ตอน 1

แสงไฟวับแวมจากร้านคาราโอเกะตรงหน้าทำให้ ‘นายสัตวแพทย์ไวทย์ เวทยางค์กูร’ ตีไฟเลี้ยวเพื่อเตรียมจอด นี่คือสถานที่นัดพบของเขากับบรรดาก๊วนเพื่อนหนุ่มใหญ่ไร้เมียเคียงคู่ และเป็นที่ปลดปล่อยความต้องการในยามค่ำคืนกับสาวๆ ที่เขาพอใจหล่อนและหล่อนก็พอใจเขา ทุกอย่างแฟร์ หล่อนได้เงินส่วนเขาได้เสียววินวินกันทั้งคู่

แต่ในค่ำคืนนี้เขากลับมีเรื่องทุกข์จนไม่อยากแลกความเสียวกับใคร ที่มาก็เพราะอยากมาปรับทุกข์ และคนที่เขาจะเล่าปัญหาให้ฟังเพื่อขอความช่วยเหลือหรือคำแนะนำที่ดีก็น่าจะอยู่ในนั้น เพราะเลยเวลานัดมาร่วมครึ่งชั่วโมงแล้ว 2 คนนั่นคงรออยู่ และก็เป็นจริงเมื่อรถยนต์ที่จอดอยู่ด้านหน้าคือรถของ ‘ปัถย์’ เจ้าของฟาร์มม้าที่ใหญ่ที่สุดในตำบล และถัดไปข้างหน้าก็เป็นรถของ ‘ปูรณ์’ เจ้าของฟาร์มวัวนมที่ใหญ่สุดในอำเภอ

ปัถย์กับปูรณ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ส่วนเขาเป็นเพื่อนของปัถย์ เลยได้สนิทสนมกับปูรณ์ และเขาก็เป็นสัตวแพทย์ประจำฟาร์มของทั้งคู่ด้วย

แค่ก้าวเข้าสู่ร้าน ‘เจ๊แหม่ม คาราโอเกะ’ เจ้าของร้านสุดสวยก็เดินยิ้มออกมาต้อนรับทันที

“มาทางนี้เลยค่ะคุณหมอ คุณปัถย์กับคุณปูรณ์รออยู่นานแล้วนะคะ มาช้าแบบนี้ของดีจะโดนแย่งชิงไปก่อน แหม่มไม่รู้ด้วยนะ”

“จริงเหรอครับ แต่ผมว่ายังไงของดีๆ ก็เหลือถึงผมอยู่แล้วล่ะ คุณแหม่มว่าอย่างนั้นไหม”

ไวทย์แตะฝ่ามือลงบนสะโพกของเจ๊แหม่ม เจ้าของร้านที่พ่วงดีกรีแม่ม่ายกระดังงาทรงเครื่อง น่ากินน่าหยอกอย่าบอกใคร แต่เจ๊แหม่มกลับไม่ยอมไปกับแขกง่ายๆ นอกจากหล่อนพอใจเท่านั้น ส่วนเด็กที่ร้าน ถ้าจะกินกับแขกก็ต้องไปกินกันข้างนอก ที่ร้านของเจ๊แหม่มเป็นแค่สถานที่พบปะเท่านั้น ถูกใจก็ไปต่อกันเองไม่เกี่ยวกับหล่อน

“โถ... คุณหมออย่ามาแซวคนแก่เลยค่ะ เดี๋ยวถ้าแหม่มเล่นด้วย คุณหมอจะหนาวนะคะ”

“หนาวไม่กลัวครับ ผมกลัวว่าจะร้อนน่ะสิ ร้อนๆ ผมชอบนะ ยิ่งร้อนมากก็ยิ่งชอบมาก และชอบที่สุดก็คือร้อนแรง”

“มัวแต่แซวอยู่นั่นแหละ ไปเถอะค่ะ ป่านนี้คุณปัถย์กับคุณปูรณ์เมาแล้วมั้ง สั่งของเข้าไปตั้งเยอะ”

เจ๊แหม่มทำเป็นเอียงอายพร้อมดุนหลังไวทย์ให้เดินตรงไปยังห้องคาราโอเกะห้องใหญ่มุมในสุดซึ่งเป็นห้องประจำของเขากับก๊วนเพื่อนซึ่งจะมาใช้บริการทุกค่ำคืนวันศุกร์ แต่เขายังอดเกาะแกะเจ๊แหม่มไม่ได้ มือไม้ไม่อยู่สุขจึงโอบเอวเจ๊แหม่มไปพลางๆ เพราะเจ๊แหม่มตรงสเปคเขาพอดิบพอดี

