ตอน 2

ไวทย์ตวัดสายตาเครียดๆ มองปูรณ์ หนุ่มใหญ่หน้าหล่อคมเข้มและรวยเป็นอันดับ 1 ของอำเภอ เขาลืมไปว่าในห้องคาราโอเกะนี้ คนด้านนอกมองไม่เห็นคนด้านใน แต่คนด้านในมองเห็นคนด้านนอกตลอด และ 2 พี่น้องคงเห็นเขาก้อร่อก้อติกกับเจ๊แหม่มหมดแล้ว

ปูรณ์ส่งรอยยิ้มเย้าก่อนจะหันไปถามญาติผู้น้อง “หรือว่าเราจะไปกินหญ้าอ่อนของนายไวทย์ดี ว่าไงปัถย์”

ปัถย์หัวเราะร่วน ตามองเพื่อนจับสังเกต “พี่ปูรณ์ถามเจ้าของหญ้าอ่อนก่อนนะ ดูหน้าไอ้หมอมันซิ หน้าแบบนี้มันหวงก้างชัดๆ แหม… ทำมาเป็นกลุ้มที่พี่สาวเอาหญ้าอ่อนมาฝากไว้ ที่แท้เอ็งก็กังวลใจว่าจะกินแบบไหนมากกว่ามั้ง จะเล็มนิดเล็มหน่อย ชิมวันละน้อย เซาะวันละนิด หรือจะกินทีเดียวแบบถอนรากถอนโคนไปเลย”

“พูดมากน่า ข้ายิ่งกลุ้มๆ อยู่”

ไวทย์ทำหน้าเซ็งกระแทกตัวพิงพนักโซฟา คว้าแก้วเปล่าใส่น้ำแข็งแล้วก็เติมเหล้าลงไปก่อนจะกระดกเข้าคอเร็วๆ นั่นคืออาการของคนใช้น้ำเมาดับทุกข์ชัดๆ แต่ที่เขาเป็นอยู่มันทุกข์จริงไหม ทุกข์เพราะสิ่งที่เป็น หรือว่าทุกข์จากการไม่ยอมรับความจริง

“เอ็งจะมากลุ้มทำไมวะ หนูหน่อยเธอก็น่ารักดี และถ้ามันจะเป็นอย่างที่พี่วิวอยากให้เป็น ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่หว่า เอ็งก็ไม่ได้มีผู้หญิงที่ไหนซุกซ่อนอยู่ เมียเป็นตัวเป็นตนก็ไม่มี เมียเก็บเมียเล็กเมียน้อยก็ไม่มี ก็มีแต่ที่นี่ เสียวเสร็จแล้วก็แยกทาง แล้วเอ็งจะกลัวอะไรวะ เป็นหมอวัวได้เมียเป็นว่าที่หมอวัวเหมือนกันก็ดีอยู่แล้ว ประเภทผัวหาบเมียคอน ทำงานส่งเสริมกันจะได้เฮงๆ รวยๆ และเอ็งก็จะได้มีโมเมนต์หวานๆ ในฟาร์มม้า ฟาร์มหมู คอกวัว อูย… บนกองฟางนี่ ข้าอยากสุดๆ”

ไวทย์มองเพื่อนที่ทำท่ากอดตัวเองสั่นสะท้านยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก่อนจะกดเลือกเพลงบนจอมอนิเตอร์ไปด้วย ไม่สนใจว่าเขาจะโกรธมากแค่ไหน ก็แหงล่ะ เขาไม่เคยโกรธปัถย์ได้สักครั้ง เพราะคำหยอกเย้าของเพื่อนนั้นคือรู้ใจ

เขากับปัถย์เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เรียนมัธยมจนแยกย้ายกันเมื่อเรียนมหาวิทยาลัย เขาสอบติดสัตวแพทย์ ส่วนปัถย์สอบติดบริหาร แต่ไปๆ มาๆ เขากลับโคจรมาพบกับปัถย์อีกครั้ง เมื่อปัถย์เป็นทายาทของฟาร์มปศุสัตว์ที่เขาดูแลอยู่ รวมทั้งฟาร์มวัวของปูรณ์ด้วย

