ตามธรรมเนียม
เช้าวันถัดมา ซูชิงหยวนกับซูหยูรานถือของขวัญไปเยี่ยมบ้านตระกูลหลิง เพื่อไปดูตัว
มื้อนั้นทุกคนทานกันอย่างเกรงอกเกรงใจ มองแล้วไม่ได้มีอันใดผิดปกติ
มื้อกลางวันจบลง
แม่หลิงยิ้มอย่างอ่อนโยน “ทั้งสองต่างก็เป็นเด็กดีกันทั้งคู่ ไม่ต้องมานั่งเฝ้าผู้ใหญ่หรอก ไหน ๆ วันนี้ก็ได้มาเจอกันแล้ว ออกไปเที่ยวเล่นกันเองเถอะ”
คนอื่น ๆ ก็ขานรับพร้อมกัน ซูชิงหยวนจึงลุกขึ้นตามไปด้วย
ชั่วพริบตา ห้องรับประทานอาหารก็ไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว
“ซูชิงหยวน” จู่ ๆ ก็มีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมา ไม่รู้ว่าหลิงเยี่ยนโจวมายืนข้างเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ สีหน้าเรียบนิ่งไร้อารมณ์ “ตามผมมา”
ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตอบ หลิงเยี่ยนโจวก็หันหลังเดินจากไปแล้ว
ซูชิงหยวนได้แต่จำใจ รีบก้าวตามเขาไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งคู่เดินตรงเข้าไปจนถึงห้องหนังสือ
หลิงเยี่ยนโจวปิดประตูลงอย่างไม่ใส่ใจนัก
มีเสียงปังดังขึ้นเบา ๆ
เสียงนั้นกลับไปสะกิดเส้นประสาทอันอ่อนไหวในห้วงความทรงจำของซูชิงหยวน เพียงชั่วเสี้ยววินาทีเธอก็ถูกดึงให้หวนกลับไปยังชีวิตในชาติก่อน
ทุกครั้งที่หลิงโม่เฉินเห็นว่าเธอไม่เชื่อฟัง เขาก็จะลากเธอเข้าห้อง ถอดหน้ากากปลอม ๆ ออก หยิบเข็มขัดขึ้นมา แล้วลงมือสั่งสอนเธออย่างโหดเหี้ยม!
สายเข็มขัดฟาดลงบนร่าง ก่อให้เกิดความเจ็บแสบไปทั่วตัว
ซูชิงหยวนสะดุ้งเฮือกด้วยสัญชาตญาณ แล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว
หลิงเยี่ยนโจวเหมือนเพิ่งได้สติกลับมา ชะงักเล็กน้อย ก่อนถอยออกมาพอให้มีระยะห่างอย่างเหมาะสม “ไม่ต้องกังวล ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก คำพูดบางอย่าง คุยกันเป็นการส่วนตัวจะเหมาะกว่า”
ซูชิงหยวนดึงสติกลับมา มือข้างหนึ่งกำแน่น “รู้แล้ว”
เธอเพียงแค่ยังสลัดเงาดำที่หลิงโม่เฉินทิ้งไว้ในใจออกไปไม่ได้ก็เท่านั้น
ซูชิงหยวนตั้งสติ ก่อนมองสำรวจหลิงเยี่ยนโจวที่อยู่ตรงหน้า
ในชาติก่อน เธอเคยเจอเขาเพียงสองครั้งเท่านั้น
ครั้งหนึ่งคือตอนที่ตระกูลซูและตระกูลหลิงตกลงหมั้นกัน และอีกครั้ง… คือหลังจากที่เขาประสบอุบัติเหตุ รถชนจนเสียโฉมและเดินไม่ได้ ได้แต่นั่งอยู่บนรถเข็นเท่านั้น
และครั้งนั้น ซูชิงหยวนก็เพียงได้เห็นเขาอยู่ไกล ๆ แค่แวบเดียวเท่านั้น
