“คุณท่านครับ ผมขอไม่พูดเรื่องอื่นล่ะกันนะครับ แต่ลูกสาวของผมทั้งสองคนนี้ ไม่เลวเลยนะครับ! สำหรับความเหมาะกับลูกชายของท่านแล้ว ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลยนะครับ! “ท่านวางใจได้ รอให้ทั้งสี่คนแต่งงานกันเมื่อไร ท่านจะต้องได้รู้แน่ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ถูกต้องที่สุด!”
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู
ซูชิงหยวนลืมตาขึ้นพรวด พร้อมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
เธอไม่ได้ตกจากชั้นสิบแปดจนตายไปแล้วเหรอ?
แล้วทำไมเธอถึงมาอยู่ในวิลล่าตระกูลซูได้ล่ะ?
กระจกหน้าต่างในห้องรับแขกสะอาดใสกริ้ง แสงอาทิตย์สาดลงมาจากหลังคากระจก กลิ่นดอกไม้อ่อน ๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
ซูชิงหยวนจำทุกอย่างขึ้นมาได้แล้ว
นี่มัน… เป็นปีที่คุณปู่ตระกูลหลิง มาเจรจาเรื่องการแต่งงานกับตระกูลซูเพื่อสองครอบครัวจะได้ดองกันหนิ!
และปีนี้เองที่เธอเลือกคุณชายรองตระกูลหลิง หลิงโม่เฉิน ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่มืดมนของเธอในเวลาต่อมา จนค่อย ๆ พาเธอเข้าสู่ความตาย
หรือว่า…เธอกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง?
ดีจัง ในเมื่อสวรรค์มอบโอกาสให้เธอเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เธอจะไม่มีวันทำผิดซ้ำอีกเป็นอันขาด
คนที่เคยทำร้ายเธอพวกนั้น…จะต้องชดใช้ด้วยเลือดทั้งหมด!
ตะกูลหลิงอาศัยอยู่ที่เมือง A ทำกิจการมากมายหลายประเภท
การได้เกี่ยวดองกับตระกูลหลิง เป็นสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝันมาตลอด
แต่สุดท้ายตระกูลหลิงกลับเลือกตระกูลซู
เพราะปู่ทั้งสองตระกูลเคยเป็นสหายร่วมรบกันมาก่อน ปู่ซูเคยช่วยชีวิตปู่หลิงไว้ จึงเคยสัญญาให้ลูกหลานทั้งสองของตระกูลหมั้นหมายกันไว้ตั้งแต่เด็ก
เมื่อเห็นว่าหลานของทั้งสองตระกูลต่างก็ถึงวัยเหมาะสมแก่การแต่งงาน ไม่ว่าการแต่งงานนี้จะเป็นไปได้ด้วยดีหรือไม่ ตระกูลหลิงก็ต้องมาเจรจาก่อน
ตลอดหลายปีมานี้กิจการของตระกูลซูตกต่ำลงเรื่อย ๆ ไม่คิดเลยว่าตระกูลหลิงจะยังยึดถือสัญญาเดิมเอาไว้ พวกเขาดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ แล้วจะปฏิเสธได้อย่างไร?
ดวงตาของซูชิงหยวนหม่นลง ชาติที่แล้ว น้องสาวคนดีของเธอ ซูหยูรานแย่งโอกาสไปก่อน เลือกแต่งกับหลิงเยี่ยนโจว คุณชายใหญ่ของตระกูลหลิง
เพียงเพราะหลิงเยี่ยนโจวเป็นผู้สืบทอดในวงการธุระกิจระดับสูงของตระกูลหลิง
การได้แต่งกับเขา ชีวิตภายภาคหน้าจะต้องสุขสบายไร้กังวล และเต็มไปด้วยเกียรติยศชื่อเสียง
แต่ว่า… หลิงเยี่ยนโจวในความเป็นจริงนั้นมีคนที่รักอยู่แล้ว การแต่งงานกับลูกสาวตระกูลซู ก็เป็นเพียงการทำตามความต้องการของพ่อแม่ที่ถูกบังคับให้แต่งงานเท่านั้น
หลังแต่งงาน หลิงเยี่ยนโจวและซูหยูรานต่างรักษาระยะห่างต่อกัน ต่อหน้าผู้คนดูเหมือนคู่รักหวานชื่น แต่ความจริงแล้ว ต่างคนต่างใช้ชีวิตของใครของมัน
ซูหยูรานถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาตลอด จะทนได้อย่างไรที่ต้องแพ้ให้กับผู้หญิงคนอื่น?