ความสนิทสนมนั้นไม่แค่แต่ปัถย์กับปูรณ์ แต่เขาสนิทสนมไปถึงพ่อแม่ของทั้งสองคนด้วย เพราะพ่อแม่ของปัถย์รู้จักกับพ่อแม่เขามานานหลายปี แต่ท่านกลับเห็นแย้งกับสิ่งที่พ่อแม่เขาคิด พวกท่านตามใจไม่ว่าลูกจะเลือกเรียนอะไร ผิดกับพ่อแม่ของเขา ท่านไม่พอใจที่เขาเลือกเรียนสัตวแพทย์ ท่านอยากให้เขาเรียนหมอรักษาคนมากกว่า เพราะเรียนหนักพอกัน จบมาทำงานพ่อแม่ก็มีหน้ามีตา แต่เขาไม่ชอบ เขาอยากเป็นหมอรักษาสัตว์ เขาชอบอยู่กับสัตว์ สัตว์ไม่พูดมากให้น่ารำคาญ แล้วก็ไม่นินทาว่าร้ายใครด้วย

แต่ก็นั่นแหละจะมีพ่อแม่ที่ไหนที่จะยินดีเมื่อลูกไม่ยอมสานต่อกิจการโรงแรม 5 ดาวของครอบครัว ซึ่งตรงนี้พ่อกับแม่ของปัถย์ก็ทราบเรื่อง เพราะท่านปรับทุกข์ให้กันฟังเสมอ

แต่พ่อแม่ของปัถย์กลับคิดต่าง ท่านมักเอ่ยชมเขาเสมอว่าเป็นคนหนุ่มไฟแรงมีอุดมการณ์แน่วแน่ ทั้งที่ต้องขัดใจพ่อแม่ เพราะอาชีพที่เขาเลือก เมื่อจบออกมาก็อาจหางานยากเพราะเป็นงานที่กินอุดมการณ์ เงินเดือนไม่ได้สูง เพราะเหตุนี้ท่านจึงรักและเอ็นดูเขาไม่ต่างจากลูกชาย ดังนั้นเมื่อเรียนจบท่านจึงเสนอให้เขามาเป็นสัตวแพทย์ประจำฟาร์มของครอบครัวทันที รวมทั้งยังแนะนำเขาให้กับฟาร์มของปูรณ์อีกด้วย

แต่เขาก็ทำสิ่งขัดใจพ่อแม่มากขึ้นไปอีก เพราะนอกจากจะเป็นสัตวแพทย์ประจำฟาร์มของปูรณ์กับปัถย์แล้วนั้น เขายังอุทิศตัวให้กับสัตว์ป่าน้อยใหญ่ เพราะอำเภอที่เขาอยู่ยังถือว่ามีป่าไม้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าจึงมีมาก เมื่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้แจ้งเข้ามาว่ามีสัตว์ป่าบาดเจ็บ หากเขาสะดวกหรืออยู่ใกล้ก็จะรีบไปโดยด่วน เรื่องลำบากไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหนเขาก็ไม่เคยท้อเพราะถือว่านั่นคือสิ่งที่เขาเลือกทางเดินเอง แต่ตอนนี้เรื่องที่สร้างความหนักใจสุดๆ กลับเป็นเรื่องของครอบครัว

เพราะจู่ๆ ‘วิเวียน’ พี่สาวของเขาก็พาลูกติดของสามีมาฝากให้ฝึกงาน โดยบอกว่า ‘หนูหน่อย’ เด็กสาววัย 18 ปีนั้นกำลังจะเข้าเรียนต่อในคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ ทั้งวิเวียนและ ‘พี่โน้ต’ สามีจึงอยากให้ลูกได้เรียนรู้งานจริงๆ ก่อนจะเริ่มเรียน ก็เลยส่งให้มาอยู่กับเขา หวังว่าการทำงานจริงจะทำให้ลูกสาวมีความเข้าใจเนื้อหาที่เรียนมากขึ้น และอาจตอบตัวเองได้ว่าชอบหรือไม่ชอบการเป็นหมอรักษาสัตว์กันแน่ เพราะหากไม่ชอบจะได้เปลี่ยนใจทัน เขาจึงจำใจรับหนูหน่อยมาอยู่ด้วยเพราะเลี่ยงคำขอร้องของวิเวียนไม่ได้