เขาชอบสาวสูงวัยรู้งาน ไอ้ประเภทเด็กอ่อนอ้อนโลก เขาไม่ชอบเลยจริงๆ แต่โบราณว่าไว้ไม่ผิดเลย ‘เกลียดยังไงมักได้อย่างนั้น’ แต่… เขายังไม่ได้หล่อนสักครั้งเลยนะ และไม่คิดอยากจะได้ด้วย แม้ว่าหล่อนจะอ่อยสุดๆ ก็ตาม

“ปล่อยได้แล้วค่ะคุณหมอ ถึงแล้วไม่ต้องกลัวหลงแล้วค่ะ”

“หลงทางผมไม่กลัวหรอกครับ กลัวแต่จะหลงรักนะสิ”

“แหม... เวลาไปทำคลอดวัวปากหวานแบบนี้หรือเปล่าคะ”

“แบบนี้ไม่ได้หรอกครับ”

“ทำไมล่ะคะ”

“ก็กลัวแม่วัวจะหลงรักผมน่ะสิ”

“ว้าย! คุณหมอ พูดจาน่าตีนักเชียว”

เจ๊แหม่มทำทีเป็นตีฝ่ามือบนแผงอกของไวทย์ ซึ่งไวทย์ก็ไวสมชื่อคว้าฝ่ามือนั้นบีบเบาๆ ก่อนจะนำมาวางทาบบนหน้าอกของตัวเองในตำแหน่งเหนือหัวใจ ดวงตาคมเข้มหวานฉ่ำจ้องแม่ม่ายสาวสวยตรงหน้า สายตาสยบใจหญิงส่งออกไป หวังแค่เจ๊แหม่มจะใจอ่อนกับเขาสักที

“จะรอวันที่คุณแหม่มใจอ่อนนะครับ”

“แหม่มก็จะรอวันที่คุณหมอหัวใจว่างด้วยค่ะ”

“ตอนนี้ก็ว่างอยู่นะครับ”

“เชื่อก็ออกลูกเป็นวัวแล้วล่ะค่ะ”

“ก็ดีสิครับผมจะได้ทำคลอดให้”

“ว้าย! คุณหมออ่ะ แหม่มไม่พูดด้วยแล้ว ดีแต่หยอดคนแก่ไปวันวัน ระวังเถอะ ประเดี๋ยวได้กินหญ้าอ่อนๆ ขึ้นมาก็ลืมหญ้าแก่ที่นี่”

“ไม่…”

“อะอะ… อย่าบอกนะคะว่าไม่ชอบหญ้าอ่อน แหม่มฟังแบบนี้มาบ่อยครั้งจนเบื่อแล้วค่ะ แรกๆ ก็บอกแบบนี้ทุกคน พอได้กินครั้งเดียว ที่นี้ติดใจจนกินไม่เหลือ”

“ขนาดนั้นเชียวเหรอครับ”

“ใช่สิคะ ไม่เชื่อคุณหมอก็ลองดู หรือจะพนันกับแหม่มล่ะ”

“ก็ขึ้นอยู่กับว่าของพนันน่าสนใจแค่ไหน”

“เอาเป็นอะไรดีนะ ตัวแหม่มดีไหมคะ ถ้าคุณหมอได้เคี้ยวหญ้าอ่อนแล้วไม่ติดใจ เชิญมารับหญ้าแก่ไปเคี้ยวได้เลย”

“ผมรับคำท้า”

“กลัวจัง”

เจ๊แหม่มหยอดคำโปรยเสน่ห์ ยิ้มเพียงนิดก่อนจะดุนหลังไวทย์เข้าไปในห้องคาราโอเกะ แต่เขาก็ยังไม่วายจะคว้ามือเจ๊แหม่มเอาไว้

“สัญญาต้องเป็นสัญญานะครับคุณแหม่ม”

“แน่นอนสิคะคุณหมอ แหม… ได้ผัวเป็นสัตวแพทย์ก็โก้ใช่หยอก ยังไงแหม่มจะรอคุณหมอมาทำให้ท้องก็แล้วกันนะคะ”