เมื่อเทียบกับหลิงเยี่ยนโจวผู้ชั่วช้าในชาติที่แล้ว หลิงเยี่ยนโจวในชาตินี้ที่ยังไม่ประสบอุบัติเหตุใด ๆ กลับเหมาะสมกับสมญานามที่ว่าไร้ความปราณีและเด็ดขาดกว่ามาก
เขาสูงเกือบร้อยเก้าสิบเซ็นติเมตร เซ็ตผมปาดเรียบ สวมเชิ้ตสีเข้มเข้าชุดกับกางเกงสูท แขนเสื้อพับขึ้น เผยให้เห็นกล้ามเนื้อท่อนแขนแน่นชัดเจน
“มีเรื่องอะไรเหรอ?” ซูชิงหยวนหลุบตาลงต่ำ
อยู่ดี ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจเธอ ถ้าคนอย่างหลิงเยี่ยนโจวที่หนักขนาดนี้คิดจะทำร้ายเธอจริง ๆ เธอคงทนได้ไม่กี่ครั้งเป็นแน่
หลิงเยี่ยนโจวเดินไปที่โต๊ะหนังสือ หยิบเอกสารข้อตกลงหนึ่งชุดขึ้นมาจากกอง ก่อนโยนมาวางตรงหน้าเธอ “พูดกันให้ชัดไว้ก่อน ถึงผมจะตกลงจะแต่งงาน แต่ความจริงแล้วเราไม่ได้มีความรู้สึกต่อกันแม้แต่นิดเดียว”
ซูชิงหยวนรู้อยู่แล้วว่า เขามีคนรักอยู่ในใจแล้ว
“ผมคิดว่าคุณเองก็คงจำใจ หรือมีเหตุผลบางอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงได้ยอมแต่งงานกับผมเหมือนกัน” หลิงเยี่ยนโจวเลื่อนเอกสารเข้ามาใกล้เธอเล็กน้อย “ดังนั้นก่อนที่การแต่งงานของเราจะสิ้นสุดลง ผมหวังว่าคุณจะทำตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในข้อตกลงนี้ หลังแต่งงานเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เราต้องแสร้งทำเป็นสามีภรรยาที่รักกันดี ส่วนเมื่ออยู่ลับหลังคน ผมจะไม่แตะต้องคุณ และจะไม่ก้าวก่ายชีวิตของคุณ เช่นเดียวกัน คุณเองก็ห้ามก้าวก่ายชีวิตของผมเหมือนกัน”
ซูชิงหยวนเงยหน้าขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงเร่งรีบเล็กน้อยว่า “จริงเหรอ? !”
ปฏิกิริยาของเธอดูแปลกไป
หลิงเยี่ยนโจวยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยข้างหนึ่ง “ดูเหมือนคุณจะตั้งตารอซะเหลือเกินนะ?”
“เปล่า” ซูชิงหยวนเม้มริมฝีปาก รีบหยิบสัญญาขึ้นมาอ่านอย่างละเอียด
ข้อตกลงนั้นเป็นธรรมและตรงไปตรงมา เนื้อหาโดยรวมก็เป็นเพียงข้อควรปฏิบัติต่าง ๆ หลังการแต่งงานเท่านั้น
ซูชิงหยวนไม่มีข้อโต้แย้งอะไร เธอหยิบปากกาขึ้นมาเตรียมจะเซ็นชื่อของตัวเองลงไป แต่ก่อนปลายปากกาจะสัมผัสกระดาษ เธอกลับชะงักมือไว้กลางอากาศ
“มีอะไรเหรอ?” หลิงเยี่ยนโจวขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ยังมีตรงไหนที่คุณไม่เข้าใจอีกเหรอ?”
ซูชิงหยวนเงยหน้ามองเขา “หลิงเยี่ยนโจวถ้าหลังแต่งงานฉันทำงานวิจัยต่อ คุณก็จะไม่เข้ามายุ่งใช่ไหม?”
