เป็นป้า
"แล้วพี่มลมาที่นี่ได้ยังไง อีเด็กนี่มันไปฟ้องพี่เหรอ?" ฉันเจ็บปวดกับสรรพนามที่พ่อเรียกจนน้ำตาไหล่เอ่อออกมา ก็ว่าจะไม่เจ็บแล้วนะ แต่มันก็อดไม่ได้สักที
"แกมันก็ดีแต่โทษลูกแต่ไม่เคยโทษตัวเอง เด็กตัวแค่นี้ยังใจร้ายใจดำได้ลงทั้ง ๆ ที่เป็นลูกของแก แล้วนี่แกจะดูแลยัยหนูนาต่อไปยังไง" ป้ามลต่อว่าพ่อไม่ยอมหยุด และจบลงด้วยคำถามที่ฉันไม่อยากได้ยินคำตอบ
"ก็ปล่อยมันไปแบบนี้แหละ อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ให้มันตายไป อีเด็กนรก"
เพี๊ยะ !!
เสียงฝ่ามือของป้าที่ตบหน้าของพ่อดังสนั่น ฉันเบิกตามองด้วยความตกใจ พ่อไม่ได้ตอบโต้อะไรป้ามล แต่มองฉันด้วยแววตาแห่งความเกลียดชังยิ่งกว่าเดิม
"ฮืออออ ๆๆ " เสียงฤทัยร้องไห้ลั่น เธอคงตกใจที่เห็นป้ามลตบหน้าพ่อ ฉันจึงรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดน้องสาวเพื่อปลอบโยน แต่กลับถูกพ่อกระชากออกมาจนล้มกลิ้งไปกับพื้น
"อย่ามาแตะต้องลูกกูนะอีเด็กเวร" พ่อตะคอกฉันแล้วอุ้มฤทัยเข้าไปกอดเพื่อปลอบโยน ส่วนป้ามลโมโหจนตัวสั่น
"ไอ้มาศ ต่อจากนี้ไปฉันกับแกขาดกัน ส่วนยัยหนูนาฉันจะเอาไปเลี้ยงเอง แกว่าลูกเป็นเด็กเวร แต่ไม่ได้ดูตัวเองเลยว่าแกมันก็ไอ้พ่อสารเลวเหมือนกัน จากนี้ไปแกไม่ต้องมายุ่งกับยัยหนูนาอีกฉันจะเลี้ยงดูส่งเสียมันเอง"
"เชิญพี่ตามสบายเถอะ แต่ผมจะเตือนไว้อย่างนึง อีเด็กนี่มันตัวซวย ระวังชีวิตพี่จะซวยเพราะมันก็แล้วกัน" ฉันเจ็บปวดเพราะคำพูดของพ่ออีกครั้ง แต่ก็ช่างเถอะ เพราะครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะต้องเจ็บเพราะคำพูดของพ่อก็ได้
สรุปแล้วฉันก็ต้องออกจากบ้านมากับป้าตั้งแต่วันนั้นโดยออกมาแต่ตัว ไม่มีแม้กระทั่งเสื้อผ้าสักชุด ป้าพาฉันมาซื้อเสื้อผ้าใหม่ ก่อนที่จะให้ฉันเปลี่ยนที่ร้านโดยเอาเสื้อผ้าเก่าทิ้งไป แล้วพาฉันไปยังบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ซึ่งมันใหญ่มาก ๆ ในความคิดของเด็กเจ็ดขวบอย่างฉันคิดว่ามันโอ่อ่าเหมือนปราสาทราชวังไม่มีผิด
ป้าบอกว่าที่นี่เรียกว่าวังประกายแก้ว เป็นวังของท่านหญิงประกายแก้ว ซึ่งฉันก็ได้แต่พยักหน้า แต่ไม่ค่อยเข้าใจ ป้ามลพาฉันไปกราบท่านหญิงเพื่อขออนุญาตให้ฉันมาอยู่ที่นี่ โดยได้บอกเล่าถึงความจำเป็นและเรื่องราวที่ฉันได้พบเจอให้ท่านฟัง ท่านก็เมตตาให้ฉันอยู่ที่นี่ โดยส่งเสียให้ฉันได้เรียนด้วย นับว่าเป็นบุญของฉันจริง ๆ
ฉันอาศัยอยู่ที่นี่และได้เรียนในโรงเรียนดี ๆ มีรถจากวังไปรับไปส่งพร้อมกับเด็กนักเรียนที่เป็นลูกหลานของคนงานที่อยู่ที่นี่อีกสองสามคน ชีวิตของฉันดีขึ้น รวมถึงสุขภาพจิตของฉันที่ดีขึ้นตามลำดับ ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ฉันไม่เคยนิ่งดูดาย คอยช่วยเหลือทุกอย่างที่ทำได้ ทั้งทำขนม ทำอาหาร งานร้อยมาลัยและจัดดอกไม้ต่าง ๆ เรียกว่าฉันทำได้หมดแม้จะอายุแค่เจ็ดขวบก็ตาม
ฉันอยู่ในวังแห่งนี้ได้สี่ปี จนกระทั่งจบชั้นประถมหก กำลังจะเข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษา แต่แล้วอนาคตที่กำลังจะเป็นไปได้ด้วยดี กลับมีเหตุการณ์พลิกผันที่ทำให้ชีวิตของฉันต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกคราหนึ่ง