ไวทย์หยอกเย้ากับเจ๊แหม่มพอหอมปากหอมคอ ก่อนจะปล่อยให้เจ๊แหม่มไปบริการลูกค้าคนอื่นต่อ และทันทีที่เขาเปิดประตูห้องเข้าไปก็พบกับสายตาหยอกเย้า 2 คู่มองตรงมา

“อะอะ… เจ๊แหม่มน่ะของผม ห้ามพี่ปูรณ์แย่งผมเด็ดขาด เอ็งด้วยไอ้ปัถย์ห้ามแย่งข้าเด็ดขาด”

ไวทย์พูดดักคอเพราะสายตาของสองหนุ่มใหญ่ที่มองเจ๊แหม่ม ไม่ต่างจากเขาเลย ก็เพราะรสนิยมเดียวกันถึงได้คบกันเป็นเพื่อนยาวนาน และก็อยู่มาจน 30 ปลายๆ ก็ยังไม่มีใครคิดจะมีเมียเป็นตัวเป็นตน เพราะถือคติว่า ‘ลูกต้องได้แม่ที่ดีที่สุด’

แต่ที่ไหนล่ะ ที่ว่าดีที่สุด ที่นี่ ที่โน่น หรือว่าที่บ้านของเขา คิดแล้วก็ถอนใจ ทรุดตัวลงนั่งในตำแหน่งที่ว่างอยู่ แต่ก็ต้องมาสะดุดเพราะเสียงทุ้มหยอกเย้า

“แหม… ทำเป็นหวงก้าง ไหนว่าที่บ้านมีหญ้าอ่อนไง จะมาสนอะไรก็หญ้าแก่แถวนี้”

ตอน 2

ไวทย์ตวัดสายตาเครียดๆ มองปูรณ์ หนุ่มใหญ่หน้าหล่อคมเข้มและรวยเป็นอันดับ 1 ของอำเภอ เขาลืมไปว่าในห้องคาราโอเกะนี้ คนด้านนอกมองไม่เห็นคนด้านใน แต่คนด้านในมองเห็นคนด้านนอกตลอด และ 2 พี่น้องคงเห็นเขาก้อร่อก้อติกกับเจ๊แหม่มหมดแล้ว

ปูรณ์ส่งรอยยิ้มเย้าก่อนจะหันไปถามญาติผู้น้อง “หรือว่าเราจะไปกินหญ้าอ่อนของนายไวทย์ดี ว่าไงปัถย์”

ปัถย์หัวเราะร่วน ตามองเพื่อนจับสังเกต “พี่ปูรณ์ถามเจ้าของหญ้าอ่อนก่อนนะ ดูหน้าไอ้หมอมันซิ หน้าแบบนี้มันหวงก้างชัดๆ แหม… ทำมาเป็นกลุ้มที่พี่สาวเอาหญ้าอ่อนมาฝากไว้ ที่แท้เอ็งก็กังวลใจว่าจะกินแบบไหนมากกว่ามั้ง จะเล็มนิดเล็มหน่อย ชิมวันละน้อย เซาะวันละนิด หรือจะกินทีเดียวแบบถอนรากถอนโคนไปเลย”

“พูดมากน่า ข้ายิ่งกลุ้มๆ อยู่”

ไวทย์ทำหน้าเซ็งกระแทกตัวพิงพนักโซฟา คว้าแก้วเปล่าใส่น้ำแข็งแล้วก็เติมเหล้าลงไปก่อนจะกระดกเข้าคอเร็วๆ นั่นคืออาการของคนใช้น้ำเมาดับทุกข์ชัดๆ แต่ที่เขาเป็นอยู่มันทุกข์จริงไหม ทุกข์เพราะสิ่งที่เป็น หรือว่าทุกข์จากการไม่ยอมรับความจริง