เธอพยายามทำร้ายหญิงคนรักของหลิงเยี่ยนโจวหลายครั้ง และท้ายที่สุดถึงขั้นผลักหลิงเยี่ยนโจวชูให้เข้าสู่ความตาย… ส่วนซูหยูรานเองก็ไม่ได้จบดีนัก สุดท้ายต้องพบจุดจบด้วยการเสียชีวิตจากการคลอดบุตร
สำหรับซูชิงหยวนเองนั้น…
เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น และสบตากับหลิงโม่เฉินพอดี
อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มอันอบอุ่นสดใสออกมา
เขามีท่าทางสุภาพนุ่มนวล รอยยิ้มบางเบา ดูละมุนละไม เป็นลักษณะแบบคุณชายโบราณที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในโลกออนไลน์ทุกวันนี้
แต่ซูชิงหยวนกลับตัวสั่นด้วยความขยะแขยง
ไม่มีใครรู้ดีเท่าเธอว่า ภายใต้ใบหน้าที่อ่อนโยนของหลิงโม่เฉินนั้น ซ่อนสัตว์เดรัจฉานในคราบมนุษย์แบบไหนเอาไว้
ความทรงจำในชาติก่อนหลั่งไหลกลับมาไม่หยุด ใบหน้าของซูชิงหยวนซีดเผือดในทันที
ด้วยสัญชาตญาณ เธอหลบสายตาของหลิงโม่เฉินทันที
“ในเมื่อประธานซูเองก็มีความตั้งใจอยู่แล้ว งั้นให้สาว ๆ เป็นคนตัดสินเองเลยดีไหม ว่าต้องการแต่งกับใคร?” คุณปู่หลิงหัวเราะพลางเอ่ยว่า “ถึงสมัยนี้จะไม่ฮิตแต่งงานแบบไม่ได้รู้จักหน้าค่าตากันแล้วก็ตาม แต่สำหรับชนชั้นพวกเรา ก็ยังต้องระมัดระวังให้ดี อย่าให้ใครมาหลอกได้ โดยเฉพาะผู้หญิง เดี๋ยวนี้มีผู้ชายมากมายที่อยากเอาเปรียบผู้หญิงอยู่เต็มไปหมด”
พ่อซูหัวเราะพลางพยักหน้า “ใช่”
ซูชิงหยวนก้มตาลง มือซ้ายบีบนิ้วหัวแม่แม่ฝั่งขวาแน่น ความเจ็บแปลบทำให้สติของเธอชัดเจนขึ้น
ตระกูลซูจะไม่ปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้แน่นอน เพราะเธอและซูหยูรานไม่มีสิทธิ์เลือก
“พ่อ!” ซูหยูรานรีบพูดขึ้นทันทีว่า “ฉันเลือกหลิงโม่เฉิน”
ซูชิงหยวนชะงักเล็กน้อย ทำไมการเลือกของซูหยูรานในครั้งนี้ถึงแตกต่างจากชาติก่อนโดยสิ้นเชิง?
แม่เลี้ยงหลินเหมียนที่อยู่ข้าง ๆ จ้องเธอเขม็งพร้อมกดเสียงต่ำ “คิดให้ดีนะ!”
หลิงเยี่ยนโจวอนาคตจะได้เป็นผู้สืบทอดธุรกิจของตระกูลหลิง ส่วนหลิงโม่เฉินก็เป็นแค่นักวิจัยหัวทึบ แต่งกับเขาแล้วมีอะไรดี?
“ฉันเลือกหลิงโม่เฉิน” ซูหยูรานลุกขึ้นยืน แล้วยิ้มอย่างสดใสให้หลิงโม่เฉิน
หลิงโม่เฉินก็ส่งยิ้มกลับไปเช่นกัน แต่พอสายตาเลื่อนมายังซูชิงหยวน เขากลับชะงักเล็กน้อยก่อนจะเบือนสายตาไปทางอื่น
ซูเจิ้นปังขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยเห็นด้วยกับการเลือกของซูหยูราน แต่เพราะเขารักและตามใจเธอมาตลอด จึงไม่ได้เอ่ยทักท้วงอะไร
“แล้วชิงหยวนล่ะ เลือกใคร?” เขาถาม
ซูชิงหยวนสูดหายใจเข้าลึก ๆ ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น จากนั้นยกมือชี้ไปทางหลิงเยี่ยนโจว
อีกฝ่ายมีสีหน้าเย็นชา เพียงแค่เงยตามองเธอแวบหนึ่งก่อนจะดึงสายตากลับไปทันที
ตอนที่ลดมือลง เธอรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความหยอกเย้าจับจ้องมาที่เธอจากด้านข้าง
เป็นปฏิกิริยาตอบสนองโดยไม่รู้ตัว ทำให้แผ่นหลังเธอเย็นวาบขึ้นมา
ซูชิงหยวนกลืนน้ำลายลงคออย่างแรง
หลังจากนั้นมีการพูดคุยอะไรกันต่อ ซูชิงหยวนก็ไม่ได้ตั้งใจฟังนัก เวลาส่วนใหญ่มัวแต่เหม่อลอยอยู่เป็นพัก ๆ
เธอเริ่มสงสัยที่เธอได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง บางทีอาจเป็นเพียงความฝันเท่านั้น
แต่เมื่อบีบไปที่ร่องนิ้ว เธอสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด เลยวางใจลง
คุยเรื่องสำคัญจบแล้ว ทุกคนจึงย้ายไปยังห้องอาหารตระกูลซู หลังทานอาหารเสร็จ คนของตระกูลหลิงก็ลุกกลับออกไป
ดวงตาที่มีเสน่ห์ของหลิงโม่เฉิน แล้วกล่าวคำอำลากับทุกคนอย่างอ่อนโยน
ส่วนหลิงเยี่ยนโจวไม่ได้แม้แต่จะเหลือบมองสองพี่น้องครอบครัวซูเลยสักนิด เขาหันหลังแล้วเดินจากไปทันที
พอไม่มีสายตาของหลิงโม่เฉินจับจ้อง ซูชิงหยวนก็ถึงกับถอนหายยใจออกมาเฮือกใหญ่
ซูชิงหยวนลุกขึ้นแล้วเดินกลับเข้าห้อง
ระหว่างเดินผ่านห้องทำงาน เธอก็ได้ยินเสียงสนทนาลอยออกมา
“เธอบ้าหรือไง เลือกหลิงโม่เฉินทำไม? มีหลิงเยี่ยนโจวอยู่ หลิงโม่เฉินไม่มีวันได้เป็นทายาทตระกูลหลิงไปตลอดชีวิตหรอก” แม่เลี้ยงหลินเหมียนต่อว่าซูหยูรานอย่างไม่สบอารมณ์
ใช่
ซูหยูรานกับซูชิงหยวนเป็นพี่น้องร่วมพ่อแต่คนละแม่
แม่เพิ่งเสียได้ไม่ถึงปี พ่อก็รับแม่เลี้ยงเข้ามาในบ้าน และเธอก็ย้ายเข้ามาพร้อมกัน
รวมถึงซูหยูรานด้วย
เห็นได้ชัดว่าตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ พ่อก็มีคนอื่นอยู่แล้ว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้อยู่ในบ้านของตนเอง ซูชิงหยวนกลับใช้ชีวิตไม่ต่างจากผู้อาศัย
“แม่ แม่ไม่เข้าใจ!” เสียงของซูหยูรานดังลอดออกมา “หลิงเยี่ยนโจวน่ะมีคนในใจอยู่แล้ว ที่ยอมตกลงแต่งงานกับตระกูลซูครั้งนี้ ก็แค่เพื่อเอาไว้รับมือกับแรงกดดันเรื่องแต่งงานจากพ่อแม่เขาเท่านั้น! ผู้ชายแบบนั้น ต่อให้ฉันทุ่มเทสุดตัว เขาก็ไม่มีวันหันมามองฉันแม้แต่น้อย”
“แต่ถ้าแต่งกับหลิงโม่เฉิน ก็เท่ากับยกตำแหน่งว่าที่ภรรยาทายาทตระกูลหลิงในอนาคตให้ซูชิงหยวนไปง่าย ๆ ไม่ใช่เหรอ!”
