“ชาวัน”
เสียงเรียกลงหนักมีผลทำให้ชายหนุ่มสะดุ้งขึ้นเล็กน้อยรีบผลักกระเป๋าเสื้อผ้าไปใต้เตียงแล้วสปริงดีดตัวขึ้นเอามือปัดกางเกงกระโดดไปยืนหน้ากระจกสำหรับแต่งตัวทำเหมือนกำลังสำรวจดูความเรียบร้อยของตัวเองจนดวงหน้าค่อนข้างกลมของสตรีวัยเพิ่งจะสี่สิบเศษๆ ยิ้มออกมาได้เหมือนจะโล่งอก
“แม่นึกว่าหนูจะเบี้ยวแล้ว”
เขาชักสีหน้าเบื่อหน่ายและหงุดหงิดระคนกันแม่เรียกเขาเหมือนเขาเป็นลูกเล็กๆ เหมือนเขาเป็นสัตว์น่าเกลียดพันธุ์นั้นด้วยเขาเคยขอหลายครั้งแล้ว แต่แม่ก็บอกว่านั่นเป็นคำขานเรียกชวนให้เอ็นดู แต่สำหรับเขาแล้วหาความเอ็นดูไม่ได้เขาสะอิดสะเอียนแล้วทำให้คนที่ไม่รู้จักตัวเขาพากันคิดว่านายชาวันนี้เป็นเด็กตัวเล็กๆ บางคนยังคิดว่าน่าจะเป็นเด็กผู้หญิง
“ไม่เอาน่าทำหน้าเก๊กแบบนั้นหาหล่อไม่เจอรีบๆ ไปดีกว่าคุณปู่จะรอ”
“ท่านไม่รอเราหรอก”
เขาบอกอย่างรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร“ท่านสนุกกับอย่างอื่นมากกว่าและงานนี้ท่านจัดเพื่อตัวท่านเอง”
ปู่เขาอีกคนหนึ่ง ปู่ที่เป็นคนตั้งชื่อเขาชายหนุ่มไม่ชอบประวัติชื่อของตัวเองเพราะปู่โปรดปรานเรื่องไกรทองมาก แต่ปู่ดันไพล่ไปโปรดตัวร้ายในเรื่องอย่างเจ้าชาละวันที่เป็นจระเข้ พอมีหลานคนแรกและเป็นหลานสายตรงคนเดียวปู่ก็ขอตั้งชื่อเอง
...ไม่ต้องไปรบกวนพระหรอกเว้ยคนสมัยนี้กระทั่งจะตั้งชื่อลูกเต้าก็ไปกวนพระไม่ให้มีเวลาปฏิบัติกิจทางศาสนา...
ซึ่งชายหนุ่มคิดว่าเหตุผลของปู่นั้นไม่ค่อยจะเข้าท่าก็เรื่องให้พระตั้งชื่อลูกหลานที่เกิดใหม่ๆ และดูดวงชะตานั้นคนไทยยุคก่อนสืบสาวไล่เรียงกันขึ้นไปก็ให้พระเป็นผู้มีสิทธิ์ขาดกันอยู่แล้ว
คนสมัยใหม่เสียอีกไม่นิยมเพราะตั้งกันเอง หาชื่อที่มันวิจิตรพิสดารประเภทที่หาคำแปลไม่ได้เป็นชื่ออันแสนไพเราะ แต่ชวนฉงนหรือไม่ก็เป็นชื่อประเภทฟังแล้วร้องอุทานฮือฮาว่าช่างเท่และแปลกหูเสียนี่กระไร แต่พอแปลแล้วลมแทบใส่เพราะความหมายนั้นออกมาในทางไม่ดี
ยังดีที่ปู่ยอมตัดพยางค์กลางออกเหลือแค่ชาวัน ไม่เป็น
นายชาละวัน ไม่อย่างนั้นตอนที่เขาสามารถจัดการกับเรื่องของตัวเองได้ตามกฎหมายเขาคงจะเดินไปขอเปลี่ยนชื่อตัวเองที่อำเภออย่างแน่นอน