สุดท้ายจึงต้องมานั่งกลุ้มใจอยู่แบบนี้ เพราะหนูหน่อยไม่ใช่เด็กสาวขี้ริ้วหรือเป็นเด็กวัยกำลังโต แต่หนูหน่อยโตเกินตัวโตมากๆ ทั้งโตและมโหฬาร จนเขาแทบจะอดใจไม่ได้หลายต่อหลายครั้ง ทั้งยังต้องอยู่ใกล้ชิดกับหนูหน่อยทั้งวันทั้งคืน แค่สัปดาห์ที่ผ่านมา สติสตังเขาก็ปั่นป่วนไปหมด จะหลับจะตื่นก็เห็นแต่ริมฝีปากเผยอน้อยๆ เต้าล้นทรวง ความอวบอัด เอิ่ม… น่ากิน น่าลงลิ้นเลียไล้ไปทุกสัดส่วน

ตอน 3

เด็กสาวอวบอัด ผิวขาวอมชมพู เอียงใบหน้าไร้เดียงสามองเขาด้วยความสงสัยใคร่รู้ตลอดเวลา ทว่าความไร้เดียงสาของหล่อนกลับกลายเป็นแรงยั่วเย้าให้เขาเพิ่มความใคร่ในตัวหล่อนเพิ่มขึ้นๆ

ทุกวีรกรรมที่หล่อนทำหากมองแบบโลกสวยวิ่งอยู่กลางทุ่งหญ้าสะวันนาหรือทุ่งลาเวนเดอร์ ก็ต้องมองว่านั่นคือความไร้เดียงสาของเด็กสาวที่กำลังก้าวผ่านจากวัยสาวน้อยไปเป็นสาวรุ่นเต็มตัว

ทว่าหากมองแบบสายหื่นจัดหนักก็มองว่านั่นน่ะอ่อยชัดๆ แล้วใครจะไปทนได้ เขาคนนึงแหละที่ทนไม่ได้ แล้วจากนี้ไปอีก 2 เดือน กว่ามหาวิทยาลัยจะเปิดภาคเรียน เขาจะทนอยู่กับหล่อนแบบมีระยะห่างตลอด 24 ชั่วโมงได้ยังไง

เขามีเลือดมีเนื้อ แข็งไปทุกส่วน ไม่ใช่พระอิฐพระปูน รวมทั้งหล่อนก็ไม่ใช่ภาพวาดหรือรูปปั้น แต่หล่อนสาวสวยเต่งตึงไปทั้งร่าง แม้พยายามห้ามใจว่านั่นคือลูกสาวของพี่เขย แต่เขาจะทนได้สักกี่น้ำล่ะ…

ใช่… สักกี่น้ำ น้ำเดียวก็ยังไม่ได้ปลดปล่อย

“เอาไงล่ะไอ้เสือ นี่เครียดจนอยู่ไม่ติดบ้านเลยรึไง เป็นเอามากนะเนี่ย”

ไวทย์เหลือบมองปัถย์ที่เย้าเขาไม่เลิก ก่อนจะสาดเหล้าเข้าปากหมดแก้วจากนั้นก็คว้าขวดมาเติมลงอีก

“เฮ้ยๆ ไม่พูดไม่จา แต่แดกไม่ยั้ง นี่เอ็งมีแผนอะไรเปล่าเนี่ย”

“แผนอะไรวะ”

“อ้าว… ก็แผนทำเป็นเมาแล้วปล้ำสาวไง”