“ฮึ อย่างเธอน่ะเหรอ คิดว่าเหมาะสมเหรอ? ในใจของหลิงเยี่ยนโจว ไม่มีใครเทียบเท่าคนในใจของเขาได้เลย ต่อให้ซูชิงหยวนได้แต่งเข้าไปจริง ๆ ด้วยนิสัยทื่อ ๆ ของเธอ ไม่มีทางทำให้หลิงเยี่ยนโจวชายตามองเธอหรอก แต่หลิงโม่เฉินนั้นต่างออกไป เขาเป็นคนอ่อนโยน สุภาพ ใส่ใจคนรอบข้าง และยิ่งซื่อสัตย์ต่อคู่ครองเป็นพิเศษ อีกอย่างสุดท้ายตำแหน่งผู้สืบทอดของตระกูลหลิงจะตกเป็นของใคร ไม่แน่นอนหรอก
ซูชิงหยวนก้มตาเล็กน้อย ก่อนผลักประตูเดินเข้าไปข้างใน
เธอพิงแผ่นหลังกับประตู ยกมือขึ้นมองผิวขาวเนียนไร้ตำหนิบริเวณข้อมือของตนเอง
ไม่เหมือนชาติที่แล้ว ตรงนี้เคยมีแผลเป็นใหญ่และลึก แต่ตอนนี้กลับไร้ร่องรอยเหลืออยู่เลย
ซูหยูรานคิดว่าหลิงโม่เฉินเป็นคนรักเดียวใจเดียวไม่เคยเปลี่ยน แต่ความจริงแล้ว เธอเข้าใจผิดทั้งหมด
ความเป็นจริงแล้ว หลิงโม่เฉินเป็นคนโหดเหี้ยม ใช้วิธีการที่รุนแรงไร้ความปราณี และเชี่ยวชาญในการควบคุมจิตใจผู้อื่น เป็นอย่างมาก
ชาติที่แล้ว เขาได้ขึ้นเป็นผู้ชนะ ก็เพราะเหยียบย่ำเลือดเนื้อของเธอ!
แต่ในชาตินี้ ไม่ว่าจะอย่างไร เธอจะไม่มีวันพลาดซ้ำอีกเป็นอันขาด!
ตามธรรมเนียม
เช้าวันถัดมา ซูชิงหยวนกับซูหยูรานถือของขวัญไปเยี่ยมบ้านตระกูลหลิง เพื่อไปดูตัว
มื้อนั้นทุกคนทานกันอย่างเกรงอกเกรงใจ มองแล้วไม่ได้มีอันใดผิดปกติ
มื้อกลางวันจบลง
แม่หลิงยิ้มอย่างอ่อนโยน “ทั้งสองต่างก็เป็นเด็กดีกันทั้งคู่ ไม่ต้องมานั่งเฝ้าผู้ใหญ่หรอก ไหน ๆ วันนี้ก็ได้มาเจอกันแล้ว ออกไปเที่ยวเล่นกันเองเถอะ”
คนอื่น ๆ ก็ขานรับพร้อมกัน ซูชิงหยวนจึงลุกขึ้นตามไปด้วย
ชั่วพริบตา ห้องรับประทานอาหารก็ไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว
“ซูชิงหยวน” จู่ ๆ ก็มีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมา ไม่รู้ว่าหลิงเยี่ยนโจวมายืนข้างเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ สีหน้าเรียบนิ่งไร้อารมณ์ “ตามผมมา”
ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตอบ หลิงเยี่ยนโจวก็หันหลังเดินจากไปแล้ว
ซูชิงหยวนได้แต่จำใจ รีบก้าวตามเขาไปอย่างรวดเร็ว
ทั้งคู่เดินตรงเข้าไปจนถึงห้องหนังสือ
หลิงเยี่ยนโจวปิดประตูลงอย่างไม่ใส่ใจนัก
มีเสียงปังดังขึ้นเบา ๆ
เสียงนั้นกลับไปสะกิดเส้นประสาทอันอ่อนไหวในห้วงความทรงจำของซูชิงหยวน เพียงชั่วเสี้ยววินาทีเธอก็ถูกดึงให้หวนกลับไปยังชีวิตในชาติก่อน
ทุกครั้งที่หลิงโม่เฉินเห็นว่าเธอไม่เชื่อฟัง เขาก็จะลากเธอเข้าห้อง ถอดหน้ากากปลอม ๆ ออก หยิบเข็มขัดขึ้นมา แล้วลงมือสั่งสอนเธออย่างโหดเหี้ยม!
สายเข็มขัดฟาดลงบนร่าง ก่อให้เกิดความเจ็บแสบไปทั่วตัว
ซูชิงหยวนสะดุ้งเฮือกด้วยสัญชาตญาณ แล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว
หลิงเยี่ยนโจวเหมือนเพิ่งได้สติกลับมา ชะงักเล็กน้อย ก่อนถอยออกมาพอให้มีระยะห่างอย่างเหมาะสม “ไม่ต้องกังวล ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก คำพูดบางอย่าง คุยกันเป็นการส่วนตัวจะเหมาะกว่า”
ซูชิงหยวนดึงสติกลับมา มือข้างหนึ่งกำแน่น “รู้แล้ว”
เธอเพียงแค่ยังสลัดเงาดำที่หลิงโม่เฉินทิ้งไว้ในใจออกไปไม่ได้ก็เท่านั้น
ซูชิงหยวนตั้งสติ ก่อนมองสำรวจหลิงเยี่ยนโจวที่อยู่ตรงหน้า
ในชาติก่อน เธอเคยเจอเขาเพียงสองครั้งเท่านั้น
ครั้งหนึ่งคือตอนที่ตระกูลซูและตระกูลหลิงตกลงหมั้นกัน และอีกครั้ง… คือหลังจากที่เขาประสบอุบัติเหตุ รถชนจนเสียโฉมและเดินไม่ได้ ได้แต่นั่งอยู่บนรถเข็นเท่านั้น
และครั้งนั้น ซูชิงหยวนก็เพียงได้เห็นเขาอยู่ไกล ๆ แค่แวบเดียวเท่านั้น
เมื่อเทียบกับหลิงเยี่ยนโจวผู้ชั่วช้าในชาติที่แล้ว หลิงเยี่ยนโจวในชาตินี้ที่ยังไม่ประสบอุบัติเหตุใด ๆ กลับเหมาะสมกับสมญานามที่ว่าไร้ความปราณีและเด็ดขาดกว่ามาก
เขาสูงเกือบร้อยเก้าสิบเซ็นติเมตร เซ็ตผมปาดเรียบ สวมเชิ้ตสีเข้มเข้าชุดกับกางเกงสูท แขนเสื้อพับขึ้น เผยให้เห็นกล้ามเนื้อท่อนแขนแน่นชัดเจน
“มีเรื่องอะไรเหรอ?” ซูชิงหยวนหลุบตาลงต่ำ
อยู่ดี ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจเธอ ถ้าคนอย่างหลิงเยี่ยนโจวที่หนักขนาดนี้คิดจะทำร้ายเธอจริง ๆ เธอคงทนได้ไม่กี่ครั้งเป็นแน่
หลิงเยี่ยนโจวเดินไปที่โต๊ะหนังสือ หยิบเอกสารข้อตกลงหนึ่งชุดขึ้นมาจากกอง ก่อนโยนมาวางตรงหน้าเธอ “พูดกันให้ชัดไว้ก่อน ถึงผมจะตกลงจะแต่งงาน แต่ความจริงแล้วเราไม่ได้มีความรู้สึกต่อกันแม้แต่นิดเดียว”
ซูชิงหยวนรู้อยู่แล้วว่า เขามีคนรักอยู่ในใจแล้ว
“ผมคิดว่าคุณเองก็คงจำใจ หรือมีเหตุผลบางอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงได้ยอมแต่งงานกับผมเหมือนกัน” หลิงเยี่ยนโจวเลื่อนเอกสารเข้ามาใกล้เธอเล็กน้อย “ดังนั้นก่อนที่การแต่งงานของเราจะสิ้นสุดลง ผมหวังว่าคุณจะทำตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในข้อตกลงนี้ หลังแต่งงานเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เราต้องแสร้งทำเป็นสามีภรรยาที่รักกันดี ส่วนเมื่ออยู่ลับหลังคน ผมจะไม่แตะต้องคุณ และจะไม่ก้าวก่ายชีวิตของคุณ เช่นเดียวกัน คุณเองก็ห้ามก้าวก่ายชีวิตของผมเหมือนกัน”
ซูชิงหยวนเงยหน้าขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงเร่งรีบเล็กน้อยว่า “จริงเหรอ? !”
ปฏิกิริยาของเธอดูแปลกไป
หลิงเยี่ยนโจวยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยข้างหนึ่ง “ดูเหมือนคุณจะตั้งตารอซะเหลือเกินนะ?”
“เปล่า” ซูชิงหยวนเม้มริมฝีปาก รีบหยิบสัญญาขึ้นมาอ่านอย่างละเอียด
ข้อตกลงนั้นเป็นธรรมและตรงไปตรงมา เนื้อหาโดยรวมก็เป็นเพียงข้อควรปฏิบัติต่าง ๆ หลังการแต่งงานเท่านั้น
ซูชิงหยวนไม่มีข้อโต้แย้งอะไร เธอหยิบปากกาขึ้นมาเตรียมจะเซ็นชื่อของตัวเองลงไป แต่ก่อนปลายปากกาจะสัมผัสกระดาษ เธอกลับชะงักมือไว้กลางอากาศ
“มีอะไรเหรอ?” หลิงเยี่ยนโจวขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ยังมีตรงไหนที่คุณไม่เข้าใจอีกเหรอ?”
ซูชิงหยวนเงยหน้ามองเขา “หลิงเยี่ยนโจวถ้าหลังแต่งงานฉันทำงานวิจัยต่อ คุณก็จะไม่เข้ามายุ่งใช่ไหม?”
หลิงเยี่ยนโจวยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ใช่ ผมบอกแล้วไง พอผ่านพิธีไป เราก็ใช้ชีวิตใครชีวิตมัน”
ในจังหวะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
หลิงเยี่ยนโจวรับสายทันที น้ำเสียงที่เคยเย็นชาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด “ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวผมให้คนไปเดี๋ยวนี้ ทางนี้ผมจัดการเสร็จแล้ว อีกเดี๋ยวผมจะรีบตามไป”
ท่าทางและน้ำเสียงตอนเขารับโทรศัพท์ แตกต่างจากเวลาที่อยู่กับซูชิงหยวนอย่างสิ้นเชิง
เห็นได้ชัดว่าเขาให้ความสำคัญกับคนปลายสายเป็นอย่างมาก
ซูชิงหยวนกลับรู้สึกโล่งใจ เธอรีบตวัดปลายปากกาเซ็นชื่อลงบนเอกสารทันที
หลิงเยี่ยนโจววางสาย แล้วหันกลับมา เห็นว่าเธอเซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้ว เขาพยักหน้าเล็กน้อย “ขอบคุณ”
ข้อตกลงจัดทำไว้สองฉบับ เธอรับไปหนึ่งฉบับ
เมื่อธุระสำคัญเสร็จสิ้น หลิงเยี่ยนโจวก็ไม่รั้งเวลาไว้ เขาเก็บเอกสารข้อตกลงให้เรียบร้อย ก่อนเปิดประตูเชื้อเชิญให้ซูชิงหยวนออกไป
ออกมาจากห้องหนังสือแล้ว กลับไม่เห็นหลิงโม่เฉินกับซูหยูรานอยู่ตรงนั้น
หลิงเยี่ยนโจวเอ่ยขึ้นว่า “ดูเหมือนน้องสาวคุณกับโม่เฉินจะไปที่อื่นกันแล้ว คุณจะกลับยังไง? ต้องให้ผมจัดรถไปส่งคุณไหม?”
เขายังคงรักษาระยะห่างอย่างสุภาพ มีมารยาท ชัดเจนว่าแม้จะจำใจต้องแต่งงานกัน แต่เขาไม่ได้ปิดบังสถานการณ์ใด ๆ จากซูชิงหยวน ตรงกันข้าม เขากลับกำหนดขอบเขตระหว่างกันไว้อย่างชัดเจน
ซูชิงหยวนสบายใจขึ้น
หลังจากผ่านความทรมานทั้งด้านจิตใจและการถูกควบคุมทางร่างกายในชาติก่อนจากหลิงโม่เฉินมา คราวนี้เธอปรารถนาจะมีคู่ชีวิตที่เป็นเหมือนหลิงเยี่ยนโจว แบบที่ปลอดภัยและไม่ก้าวก่ายชีวิตเธอ เป็นที่สุด
แบบนี้เธอก็จะสามารถตัดตัวออกจากตระกูลซูได้อย่างสบายใจ และทุ่มเทให้กับงานวิจัยของตัวเองได้เต็มที่
และเมื่อถึงเวลาต้องหย่ากับหลิงเยี่ยนโจวเธอก็จะสามารถใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้อย่างอิสระ
“ไม่จำเป็น” ซูชิงหยวนรักษามารยาทตามขอบเขตที่ตกลงกันไว้ “ฉันกลับเองได้ จะเรียกแท็กซี่กลับ ขอบคุณนะ”
หลิงเยี่ยนโจวพยักหน้าอย่างห่างเหิน ก่อนเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา
ซูชิงหยวนปฏิเสธน้ำใจของพ่อบ้านตระกูลหลิงที่อาสาจะจัดรถให้ เธอเลือกเดินออกไปด้วยตัวเอง
ระหว่างเดินผ่านสวน เธอได้ยินเสียงดังเล็ดลอดออกมาจากด้านใน
“หยูราน คุณไม่ต้องกังวลนะ ผมไม่เหมือนพี่ใหญ่ ไม่ว่าเขาจะแต่งกับใครก็แค่เพื่อเอาใจครอบครัว แต่ผมจะปฏิบัติต่อคุณด้วยความจริงใจ”
เป็นเสียงของหลิงโม่เฉิน
ซูชิงหยวนชะงักเท้าโดยไม่รู้ตัว ถึงกับกลั้นลมหายใจเอาไว้เลย
เธอกลัวหลิงโม่เฉินจับใจจริง ๆ
เธอแข็งทื่ออยู่กับที่ ไม่กล้าขยับ
ผ่านใบไม้ที่บังตาเป็นเงาเลือนราง ซูชิงหยวนมองเห็นชัดเจน หลิงโม่เฉินกำลังยิ้มอ่อน แขวนสร้อยเส้นหนึ่งลงบนลำคอของซูหยูรานด้วยท่าทีอ่อนโยน
“เดี๋ยวผมใส่ให้”
ซูหยูรานมีท่าทีเหมือนเด็กสาว แก้มสองข้างแดงระเรื่อ “ค่ะ”
เธอหันหลังให้หลิงโม่เฉิน จึงไม่อาจเห็นประกายอำมหิตและความคิดอันโหดเหี้ยมที่ซ่อนลึกอยู่ในดวงตาของเขา
แม้ซูหยูรานจะเป็นลูกสาวคนเล็กของตระกูลซู แต่ตอนนี้เธอเป็นที่รักของพ่อซู และมีความเป็นไปได้สูงว่าในอนาคต เธออาจได้สืบทอดตระกูลซูต่อ
แบบนี้ตระกูลซูก็จะกลายเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้เขาชิงเป็นผู้สืบทอดได้ง่ายขึ้น
ส่วนซูชิงหยวน…
ก็เป็นแค่คนทึ่ม ๆ ที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องวิจัยเท่านั้น
ซูหยูรานลูบไล้สร้อยที่ห้อยอยู่บนลำคอ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหวานอย่างพอใจ
ในชาติก่อน เธอแต่งงานกับหลิงเยี่ยนโจวด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง คิดว่าสักวันหนึ่งจะได้ลงเอยกับเขา
แต่ไม่คาดคิดเลยว่า สิ่งที่เธอได้รับกลับมีเพียงกระดาษสัญญาแผ่นหนึ่งเท่านั้น
แค่ก้าวพลาดไปหนึ่งก้าว ก็พลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกก้าว
และท้ายที่สุด ก็ลงเอยด้วยการตายทั้งกลมตอนคลอด
ดังนั้นชาตินี้ เธอจึงเลือกหลิงโม่เฉิน ผู้ที่ดูอ่อนโยนที่สุดในสายตาเธอ
ในวันแต่งงาน เธอมั่นใจว่าจะต้องโดดเด่น เจิดจรัสยิ่งกว่าซูชิงหยวนอย่างแน่นอน!
“ดึกแล้ว เดี๋ยวผมไปส่งคุณเอง” หลิงโม่เฉินละสายตากลับมา ก่อนเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา
“ค่ะ” ซูหยูรานป็นฝ่ายเอื้อมมือไปจับมือเขาก่อน
ทั้งสองจึงเดินออกไปอีกด้าน
ซูชิงหยวนที่แอบอยู่ในเงามืดรู้สึกเข่าอ่อน แทบทรงตัวไม่อยู่ ต้องพยุงตัวกับก้อนหินข้าง ๆ เพื่อยืนให้ไหว
เธอค่อย ๆ ปรับสภาพอารมณ์ แล้วเดินตรงไปยังประตูทางออก
พอดีเห็นหลิงโม่เฉินเปิดประตูรถให้ซูหยูราน จากนั้นทั้งคู่ก็ขึ้นรถไปด้วยกัน
ผ่านกระจกหน้าต่างรถ ซูหยูรานหันมามองซูชิงหยวนที่ยืนอื้ออึงเหมือนวิญญาณหลุดลอยด้วยสายตายั่วยุ มุมปากยังยกขึ้นเล็กน้อย
ตอนนี้ซูชิงหยวนคงได้รับเพียงกระดาษสัญญาแต่งงานจากหลิงเยี่ยนโจวเท่านั้น
ชาตินี้… เธอไม่มีทางได้เป็นคนที่มีความสุขคนนั้นอีกแล้ว
รถขับออกไป
ซูชิงหยวนกลับรู้สึกมีแต่ความโล่งใจ ชาตินี้เธอจะไม่มีวันข้องแวะกับหหลิงโม่เฉินอีก
พริบตาเดียว วันแต่งงานก็ใกล้เข้ามา
หลังจากหมั้นแล้ว ซูหยูรานกับหหลิงโม่เฉินก็รักกันหวานชื่น ออกเดตกันบ่อย ๆ ราวกับกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศวันวาเลนไทน์
ส่วนซูชิงหยวน หลังจากที่ได้พูดคุยอย่างจริงจังกับหลิงเยี่ยนโจวในห้องทำงานแล้ว ทั้งสองก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย เธอทุ่มเททุกอย่างให้กับงานวิจัยของตัวเองเพียงอย่างเดียว
หลังจากที่ผู้ใหญ่ของตระกูลหลิงและตระกูลซูได้ประชุมปรึกษากัน จึงตัดสินใจจัดงานแต่งงานของคู่บ่าวสาวทั้งสองคู่ขึ้นพร้อมกัน
ในคืนก่อนวันแต่งงาน ซูชิงหยวนได้รับชุดเจ้าสาวและเครื่องประดับที่หลิงเยี่ยนโจวให้คนส่งมาให้
ตามที่หลิงเยี่ยนโจวเคยพูดไว้ เขาแสดงบทบาทได้อย่างแนบเนียนต่อหน้าผู้คน ให้ซูชิงหยวนทั้งศักดิ์ศรีและความสูงส่งตามที่เธอควรจะได้รับอย่างครบถ้วน
“คุณซู ชุดแต่งงานชุดนี้เป็นงานออกแบบพิเศษจากฝรั่งเศส คุณหลิงได้สั่งตัดไว้ล่วงหน้าสามเดือนแล้วครับ” คนที่นำของมาส่งคือผู้ช่วยของหลิงเยี่ยนโจว ชื่อหลินโม่ “ยังมีเครื่องประดับ ก็เป็นเพชรสีน้ำเงินที่หายาก คุณหลิงถึงกับบินไปอิตาลี เพื่อให้ช่างฝีมือเก่าแก่ระดับร้อยปีทำขึ้นเป็นพิเศษ”
ทั้งชุดเจ้าสาวและสร้อยคอต่างก็สวยงดงาม เปล่งประกายสะดุดตาจับใจ
แต่ซูชิงหยวนกลับไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ เลย เธอเพียงยิ้มอย่างนุ่มนวลแล้วเอ่ยว่า “ขอบคุณค่ะ”
ถึงคำพูดของหลินโม่จะฟังดูเกินจริงอยู่บ้าง แต่ท่าทีของหลิงเยี่ยนโจวนั้นจริงใจชัดเจน แสดงให้เห็นว่าเพียงแค่เธอทำตามข้อตกลง เขาไม่มีทางเอาเปรียบเธอแน่นอน
ส่งหลินโม่ออกไปแล้ว ซูชิงหยวนหันกลับมา ก็เห็นซูหยูรานยืนอยู่ในห้องรับแขกพอดี
“น่าประทับใจมาก!” ซูหยูรานมีความไม่พอใจวาบผ่านในดวงตา “ได้แต่งเข้าตระกูลหลิงกับว่าที่ผู้สืบทอดในอนาคตนั้นต่างกันจริง ๆ”
ซูชิงหยวนรู้อยู่แก่ใจถึงสิ่งที่เธอเคยทำในชาติก่อน จึงไม่อยากต่อปากต่อคำกับคนเช่นนี้มากนัก เธอเพียงกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “น้องกับคุณชายรองหลิงรักใคร่กันดี ดูท่าแล้วคุณชายรองหลิงก็คงจะไม่เอาเปรียบเธอ”
ในชาติก่อนหลิงโม่เฉินสวมหน้ากากอยู่ตลอด จนกระทั่งหลังแต่งงานไปสามเดือน เขาถึงค่อยถอดมันออก
ในวันแต่งงาน ชุดเจ้าสาวและเครื่องประดับที่เขาเตรียมไว้ให้เธอ ถึงจะเทียบกับสิ่งที่หลิงเยี่ยนโจวจัดเตรียมให้ในชาตินี้ไม่ได้ แต่ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
แต่เธอไม่รู้เลยว่าคำพูดนั้นได้ทิ่มแทงใจซูหยูรานเข้าอย่างจัง
เพราะหลิงโม่เฉินเคยบอกไว้ว่า งานแต่งจะจัดพร้อมกันทั้งสองคู่ และเนื่องจากหลิงเยี่ยนโจวเป็นทายาทหลักของตระกูลหลิง ดังนั้นมาตรฐานพื้นฐานของงานทั้งหมดจึงไม่ควรสูงเกินกว่าของหลิงเยี่ยนโจว
ชุดเจ้าสาวและเครื่องประดับที่เตรียมไว้ให้ซูหยูราน แม้จะถือว่าไม่เลว แต่เมื่อเทียบกับของซูชิงหยวนแล้ว กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
“เธอภูมิใจมากเหรอ?” ซูหยูรานหัวเราะเยาะ นัยต์ตามีกลิ่นอายอันมืดมิดแวบผ่าน “ความภูมิใจของเธอ อยู่ได้อีกไม่นานหรอก!”
ในชาติก่อนเธอสามารถทำให้หลิงเยี่ยนโจวเสียโฉมจนกลายเป็นคนพิการได้ ชาตินี้เธอก็ทำได้เหมือนกัน!
ตราบใดที่หลิงโม่เฉินรักเธอ เธอก็สามารถผลักดันเขาให้ขึ้นเป็นทายาทได้อย่างไม่ยากเย็น
ซูชิงหยวนเพียงพยักหน้ารับเบา ๆ ไม่พูดอะไรต่อ แล้วเดินสวนผ่านเธอไปเงียบ ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้นตอนตีสี่ ทีมช่างแต่งหน้าจากตระกูลหลิงก็มาถึง ทั้งสองจึงเริ่มแต่งหน้าในห้องแยกกัน
คืนก่อนหน้านั้น ซูชิงหยวนมัวอ่านเอกสารงานวิจัยอยู่ทั้งคืน แทบไม่ได้นอนเลย
ตอนนี้ในหัวของเธอก็ยังคงหมุนวนไปกับข้อมูล ๆ หนึ่ง
“แปลกจริง” ช่างแต่งหน้าที่อยู่ด้านข้างพูดขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า “ลิปสติกแท่งนี้ทำไมดูแปลก ๆ หรือว่าหมดอายุแล้ว?”
“คงไม่ใช่มั้งคะ” ผู้ช่วยช่างแต่งหน้าพูดออกมาเบา ๆ อย่างรู้สึกผิด “ดูเหมือนว่ามันจะเป็นแบบนี้แหละค่ะ ตอนนี้ไม่ทันแล้ว เอาลิปสติกแท่งอื่นมาแต่งให้คุณซูก่อนเถอะ”
ช่างแต่งหน้าก็ไม่ได้คิดมาก จึงเปลี่ยนเป็นลิปสติกแท่งอื่นแล้วก้าวเข้ามาเพื่อทาลิปให้ซูชิงหยวน
“เดี๋ยว” ซูชิงหยวนยื่นมือออกไป “ฉันขอดูลิปสติกได้ไหม?”
เธอเหลือบตามองผู้ช่วยข้าง ๆ เพียงแว่บเดียว ใบหน้าของผู้ช่วยก็ฉายแววลนลานขึ้นมาทันที
ช่างแต่งหน้าไม่ได้ปฏิเสธ และยื่นลิปสติกให้ซูชิงหยวนทันทีพลางพูดว่า “ลิปแท่งนี้แปลกจริง ๆ แต่แบรนด์นี้ดูเหมือนจะเป็นแบบนี้อยู่แล้ว โชคดีที่เรามีลิปสติกแท่งอื่นสำรองไว้”
ผู้ช่วยรีบเสริมต่อว่า “ใช่ค่ะ พอดีตั้งใจเก็บแท่งนี้ไว้สำรอง ถ้าระหว่างพิธีเครื่องสำอางหลุดหรือเลอะ ก็จะได้ใช้ทาได้”
ซูชิงหยวนก้มตาลง เปิดลิปสติกออกมาดูอย่างละเอียด แล้วลองสูดกลิ่นเบา ๆ ริมปากคลี่ยิ้มจาง ๆ ขึ้นมาทันที
ด้านในลิปสติกนั้นถูกผสมผงถั่วลิสงลงไป และซูชิงหยวนแพ้ถั่วลิสงพอดี
คนที่คิดแผนแบบนี้ขึ้นมาได้ นอกจากซูหยูรานแล้ว ซูชิงหยวนก็นึกถึงใครไม่ออกอีก
ท้ายที่สุดแล้ว ในชาติก่อนซูหยูรานก็เคยใช้วิธีสกปรกแบบนี้กับเธอมาแล้ว และยิ่งไปกว่านั้นยังมีเล่ห์เหลี่ยมที่ชั่วร้ายยิ่งกว่านี้อีกมากมายด้วย
ซูชิงหยวนยิ้มบาง ๆ พร้อมส่งลิปสติกคืนให้ แล้วโบกมือเรียกช่างแต่งหน้าให้เข้ามาใกล้ ๆ
ช่างแต่งหน้าโน้มตัวเข้ามาใกล้เธอ แล้วเธอก็กระซิบบางอย่างเบา ๆ ในหูของอีกฝ่าย
ผู้ช่วยฟังไม่ออกว่าอะไร จึงทำได้แค่ยืนร้อนใจอยู่ข้าง ๆ
ดวงตาของช่างแต่งหน้าแปรเปลี่ยนไปทันที ก่อนพยักหน้าเบา ๆ “รับทราบค่ะ”
เมื่อการแต่งหน้าและจัดทรงเสร็จเรียบร้อย บรรดาเพื่อนเจ้าสาวก็เข้ามาในห้องพอดี
ฝั่งซูชิงหยวนนั้นมีเพื่อนเจ้าสาวแค่คนเดียวคือเซี่ยหว่านซิง ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทที่ผูกพันกันมาตั้งแต่เด็กจนโต
เซี่ยหว่านซิงพอเดินเข้ามาก็กวาดสายตามองเธอ ก่อนจะโน้มตัวมากระซิบที่ข้างหูเบา ๆ ว่า “เรื่องที่เธอบอกไว้ ฉันจัดการเรียบร้อยแล้ว แต่เธอรู้ได้ยังไงว่าฟู่วานวานจะพูดแบบนั้น เธอจะมางานแต่งจริง ๆ เหรอ?”
ฟู่วานวานคือรักแรกที่หลิงเยี่ยนโจวเก็บไว้ในใจมาตลอด ในชาติก่อนซูหยูรานอยากได้หัวใจของเขามาครอบครอง จึงทำเรื่องร้าย ๆ ใส่ฟู่วานวานอยู่ไม่น้อย
ท้ายที่สุดซูหยูรานถึงขั้นเสียสติร่วมมือกับคนภายนอก วางแผนใส่ร้ายและทำร้ายหลิงเยี่ยนโจวเลยทีเดียว
ทำให้เขาใบหน้าเสียโฉม ขาทั้งสองข้างพิการ กลายเป็นคนที่ทำได้เพียงนั่งอยู่บนรถเข็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วนฟู่วานวาน ผู้หญิงที่หลิงเยี่ยนโจวปกป้องด้วยชีวิต หลังจากดูแลเขาอยู่สามเดือนก็ตระหนักได้ว่าเขาไร้ประโยชน์สำหรับเธอ และสุดท้ายก็จากเขาไป
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่เตรียมพร้อมไว้ก่อนก็เท่านั้น” ซูชิงหยวนยิ้มอ่อน
เพราะในชาติก่อน ฟู่วานวานเคยมาปรากฏตัวในงานแต่ง และยังทำให้ซูหยูรานต้องอับอายมาแล้วด้วย
เซี่ยหว่านซิงพยักหน้า “ก็จริง ถึงเธอกับหลิงเยี่ยนโจวจะแต่งงานกันตามข้อตกลง ไม่ได้ตั้งใจจะไปยุ่งความสัมพันธ์ของเขากับฟู่วานวาน แต่ฟู่วานวานอาจไม่คิดแบบนั้น ระวังเอาไว้ย่อมดีกว่าเสมอ”
ในเรื่องนี้ซูชิงหยวนไม่ได้ปิดบังเธอเลย
เพราะในชาติก่อน เซี่ยหว่านซิงต้องแลกด้วยชีวิตเพื่อช่วยเธอให้รอดจากหลิงโม่เฉิน
ในชาตินี้เธอจะต้องปกป้องเซี่ยหว่านซิงให้ได้!
ไม่นานเจ้าบ่าวก็มารับตัว ตัดขั้นตอนพิธีที่ยุ่งยากออกไป ทำให้พวกเธอมาถึงสถานที่จัดงานแต่งได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งสี่คนยืนอยู่หน้าประตูโบสถ์จัดพิธี
ซูชิงหยวนและหลิงเยี่ยนโจวยืนเคียงข้างกันอยู่แถวหน้า ตามด้วยซูหยูรานและหลิงโม่เฉินที่ยืนอยู่ด้านหลัง
ประตูถูกเปิดออกจากด้านใน
เสียงปรบมือดังกึกก้องทั่วทั้งงาน
หลิงเยี่ยนโจวยื่นมือมาอย่างสุภาพ ซูชิงหยวนจึงจับมือเขาอย่างมีมารยาท แล้วทั้งสองก็เดินเข้าสู่พิธีพร้อมกัน
มองเผิน ๆ แล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นคู่ชายหล่อหญิงสวย ช่างเหมาะสมกันอย่างยิ่ง
ถัดจากทั้งสองก็เป็นซูหยูรานเดินตามหลังมา
ก่อนขึ้นเวทีเธอแตะลิปสติกเพิ่มเล็กน้อยเพื่อความมั่นใจ พอแน่ใจว่าไม่มีปัญหาแล้ว จึงคล้องแขนหลิงโม่เฉินอย่างแนบชิด และก้าวขึ้นไปบนเวทีพร้อมกัน
แต่ทันทีที่เธอขึ้นไปบนเวที แสงสปอตไลต์ก็ตกกระทบลงบนตัวเธอเต็มดวง
ด้านล่างเวทีก็พลันเงียบกริบลงในทันที
ซูหยูรานรู้สึกใจหวิวขึ้นมาทันที รับรู้ได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ เริ่มจากริมฝีปากที่แสบร้อน แล้วตามมาด้วยแก้มที่ร้อนผ่าวขึ้นเรื่อย ๆ
เธอหันไปมองหลิงโม่เฉินอย่างตกใจลนลาน “โม่เฉิน เกิดอะไรขึ้น หน้าฉันมีอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
“ไม่มีอะไร” หลิงโม่เฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย “คงจะแพ้นิดหน่อย ไม่ร้ายแรง เดี๋ยวผมให้คนไปเอายามาทาให้”
ซูหยูรานชะงักไปทันที
แพ้เหรอ?!
จะเป็นไปได้ยังไง!
ตามเหตุผลแล้ว คนที่ควรแพ้น่าจะเป็นซูชิงหยวนไม่ใช่เหรอ
แววตาเธอฉายแววชั่วร้ายวาบผ่าน
ต้องเป็นซูชิงหยวนแน่ ๆ เธอต้องทำอะไรบางอย่างแน่นอน
นังสารเลวคนนั้น เจ้าแผนการถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?!