ชายหนุ่มคิดว่าคงจะไม่ยอมมีชื่อว่าชาละวันเป็นอันขาด
แต่ปู่ก็ยังเป็นตาแก่ที่แสนจะดื้อรั้นและเอาแต่ใจตัวเองร่ำไป
ปู่บอกว่าเพราะรักมาก หลายหนปู่ก็เรียกเขาเสียเต็มยศว่าชาละวันไม่มีอะไรร้ายเท่ากับว่าการมีชื่อเป็นเจ้าตัวร้ายในนิทานพื้นบ้านนั่นอีกแล้ว
เขาเกลียดชื่อตัวเอง มีแต่ปู่คนเดียวที่ภูมิใจนักหนา
แม่เขาก็ไม่กล้าขัดปู่ด้วย
แม่กลัวปู่จนลนลาน แม้ตอนนี้แม่จะไม่ได้เป็นสะใภ้ของปู่อีกแล้วพ่อกับแม่ของเขาหย่าขาดจากกัน
พ่อไปมีเมียใหม่
และแม่ก็ไปมีผัวใหม่
ครอบครัวเขาขาดๆ วิ่นๆ ไม่ค่อยจะเป็นระเบียบ
มีอะไรหลากหลายที่ยุ่งเหยิง และเขาเองไม่อยากจะเก็บเอาเรื่องนี้มาเป็น‘ปม’ แต่หลายคนใกล้ชิดตัวเขายืนยันว่าเขามีปัญหา
นั่นทำให้ชาวันอยากจะลุกโดดเตะปากคนพูดให้รู้แล้วรู้รอด
แค่คิดเขาก็ยังอยากถูกกล่าวหาว่าเป็นไอ้ตัวร้าย เสียงค่อนขอดจากบรรดาเครือญาติลับหลังคือ
...มันร้ายเพราะชื่อมันนั่นแหละ มีอื่นหมื่นแสนไม่ตั้งไปตั้งได้ว่าไอ้ชาละวันร้ายสุดๆ …
เขาร้ายมาตั้งแต่ยังเด็ก มีคนคิดแทนให้เสร็จว่าต้นเหตุนั้นมาจากการที่เขาเป็นเด็กบ้านแตก พ่อแม่ต่างแยกย้ายกันไปมีครอบครัวใหม่
ทิ้งเขาเอาไว้ในบ้านที่ขาดความรักความอบอุ่น และอย่างดีก็เร่ร่อนไปพักกับพ่อกับแม่สลับกันไป
และเพราะเขาอยู่ใกล้กับปู่มากเกินไป
ปู่ที่ให้ท้ายเขาประเภทพิลึกพิลั่น
ปู่ที่เลี้ยงหลานชายแบบผู้ชายเต็มตัว อันใดที่ห้าว อันใดที่ลุยจะสนับสนุนสุดขีด
และปู่ก็มีส่วนทำให้ชาวัน ‘กร่าง’ ไม่ยอมก้มหัวให้กับใครเลย
คงจะมีนิสัยอย่างเดียวที่เขาไม่ได้รับมาจากปู่ นั่นคือความเจ้าชู้
ปู่นั้นยังไม่เคยเลิกราเรื่องผู้หญิง ยิ่งแก่ยิ่งเหมือนมะพร้าวห้าว
ปู่ยังอวดสรรพคุณว่าเตะปี๊บดังตลอดกาล และปู่ประกาศด้วยว่าจะขอดำรงตัวเป็นนักรักอภิมหาอมตะนิรันดร์กาลแข่งกับบริษัทเทปทีเดียว
ลูกหลานสายอื่นก็ได้เลือดปู่ไปมากบ้างน้อยบ้างมีแต่ชาวันคนเดียวที่ไม่เคยมีเรื่องผู้หญิง
เพราะเขาคิดเอาเองว่าผู้หญิงนั้น ‘ตอแหล’ เหมือนกันไปหมด
ความรู้สึกของเขาต่อผู้หญิงไม่ค่อยจะดีมากนัก เพราะเขาเคยมีประสบการณ์มาด้วยตัวเองสมัยยังแตกหนุ่มใหม่ๆ
“หนูจ๋า...”