หลิงเยี่ยนโจวยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ใช่ ผมบอกแล้วไง พอผ่านพิธีไป เราก็ใช้ชีวิตใครชีวิตมัน”
ในจังหวะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
หลิงเยี่ยนโจวรับสายทันที น้ำเสียงที่เคยเย็นชาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวผมให้คนไปเดี๋ยวนี้ ทางนี้ผมจัดการเสร็จแล้ว อีกเดี๋ยวผมจะรีบตามไป”
ท่าทางและน้ำเสียงตอนเขารับโทรศัพท์ แตกต่างจากเวลาที่อยู่กับซูชิงหยวนอย่างสิ้นเชิง
เห็นได้ชัดว่าเขาให้ความสำคัญกับคนปลายสายเป็นอย่างมาก
ซูชิงหยวนกลับรู้สึกโล่งใจ เธอรีบตวัดปลายปากกาเซ็นชื่อลงบนเอกสารทันที
หลิงเยี่ยนโจววางสาย แล้วหันกลับมา เห็นว่าเธอเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว เขาพยักหน้าเล็กน้อย “ขอบคุณ”
ข้อตกลงจัดทำไว้สองฉบับ เธอรับไปหนึ่งฉบับ
เมื่อธุระสำคัญเสร็จสิ้น หลิงเยี่ยนโจวก็ไม่รั้งเวลาไว้ เขาเก็บเอกสารข้อตกลงให้เรียบร้อย ก่อนเปิดประตูเชื้อเชิญให้ซูชิงหยวนออกไป
ออกมาจากห้องหนังสือแล้ว กลับไม่เห็นหลิงโม่เฉินกับซูหยูรานอยู่ตรงนั้น
หลิงเยี่ยนโจวเอ่ยขึ้นว่า “ดูเหมือนน้องสาวคุณกับโม่เฉินจะไปที่อื่นกันแล้ว คุณจะกลับยังไง? ต้องให้ผมจัดรถไปส่งคุณไหม?”
เขายังคงรักษาระยะห่างอย่างสุภาพ มีมารยาท ชัดเจนว่าแม้จะจำใจต้องแต่งงานกัน แต่เขาไม่ได้ปิดบังสถานการณ์ใด ๆ จากซูชิงหยวน ตรงกันข้าม เขากลับกำหนดขอบเขตระหว่างกันไว้อย่างชัดเจน
ซูชิงหยวนสบายใจขึ้น
หลังจากผ่านความทรมานทั้งด้านจิตใจและการถูกควบคุมทางร่างกายในชาติก่อนจากหลิงโม่เฉินมา คราวนี้เธอปรารถนาจะมีคู่ชีวิตที่เป็นเหมือนหลิงเยี่ยนโจว แบบที่ปลอดภัยและไม่ก้าวก่ายชีวิตเธอ เป็นที่สุด
แบบนี้เธอก็จะสามารถตัดตัวออกจากตระกูลซูได้อย่างสบายใจ และทุ่มเทให้กับงานวิจัยของตัวเองได้เต็มที่
และเมื่อถึงเวลาต้องหย่ากับหลิงเยี่ยนโจวเธอก็จะสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้อย่างอิสระ
“ไม่จำเป็น” ซูชิงหยวนรักษามารยาทตามขอบเขตที่ตกลงกันไว้ “ฉันกลับเองได้ จะเรียกแท็กซี่กลับ ขอบคุณนะ”
หลิงเยี่ยนโจวพยักหน้าอย่างห่างเหิน ก่อนเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา
ซูชิงหยวนปฏิเสธน้ำใจของพ่อบ้านตระกูลหลิงที่อาสาจะจัดรถให้ เธอเลือกเดินออกไปด้วยตัวเอง
ระหว่างเดินผ่านสวน เธอได้ยินเสียงดังเล็ดลอดออกมาจากด้านใน
“หยูราน คุณไม่ต้องกังวลนะ ผมไม่เหมือนพี่ใหญ่ ไม่ว่าเขาจะแต่งกับใครก็แค่เพื่อเอาใจครอบครัว แต่ผมจะปฏิบัติต่อคุณด้วยความจริงใจ”
เป็นเสียงของหลิงโม่เฉิน
ซูชิงหยวนชะงักเท้าโดยไม่รู้ตัว ถึงกับกลั้นลมหายใจเอาไว้เลย
เธอกลัวหลิงโม่เฉินจับใจจริง ๆ
เธอแข็งทื่ออยู่กับที่ ไม่กล้าขยับ
ผ่านใบไม้ที่บังตาเป็นเงาเลือนราง ซูชิงหยวนมองเห็นชัดเจน หลิงโม่เฉินกำลังยิ้มอ่อน แขวนสร้อยเส้นหนึ่งลงบนลำคอของซูหยูรานด้วยท่าทีอ่อนโยน
“เดี๋ยวผมใส่ให้”
ซูหยูรานมีท่าทีเหมือนเด็กสาว แก้มสองข้างแดงระเรื่อ “ค่ะ”
เธอหันหลังให้หลิงโม่เฉิน จึงไม่อาจเห็นประกายอำมหิตและความคิดอันโหดเหี้ยมที่ซ่อนลึกอยู่ในดวงตาของเขา
แม้ซูหยูรานจะเป็นลูกสาวคนเล็กของตระกูลซู แต่ตอนนี้เธอเป็นที่รักของพ่อซู และมีความเป็นไปได้สูงว่าในอนาคต เธออาจได้สืบทอดตระกูลซูต่อ
แบบนี้ตระกูลซูก็จะกลายเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้เขาชิงเป็นผู้สืบทอดได้ง่ายขึ้น
ส่วนซูชิงหยวน…
ก็เป็นแค่คนทึ่ม ๆ ที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องวิจัยเท่านั้น
ซูหยูรานลูบไล้สร้อยที่ห้อยอยู่บนลำคอ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหวานอย่างพอใจ
ในชาติก่อน เธอแต่งงานกับหลิงเยี่ยนโจวด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง คิดว่าสักวันหนึ่งจะได้ลงเอยกับเขา
แต่ไม่คาดคิดเลยว่า สิ่งที่เธอได้รับกลับมีเพียงกระดาษสัญญาแผ่นหนึ่งเท่านั้น
แค่ก้าวพลาดไปหนึ่งก้าว ก็พลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกก้าว
และท้ายที่สุด ก็ลงเอยด้วยการตายทั้งกลมตอนคลอด
ดังนั้นชาตินี้ เธอจึงเลือกหลิงโม่เฉิน ผู้ที่ดูอ่อนโยนที่สุดในสายตาเธอ
ในวันแต่งงาน เธอมั่นใจว่าจะต้องโดดเด่น เจิดจรัสยิ่งกว่าซูชิงหยวนอย่างแน่นอน!
“ดึกแล้ว เดี๋ยวผมไปส่งคุณเอง” หลิงโม่เฉินละสายตากลับมา ก่อนเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา
“ค่ะ” ซูหยูรานป็นฝ่ายเอื้อมมือไปจับมือเขาก่อน
ทั้งสองจึงเดินออกไปอีกด้าน
ซูชิงหยวนที่แอบอยู่ในเงามืดรู้สึกเข่าอ่อน แทบทรงตัวไม่อยู่ ต้องพยุงตัวกับก้อนหินข้าง ๆ เพื่อยืนให้ไหว
เธอค่อย ๆ ปรับสภาพอารมณ์ แล้วเดินตรงไปยังประตูทางออก
พอดีเห็นหลิงโม่เฉินเปิดประตูรถให้ซูหยูราน จากนั้นทั้งคู่ก็ขึ้นรถไปด้วยกัน
ผ่านกระจกหน้าต่างรถ ซูหยูรานหันมามองซูชิงหยวนที่ยืนอื้ออึงเหมือนวิญญาณหลุดลอยด้วยสายตายั่วยุ มุมปากยังยกขึ้นเล็กน้อย
ตอนนี้ซูชิงหยวนคงได้รับเพียงกระดาษสัญญาแต่งงานจากหลิงเยี่ยนโจวเท่านั้น
ชาตินี้… เธอไม่มีทางได้เป็นคนที่มีความสุขคนนั้นอีกแล้ว
รถขับออกไป
ซูชิงหยวนกลับรู้สึกมีแต่ความโล่งใจ ชาตินี้เธอจะไม่มีวันข้องแวะกับหหลิงโม่เฉินอีก
พริบตาเดียว วันแต่งงานก็ใกล้เข้ามา
หลังจากหมั้นแล้ว ซูหยูรานกับหหลิงโม่เฉินก็รักกันหวานชื่น ออกเดตกันบ่อย ๆ ราวกับกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศวันวาเลนไทน์
ส่วนซูชิงหยวน หลังจากที่ได้พูดคุยอย่างจริงจังกับหลิงเยี่ยนโจวในห้องทำงานแล้ว ทั้งสองก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย เธอทุ่มเททุกอย่างให้กับงานวิจัยของตัวเองเพียงอย่างเดียว
หลังจากที่ผู้ใหญ่ของตระกูลหลิงและตระกูลซูได้ประชุมปรึกษากัน จึงตัดสินใจจัดงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวทั้งสองคู่ขึ้นพร้อมกัน
ในคืนก่อนวันแต่งงาน ซูชิงหยวนได้รับชุดเจ้าสาวและเครื่องประดับที่หลิงเยี่ยนโจวให้คนส่งมาให้
ตามที่หลิงเยี่ยนโจวเคยพูดไว้ เขาแสดงบทบาทได้อย่างแนบเนียนต่อหน้าผู้คน ให้ซูชิงหยวนทั้งศักดิ์ศรีและความสูงส่งตามที่เธอควรจะได้รับอย่างครบถ้วน
“คุณซู ชุดแต่งงานชุดนี้เป็นงานออกแบบพิเศษจากฝรั่งเศส คุณหลิงได้สั่งตัดไว้ล่วงหน้าสามเดือนแล้วครับ” คนที่นำของมาส่งคือผู้ช่วยของหลิงเยี่ยนโจว ชื่อหลินโม่ “ยังมีเครื่องประดับ ก็เป็นเพชรสีน้ำเงินที่หายาก คุณหลิงถึงกับบินไปอิตาลี เพื่อให้ช่างฝีมือเก่าแก่ระดับร้อยปีทำขึ้นเป็นพิเศษ”
ทั้งชุดเจ้าสาวและสร้อยคอต่างก็สวยงดงาม เปล่งประกายสะดุดตาจับใจ
แต่ซูชิงหยวนกลับไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ เลย เธอเพียงยิ้มอย่างนุ่มนวลแล้วเอ่ยว่า “ขอบคุณค่ะ”
ถึงคำพูดของหลินโม่จะฟังดูเกินจริงอยู่บ้าง แต่ท่าทีของหลิงเยี่ยนโจวนั้นจริงใจชัดเจน แสดงให้เห็นว่าเพียงแค่เธอทำตามข้อตกลง เขาไม่มีทางเอาเปรียบเธอแน่นอน
ส่งหลินโม่ออกไปแล้ว ซูชิงหยวนหันกลับมา ก็เห็นซูหยูรานยืนอยู่ในห้องรับแขกพอดี
“น่าประทับใจมาก!” ซูหยูรานมีความไม่พอใจวาบผ่านในดวงตา “ได้แต่งเข้าตระกูลหลิงกับว่าที่ผู้สืบทอดในอนาคตนั้นต่างกันจริง ๆ”
ซูชิงหยวนรู้อยู่แก่ใจถึงสิ่งที่เธอเคยทำในชาติก่อน จึงไม่อยากต่อปากต่อคำกับคนเช่นนี้มากนัก เธอเพียงกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “น้องกับคุณชายรองหลิงรักใคร่กันดี ดูท่าแล้วคุณชายรองหลิงก็คงจะไม่เอาเปรียบเธอ”
ในชาติก่อนหลิงโม่เฉินสวมหน้ากากอยู่ตลอด จนกระทั่งหลังแต่งงานไปสามเดือน เขาถึงค่อยถอดมันออก
ในวันแต่งงาน ชุดเจ้าสาวและเครื่องประดับที่เขาเตรียมไว้ให้เธอ ถึงจะเทียบกับสิ่งที่หลิงเยี่ยนโจวจัดเตรียมให้ในชาตินี้ไม่ได้ แต่ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
แต่เธอไม่รู้เลยว่าคำพูดนั้นได้ทิ่มแทงใจซูหยูรานเข้าอย่างจัง
เพราะหลิงโม่เฉินเคยบอกไว้ว่า งานแต่งจะจัดพร้อมกันทั้งสองคู่ และเนื่องจากหลิงเยี่ยนโจวเป็นทายาทหลักของตระกูลหลิง ดังนั้นมาตรฐานพื้นฐานของงานทั้งหมดจึงไม่ควรสูงเกินกว่าของหลิงเยี่ยนโจว
ชุดเจ้าสาวและเครื่องประดับที่เตรียมไว้ให้ซูหยูราน แม้จะถือว่าไม่เลว แต่เมื่อเทียบกับของซูชิงหยวนแล้ว กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
“เธอภูมิใจมากเหรอ?” ซูหยูรานหัวเราะเยาะ นัยต์ตามีกลิ่นอายอันมืดมิดแวบผ่าน “ความภูมิใจของเธอ อยู่ได้อีกไม่นานหรอก!”
ในชาติก่อนเธอสามารถทำให้หลิงเยี่ยนโจวเสียโฉมจนกลายเป็นคนพิการได้ ชาตินี้เธอก็ทำได้เหมือนกัน!
ตราบใดที่หลิงโม่เฉินรักเธอ เธอก็สามารถผลักดันเขาให้ขึ้นเป็นทายาทได้อย่างไม่ยากเย็น
ซูชิงหยวนเพียงพยักหน้ารับเบา ๆ ไม่พูดอะไรต่อ แล้วเดินสวนผ่านเธอไปเงียบ ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้นตอนตีสี่ ทีมช่างแต่งหน้าจากตระกูลหลิงก็มาถึง ทั้งสองจึงเริ่มแต่งหน้าในห้องแยกกัน
คืนก่อนหน้านั้น ซูชิงหยวนมัวอ่านเอกสารงานวิจัยอยู่ทั้งคืน แทบไม่ได้นอนเลย
ตอนนี้ในหัวของเธอก็ยังคงหมุนวนไปกับข้อมูล ๆ หนึ่ง
“แปลกจริง” ช่างแต่งหน้าที่อยู่ด้านข้างพูดขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า “ลิปสติกแท่งนี้ทำไมดูแปลก ๆ หรือว่าหมดอายุแล้ว?”
“คงไม่ใช่มั้งคะ” ผู้ช่วยช่างแต่งหน้าพูดออกมาเบา ๆ อย่างรู้สึกผิด “ดูเหมือนว่ามันจะเป็นแบบนี้แหละค่ะ ตอนนี้ไม่ทันแล้ว เอาลิปสติกแท่งอื่นมาแต่งให้คุณซูก่อนเถอะ”
ช่างแต่งหน้าก็ไม่ได้คิดมาก จึงเปลี่ยนเป็นลิปสติกแท่งอื่นแล้วก้าวเข้ามาเพื่อทาลิปให้ซูชิงหยวน
“เดี๋ยว” ซูชิงหยวนยื่นมือออกไป “ฉันขอดูลิปสติกได้ไหม?”
เธอเหลือบตามองผู้ช่วยข้าง ๆ เพียงแว่บเดียว ใบหน้าของผู้ช่วยก็ฉายแววลนลานขึ้นมาทันที
ช่างแต่งหน้าไม่ได้ปฏิเสธ และยื่นลิปสติกให้ซูชิงหยวนทันทีพลางพูดว่า “ลิปแท่งนี้แปลกจริง ๆ แต่แบรนด์นี้ดูเหมือนจะเป็นแบบนี้อยู่แล้ว โชคดีที่เรามีลิปสติกแท่งอื่นสำรองไว้”
ผู้ช่วยรีบเสริมต่อว่า “ใช่ค่ะ พอดีตั้งใจเก็บแท่งนี้ไว้สำรอง ถ้าระหว่างพิธีเครื่องสำอางหลุดหรือเลอะ ก็จะได้ใช้ทาได้”
ซูชิงหยวนก้มตาลง เปิดลิปสติกออกมาดูอย่างละเอียด แล้วลองสูดกลิ่นเบา ๆ ริมปากคลี่ยิ้มจาง ๆ ขึ้นมาทันที
ด้านในลิปสติกนั้นถูกผสมผงถั่วลิสงลงไป และซูชิงหยวนแพ้ถั่วลิสงพอดี
คนที่คิดแผนแบบนี้ขึ้นมาได้ นอกจากซูหยูรานแล้ว ซูชิงหยวนก็นึกถึงใครไม่ออกอีก
ท้ายที่สุดแล้ว ในชาติก่อนซูหยูรานก็เคยใช้วิธีสกปรกแบบนี้กับเธอมาแล้ว และยิ่งไปกว่านั้นยังมีเล่ห์เหลี่ยมที่ชั่วร้ายยิ่งกว่านี้อีกมากมายด้วย
ซูชิงหยวนยิ้มบาง ๆ พร้อมส่งลิปสติกคืนให้ แล้วโบกมือเรียกช่างแต่งหน้าให้เข้ามาใกล้ ๆ
ช่างแต่งหน้าโน้มตัวเข้ามาใกล้เธอ แล้วเธอก็กระซิบบางอย่างเบา ๆ ในหูของอีกฝ่าย
ผู้ช่วยฟังไม่ออกว่าอะไร จึงทำได้แค่ยืนร้อนใจอยู่ข้าง ๆ
ดวงตาของช่างแต่งหน้าแปรเปลี่ยนไปทันที ก่อนพยักหน้าเบา ๆ “รับทราบค่ะ”
เมื่อการแต่งหน้าและจัดทรงเสร็จเรียบร้อย บรรดาเพื่อนเจ้าสาวก็เข้ามาในห้องพอดี
ฝั่งซูชิงหยวนนั้นมีเพื่อนเจ้าสาวแค่คนเดียวคือเซี่ยหว่านซิง ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทที่ผูกพันกันมาตั้งแต่เด็กจนโต
เซี่ยหว่านซิงพอเดินเข้ามาก็กวาดสายตามองเธอ ก่อนจะโน้มตัวมากระซิบที่ข้างหูเบา ๆ ว่า “เรื่องที่เธอบอกไว้ ฉันจัดการเรียบร้อยแล้ว แต่เธอรู้ได้ยังไงว่าฟู่วานวานจะพูดแบบนั้น เธอจะมางานแต่งจริง ๆ เหรอ?”
ฟู่วานวานคือรักแรกที่หลิงเยี่ยนโจวเก็บไว้ในใจมาตลอด ในชาติก่อนซูหยูรานอยากได้หัวใจของเขามาครอบครอง จึงทำเรื่องร้าย ๆ ใส่ฟู่วานวานอยู่ไม่น้อย
ท้ายที่สุดซูหยูรานถึงขั้นเสียสติร่วมมือกับคนภายนอก วางแผนใส่ร้ายและทำร้ายหลิงเยี่ยนโจวเลยทีเดียว
ทำให้เขาใบหน้าเสียโฉม ขาทั้งสองข้างพิการ กลายเป็นคนที่ทำได้เพียงนั่งอยู่บนรถเข็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนฟู่วานวาน ผู้หญิงที่หลิงเยี่ยนโจวปกป้องด้วยชีวิต หลังจากดูแลเขาอยู่สามเดือนก็ตระหนักได้ว่าเขาไร้ประโยชน์สำหรับเธอ และสุดท้ายก็จากเขาไป
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่เตรียมพร้อมไว้ก่อนก็เท่านั้น” ซูชิงหยวนยิ้มอ่อน
เพราะในชาติก่อน ฟู่วานวานเคยมาปรากฏตัวในงานแต่ง และยังทำให้ซูหยูรานต้องอับอายมาแล้วด้วย
เซี่ยหว่านซิงพยักหน้า “ก็จริง ถึงเธอกับหลิงเยี่ยนโจวจะแต่งงานกันตามข้อตกลง ไม่ได้ตั้งใจจะไปยุ่งความสัมพันธ์ของเขากับฟู่วานวาน แต่ฟู่วานวานอาจไม่คิดแบบนั้น ระวังเอาไว้ย่อมดีกว่าเสมอ”
ในเรื่องนี้ซูชิงหยวนไม่ได้ปิดบังเธอเลย
เพราะในชาติก่อน เซี่ยหว่านซิงต้องแลกด้วยชีวิตเพื่อช่วยเธอให้รอดจากหลิงโม่เฉิน
ในชาตินี้เธอจะต้องปกป้องเซี่ยหว่านซิงให้ได้!
ไม่นานเจ้าบ่าวก็มารับตัว ตัดขั้นตอนพิธีที่ยุ่งยากออกไป ทำให้พวกเธอมาถึงสถานที่จัดงานแต่งได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งสี่คนยืนอยู่หน้าประตูโบสถ์จัดพิธี
ซูชิงหยวนและหลิงเยี่ยนโจวยืนเคียงข้างกันอยู่แถวหน้า ตามด้วยซูหยูรานและหลิงโม่เฉินที่ยืนอยู่ด้านหลัง
ประตูถูกเปิดออกจากด้านใน
เสียงปรบมือดังกึกก้องทั่วทั้งงาน
หลิงเยี่ยนโจวยื่นมือมาอย่างสุภาพ ซูชิงหยวนจึงจับมือเขาอย่างมีมารยาท แล้วทั้งสองก็เดินเข้าสู่พิธีพร้อมกัน
มองเผิน ๆ แล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นคู่ชายหล่อหญิงสวย ช่างเหมาะสมกันอย่างยิ่ง
ถัดจากทั้งสองก็เป็นซูหยูรานเดินตามหลังมา
ก่อนขึ้นเวทีเธอแตะลิปสติกเพิ่มเล็กน้อยเพื่อความมั่นใจ พอแน่ใจว่าไม่มีปัญหาแล้ว จึงคล้องแขนหลิงโม่เฉินอย่างแนบชิด และก้าวขึ้นไปบนเวทีพร้อมกัน
แต่ทันทีที่เธอขึ้นไปบนเวที แสงสปอตไลต์ก็ตกกระทบลงบนตัวเธอเต็มดวง
ด้านล่างเวทีก็พลันเงียบกริบลงในทันที
ซูหยูรานรู้สึกใจหวิวขึ้นมาทันที รับรู้ได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ เริ่มจากริมฝีปากที่แสบร้อน แล้วตามมาด้วยแก้มที่ร้อนผ่าวขึ้นเรื่อย ๆ
เธอหันไปมองหลิงโม่เฉินอย่างตกใจลนลาน “โม่เฉิน เกิดอะไรขึ้น หน้าฉันมีอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
“ไม่มีอะไร” หลิงโม่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย “คงจะแพ้นิดหน่อย ไม่ร้ายแรง เดี๋ยวผมให้คนไปเอายามาทาให้”
ซูหยูรานชะงักไปทันที
แพ้เหรอ?!
จะเป็นไปได้ยังไง!
ตามเหตุผลแล้ว คนที่ควรแพ้น่าจะเป็นซูชิงหยวนไม่ใช่เหรอ
แววตาเธอฉายแววชั่วร้ายวาบผ่าน
ต้องเป็นซูชิงหยวนแน่ ๆ เธอต้องทำอะไรบางอย่างแน่นอน
นังสารเลวคนนั้น เจ้าแผนการถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?!