“เอ็งจะมากลุ้มทำไมวะ หนูหน่อยเธอก็น่ารักดี และถ้ามันจะเป็นอย่างที่พี่วิวอยากให้เป็น ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่หว่า เอ็งก็ไม่ได้มีผู้หญิงที่ไหนซุกซ่อนอยู่ เมียเป็นตัวเป็นตนก็ไม่มี เมียเก็บเมียเล็กเมียน้อยก็ไม่มี ก็มีแต่ที่นี่ เสียวเสร็จแล้วก็แยกทาง แล้วเอ็งจะกลัวอะไรวะ เป็นหมอวัวได้เมียเป็นว่าที่หมอวัวเหมือนกันก็ดีอยู่แล้ว ประเภทผัวหาบเมียคอน ทำงานส่งเสริมกันจะได้เฮงๆ รวยๆ และเอ็งก็จะได้มีโมเมนต์หวานๆ ในฟาร์มม้า ฟาร์มหมู คอกวัว อูย… บนกองฟางนี่ ข้าอยากสุดๆ”

ไวทย์มองเพื่อนที่ทำท่ากอดตัวเองสั่นสะท้านยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก่อนจะกดเลือกเพลงบนจอมอนิเตอร์ไปด้วย ไม่สนใจว่าเขาจะโกรธมากแค่ไหน ก็แหงล่ะ เขาไม่เคยโกรธปัถย์ได้สักครั้ง เพราะคำหยอกเย้าของเพื่อนนั้นคือรู้ใจ

เขากับปัถย์เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เรียนมัธยมจนแยกย้ายกันเมื่อเรียนมหาวิทยาลัย เขาสอบติดสัตวแพทย์ ส่วนปัถย์สอบติดบริหาร แต่ไปๆ มาๆ เขากลับโคจรมาพบกับปัถย์อีกครั้ง เมื่อปัถย์เป็นทายาทของฟาร์มปศุสัตว์ที่เขาดูแลอยู่ รวมทั้งฟาร์มวัวของปูรณ์ด้วย

ความสนิทสนมนั้นไม่แค่แต่ปัถย์กับปูรณ์ แต่เขาสนิทสนมไปถึงพ่อแม่ของทั้งสองคนด้วย เพราะพ่อแม่ของปัถย์รู้จักกับพ่อแม่เขามานานหลายปี แต่ท่านกลับเห็นแย้งกับสิ่งที่พ่อแม่เขาคิด พวกท่านตามใจไม่ว่าลูกจะเลือกเรียนอะไร ผิดกับพ่อแม่ของเขา ท่านไม่พอใจที่เขาเลือกเรียนสัตวแพทย์ ท่านอยากให้เขาเรียนหมอรักษาคนมากกว่า เพราะเรียนหนักพอกัน จบมาทำงานพ่อแม่ก็มีหน้ามีตา แต่เขาไม่ชอบ เขาอยากเป็นหมอรักษาสัตว์ เขาชอบอยู่กับสัตว์ สัตว์ไม่พูดมากให้น่ารำคาญ แล้วก็ไม่นินทาว่าร้ายใครด้วย

แต่ก็นั่นแหละจะมีพ่อแม่ที่ไหนที่จะยินดีเมื่อลูกไม่ยอมสานต่อกิจการโรงแรม 5 ดาวของครอบครัว ซึ่งตรงนี้พ่อกับแม่ของปัถย์ก็ทราบเรื่อง เพราะท่านปรับทุกข์ให้กันฟังเสมอ

แต่พ่อแม่ของปัถย์กลับคิดต่าง ท่านมักเอ่ยชมเขาเสมอว่าเป็นคนหนุ่มไฟแรงมีอุดมการณ์แน่วแน่ ทั้งที่ต้องขัดใจพ่อแม่ เพราะอาชีพที่เขาเลือก เมื่อจบออกมาก็อาจหางานยากเพราะเป็นงานที่กินอุดมการณ์ เงินเดือนไม่ได้สูง เพราะเหตุนี้ท่านจึงรักและเอ็นดูเขาไม่ต่างจากลูกชาย ดังนั้นเมื่อเรียนจบท่านจึงเสนอให้เขามาเป็นสัตวแพทย์ประจำฟาร์มของครอบครัวทันที รวมทั้งยังแนะนำเขาให้กับฟาร์มของปูรณ์อีกด้วย

แต่เขาก็ทำสิ่งขัดใจพ่อแม่มากขึ้นไปอีก เพราะนอกจากจะเป็นสัตวแพทย์ประจำฟาร์มของปูรณ์กับปัถย์แล้วนั้น เขายังอุทิศตัวให้กับสัตว์ป่าน้อยใหญ่ เพราะอำเภอที่เขาอยู่ยังถือว่ามีป่าไม้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าจึงมีมาก เมื่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้แจ้งเข้ามาว่ามีสัตว์ป่าบาดเจ็บ หากเขาสะดวกหรืออยู่ใกล้ก็จะรีบไปโดยด่วน เรื่องลำบากไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหนเขาก็ไม่เคยท้อเพราะถือว่านั่นคือสิ่งที่เขาเลือกทางเดินเอง แต่ตอนนี้เรื่องที่สร้างความหนักใจสุดๆ กลับเป็นเรื่องของครอบครัว