“เฮ้ย! ไอ้บ้าปัถย์ ข้าไม่คิดทำแบบนั้นหรอก”

“อ้อ… เอ็งมันชอบแบบรู้ตัว ไม่ชอบแบบเมาๆ”

“ไอ้ห่าปัถย์ พี่ปูรณ์ช่วยผมด้วย ไอ้บ้าปัถย์มันแกล้งผม”

น้ำเสียงอ่อนใจพูดกับปูรณ์ แต่ที่เห็นคือปูรณ์ส่ายหน้ายักคิ้วให้ปัถย์แบบเห็นด้วยว่าเขาเป็นเอามากจริงๆ นั่นทำให้เขายิ่งท้อ เพราะแม้แต่ปูรณ์ก็ไม่ช่วยเขาคิด

“แม้แต่พี่ปูรณ์ก็เห็นด้วยกับมันเหรอ”

พี่ชายของเพื่อนทำเสียงขำขันเขาในลำคอ นั่นทำให้เขาสาดเหล้าเข้าสู่ลำคออีกแก้ว

“พี่ไม่ได้เห็นด้วยกับเจ้าปัถย์ แต่เอ็งมีอะไรเอ็งก็พูดออกมา ไม่ใช่เรื่องที่เอ็งจะมานั่งเครียดนั่งกลุ้มอยู่แบบนี้ เสียเชิงหนุ่มใหญ่ใจสปอร์ตหมดว่ะ ว่าไง… สรุปว่าเอ็งอยากจะกินเด็กมันหรือเปล่า”

ไวทย์ยังคงหน้าเครียด เหลือบมองพี่ชายเพื่อนนิดเดียวก่อนจะกระดกเหล้าไม่ยั้ง ผิดกับตอนที่ก้อร่อก้อติกเจ๊แหม่มเป็นคนละคน

“นี่เอ็งคิดอยากกินเด็กมันจริงๆ ใช่มั้ย”

“โห… อย่างนี้ยังต้องถามอีกเหรอพี่ปูรณ์ ดูมันสิ กระดกเอาๆ แบบนี้ นี่คงกะเมาแล้วทำอะไรไม่ผิดมั้ง”

ปัถย์ยิ้มส่ายหน้าไม่สนใจสายตาของไวทย์ที่มองมาอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะกดเล่นเพลงที่เลือกเอาไว้พร้อมกับหันไปบอกปูรณ์ “อย่าไปสนใจมันเลยพี่ มันอยากเมาก็ให้มันเมาไป เราร้องเพลงกันดีกว่า เอ้า! เอาไปคนละตัว”

ปัถย์ยืนไมโครโฟนอีกตัวให้ปูรณ์ และวางอีกตัวไว้บนโต๊ะตรงหน้าไวทย์ แต่แค่อินโทรเพลงขึ้นไวทย์ก็หันมามองตาเขียว เพราะนั่นมันเพลง ‘เด็กมันยั่ว’ ของพี่ยอดรัก สลักใจ

แน่นอนว่าบทเพลงนี้หนุ่มเต็มวัยใจกระล่อนอย่างพวกเขาชอบมาก เพราะเป็นเพลงโปรดที่ต้องร้องทุกครั้งเมื่อมาเยือนที่นี่ แต่ตอนนี้ไม่อยากฟังว่ะ ไวทย์เอื้อมมือคว้ารีโมทกดปิดทันที

“เฮ้ย! อะไรวะไวทย์ ข้าจะร้องเพลง”

“ไม่ให้ร้องโว้ย! เพลงอื่นมีตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องมาร้องเพลงนี้ด้วย”

“ก็ข้าอยากร้องนี่หว่า ถามอะไรเองก็ไม่พูด ข้าขี้เกียจถาม ข้าก็ร้องเพลงน่ะสิ แล้วทำไมถึงร้องเพลงนี้ไม่ได้วะ เอ็งนั่นแหละตัวชอบเลย ‘เด็กมันยั่วเลยหลวมตัวไปหน่อย’ อะอะอะ… นี่หมายความว่า…”

ปัถย์ที่ทำท่ายักไหล่และร้องเพลงโดยสร้างท่วงทำนองให้ตัวเอง สายตานกรู้นั่นทำให้เขาต้องเบือนหน้าหนีก่อนจะสาดเหล้าสู่ลำคออีกครั้ง

“ไอ้หมอ เอ็งหันมาเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องมาหลบตาเลย ว่าไง! เฮ้ย… สรุปนี่เอ็งหลงรักเด็กในสังกัดเข้าแล้วเหรอวะ”

ไวทย์หน้ามุ่ยมากกว่าเดิม สาดเหล้าเข้าลำคอไม่ตอบคำถาม

“ไม่ตอบงั้นข้าร้องเพลงต่อ”

“เฮ้ย! ไม่ได้นะ ห้ามร้อง”

ปัถย์กดหยุดเพลง หันมองหน้าเพื่อนเขม็ง “เลือกเอาไวทย์ เอ็งจะเล่าหรือเอ็งจะให้ข้าร้องเพลง นี่พี่ปูรณ์กินกับแกล้มจนจะอิ่มอยู่แล้วเนี่ย ยังไม่ได้ร้องสักเพลง พอเอ็งเข้ามาก็เอาแต่ทำหน้าเง้า ไม่เห็นหน้าระรื่นเหมือนตอนคุยกะเจ๊แหม่มเมื่อกี้เลยว่ะ สรุปว่าเอ็งจะเล่าหรือไม่เล่า ถ้าไม่เล่าข้าไม่รอแล้วนะโว้ย! โตจนหมอ... จะหงอกหมดแล้ว ยังมาทำเล่นตัวเป็นเด็กไปได้ เล่ามา!”

“เออๆ เล่าก็ได้”

“พูดมาให้ไว พูดมาให้หมด ศิราณีมีดุ้นอย่างพี่ จะไขความรักให้เอ็งเอง”

ดวงตาคมปนขุ่นตวัดมองคนพูดเย้าที่นั่งพิงโซฟาพาดแขนไว้กับพนักแบบสบายๆ ท่าทางเหมือนไม่ได้อยากรู้เรื่องของเขาเท่ากับปัถย์ แต่ความสุขุมนั้นต้องแก้ปัญหาให้เขาได้แน่ “ขอบคุณครับพี่ปูรณ์”

“ขอบคุณข้าด้วย ข้าเป็นเพื่อนนะเว้ย! และวันนี้ข้าก็เป็นคนชวนพี่ปูรณ์มาด้วย”

“เออ… ว่ะขอบใจ”

ไวทย์กระดกเหล้าเข้าปากอีกอึกใหญ่ เพื่อเรียกความกล้าของตัวเองออกมา เดิมทีเขาไม่ใช่คนขี้อายแบบนี้หรอก เขากล้าพูดกล้าแสดงออกเสียด้วยซ้ำ แต่สำหรับเรื่องของหนูหน่อยนั่นทำให้เขาไม่กล้า เขากลายเป็นคนหวาดหวั่นกับแรงยั่วเย้าที่หนูหน่อยกระทำทุกวัน แม้จะบอกตัวเองว่านั่นก็เป็นเรื่องปกติที่เด็กสาวจะทำอย่างนั้น แต่พอเอาเข้าจริงเขาก็อดคิดไม่ได้หรอก ก็มันน่าคิดมากมาย

ยิ่งได้ยินคนงานในฟาร์มพูดคุยกันว่าเขา ‘เลี้ยงต้อย’ หนูหน่อยเอาไว้กินเอง หรือไม่เขากับหนูหน่อยคงแอบได้เสียเป็นเมียผัวกันเรียบร้อยแล้ว ไม่อย่างนั้นจะมีพ่อแม่ที่ไหนกล้าส่งลูกที่เป็นสาวเต็มตัวให้มาอยู่กับเขาที่ฟาร์มสองต่อสองแบบนี้

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED