นาเซียบิดร่างไปมาด้วยความร้อนที่กำลังสุ่มอยู่ที่ตัวเธอ ต่อให้เธอฉีกทึ้งอาภรณ์ออกแทบหมดความร้อนก็ไม่อาจหายไปได้
“ข้าขอร้องท่านดยุกได้โปรด” มิกาเอลยืนมองร่างบางที่นอนบิดส่ายไปมา เขาให้สาวใช้เตรียมน้ำเย็นไว้ก่อนจะไล่พวกนางออกไป
เธอคิดว่าหากฤทธิ์ยานี้ไม่สามารถทำให้หมดไปได้ถ้าไม่ร่วมมีอะไรกับใครสักคน ไม่เช่นนั้นแล้วร่างกายนี้คงฝืนทนต่อไปไม่ไหวแน่ ก่อนหน้านี้ ตอนที่เธอยังไม่ได้มาอยู่ในร่างของนาเซีย เธอเองก็คอยมีคนรักมาแล้วเรื่องพวกนี้ใช่ว่าเธอจะไม่เคย
หากแต่มิกาเอลที่กำลังยืนมองร่างบางนั้นบิดส่ายไปมาราวกับกำลังต่อสู้กับตัวเอง เขาได้แต่ยืนมองด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เขาคิดว่าหากเป็นเซลีนแล้วนั้นนางก็คงทรมานไม่ต่างจากนาเซีย พอนึกดังนั้นมือหนาก็รวบกำแน่นด้วยความโมโหโกรธ นาเซียคิดจะมอบยานั้นให้กับเซลีนเพื่อให้นางได้ตกเป็นสตรีของเขา แต่สำหรับเขานั้น เขาต้องการหัวใจที่มอบให้เขาอย่างแท้จริง มิกาเอลหันกำลังจะเดินออก เขาแค่เพียงปล่อยทิ้งให้เธอสู้ทรมานไปกับผลที่เธอได้ทำมันลงไป แต่อยู่ ๆ นาเซียก็ดันตัวเองลุกขึ้นอย่างช้า ๆ ราวไม่รู้สึกใด ๆ ก่อนเอ่ยขอร้องเขา
“หากท่านดยุกไม่ว่าอะไร ช่วยอุ้มข้าไปที่อ่างน้ำนั่นจะได้หรือไม่” นาเซียข่มน้ำเสียงให้เรียบนิ่ง ต่อให้ตัวเธอตอนนี้จะร้อนจนเกือบจะไหม้เธอก็ต้องหาทางเอาฤทธิ์ยานี่ออกเสียให้หมด มิกาเอลไม่เอ่ยพูดใด ๆ เขาโน้มตัวอุ้มร่างบางที่เหลือเพียงชุดสีขาวบาง ๆ
เขาคงคิดว่าฤทธิ์ยาที่เธอดื่มเข้าไปคงเริ่มจางหายไป นาเซียจับจ้องแววตาเขาที่ไม่แม้จะมองลงมาเธอเสียด้วยซ้ำ ห้องอาบน้ำหรูที่มีอ่างน้ำใบกว้างถูกเติมเต็มไปด้วยน้ำเย็นตามที่เขาสั่ง มิกาเอลค่อย ๆ ปล่อยตัวนาเซียลงในอ่างน้ำนั่นแต่ทันทีที่เขาวางเธอลง นาเซียก็ใช้แรงตนเองทั้งหมดโหนตัวเขาจนล้มลงไปในอ่างน้ำด้วยกันทั้งคู่ สีหน้าของเขาตอนนี้คาดเดาได้ไม่อยาก เขาคงอยากที่จะบีบคอเธอเป็นแน่
“อ่างน้ำนี่มันลื่นเกินไปนะคะ” เธอรีบแก้ตัว ก่อนจะโผล่เข้าหาเขา
“เจ้ากำลังคิดจะทำสิ่งใดกันเลดี้ดาร์เรล”
“หากท่านช่วยให้ฤทธิ์ยานี้หมดไป ข้ายินดีทำทุกอย่างให้ท่านต่อให้ต้องลักพาตัวเซลีนข้าก็จะทำ” นาเซียต่อรอง เธอแทบจะหมดความอดทน มือไม้ของเธอลูบไล้ไปทั่วแผลงอก เสื้อเชิ้ตสีขาวที่เปียกน้ำมันช่างดูบางจนเห็นเม็ดยอดอกของเขาเด่นชัด
“หากเจ้าอยากนักข้าจะให้คนไปเรียกอัศวินสักคนสองคนให้” ยังไม่ทันที่มิกาเอลจะเอ่ยจบ ริมฝีปากอิ่มก็บดคลึง มือเรียวเขี่ยเย้ายอดอกของเขาเบา ๆ เธอไม่เชื่อหลอกว่าดยุกกาบริเอลจะไม่มีอารมณ์เลยหากระตุ้นขนาดนี้ เธอพยายามบดเบียดทรวงอกอวบอิ่มไปที่หน้าอกของเขา จนเขายกฝ่ามือหนาคว้าสะโพกของเธอ
“เจ้าเป็นคนเริ่มก่อนนะ ข้ามิใช่นักบุญที่จะอดทนได้ขนาดนั้น” เขาสบกรามจนเป็นสันนูน เธอรู้ว่าเขาคงไม่สามารถอดทนกับอารมณ์ของตนได้ เพราะตอนนี้มือเธอกำลังลูบสัมผัสเอ็นเนื้อท่อนใหญ่ที่กำลังแข็งขืนอยู่
“ได้โปรดช่วยข้าให้ฤทธิ์ยานี้หมดไปที” น้ำเสียงสั่นกระเซ้าเอ่ยขอร้อง นาเซียปลดอาภรณ์ชิ้นสุดท้ายออกเขาคว้าตัวเธออุ้มออกจากห้องอาบน้ำก่อนจะพามาวางที่เตียงเดิม ก่อนที่เขาจะช่วยให้เธอขับฤทธิ์ยานี้จนหมดไป
นาเซียลืมตามองลำแสงที่ส่องแยงตาผ่านกระจกคริสตัล เธอนึกถึงภาพเมื่อคืน มันคือความจริงที่ว่าเธอได้มาอยู่ในร่างของนาเซีย ตัวร้ายที่คอยหาโอกาสทำร้ายเซลีน สตรีที่รักของลาฟาซ เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอก่อนหน้านี้ ไม่รู้ว่าเธอมาอยู่ในร่างนี้ได้ยังไง แต่ที่รู้คือร่างนี้กำลังปวดระบบไปทั่วร่าง คงเพราะเมื่อคืนดยุกกาบริเอลรุนแรงเกินไป ทำให้แขนขาของเธอตอนนี้ไร้เรียวแรงที่จะลุกประคองตัวเองได้
“เลดี้ ท่านดยุกให้พวกข้ามาแต่งตัวให้เลดี้ค่ะ” นาเซียมองสาวใช้ที่ดูจะอายุเพียงไม่เท่าไหร่ เด็กสาวใบหน้าไร้เครื่องสำอาง มีกระบ้างเล็กน้อย เธอได้แต่เพียงมอง จนเด็กสาวเหล่านั้นต่างก็กรูเข้ามาช่วยเธอประคองตัวลุกก่อนที่จะแต่งตัวให้ ผิวกายของนาเซียขาวราวกับตุ๊กตากระเบื้อง พอถูกขบเม้มแรง ๆ ก็เกิดรอยได้ง่าย เธอยืนมองใบหน้าเรียวเล็ก จมูกเชิดรั้น ริมฝีปากเป็นกระจับแดงสดใส ดวงตาสีมรกตตัดเข้ากับเส้นผมสีดำของเธอ ไม่ผิดกับที่เธอได้อ่านลักษณะของตัวละครร้าย นาเซียมองรอยแดงที่เป็นจ้ำ ๆ เต็มตัวเธอ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครเป็นผู้กระทำมันไว้ นาเซียถูกจัดแต่งในชุดเดรสตัวใหม่ก่อนจะถูกพาลงมาที่ห้องรับประทานอาหาร ดยุกกาบริเอลกำลังนั่งหันชิ้นเนื้อสเต็กในจานของเขาอย่างไม่ได้สนใจที่จะมองมาทางเธอแม้แต่น้อย นาเซียค่อย ๆ นั่งลงอย่างเงียบที่สุด เมื่อคืนเธอใช้ให้เขาเป็นผู้ผ่อนปรนให้ฤทธิ์ตัวยาหมดไป เธอนึกไม่ออกว่าเขาต้องโกรธเกลียดเธอมากแค่ไหนกันถึงไม่ยากที่จะมองใบหน้าสวย ๆ ของนาเซียผู้นี้
“ข้า...ขอบคุณท่านดยุก” ริมฝีปากอิ่มขบเม้มเบา ๆ หลังเอ่ยขอบคุณเขา นาเซียก้มหน้ามองถ้วยซุปของตนเอง ไม่มีแม้แต่เสียงตอบรับจากเขา เธอมองดูใบหน้าที่กำลังหันชิ้นเนื้อใส่ปาก เธอรู้สึกถึงไอเย็นรอบ ๆ ตัวที่ทำให้เธอรู้สึกขนลุก ตัวร้ายอย่างเขาเพียงแค่ไม่เอ่ยวาจาใด ๆ ก็สามารถทำให้คนรอบข้างรู้สึกอึดอัดราวกับหายใจไม่ออก
“เรื่องเมื่อคืนข้าขอบคุณ ท่านไม่ต้องรับผิดชอบข้าก็ได้” เธอพยายามข่มความน่าเกรงขามนั่น อย่างน้อยเธอต้องแสดงให้เขาเห็นว่าเพียงเพราะเธอผู้เดียวที่ทำให้เขาต้องกระทำผิดต่อเซลีน มิกาเอลรวบช้อนพร้อมจับจ้องแววตาดุมายังเธอ
“ข้าให้ลอร์ดเฮนรี่จัดเตรียมรถม้าไว้ให้แล้ว ปานนี้เอิร์ลดาร์เรลคงกำลังเป็นห่วง” แม้น้ำเสียงเขาจะดูเรียบนิ่ง แต่เธอก็เดาออกว่าเขาคงไม่อยากเห็นหน้าเธอเสียแล้วในตอนนี้
“ค่ะ ขอบคุณท่านดยุกที่ดูแล” นาเซียลุกยืนก่อนยอตัวลงแสดงน้ำใจที่เขาช่วยเหลือไม่ให้เธอต้องถูกทหารพวกนั้นกระทำย่ำยี่เหมือนในตอนที่เธออ่าน นาเซียรีบก้าวเดินออกมาจากห้องอาหารโดยที่ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
เธอกลัวสายตานั้นเสียจนแทบไม่กล้าหายใจ หลังจากนี้เธอคิดว่าจะต้องใช้ชีวิตเป็นนาเซียต่อไปอย่างไร ในเมื่อนาเซียคนเก่าทั้งเย่อหยิ่ง ร้ายกาจ เอาแต่ใจ คงเพราะเธอเป็นเพียงบุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลดาร์เรลจึงทำให้ใคร ๆ ต่างก็เอาอกเอาใจเธอ อีกทั้งตระกูลดาร์เรลยังเป็นตระกูลที่มั่งคงมีทั้งเหมืองทอง และแร่เหล็ก ทำให้ตระกูลดาร์เรลนั้นเป็นเสาหลักในการค่ำจุนราชวงศ์ได้ไม่น้อย หลังจากที่ผ่านงานเดบูตองต์นาเซีย เธอก็ถูกหมายตาโดยราชินีแคร์บอร์น นางตั้งใจให้นาเซียได้เป็นคู่หมั้นองค์รัชทายาทแคลบอร์น เพราะเธอคือผู้ที่เหมาะสมกว่าบุตรสาวขุนนางคนอื่น ๆ นาเซียถูกให้เข้ารับการอบรมเรียนรู้ธรรมเนียมต่าง ๆ ที่จะขึ้นเป็นราชินีต่อไปอยู่เกือบสองปี อยู่ ๆ ลาฟาซก็เปิดตัวเซลีนหลังจากที่นำทหารไปรบสงคราม เขาถูกเซลีนช่วยเหลือไว้ก่อนที่จะรู้ว่าเธอคือบุตรสาวของบารอนบอนเนอร์ ที่เพิ่งพามายังคฤหาสน์ของตระกูลเมื่อไม่นานนี้ หลังจากที่มารดาของเธอพาเธอไปอยู่นอกเมือง เซลีนมีพลังเยียวยาเหมือนแม่ของเธอ เธอเป็นหญิงสาวที่เข้มแข็งและอ่อนโยนและฉลาด ต่อไปเธอก็จะใช้พลังเยียวยานั้นช่วยเหลือผู้คนได้อีกมากมาย เพียงแต่ตอนนี้พลังของเธอยังไม่มากพอ
นาเซียมองคฤหาสน์หลังใหญ่เธอมองดูประตูกำแพงที่สูงราวภูเขาเบื้องหน้า นี่คือคฤหาสน์ของเอิร์ลดาร์เรล เซดริช บิดาของนาเซีย เขาเป็นนักลงทุนมือหนึ่งของจักรวรรดิไม่ว่าเขาจะหยิบจับอะไรต่างก็พลั่งพลูไปด้วยทรัพย์สินมากมาย ส่วนพี่ชายนาเซียก็เป็นขุนนางใหญ่อยู่ใกล้องค์จักรพรรดิ ส่วนน้องชายนาเซียก็กำลังศึกษาอยู่ที่อคาเดมี่ของราชวงศ์ นาเซียคือสตรีเพียงหนึ่งเดียวในคฤหาสน์หลังนี้ เพราะหลังจากที่น้องชายเธอได้หกขวบมารดาของนาเซียก็จากไปด้วยโรค นางเซียที่มีใบหน้าเหมือนกับมารดา เธอจึงถูกเอาอกเอาใจจากเอิร์ลดาร์เรลไม่น้อย เพราะความที่ถูกตามใจ ทำให้นาเซียทำทุกอย่างตามใจตนเองโดยไม่คิดถึงความถูกผิด ทันทีที่เธอก้าวเท้าลงจากรถม้า เหล่าสาวใช้และพ่อบ้านต่างก็กรูกันเข้ามายืนรอรับ
“ยินดีต้อนรับกลับขอรับคุณหนู” ชายแก่ท่าทางเคร่งขรึมโน้มตัวงอ นาเซียก้าวถอยหลังด้วยความตกใจเพราะศีรษะเขาเกือบชนเข้ากับเธอ
“ขะ...ขอบคุณ” นาเซียตอบ ก่อนจะเดินเข้าไปด้วยความคุ้นเคยของร่างเดิม บรรดาสาวใช้และพ่อบ้านต่างจ้องมองหน้ากันอย่างงุนงง เป็นครั้งแรกที่นาเซียกล่าวขอบคุณ
นาเซียถูกบรรดาสาวใช้ของตระกูลแต่งตัวให้ราวเกือบสองชั่วโมง เธอไม่คิดว่างานเลี้ยงฉลองเฉลิมพระชนมรัชทายาทแคลบอร์นจะยาวนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนด้วยกัน นาเซียที่เพิ่งจะเกิดเรื่องเธอไม่อยากที่จะไปงาน ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากเห็นว่างานเต้นรำในราชวังจะน่าตื่นเต้นแค่ไหน แต่เธอเกรงว่าหากต้องสบตาเข้ากับดยุกกาบริเอลเข้าเธอจะทำสีหน้าอย่างไร หากตามเนื้อเรื่องเดิมคือนาเซียถูกเหล่าขุนนางไปพบในสภาพที่ไม่น่าดูกลางสวน จนเธออับอายไม่ยอมออกห้องก่อนจะใช้กรรไกรแท่งที่คอตัวเอง แต่ตอนนี้เธอที่ไม่เป็นไปตามเนื้อเรื่องเดิม นาเซียก็ไม่สามารถที่จะอ้างได้โดยเฉพาะเป็นคำสั่งจากราชินีล้วนไม่อาจปฏิเสธได้
“งานเลี้ยงคืนนี้เป็นชุดราตรีจากร้านมิสเจนที่องค์ราชินีสั่งตัดไว้ให้คุณหนูค่ะ” เด็กสาวราวอายุสิบหกยกชุดราตรีสีครีมปักอัญมณีแพรวพราว มันคงจะดีถ้าชุดราตรีดูเรียบดังสีของชุด แต่ดีไซส์กลับไม่เป็นอย่างที่คิด ชุดราตรีที่พองโตกับเกาะอกที่ดูแหวกลึกเป็นพิเศษ ดูท่าเลดี้สมัยนี้ชื่นชอบการอวดโฉมหน้าอกอวบอิ่มของพวกเธอ ดีไซน์ส่วนใหญ่ล้วนแต่เผยหน้าอกทั้งนั้น แต่ตอนนี้เธอจะเผยโชว์ได้อย่างไร ในเมื่อเนื้อตัวเธอมีแต่รอยจ้ำแดง แม้จะอยู่ในส่วนที่ไม่ชัดเจน แต่หากเป็นชุดที่แหวกลึกขนาดนี้ไม่มีทางที่เธอจะปกปิดมันได้ สาวใช้ได้แต่ยืนเงียบไม่มีใครกล้าเอ่ยใด ๆ ต่อให้เห็นรอยพวกนั้นปรากฏชัดเจนก็ตาม
“เช่นนั้นข้าจะนำชุดมาเปลี่ยนให้คุณหนูใหม่นะคะ” เด็กสาวคนเดิมเธอมีชื่อว่านีร่าเธอเกิดและเติบโตในตระกูลนี้เพราะแม่ของเธอเป็นแม่บ้านประจำที่คฤหาสน์ตระกลูดาร์เรล ด้วยความเก่งและฉลาดแก้ไขสถานการณ์ได้ดีทำให้นาเซียมักจะเรียกใช้เธอเป็นสาวใช้ประจำตัว ชุดใหม่ถูกนำมาเปลี่ยนให้กับเธอ มันปิดสูงถึงลำคอ แต่ก็ไม่ได้ดูแน่นตาไปเสียหมด เพราะตั้งแต่ช่วงอกขึ้นไปเป็นเพียงผ้าบาง ๆ ที่ออกแบบเฉพาะให้ยกสูงถึงลำคอ แต่เปิดโชว์เรียวแขนที่เรียวสวย ชุดสีเขียวเข้ากับสีแววตาของนาเซีย เธอมองตัวเองในกระจกอดรำพึงรำพันไม่ได้ว่านาเซียผู้นี้ดูสวยราวกับตุ๊กตา นาเซียอดคิดไม่ได้ว่าหากเป็นนางเอกอย่างเซลีนแล้วนางจะสวยเพียงใด
ห้องโถงกลางของพระราชวัง เต็มไปด้วยเหล่าบุตรสาว และบุตรชายของขุนนางมากมายเกือบร้อยชีวิต นาเซียพยายามหลบเลี่ยงสายตาที่จะดูโดดเด่นเกินไป แต่ดูท่าจะทำไม่ได้ เพราะทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้างานขุนนางผู้ทำหน้าที่ตรวจรายชื่อเข้างานก็ขานชื่อเธอดังเพื่อให้การต้อนรับ จากนั้นก็มีอัศวินคอยประคองให้เธอเดินเข้าไปในงาน นาเซียมองแท่นบัลลังก์ที่มีกษัตริย์แคลบอร์นประทับคู่องค์ราชินี ด้านข้างมีชายหนุ่มใบหน้าคล้ายคลึงกับมิกาเอล เธอเดาได้ทันทีว่าเขาคือลาฟาซ นาเซียเดินมาหยุดตรงหน้าพวกเขาก่อนย่อตัวลงตามธรรมเนียม
“ถวายพระพรแด่แสงอรุณแห่งแคลบอร์น ถวายพระพรองค์ราชินีผู้โอบล้อมแคล์บอร์น ถวายพระพรแด่ดวงสุริยะดวงน้อยแห่งแคลบอร์นเพค่ะ” นาเซียยกยิ้มอย่างภูมิใจ เธอภูมิใจในตัวเองที่ได้ตั้งหน้าตั้งตาอ่านเรื่องนี้มาหลายรอบเพราะเธอชอบในความเก่งของนางเอกและความรักของพระเอกนั่นเอง ทำให้เธอจดจำคำเหล่านี้ได้อย่างขึ้นใจ
“มานี่ซินาเซีย” เสียงเรียกจากองค์ราชินีพร้อมกางแขนออกราวรอโอบกอดเธออยู่ นาเซียก้าวเดินเข้าไปพร้อมโน้มตัวลงให้นางได้โอบกอดอย่างเต็มอิ่ม แม้นาเซียจะร้ายกาจแต่นางก็เอาอกเอาใจองค์ราชินีเป็นอย่างมาก จนทำให้องค์ราชินีทั้งรักและเอ็นดูเธอ แต่ในความจริงแล้วนาเซียที่รู้ว่าองค์รัชทายาทนั้นเกรงใจองค์ราชินีเพียงใด นาเซียจึงใช้ความเกรงใจนั้นทำให้องค์ราชินีชื่นชอบเธอ
“ลาฟ เจ้าพาน้องไปเต้นรำเสียหน่อยซิ เมื่อคืนเจ้าก็มิได้พาน้องออกไปเต้นรำ จนนาเซียงอลหายไปเลย” องค์ราชินีที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงแค่ได้กล่าวตามที่ตนเห็นเท่านั้น หากแต่แววตาแสนเยือกเย็นที่กำลังจ้องมองมาทางเธอคงกำลังสงสัยว่าเกิดอะไรต่อจากนั้นกันแน่ เพราะทันทีที่องค์ราชินีเอ่ยลาฟาซก็รีบเดินตรงมาที่เธอ
“พ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่” ลาฟาซเดินมาหยุดยืนตรงหน้านาเซียก่อนจะโค้งเชิญ นาเซียเพียงได้แต่ยืนมือออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เธอกลัวว่าเขาจะพาเธอไปให้กับทหารพวกนั้นอีก นาเซียถูกพาลงมายืนอยู่กลางโถงงานเลี้ยงก่อนที่เพลงจะบรรเลงขึ้น
“ดูท่าเจ้าจะไม่เกรงกลัวต่อข้าเลยงั้นสินะเลดี้คาร์เรล” ลาฟาซพูดเสียงรอดไรฟัน ทั้งที่ยังคงนำพาเธอเต้นรำได้อย่างตรงจังหวะ
“หม่อมฉันรู้สำนึกดี เมื่อคืนเป็นหม่อมฉันผิดเอง ต่อจากนี้หม่อมฉันจะไม่ขัดขวางพระองค์แล้วเพค่ะ” นาเซียพูดเสียงผ่านรอยยิ้มที่ยังคงฉีกยิ้มให้เขาอย่างไม่เต็มใจนัก เธอรู้สึกถึงแรงบีบที่ฝ่ามือของเขาราวกับว่ากระดูกมือกำลังจะแตก หากเทียบกับความร้ายกาจของนาเซียแล้วนั้น เขาก็คงเป็นบุรุษที่ร้ายกาจไม่น้อยไปกว่านาเซียแน่ เพราะนอกจากฝ่ามือที่บีบแรงแล้ว เขายังรัดเอวเธอแน่นราวต้องการให้กระดูกเธอหัก นาเซียบิดใบหน้าเหยเกด้วยความเจ็บเพียงเล็กน้อยเพราะไม่อยากให้เป็นที่สังเกตจากองค์จักรพรรดิ และราชินี แต่ดูเหมือนฝ่ามือเธอจะไร้ความรู้สึกเพราะแรงบีบของเขา โชคดีที่บทเพลงบรรเลงจบเสียก่อนไม่งั้นมือเธอคงได้หักไปแล้วจริง ๆ นาเซียรีบใช้โอกาสนี้ถอยหนีเมื่อเห็นเซลีนยืนอยู่ใกล้ ๆ เธอคาดเดาได้ไม่ยากเพราะเส้นผมสีคาราเมลกับดวงตาสีฟ้าครามนั้นดูโดดเด่นกว่าใคร ๆ
“ทรงอย่างปล่อยให้เลดี้บอร์นเนอร์รอนานเลยเพค่ะ” นาเซียถอยหลังก่อนพูดบอกลาฟาซ เซลีนที่ยืนรวมอยู่กับกลุ่มบุตรสาวขุนนางกำลังมองมาทางเธอและเขา ลาฟาซจำต้องปล่อยนาเซียออกไป
นาเซียพ่นลมถอนหายใจออกทันทีที่ปลีกตัวออกมาตรงระเบียงด้านข้างได้ เธอนึกโกรธนักเขียนนะว่าทำไมต้องเขียนให้พระเอกคลั่งรักเพียงนางเอกผู้เดียว จนไม่เหลือมารยาทต่อนางร้ายอย่างเธอเลย แต่จะโทษเพียงนักเขียนก็ไม่ได้ เพราะนักอ่านอย่างเธอก็ชื่นชอบไอ้อาการคลั่งรักของตัวเอกเช่นกัน ยังไม่ทันพอได้หายใจหายคอ มิกาเอลก็เดินมาที่ระเบียงพร้อมแก้วไวน์ในมือทั้งสองข้าง
“ดูท่าจะมีความสุขไม่น้อย” มิกาเอลแกล้งแซวเมื่อเห็นว่าเธอได้เต้นรำกับชายที่เธอคาดหวังจะครอบครองเขา แต่นาเซียกลับถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
“ท่านดยุกมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้กัน” นาเซียเปิดประเด็นขึ้นเมื่อเห็นแววตาเขาจับจ้องมองไปยังเซลีนที่กำลังเต้นรำกับลาฟาซ
“เลดี้ยินดีที่จะเต้นรำกับข้าหรือไม่” มิกาเอลโค้งตัวพร้อมยกมือรอ นาเซียรอบมองไปกลางฟลอร์เต้นรำ ดนตรีบรรเลงรอบนี้เป็นดนตรีค่อนข้างสนุกสนาน เธอคาดเดาไม่ยากว่าดยุกกาบริเอลคงใช้เธอเป็นเพียงตุ๊กตาเต้นรำที่จะสลับสับเปลี่ยนคู่เต้นกลางฟลอร์เมื่อหยุดกลางบทเพลง แม้เธอจะขยาดกับแรงบีบที่มือเมื่อครู่แต่เธอก็ได้เอ่ยสัญญากับเขาแล้วว่าจะช่วยเหลือเขา นาเซียค่อย ๆ วางมือลงที่ฝ่ามือกว้างของเขา
แม้นาเซียจะดูสูงราวร้อยเจ็ดสิบเห็นจะได้ แต่ดยุกบริกาเอลก็ดูสูงใหญ่ไม่น้อย เมื่อคืนเธอเร่งรีบเพราะฤทธิ์ยาทำให้ไม่ทันสังเกตว่ารูปร่างของเขาสูงใหญ่เพียงใด นาเซียถูกพามากลางฟลอร์เต้นรำอีกครั้งก่อนถูกเขารวบโอบที่เอวพลันทำให้เธออดคิดถึงเรื่องที่เธอกับเขาทำไว้ไม่ได้ นาเซียแก้มแดงขึ้นทันทีแม้เธอจะไม่ค่อยได้สติเพราะฤทธิ์ของยาแต่ใช่ว่าเธอจะจดจำไม่ได้ เธอไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นเหมือนเธอหรือไม่แต่ตอนนี้หัวใจเธอกำลังเต้นแรงเมื่อคิดถึงภาพนั้น บทเพลงหยุดลงก่อนที่มิกาเอลจะหมุนตัวเธอไปสลับกับเซลีน นาเซียอยากจะถอนหายใจแรง ๆ ใส่หน้าลาฟาซสักครั้งแต่ก็ต้องอดทนเอาไว้ เธอทำใจไว้แล้วว่าตัวเอกผู้นี้คงจะไม่คิดทะนุทะนอมเธอเหมือนเซลีนแน่ นาเซียถูกเขาเหวี่ยงไปมาราวกับตุ๊กตามากกว่าการเต้นรำ เธอรู้สึกถึงแรงผลักและแรงกระชากอย่างไม่พอใจจากลาฟาซ แต่เธอก็ยังคงอดทนขอเพียงแค่จบบทเพลงเธอก็จะรีบออกจากงานเลี้ยงนี้ทันที
แคว่ก!! เสียงหนึ่งดังขึ้นทำให้ทุกคู่เต้นรำต่างหยุดมอง นาเซียรู้สึกถึงลมเย็น ๆ ที่ปะทะแผ่นหลังได้ทันที ดูเหมือนตะขอด้านหลังที่เกี่ยวไว้จะหลุดออก แต่เธอจะทำยังไงดีในเมื่อเธอไม่ได้สวมครอสเซ็ตที่สาวใช้เอามาให้เพราะมันอึดอัดเกินไปเธอจึงปฏิเสธที่จะสวมมัน อีกทั้งหากเปิดออกเช่นนี้แล้ว รอยแดงที่ดยุกกาบริเอลทำไว้ก็คงปิดไม่มิด
“ดูนั่น” เสียงบุตรสาวขุนนางหนึ่งเอ่ยขึ้นเมื่อเธอมองเห็นรอยจ้ำแดงที่แผ่นหลังนาเซีย
“นาเซียนี่เจ้า” ลาฟาซเอ่ยอย่างสงสัย ยังไม่ทันที่เธอจะตอบดยุกบริกาเอลก็พลาดเสื้อคลุมสีดำของเขามาที่เธอก่อนจะอุ้มตัวเธอเดินออกจากงานไป นาเซียอายแทบอยากจะหายตัวเสียให้ได้ในตอนนี้ เธอไม่รู้ว่าเอิร์ลคาร์เรลจะมีสีหน้าอย่างไรตอนที่เห็นชุดของบุตรสาวตนเผยออกกลางงาน แต่นั้นไม่สำคัญที่รอยแดงบนแผ่นหลังถูกคนมองเห็น ดยุกบริกาเอลอุ้มเธอออกมาจากงานก็ตรงมายังปราสาทชั่วคราวของเขา
“นี่เจ้าสวมชุดอะไรกัน อยากประกาศให้ทั่วจักรวรรดิได้รู้กันหรือยังไง” เขาตวาดเธอทันทีที่โยนเธอลงไปที่โซฟาห้องรับรอง นาเซียยกตัวลุกทันทีก่อนจะเชิดหน้าตอบ
“แล้วใครใช้ให้ท่านทำรอยพวกนี้ไว้มากมายกัน อีกอย่างข้าไม่ได้ขอให้ท่านดยุกช่วยพาข้าออกมาเสียเมื่อไหร่กัน” นาเซียตอบอย่างโมโห เขาโยนตัวเธอราวกับว่าเธอเป็นเพียงสิ่งของ เธอรู้ว่าที่เขาช่วยเหลือพาเธอออกมานั้นก็เพราะกลัวว่าตนเองจะถูกมองไปด้วย แต่ในเมื่อเธอยังไม่ได้เอ่ยสิ่งใดเกี่ยวกับเขาออกมา ทำไมเขาจะต้องร้อนตัวได้ขนาดนี้ นาเซียโยนเสื้อคลุมนั้นคืนไปที่เขา แล้วหันหลังออกมา โดยไม่สนใจท่าทีโมโหโกรธของเขา มิกาเอลเร่งฝีเท้าเดินตามก่อนจะคว้าตัวเธออุ้มไว้อีกครั้ง
“เจ้าจะกลับไปทั้งแบบนี้นะหรือ” เขาตวาดใส่เธอ
“ก็ข้ามีชุดนี้เพียงชุดเดียว จะให้ข้าถอดชุดทิ้งหรือยังไงกัน” นาเซียเถียงทั้งยังดิ้นให้เขาปล่อยเธอลง
“สวมเสื้อคลุมนี้ไว้ซะ แล้วข้าจะไปเจรจากับเอิร์ลดาร์เรลเอง” เขาเอ่ยปรามเธอด้วยเสียงดุ
“หยุดเลย ข้าไม่ได้ขอร้องให้ท่านต้องมารับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะแผนของข้าผิดพลาดเอง ท่านดยุกโปรดวางใจได้บิดาข้ารักข้ามากเรื่องแค่นี้ข้าอธิบายได้” นาเซียยกมือผลักตัวเขาไว้ เพราะท่าทางเขากำลังจะพุ่งตรงออกไปที่บิดาของนาเซีย เธอไม่ยากให้เรื่องที่เกิดต้องวุ่นวาย เพียงแค่นี้เธอก็เหนื่อยจะแย่แล้ว ไหนจะต้องมานั่งคิดหาวิธีกลับไปยังโลกเดิมของเธออีก ขืนเองตัวเองมาผูกติดกับตัวละครหลัก เกรงว่าเธอจะไม่ได้กลับไปยังโลกเดิมง่าย ๆ เพราะตามเนื้อหาหลักนาเซียควรจะเก็บตัวอยู่แต่ในคฤหาสน์ของเธอ
“เจ้าเป็นเลดี้แบบไหนกันถึงไม่ถือสาเรื่องเช่นนี้ ถึงอย่างไรตอนนี้เจ้าก็ไม่สามารถที่จะอภิเษกกับองค์รัชทายาทได้ เช่นนั้นแล้วเจ้าก็มาเป็นคนของข้ามิดีกว่าหรือ” แววตาแสนเย็นชาจับจ้องมองพร้อมน้ำเสียงราวกับดูถูก นาเซียยกยิ้มมุมปากก่อนเอ่ยตอบ
“เรื่องเพียงเท่านี้ข้าไม่ถือสา ส่วนการอภิเษกได้หรือไม่นั้นข้าก็ไม่ใส่ใจว่าจะได้หรือไม่ เพราะข้าตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ชีวิตอยู่เพียงตระกูลดาร์เรลเท่านั้น ...ลอร์ดเฮนรี่คะ ข้าของรถม้ากลับคฤหาสน์ข้าด้วย” นาเซียกระแทกน้ำเสียงตอบพร้อมหันไปบอกลอร์ดเฮนรี่ที่กำลังเดินเข้ามาจากทางด้านหลังมิกาเอล