เพราะจู่ๆ ‘วิเวียน’ พี่สาวของเขาก็พาลูกติดของสามีมาฝากให้ฝึกงาน โดยบอกว่า ‘หนูหน่อย’ เด็กสาววัย 18 ปีนั้นกำลังจะเข้าเรียนต่อในคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ ทั้งวิเวียนและ ‘พี่โน้ต’ สามีจึงอยากให้ลูกได้เรียนรู้งานจริงๆ ก่อนจะเริ่มเรียน ก็เลยส่งให้มาอยู่กับเขา หวังว่าการทำงานจริงจะทำให้ลูกสาวมีความเข้าใจเนื้อหาที่เรียนมากขึ้น และอาจตอบตัวเองได้ว่าชอบหรือไม่ชอบการเป็นหมอรักษาสัตว์กันแน่ เพราะหากไม่ชอบจะได้เปลี่ยนใจทัน เขาจึงจำใจรับหนูหน่อยมาอยู่ด้วยเพราะเลี่ยงคำขอร้องของวิเวียนไม่ได้

สุดท้ายจึงต้องมานั่งกลุ้มใจอยู่แบบนี้ เพราะหนูหน่อยไม่ใช่เด็กสาวขี้ริ้วหรือเป็นเด็กวัยกำลังโต แต่หนูหน่อยโตเกินตัวโตมากๆ ทั้งโตและมโหฬาร จนเขาแทบจะอดใจไม่ได้หลายต่อหลายครั้ง ทั้งยังต้องอยู่ใกล้ชิดกับหนูหน่อยทั้งวันทั้งคืน แค่สัปดาห์ที่ผ่านมา สติสตังเขาก็ปั่นป่วนไปหมด จะหลับจะตื่นก็เห็นแต่ริมฝีปากเผยอน้อยๆ เต้าล้นทรวง ความอวบอัด เอิ่ม… น่ากิน น่าลงลิ้นเลียไล้ไปทุกสัดส่วน

ตอน 3

เด็กสาวอวบอัด ผิวขาวอมชมพู เอียงใบหน้าไร้เดียงสามองเขาด้วยความสงสัยใคร่รู้ตลอดเวลา ทว่าความไร้เดียงสาของหล่อนกลับกลายเป็นแรงยั่วเย้าให้เขาเพิ่มความใคร่ในตัวหล่อนเพิ่มขึ้นๆ

ทุกวีรกรรมที่หล่อนทำหากมองแบบโลกสวยวิ่งอยู่กลางทุ่งหญ้าสะวันนาหรือทุ่งลาเวนเดอร์ ก็ต้องมองว่านั่นคือความไร้เดียงสาของเด็กสาวที่กำลังก้าวผ่านจากวัยสาวน้อยไปเป็นสาวรุ่นเต็มตัว

ทว่าหากมองแบบสายหื่นจัดหนักก็มองว่านั่นน่ะอ่อยชัดๆ แล้วใครจะไปทนได้ เขาคนนึงแหละที่ทนไม่ได้ แล้วจากนี้ไปอีก 2 เดือน กว่ามหาวิทยาลัยจะเปิดภาคเรียน เขาจะทนอยู่กับหล่อนแบบมีระยะห่างตลอด 24 ชั่วโมงได้ยังไง

เขามีเลือดมีเนื้อ แข็งไปทุกส่วน ไม่ใช่พระอิฐพระปูน รวมทั้งหล่อนก็ไม่ใช่ภาพวาดหรือรูปปั้น แต่หล่อนสาวสวยเต่งตึงไปทั้งร่าง แม้พยายามห้ามใจว่านั่นคือลูกสาวของพี่เขย แต่เขาจะทนได้สักกี่น้ำล่ะ…

ใช่… สักกี่น้ำ น้ำเดียวก็ยังไม่ได้ปลดปล่อย

“เอาไงล่ะไอ้เสือ นี่เครียดจนอยู่ไม่ติดบ้านเลยรึไง เป็นเอามากนะเนี่ย”

ไวทย์เหลือบมองปัถย์ที่เย้าเขาไม่เลิก ก่อนจะสาดเหล้าเข้าปากหมดแก้วจากนั้นก็คว้าขวดมาเติมลงอีก

“เฮ้ยๆ ไม่พูดไม่จา แต่แดกไม่ยั้ง นี่เอ็งมีแผนอะไรเปล่าเนี่ย”

“แผนอะไรวะ”

“อ้าว… ก็แผนทำเป็นเมาแล้วปล้ำสาวไง”

“เฮ้ย! ไอ้บ้าปัถย์ ข้าไม่คิดทำแบบนั้นหรอก”

“อ้อ… เอ็งมันชอบแบบรู้ตัว ไม่ชอบแบบเมาๆ”

“ไอ้ห่าปัถย์ พี่ปูรณ์ช่วยผมด้วย ไอ้บ้าปัถย์มันแกล้งผม”

น้ำเสียงอ่อนใจพูดกับปูรณ์ แต่ที่เห็นคือปูรณ์ส่ายหน้ายักคิ้วให้ปัถย์แบบเห็นด้วยว่าเขาเป็นเอามากจริงๆ นั่นทำให้เขายิ่งท้อ เพราะแม้แต่ปูรณ์ก็ไม่ช่วยเขาคิด

“แม้แต่พี่ปูรณ์ก็เห็นด้วยกับมันเหรอ”

พี่ชายของเพื่อนทำเสียงขำขันเขาในลำคอ นั่นทำให้เขาสาดเหล้าเข้าสู่ลำคออีกแก้ว

“พี่ไม่ได้เห็นด้วยกับเจ้าปัถย์ แต่เอ็งมีอะไรเอ็งก็พูดออกมา ไม่ใช่เรื่องที่เอ็งจะมานั่งเครียดนั่งกลุ้มอยู่แบบนี้ เสียเชิงหนุ่มใหญ่ใจสปอร์ตหมดว่ะ ว่าไง… สรุปว่าเอ็งอยากจะกินเด็กมันหรือเปล่า”

ไวทย์ยังคงหน้าเครียด เหลือบมองพี่ชายเพื่อนนิดเดียวก่อนจะกระดกเหล้าไม่ยั้ง ผิดกับตอนที่ก้อร่อก้อติกเจ๊แหม่มเป็นคนละคน

“นี่เอ็งคิดอยากกินเด็กมันจริงๆ ใช่มั้ย”

“โห… อย่างนี้ยังต้องถามอีกเหรอพี่ปูรณ์ ดูมันสิ กระดกเอาๆ แบบนี้ นี่คงกะเมาแล้วทำอะไรไม่ผิดมั้ง”

ปัถย์ยิ้มส่ายหน้าไม่สนใจสายตาของไวทย์ที่มองมาอย่างเอาเรื่อง ก่อนจะกดเล่นเพลงที่เลือกเอาไว้พร้อมกับหันไปบอกปูรณ์ “อย่าไปสนใจมันเลยพี่ มันอยากเมาก็ให้มันเมาไป เราร้องเพลงกันดีกว่า เอ้า! เอาไปคนละตัว”

ปัถย์ยืนไมโครโฟนอีกตัวให้ปูรณ์ และวางอีกตัวไว้บนโต๊ะตรงหน้าไวทย์ แต่แค่อินโทรเพลงขึ้นไวทย์ก็หันมามองตาเขียว เพราะนั่นมันเพลง ‘เด็กมันยั่ว’ ของพี่ยอดรัก สลักใจ

แน่นอนว่าบทเพลงนี้หนุ่มเต็มวัยใจกระล่อนอย่างพวกเขาชอบมาก เพราะเป็นเพลงโปรดที่ต้องร้องทุกครั้งเมื่อมาเยือนที่นี่ แต่ตอนนี้ไม่อยากฟังว่ะ ไวทย์เอื้อมมือคว้ารีโมทกดปิดทันที

“เฮ้ย! อะไรวะไวทย์ ข้าจะร้องเพลง”

“ไม่ให้ร้องโว้ย! เพลงอื่นมีตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องมาร้องเพลงนี้ด้วย”