เขาหยุดคิดเมื่อแม่ขยับเข้ามาใกล้ขนลุกเกรียวกับเสียงเรียก
หวานๆ ของแม่
“บอกกี่ครั้งแล้วว่าไม่ให้เรียกหนู”
“แม่ติดปากแล้วนี่จ๊ะ”
“ก็หัดบ้างซิ ทีหัดอย่างอื่นยังหัดได้หมด”
เขากระแทกอย่างไม่ไว้หน้าเธอเผื่อนลงนิดหนึ่ง“ทีกอล์ฟไม่น่าจะเป็นก็ยังหัดเอาจนเป็นเดินตากแดดจนหัวแดง”
เขามองที่ศีรษะที่มีทรงผมเซตมาอย่างประณีต สีผมนั่นไม่ออกดำ ทั้งที่ชาวันรู้ว่าโคตรเหง้าต้นตระกูลของเขานั้นเป็นไทยแท้ๆ ไทยเข้มข้น แต่สีผมออกน้ำตาลแดงเธอยกมือแตะทรงผมอย่างเบามือสีหน้ายังไม่ดูดี
“สีไม่สวยหรือจ๊ะ วัน”
ค่อยยังชั่วไม่เรียกเขาหนูอีกเพราะสำหรับเขาเป็นจระเข้หรือเป็นหนูก็ย่ำแย่พอๆ กันนั่นแหละ
“น่าเกลียด”
เขาแสยะปากให้เห็นๆ อีกด้วย
“ตากแดดมากเกินไปซิ”
“เปล่าแม่ย้อม แม่ว่าสวยน ะใครเห็นใครชม ยิ่งเวลาโดนแดดมันออกเงาเลื่อมซ้วยสวย”
“ไอ้พวกที่ชมมันบ้ากันหมดแล้ว”
เธอตีแขนลูกชายทีหนึ่ง กวาดตามองการแต่งตัวของเขาแล้วนิ่วหน้า
ชาวันนุ่งกางเกงยีนฟอกสีซีดจางและมีรอยขาดหลุดลุ่ยตรงหัวเข่ามันเหมือนแฟชั่นทีเชิ้ตสีมืดๆ อีกตัวหนึ่ง
“วันจ๋า แม่ว่า...”
“นี่แหละหล่อแล้ว” เขาย้ำเสียงหนัก
“แล้วที่แม่ซื้อมาฝากจากกรุงเทพล่ะจ๊ะ เอาไปไว้ไหนแล้ว”
“อยู่ก้นตู้มั้ง”
“แม่หยิบให้ไหมเรียกเด็กมารีด แล้วใส่เลย”
“ไม่เอาใส่แล้วคัน”
“โธ่...” เธอคราง
เขาเดินหนี ปากก็ว่าไปตลอดทาง
“เอาอะไรกันนักกันหนา เราจะไปบ้านปู่ที่อยู่กลางดงนะ แม่ ไม่ได้เข้าจังหวัดไปงานบอลล์ ไม่ได้ไปลีลาศเต้นระบำดู แค่แม่แต่งตัว ผมว่าวัวมันอาจจะแตกตื่น”
ชมนาดได้แต่ทําท่าอ่อนใจกับชาวัน
เธอจะเปลี่ยนเขาได้สักแค่ไหน ก็ยังไม่รู้ได้เหมือนกัน
ชาวันเป็นตัวของเขาเองและมีสิ่งปิดกั้นตัวเองเอาไว้มาก เธอมีเขาเมื่อตอนเธออายุแค่สิบแปด ตอนนี้ชาวันอายุยี่สิบห้า เขากับเธอน่าจะเข้ากันได้ยากเพราะอายุที่แตกต่างกันไม่มากนัก
แต่ถึงอย่างไรเธอก็ยังเป็นแม่ของเขา...
หากจนแล้วจนรอด ชมนาดก็รู้สึกเหมือนชาวันเป็นคนแปลกหน้าเพราะเขาไม่ยอมรับเธอนั่นเอง
เขาไม่เคยพูดออกมาดังๆ แต่เธอรู้ว่าเขาโกรธทั้งเธอ ทั้งพ่อของเขาที่ต่างทิ้งเขาไปหาความสุขส่วนตัว ด้วยการมีครอบครัวใหม่
“คราวหน้ามีงานในจังหวัด แม่คงจะเห็นหนู...เอ๊ย...วันแต่งตัวดีกว่านี้นะ”
เขาก้มลงมองตัวเองตลอดตัว แล้วก็ยักไหล่นิดหนึ่ง ก่อนจะตอบออกมาด้วยน้ำเสียงกระด้าง
“ผมไม่เคยเห็นว่ามันจะไม่ดีตรงไหน”
แล้วเขาก็ย่ำปังๆ ออกไปยืนหน้าคว่ำรออยู่ข้างนอก
เธอเดินตามมายังมีความอดทนค่อนข้างสูง แต่เขาบุ้ยใบ้ไปทางรถยนต์ที่เข้ามาจอดรอ
“แม่ซื้อรถใหม่อีกแล้ว นี่หมดไปอีกเท่าไหร่ แล้วนึกยังไงเอารถใหม่เอี่ยมขนาดนั้นบุกเข้ามาถึงนี่ หรือกะแค่จะอวด”
น้ำเสียงเยาะหยันนั้นปิดไม่มิดเลย
“มันลุยดีนะ เห็นเป็นรถหรูแบบนั้นก็เกิด”
“เขาจะไปด้วยหรือ”
“คุณลุงจ้ะ” เธอกล่าวแก้เพราะชาวันยังถือว่าสามีใหม่เธอเป็นคนอื่นอยู่นั่นเอง “แล้วก็มีน้องนิ่มด้วย”
“ขนไปทำไมกัน หรืออยากจะไปให้ปู่ได้กระเซ้าเล่นสนุกปาก”
“งานวันเกิดท่านทั้งที ก็น่าให้ท่านได้สนุกบ้าง”
ชาวันเหลือบตามองมาแวบหนึ่ง แล้วเขาก็ไม่ยั้งคำพูดสักนิด
“หรือแม่คิดว่าปู่จะเหวี่ยงเงินแจกไม่เลือก ไม่ว่าจะหลานในไส้หรือหลานนอกไส้ เพราะวันเกิดทีไร ไม่เพียงปล่อยนกปล่อยปลา ยังปล่อยเงินออกจากกระเป๋าเป็นว่าเล่น แต่ระวังให้ดีแล้วกันนะฮะ น้องนิ่มเป็นสาวกำลังน่าฟัดน่าชัง อย่าให้ปู่เห็นแล้วนึกอยากจะเก็บเอาไปเลี้ยงในกรงทองปีนี้ ก่อนจะเอาออกไปปล่อยปีหน้า”
ชมนาดจ๋อยไปอีกเยอะ รู้น่ะรู้อยู่ว่าอดีตพ่อสามีเป็นคนนิสัยใจคออย่างไร แต่ก็รู้อีกนั่นแหละว่าเขาเป็นคนมือเติบเรื่องแจกเงินไม่มีอั้น เธอเองก็ยังต้องการเงินไม่รู้จักพอเพราะค่าใช้จ่ายในครอบครัวนั้นมากมายนัก
“จะเรียกยังไงดีล่ะแม่...จะยังเป็นปู่ของน้องนิ่มอีกหรือเปล่า”
“วันนี่ พูดอะไรก็ไม่รู้ ไม่ดีเลย น้องนิ่มเพิ่งจะอายุสิบเจ็ด ยังเด็กนัก”
เขาหัวเราะกระหึ่มอยู่ในลำคอ
“ทีแม่ล่ะ ตอนพ่อบุกฉุดมาน่ะแม่อายุเท่าไหร่กันเชียว ก็ยังรู้เรื่องตั้งเยอะ รอท่าให้ฉุดอยู่ไม่ใช่หรือฮะ”
คราวนี้ชมนาดฉุนโกรธจนลืมที่จะตั้งสติให้เยือกเย็นเพราะเป็นปมของเธออยู่เหมือนกัน
เธอเดินหนีไปจากชาวัน เรียกเสียงหัวเราะได้รื่นเริงได้อย่างแท้จริงชาวันพอจะรู้ตัวเองอยู่ว่าเขาใกล้จะเป็นคนโรคจิตเข้าไปทุกทีแล้ว เขาชอบทำให้แม่หรือพ่อโกรธจนต้องเดินหนีจากเขา
“ไม่รอรับผมไปด้วยแล้วรึ”
“ไปเองแล้วกัน”
เธอตอบกลับมาอย่างกระฟัดกระเฟียด “วันแต่งตัวแบบนั้นปิกอัพเหมาะกับวันแล้วล่ะ”
ดี...เขาบอกตัวเองเขาจะได้กลับขึ้นไปเอากระเป๋าเสื้อผ้ามาจากข้างบนบ้านเพราะเขาจะต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯในคืนวันนี้ เขาจะขับรถรวดเดียวไปสว่างเอาที่กรุงเทพฯ หลังจากไปอวยพรให้ปู่สักหน่อย เขามั่นใจว่าคืนนี้อย่างไรเสียปู่ก็จะต้องมีดีอวดทุกคนเพราะก่อนหน้านี้เขาระแคะระคายว่าปู่ไปปี๊งกับผู้หญิงอายุแค่สิบเก้า สาวตกรอบสุดท้ายจากการประกวดนางงามระดับจังหวัดคงมีเรื่องสนุกๆ ให้ดูอีกแยะนั่นแหละ
“เฮ้...วัน...ทางนี้”
เสียงร้องเรียกเจ้าของเสียงนั่งอยู่บนเก้าอี้มีไม้ค้ำยันวางตั้งอยู่ใกล้ๆ กันนั้นชาวันเลยลิ่วเข้ามาหา สีหน้ายิ้มแย้มเพราะกับคฑาผู้เป็นลูกลุงนี้ชาวันถือสนิทเหมือนเป็นพี่น้องกันแท้ๆ ด้วยกอดคอลุยกันมาทุกทิศในละแวกย่านนี้ เป็นหนุ่มที่ถูกหมายหัวมาแต่ไหนแต่ไรว่าสุดแสบด้วยกันทั้งสองคน แต่ตอนนี้คฑาเก็บลายไปแยะ
เพราะอายุมากขึ้นความร้อนจนเดือดก็ค่อยๆ ลดดีกรีลงรวมไปถึงความห้าวแบบบ้าเลือดก็ค่อยทุเลาเบาบางลงด้วยเหมือนกัน
“มานานแล้วรึฮะ”
“ก็นาน เช็งฉิบ...”
“ทำไมล่ะฮะ หรืองานปีนี้จะกร่อย ไหนว่าปู่จะจ้างจ้ำบ๊ะมาด้วย”
“เอามาได้ไงกัน อาขอให้งด”
อาของคฑาก็พ่อของเขานั่นเอง ชาวันรู้ได้ทันทีว่าทำไมพ่อต้องขอแบบนั้นด้วย
“แปลว่าพ่อจะลงเลือกตั้งอีก”
“อาเอาแน่ ลงไปสมัยหนึ่งชักติดใจ...”
“เฮ้อ...เดี๋ยวก็คงจะออกกฎมาอีกเพียบ ห้ามพวกเราทำโน่นทำนี่สารพัดเพื่อเคลียร์ภาพพจน์ให้สะอาดปราศจากกลิ่น”
“แล้วนายคิดว่าอาจะทำได้แค่ไหน”
กับคำถามนั้นทำให้ชาวันยิ้มกว้าง ส่ายศีรษะไปมา เขาโน้มตัวลงนิดหนึ่งจับพนักเก้าอี้ที่คฑานั่งอยู่
“พี่ก็รู้ว่าเรากำลังจะทำอะไรกันบ้าง หากพ่อรู้คงจะเต้นผาง”
“ถ้าไปเองได้คงจะไม่รบกวนนาย แน่ใจนะว่าเต็มใจจะทำ”
“โธ่...พี่คฑาแค่นี้เองเรื่องขี้ผึ้งแท้ๆ เทียว แล้วคราวนี้ผู้หญิงเขาเต็มใจมารอไม่ใช่หรือฮะ ไม่เหมือนหนก่อนคราวโน้น”
เขายังจดจําความหลังได้ สีหน้าเจ็บปวดรวดร้าวขึ้นมาเกือบจะทันที
คฑาเองก็เช่นกันทั้งขมขื่นทั้งเจ็บปวดระคนกัน สลัดอย่างไรก็ดูเหมือนว่าจะไม่ยอมหลุดออกไป มีแต่จะเกาะแนบแน่นให้รำลึกย้อนกลับไปคราวไรก็เจ็บลึกคราวนั้น
“นังสองคนนั้นมันตอแหล มันหลอกเรา ผมยังจำได้ไม่เคยลืมและไม่ขอลืมด้วย”
“ไหนว่าจะลืม”
“แล้วพี่คฑาลืมไหมล่ะฮะ”
“มันไม่ลืมเพราะแค้นใจ”
“ก็เหมือนกันล่ะฮะ”
“แต่พรรณรายยืนยันมาแล้ว พรรณรายเต็มใจนะ...เอ้านี่”
คฑาเหลือบแลไปทั่วตัวก่อนจะค่อยๆ ดึงสิ่งหนึ่งออกมาจาก
อกเสื้ออย่างทะนุถนอม
“หน้าตาอย่างในรูปนี้แหละ”
เขาก้มลงมองเห็นไม่ค่อยถนัดนักเพราะเป็นรูปที่ถ่ายในระยะไกลไม่น้อย ชาวันขมวดคิ้วนิ่วหน้านิดหนึ่ง
“ไม่มีรูปชัดๆ กว่านี้หรือฮะ”
“เขาส่งมาอย่างนี้”
“แน่ใจนะฮะว่าเต็มใจน่าจะส่งรูปชัดๆ กว่านี้หน่อย”
“ทางโน้นระแคะระคาย ก็เลยเก็บหมด”
“แล้วพี่คฑาแน่ใจนะฮะว่าเธอมาแล้ว ทางโน้นจะไม่ตาม เค้าก็มีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้วไม่ใช่หรือฮะ”
“ให้เธอมาก่อนต่อจากนั้นค่อยว่ากันใหม่มาถึงนี่แล้วถิ่นของเรา”
“อย่าให้พลิกล็อกเหมือนก่อนอีกแล้วกันนะฮะ เพราะผมยังจดจำรสชาติการขึ้นโรงพักเอย ขึ้นศาลถูกส่งตัวไปขังฝากเอย ก่อนจะถูกพิพากษาได้ไม่รู้ลืม มันเสียศักดิ์ศรีนะฮะที่ถูกแจ้งจับข้อหาฉุดมาทำอนาจาร...”
“ชาละวัน...”
ชายหนุ่มทำสีหน้าเบื่อหน่ายไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่าใครมาเรียกเขาเสียงเปล่งออกมาชัดเจนนักหนา
คฑาแตะบ่าผู้มีศักดิ์เป็นน้อง และออกแรงกดบ่านั่นนิดหนึ่งเหมือนจะเตือนสติให้ชาวันเย็นเข้าไว้ รู้โทสะของชาวันได้ดีว่าร้อนแรงและเหมือนลมพายุอันปั่นป่วนอีกด้วย
เขาจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนหันกลับมาประจันหน้ากับปู่ แต่สายตาเขาพุ่งตรงไปยังสาวน้อยวัยเอ๊าะข้างๆ กายปู่ ที่กำลังโอบกอด แล้วแม่สาวนั่นกระแซะไม่ถอยหนีไปไหน เขามองอย่างสมเพชที่ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกันว่าสมเพชปู่หรือแม่สาวน้อยกันแน่
“อย่าเรียกผมแบบนี้อีก”
“เก๋ดีจัง...ชื่อเป็นไอ้เข้”
แม่สาวนั่นจีบปากที่วาดสีเข้มชัดจนเห็นรูปปากแทบจะลอยเด่นบนหน้าขาวๆ เขาตาเขียวเข้าใส่และเพียงเท่านั้นนายชาญก็พอจะอ่านอารมณ์เจ้าหลานสุดรักได้ต้องรีบกระแอมกลบเกลื่อน
“ชื่อนี้เรียกได้คนเดียวเฉพาะป๋านะ หนู...คนอื่นห้ามเรียก ห้ามล้อเลียนด้วย”
“ทําไมล่ะคะ ป๋าขา”
ชาวันกลั้นอาการขย้อนในท้องเอาไว้อย่างยากเย็น
และเขาก็เอ่ยออกไปในเสียงกระด้างไม่รอให้ปู่เขาและกำลังเป็นป๋าของแม่สาวคนนั้นได้ตอบคำถามออดอ้อนออเซาะนั่น
“ขืนเรียกอีกจะโดนตบหน้าบวมโย้น่ะซิ”
คนที่ได้ยินมีอาการดุจเดียวกันคือนิ่งขึงกันไปหมด...แต่อย่านึกว่าชาวันจะกลัว...เขาไม่กลัวสักนิด...และนายชาญนั้นอาจจะห้าวหาญสำหรับลูกหลานคนอื่นๆ แต่ยกเว้นขาวันไว้คนหนึ่ง ชาวันพูดได้ทุกอย่างโดยที่นายชาญตอนนี้เองก็แค่เพียงทำหน้าเฝื่อนๆ แล้วหาทางออกด้วยการเอ็ดแม่สาวน้อยที่ตัวเพิ่งได้มาเป็นเมียคนล่าสุดแทน