“ก็ข้าอยากร้องนี่หว่า ถามอะไรเองก็ไม่พูด ข้าขี้เกียจถาม ข้าก็ร้องเพลงน่ะสิ แล้วทำไมถึงร้องเพลงนี้ไม่ได้วะ เอ็งนั่นแหละตัวชอบเลย ‘เด็กมันยั่วเลยหลวมตัวไปหน่อย’ อะอะอะ… นี่หมายความว่า…”

ปัถย์ที่ทำท่ายักไหล่และร้องเพลงโดยสร้างท่วงทำนองให้ตัวเอง สายตานกรู้นั่นทำให้เขาต้องเบือนหน้าหนีก่อนจะสาดเหล้าสู่ลำคออีกครั้ง

“ไอ้หมอ เอ็งหันมาเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องมาหลบตาเลย ว่าไง! เฮ้ย… สรุปนี่เอ็งหลงรักเด็กในสังกัดเข้าแล้วเหรอวะ”

ไวทย์หน้ามุ่ยมากกว่าเดิม สาดเหล้าเข้าลำคอไม่ตอบคำถาม

“ไม่ตอบงั้นข้าร้องเพลงต่อ”

“เฮ้ย! ไม่ได้นะ ห้ามร้อง”

ปัถย์กดหยุดเพลง หันมองหน้าเพื่อนเขม็ง “เลือกเอาไวทย์ เอ็งจะเล่าหรือเอ็งจะให้ข้าร้องเพลง นี่พี่ปูรณ์กินกับแกล้มจนจะอิ่มอยู่แล้วเนี่ย ยังไม่ได้ร้องสักเพลง พอเอ็งเข้ามาก็เอาแต่ทำหน้าเง้า ไม่เห็นหน้าระรื่นเหมือนตอนคุยกะเจ๊แหม่มเมื่อกี้เลยว่ะ สรุปว่าเอ็งจะเล่าหรือไม่เล่า ถ้าไม่เล่าข้าไม่รอแล้วนะโว้ย! โตจนหมอ... จะหงอกหมดแล้ว ยังมาทำเล่นตัวเป็นเด็กไปได้ เล่ามา!”

“เออๆ เล่าก็ได้”

“พูดมาให้ไว พูดมาให้หมด ศิราณีมีดุ้นอย่างพี่ จะไขความรักให้เอ็งเอง”

ดวงตาคมปนขุ่นตวัดมองคนพูดเย้าที่นั่งพิงโซฟาพาดแขนไว้กับพนักแบบสบายๆ ท่าทางเหมือนไม่ได้อยากรู้เรื่องของเขาเท่ากับปัถย์ แต่ความสุขุมนั้นต้องแก้ปัญหาให้เขาได้แน่ “ขอบคุณครับพี่ปูรณ์”

“ขอบคุณข้าด้วย ข้าเป็นเพื่อนนะเว้ย! และวันนี้ข้าก็เป็นคนชวนพี่ปูรณ์มาด้วย”

“เออ… ว่ะขอบใจ”

ไวทย์กระดกเหล้าเข้าปากอีกอึกใหญ่ เพื่อเรียกความกล้าของตัวเองออกมา เดิมทีเขาไม่ใช่คนขี้อายแบบนี้หรอก เขากล้าพูดกล้าแสดงออกเสียด้วยซ้ำ แต่สำหรับเรื่องของหนูหน่อยนั่นทำให้เขาไม่กล้า เขากลายเป็นคนหวาดหวั่นกับแรงยั่วเย้าที่หนูหน่อยกระทำทุกวัน แม้จะบอกตัวเองว่านั่นก็เป็นเรื่องปกติที่เด็กสาวจะทำอย่างนั้น แต่พอเอาเข้าจริงเขาก็อดคิดไม่ได้หรอก ก็มันน่าคิดมากมาย

ยิ่งได้ยินคนงานในฟาร์มพูดคุยกันว่าเขา ‘เลี้ยงต้อย’ หนูหน่อยเอาไว้กินเอง หรือไม่เขากับหนูหน่อยคงแอบได้เสียเป็นเมียผัวกันเรียบร้อยแล้ว ไม่อย่างนั้นจะมีพ่อแม่ที่ไหนกล้าส่งลูกที่เป็นสาวเต็มตัวให้มาอยู่กับเขาที่ฟาร์มสองต่อสองแบบนี้

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED