ตอนที่ 1
ด้านหน้าปากซอยแห่งหนึ่งเป็นที่ตั้งของตลาดสดขนาดใหญ่ มีแผงขายสินค้ามากกว่าสองร้อยแผง และรอบๆ มีอาคารห้องแถวให้เช่ามีผู้เช่าเต็มทุกห้อง เจ้าของตลาดและห้องแถวในย่านนี้มีคฤหาสน์หลังงามอยู่ท้ายซอย
“ป้าครับ รู้จักบ้านคุณนายแพรพรรณกับคุณสมเกียรติไหมครับ”
รถกระบะคันหนึ่งแล่นมาจอด แล้วเปิดกระจกฝั่งคนขับหยุดถามแม่ค้าขายกล้วยทอดหน้าทางเข้าตลาด
“ขี่รถไปจนสุดซอยนู้นเลยค่ะ บ้านหลังใหญ่ๆ ตรงนั้นแหละ บ้านคุณแพรพรรณกับคุณสมเกียรติ”
“ขอบคุณครับป้า ออ ผมขอกล้วยทอดกับมันทอดร้อยนึงครับ”
คำขอบคุณมาพร้อมกับธนบัตรสีแดงถูกส่งให้แม่ค้า เมื่อได้รับถุงกล้วยทอดรถกระบะกลางเก่ากลางใหม่คันนั้น ก็แล่นเข้าไปในซอยตามทางที่แม่ค้าบอก แล้วไปจอดอยู่ข้างรั้วบ้านไม่ไกลจากประตูทางเข้า รถจอดนิ่งอยู่แบบนั้นนานร่วมสิบนาที ก็เห็นประตูบ้านเปิดออก รถยนต์หรูสีดำคันหนึ่งแล่นออกมาจากด้านในจอดรออยู่หน้าบ้าน ใบหน้ารกครึ้มด้วยหนวดเคราของคนมอง ปรากฏรอยเหยียดบนมุมปากเล็กน้อยก่อนจะคลายลง ดวงตาคมกริบใต้เรียวคิ้วดกหนาจ้องมองอย่างตั้งใจ ครู่ต่อมาร่างระหงของหญิงสาวคนหนึ่ง ในชุดกระโปรงยาวสีขาวก็ออกมาจากด้านใน พร้อมกับหญิงวัยกลางคนเดินตามมาด้วย ทั้งสองหยุดพูดคุยอะไรกันหน้าบ้านครู่หนึ่ง ก่อนที่หญิงสาวคนนั้นจะขึ้นรถที่จอดรออยู่ออกไป คนซุ่มมองรีบขยับลงจากรถเดินตรงมาหาคนที่กำลังจะปิดประตูบ้าน
“ป้าครับ ขอถามอะไรหน่อยครับ”
คนพูดมองสภาพของชายหนุ่ม ที่สวมเสื้อเชิ้ตเก่ากับกางเกงยีนส์สีซีด ด้วยสายตาระแวง ท่าทางอีกฝ่ายดูไม่น่าไว้ใจ
“ที่นี่ บ้านคุณนายแพรพรรณกับคุณสมเกียรติใช่ไหมครับ”
“ใช่ ที่นี่ไม่ซื้อของเร่ขายหรอกนะ”
แกโบกมือปฏิเสธเมื่อคิดว่าอีกฝ่ายมาขายของ ผลักประตูรั้วปิดเตรียมหันหลังกลับเข้าไปในตัวบ้าน แต่ชายหนุ่มเรียกไว้อีกครั้ง
“เดี๋ยวก่อนสิป้า ผมไม่ได้มาขายของ ผมมาสมัครงานครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ออ ที่นี่คนงานเต็มแล้ว ไม่รับเพิ่มหรอกจ้าพ่อหนุ่ม”
“ผมได้ยินคนที่ตลาดบอกว่า ถ้าอยากได้งานให้มาลองสมัครดู” เขายังไม่ละความพยายาม
“ที่นี่คนงานเต็มแล้วจริงๆ ไปหางานที่อื่นเถอะ แถวอู่รถหน้าปากซอยเหมือนติดป้ายรับสมัครคนงาน ลองไปถามดูสิ บอกว่าป้าแววแนะนำมาก็ได้”
ท่าทางหวาดระแวงคลายลง เมื่อเห็นท่าทีซื่อๆ ของของฝ่ายตรงข้าม นางแววแม้บ้านของที่นี่ จึงแนะนำด้วยความหวังดี
“น่าเสียดาย ผมอยากทำงานที่บ้านใหญ่ๆ แบบนี้ คงอยู่สุขสบายดี” คำพูดนั้นทำให้คนฟังยิ้มขำในความซื่อ
“เป็นคนใช้เขาจะสบาย ได้ยังไง แม้แต่หลานในไส้คุณนายแกยังเรียกใช้ หัวไม่วางหางไม่เว้น”
ในสายตาคนภายนอกอาจคิดว่าการได้ทำงานในคฤหาสน์หลังใหญ่สบาย แต่ความจริงแล้วคนงานที่นี่มีน้อยมากเพียงสามคนเท่านั้น ประกอบด้วยตัวนางเองที่มีหน้าที่เป็นแม่บ้าน นายมั่นสามีของนางทำหน้าที่เป็นคนขับรถและควบตำแหน่งคนสวน และมีเด็กชาวเขาชื่ออาหมี่คอยช่วยทำความสะอาดในบ้าน รวมถึงหลานสาวของเจ้าบ้านที่โดนใช้งานราวกับคนรับใช้อีกคน พอเรียนจบมัธยมก็ไม่ยอมให้เรียนต่อบอกว่าสิ้นเปลือง แต่ลูกสาวตัวเองกลับส่งให้เรียนมหาวิทยาลัยเอกชน คิดแล้วน่าเวทนานัก
“เห็นว่าคุณนายแพรพรรณแกมีลูกสาวสวย ผมอยากเห็นเป็นบุญตา” คนพูดชะเง้อมองเข้าไปในบ้าน
“ก็เพิ่งออกไปเมื่อกี้ไม่เห็นหรือไง หน้าอย่างเอ็งได้แค่มองไฟท้ายรถก็บุญหัวแล้ว อย่าคิดไปหมายปองดอกฟ้าเลย เพราะคุณหนูของฉัน เธอกำลังจะแต่งงานกับเศรษฐี นี่เดือนหน้าก็จัดงานแล้ว เห็นว่าเจ้าบ่าวเตรียมงานใหญ่โต”
นางแววพูดข่มเกทับเจ้าหมาข้างถนนให้เลิกฝันกลางวัน เมื่อครู่คุณหนูของนางกำลังจะออกไปข้างนอก จึงเรียกนายมั่นคนขับรถไปส่ง นางเลยขอให้พาคุณมัสลินไปส่งที่หน้าปากซอยด้วย ไม่อยากให้เดินตากแดดร้อนๆ ออกไปเก็บค่าเช่าให้คุณนาย
“อ้อ คนเมื่อกี้ในรถ” เขาพยักหน้าทำท่านึกออก
“ฉันจะเข้าบ้านแล้ว จะไปไหนก็ไปเถอะ”
พูดจบนางแววก็พาร่างค่อนข้างท้วมของตนเดินกลับเข้าไปในตัวบ้าน ปล่อยให้ชายหนุ่มคนนั้นมองอยู่นอกรั้ว โดยไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายหยิบโทรศัพท์มาเปิดดูภาพที่เพิ่งถ่ายไปเมื่อครู่
“นี่สินะลูกสาวนายสมเกียรติ นางแพรพรรณ หึ สวยน่ารักขนาดนี้ ช่างเลือกไม่เบานี่ ไอ้ภานุ”
ร่างสูงใหญ่หมุนกายเดินออกมาจากหน้าประตูรั้ว เดินกลับมานั่งบนรถกระบะก่อนจะสตาร์ทเครื่องขับออกมา เมื่อบรรลุเป้าหมายในการสืบดูประวัติของว่าที่เจ้าสาวของภานุ อัศวนาวิน ใบหน้าคร้ามคมรกเรื้อด้วยหนวดเคราหนา มีรอยยิ้มหยันเมื่อปรายตามองหญิงสาวในรูป
“ไอ้ภานุ เกมของเรากำลังจะเริ่มต้น ฉันไม่ปล่อยให้แกมีความสุขหรอก”
///
รถยนต์หรูคันงามแล่นมาจอดหน้าปากซอย ประตูด้านข้างคนขับเปิดออกพร้อมกับร่างของหญิงสาวก้าวลงมา ไม่ทันจะเดินออกไปกระจกรถตรงที่นั่งด้านหลังก็เปิดออก
“ยายมัส ฝากซื้อพายมะพร้าว เอามาสองกล่องนะ แช่ตู้เย็นไว้ให้ด้วยเดี๋ยวเย็นนี้จะกลับมากิน” ธนบัตรสีเทาถูกยื่นส่งให้
“ค่ะ พี่ป่าน” มัสลินยื่นมือไปรับธนบัตรของพี่สาวมาเก็บไว้
ลินินปรายตามองไปยังตึกแถวข้างตลาดนิดหนึ่ง เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูงเปิดประตูร้านขายขนมออกมาก็รีบกดปิดกระจกรถ แล้วสั่งให้คนรถขับออกไปทันที
“สงสัยวันนี้ฝนจะตก ยายคุณหนูป่านยอมให้นั่งรถมาด้วย”
“พอดีพี่ป่านมีธุระ เลยให้มัสติดรถมาด้วย พี่ปอนด์อย่าไปแขวะพี่ป่านเลยค่ะ เดี๋ยวพี่ป่านรู้เข้าจะพาลเกลียดขี้หน้าพี่ปอนด์มากกว่าเดิม”
มัสลินรีบบอกเกรงว่าปรัชญ์จะเหน็บแนมพี่สาวเธอมากกว่านี้ เขากับลินินเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่เรียนมัธยม ปรัชย์อายุมากกว่าลินินสามปีแก่กว่ามัสลินห้าปี เขาย้ายมาเรียนโรงเรียนเดียวกับเธอและพี่สาว เขาย้ายมาพร้อมกับมารดามาเช่าตึกแถวเปิดร้านขายขนมที่ตลาดทรัพย์เจริญแห่งนี้ เปรมใจแม่ของปรัชญ์เป็นลูกศิษย์เก่าของคุณยายของมัสลิน จึงมักพาลูกชายแวะไปหาท่านที่บ้านบ่อยๆ พลอยให้เด็กทั้งสองสนิทสนมกัน
“ช่างสิ ใครจะสน มาเข้ามาก่อน ข้างนอกร้อนจะตาย เดี๋ยวแดดเผาดำหมด”
ปรัชญ์เปิดประตูร้านให้หญิงสาวเดินเข้าไปด้านใน กลิ่นหอมของขนมปังลอยฟุ้งชวนน้ำลายสอทันทีที่เข้ามา ทำเอาคนได้กลิ่นท้องร้องเสียงดัง
“หิวใช่ไหม มานั่งตรงนี้ก่อน เดี๋ยวพี่เอาอะไรมาให้กิน”
ลูกชายเจ้าของร้านได้ยินเสียงท้องร้องก็จูงมือมัสลินมานั่งที่เก้าอี้ แล้วเดินหายเข้าไปด้านใน ก่อนจะกลับมาพร้อมข้าวผัดและน้ำหวานมาวางตรงหน้า
“ข้าวผัดไส้กรอกของชอบของมัสไง แม่พี่ทำไว้ให้ นี่น้ำกระเจี๊ยบเย็นๆ จะได้สดชื่น”
“ขอบคุณค่ะ น่ากินมากเลย มัสกินก่อนนะคะ”
มัสลินเอ่ยขอบคุณแล้วลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อย ตั้งแต่เช้าเธอได้กินข้าวต้มไปชามเดียว หลังจากป้อนข้าวป้อนยาให้คุณยายที่นอนป่วยอยู่ ก็ต้องมาช่วยเด็กอาหมี่ทำความสะอาดบ้าน กว่างานจะเสร็จก็บ่ายคล้อย ไม่ทันจะได้กินอะไรคุณป้าแพรก็ใช้ให้มาเก็บค่าเช่า โชคยังดีที่นางแววฝากเธอติดรถของพี่สาวออกมาด้วย หากปั่นจักรยานออกมาเหมือนทุกครั้งคงลำบากกว่านี้
“พี่สงสารมัสเหลือเกิน ทำไมต้องทนให้เขาใช้งานราวกับทาสแบบนั้น มัสเรียนจบมีวุฒิปริญญาน่าจะหางานทำแล้วย้ายออกมาอยู่ข้างนอก”
ตอนที่ 2.
ปรัชญ์มองมัสลินด้วยแววตาเวทนา มัสลินเป็นลูกสาวของคุณไหมพิมพ์ลูกสาวคนเล็กของคุณยายฝ้ายคำกับสามีนักดนตรีชาวอังกฤษ เมื่ออายุได้สิบสองก็ต้องกำพร้าสูญเสียบิดามารดาจากอุบัติเหตุรถคว่ำ คุณยายฝ้ายคำรับหลานสาวมาเลี้ยงดูให้อยู่อาศัยที่เรือนไทยของท่าน ในบริเวณเดียวกับคฤหาสน์ของลูกสาวคนโตกับสามี ห้าปีแรกมัสลินได้รับการดูแลอย่างดีจากผู้เป็นยาย แต่พอปีต่อมาคุณยายฝ้ายคำเกิดล้มป่วยนอนติดเตียง แพรพรรณถือโอกาสนี้ให้คนเป็นแม่เซ็นยกอำนาจในการดูแลทรัพย์สินให้ตนเอง แล้วใช้อำนาจที่มีข่มเหงหลานสาวในไส้ เรียกไปใช้งานในบ้าน รวมถึงเป็นคนเก็บค่าเช่าตึกและค่าแผงในตลาด แลกกับอาหารและค่ารักษาพยาบาลของคนป่วย มัสลินจำต้องยอมให้ผู้เป็นป้ากดขี่ข่มเหง จนเรียนจบมัธยมปลายนางแพรพรรณไม่ยอมส่งเสียให้เรียนต่อ เปรมใจสงสารจึงแนะนำให้มัสลินเรียนต่อทางไกลกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จนจบปริญญามาอย่างยากเข็ญ
“ถ้ามัสออกมา แล้วใครจะดูแลคุณยาย”
มัสลินวางช้อนลง ยิ้มเศร้า แววตาอ่อนแสงลงเมื่อนึกถึงคนป่วยที่นอนเป็นอมพาตมาร่วมหลายปี ทุกวันนี้เธออดทนทำทุกอย่างก็เพราะมีคุณยายเป็นแรงใจ หากไม่นับผู้เป็นป้าแล้ว ท่านคือญาติคนเดียวในโลกที่เหลืออยู่ จะให้เธอทอดทิ้งท่านไปหาความสุขสบายมัสลินคงทำไม่ได้
“คุณนายแพรพรรณเขามองมัสว่าเป็นหลานที่ไหน แม่แท้ๆ อย่างคุณยายก็ปล่อยให้นอนติดเตียง ไม่จ้างพยาบาลมาดูแล ไม่หาหมอดีๆ มารักษา ปล่อยให้ท่านนอนเหมือนผักอยู่ในห้อง คนอะไรใจร้ายใจดำไม่มีใครเท่า”
ปรัชญ์ก่นด่าญาติผู้ใหญ่ของมัสลินด้วยความเกลียดชัง หากมัสลินยอมให้เขากับแม่ช่วย คงไม่ต้องทนรองมือรองเท้าเป็นทาสในเรือนเบี้ยให้ผู้เป็นป้ามานานหลายปีแบบนี้หรอก เขารู้ว่ามัสลินกตัญญูต่อคุณยาย ยอมอดทนเพื่ออยู่ดูแลท่าน ทั้งที่นางแพรพรรณเห็นว่าเธอเป็นกาฝากที่มาอาศัยบ้านอยู่
“ช่างเถอะค่ะพี่ปอนด์ มัสขอแค่ได้ดูแลคุณยาย มัสก็พอใจแล้ว มัสไปล้างจานก่อนนะคะอิ่มแล้ว”
มัสลินไม่อยากต่อความยาวให้ปวดร้าวมากกว่านี้ ลุกขึ้นหยิบจานกับแก้วเปล่านำไปล้างหลังร้าน เปรมใจแม่ของปรัชญ์กำลังอบขนมอยู่หันมาเห็นก็รีบมารับจานชามไปวางในอ่างล้างจาน
“เอามานี่ ไม่ต้องล้างหรอกเดี๋ยวป้าล้างเอง”
“มัสล้างเองดีกว่าค่ะ มาฝากท้องกับป้าเปรมบ่อยๆ แค่นี้ก็เกรงใจจะแย่”
มัสลินไม่ยอมทำตัวไร้ประโยชน์ หยิบฟองน้ำมาล้างจานชามในอ่างล้างจานจนหมด เธอได้อาศัยข้าวน้ำจากความเมตตาของเปรมใจมาหลายปี นับตั้งแต่คุณยายป่วยเธอแทบไม่ได้กินอิ่ม คนเป็นป้าไม่ใส่ใจเรื่องอาหาร ปล่อยให้หลานสาวกินอยู่กับคนรับใช้ ตัวเองกับสามีและลูกสาวมักจะรับประทานอาหารนอกบ้าน ในครัวจึงแทบไม่มีของสดติดไว้ คนในบ้านได้ค่าอาหารเพียงเล็กน้อยไม่พอกินอิ่มครบทุกคน คนรับใช้อย่างนางแวว นายมั่นและเด็กอาหมี่ พอมีเงินเดือนให้ใช้จ่ายจึงไม่ลำบากนัก แต่มัสลินไม่มีเงินเดือนเหมือนคนอื่น อาศัยทำขนมไทยมาฝากขายที่ร้านของเปรมใจ และได้ฝากท้องกับเจ้าของร้านเป็นบางมื้อ พอมีเงินเป็นค่าอาหารให้ตัวเองและคนป่วยได้กิน ยังดีที่แพรพรรณจ่ายค่ารักษาและค่าอุปกรณ์พวกผ้าอ้อมและยาให้มารดาตัวเอง มัสลินจึงไม่ลำบากมากกว่าที่เป็น มัสลินไม่กล้าเล่าให้คนเป็นยายฟังกลัวท่านจะคิดมาก บั่นทอนสุขภาพให้แย่ลง ได้แต่อดทนให้เวลาผ่านไปในแต่ละวัน ท่ามกลางความเวทนาของคนที่รู้เรื่อง
“มีลูกค้าเขาอยากได้ขนมกลีบลำดวน เขาลองเอาไปขายที่ร้านกาแฟของเขาแล้วลูกค้าติดใจ มาสั่งป้าให้ส่งให้อาทิตย์ละห้าสิบกล่อง มัสทำไหวไหมลูก”
“ไหวคะ มัสคงต้องขอยืมเตาอบป้าเปรมนะคะ เตาที่บ้านมันเล็กกลัวจะอบได้ไม่พอ”
มัสลินรีบตอบรับด้วยน้ำเสียงยินดี การได้ยอดขายเพิ่มขึ้น เท่ากับรายได้ที่มากขึ้น ต่อให้ไม่ไหวเธอก็ต้องทำให้ไหว อาจจะต้องแอบย่องออกมาช่วงค่ำสักสองชั่วโมงมาอบขนม
“ป้าเพิ่งซื้อเตาใหม่ มัสใช้เตาเก่าของป้าได้เลย พวกส่วนผสมป้าจะซื้อมาเผื่อ เงินค่าขายขนมป้ายังไม่ได้จ่ายให้มัส ยังพอมีเหลือ”
เปรมใจมีน้ำใจเสมอ นางหาลูกค้าใหม่ๆ ให้มัสลิน ช่วยซื้อวัตถุดิบมาให้ ด้วยรู้ว่ามัสลินไปซื้อมาด้วยตัวเองลำบาก มีเพียงฝีมือการทำขนมไทยและเบเกอรี่ ที่คุณยายฝ้ายคำถ่ายทอดให้เป็นมรดกความรู้ติดตัว ช่วยในการหาเลี้ยงตัวเอง หากเป็นมรดกทรัพย์สินเงินทอง คงถูกนางแพรพรรณแย่งชิงเอาไปหมด
“ขอบคุณมากค่ะป้าเปรม เดี๋ยวคืนนี้สักสองทุ่ม มัสจะแวะมาขอใช้เตาอบนะคะ”
“ได้เลยจ้า ป้าจะให้ตาปอนด์เปิดประตูไว้ให้ ตาปอนด์นอนดึกจะได้อยู่เป็นเพื่อนมัส”
มัสลินอยู่ช่วยเปรมใจเอาขนมออกจากเตาจนเสร็จ ก็ยกมาหน้าร้าน เวลาเลิกเรียนผู้ปกครองมักพาลูกหลานตัวเองแวะมาซื้อขนมก่อนกลับบ้าน ร้านขนมของเปรมใจมีทั้งเบเกอรี่และขนมไทย รสชาติดีเป็นที่นิยมของคนในละแวกนี้และใกล้เคียง ช่วงเช้าและช่วงเย็นจึงเป็นช่วงที่ขายดี
“เชิญค่ะ ขนมเพิ่งอบเสร็จร้อนๆ เลย”
มัสลินช่วยสองแม่ลูกขายขนมมือเป็นระวิง กว่าลูกค้าจะซาขนมในร้านก็หมดไปหลายถาด ขนมอบใหม่หมดเกลี้ยง เหลือเพียงขนมแห้งพวกคุกกี้และขนมปังกรอบเท่านั้น เปรมใจเลยสั่งให้ปิดร้าน
เปรมใจขึ้นไปพัก โดยปล่อยให้สองหนุ่มสาวช่วยกันเก็บข้าวของล้าง ทำสะอาดร้าน หลังจากเสร็จงานทั้งสองก็มานั่งคุยกัน
“ร้านป้าเปรมขายดีแบบนี้ทุกวัน อีกไม่นานก็มีเงินซื้อตึกได้แล้วมั้ง”
“แม่พี่ก็อยากซื้อ แต่คุณนายแพรพรรณเขาไม่ขายให้ สัญญาเช่าสิ้นปีนี้ก็จะหมดแล้ว ถ้าไม่ยอมต่อให้ พี่กับแม่คงต้องหาร้านใหม่”
เปรมใจเคยไปขอซื้อตึกแถวสองคูหาที่ตัวเองเช่าอยู่ แต่แพรพรรณไม่ยอมขายให้ แถมยังไม่ยอมต่อสัญญาเช่าที่ใกล้จะหมดลง เหมือนจงใจให้สองแม่ลูกย้ายออกไปจากที่นี่
“ตึกแถวกับตลาดยังเป็นชื่อของคุณยายค่ะ ป้าแพรไม่มีสิทธิ์ขาย แบบนี้มังคะป้าแพรเลยไม่ได้ขายให้ป้าเปรม”
แม้คุณยายฝ้ายคำจะเซ็นยกอำนาจ ในการจัดการดูแลทรัพย์สินให้แพรพรรณไปแล้ว แต่เจ้าของทรัพย์สินทั้งหมดยังเป็นชื่อของคุณยายอยู่ หากคุณยายยังมีชีวิตลูกสาวของท่านก็ไม่มีสิทธิ์ขายให้ใคร
“คุณยายทำพินัยกรรมไว้หรือเปล่า ขอโทษนะ หากท่านเป็นอะไรไป พี่คิดว่าคุณนายแพรคงจะฮุบมรดกหมด ไม่แบ่งให้มัสหรอก ดีไม่ดีอาจจะเฉดหัวมัสออกจากบ้านก็ได้”
ปรัชญ์มองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อน ใช่จะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น คนโลภมากเห็นแก่ตัวแบบแพรพรรณ ย่อมไม่เก็บหลานกาฝากไว้ให้รกบ้าน ต้องหาทางกำจัดออกไปให้พ้นตา
“เรื่องมันยังไม่เกิดค่ะ มัสไม่อยากคิดให้ปวดหัว ขอแค่ตอนนี้มัสดูแลคุณยาย ได้เห็นคุณยายมีชีวิตอยู่ มัสก็พอใจแล้ว เรื่องอนาคตปล่อยให้มันเกิดก่อนค่อยร้อนใจทีหลัง”
“หึ แม่นางฟ้าในทุ่งลาเวนเดอร์ “
หากปรัชญ์เป็นชายใจหญิง เขาคงจิกกัด แขวะมัสลินเจ็บๆ ด้วยถ้อยคำแรงกว่านี้ ด้วยความหมั่นไส้ ในความเป็นคนดีของหญิงสาว แต่ชายหนุ่มได้แต่ถอนใจแรงๆ บ่นลอยๆ ออกมาเพียงเท่านั้น
“มัสยังไม่ได้เก็บค่าเช่าแผงเลย นี่ก็เย็นมากแล้วด้วย”
มัสลินขยับลุก แต่ถูกปรัชย์จับแขนรั้งให้นั่งลง
“พี่ช่วยเก็บให้แล้ว เดี๋ยวเอามาให้ พวกแม่ค้าเขาเอามาฝากไว้ตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้ว”
ชายหนุ่มลุกไปเปิดลิ้นชัก หยิบซองเงินและรายชื่อแม่ค้ามาส่งให้
ตอนที่ 3.
“ป้าแสงแกขอติดไว้สองร้อย บอกว่าอาทิตย์หน้าจะรวบยอดมาจ่ายให้ งวดนี้แกเล่นหวยหนักไปหน่อย”
“ขอบคุณค่ะพี่ปอนด์ อุตส่าห์ไปช่วยเก็บค่าแผงให้” มัสลินเอ่ยขอบคุณ แล้วยิ้มประจบ
“เล็กน้อยน่า คนแถวนี้เขาสงสารมัสกันทั้งนั้น อะไรที่พอช่วยได้เขาก็ช่วยกัน อีกอย่างคุณยายก็มีบุญคุณกับพวกเขา สร้างตลาดให้ที่ทำมาหากิน แถมเก็บค่าเช่าไม่แพง”
คุณยายฝ้ายคำเป็นที่รักและเคารพนับถือของแม่ค้าและคนในละแวกนี้มาก พลอยให้หลายคนนึกเอ็นดูมัสลินไปด้วย ต่างกับแพรพรรณที่ถูกคนเกลียดชังเพราะความเห็นแก่ตัว และไม่เคยช่วยเหลือใคร
“มัสต้องกลับแล้วค่ะ สักสองทุ่มมัสจะแวะมาใหม่นะคะ”
มัสลินมองดูนาฬิกาข้างฝาผนัง เห็นว่าเย็นมากแล้ว ใกล้เวลาที่เธอต้องกลับไปอาบน้ำป้อนข้าวป้อนยาคุณยาย
“เดี๋ยวพี่ไปส่ง” ปรัชญ์ลุกขึ้นตาม
“ไม่เป็นไรค่ะ มัสกลับเองได้ เดี๋ยวทำขนมเสร็จพี่ปอนด์ค่อยไปส่งมัส”
“โอเค พี่จะไปอาบน้ำ แล้วจะลงมาเตรียมวัตถุดิบกับอุ่นเตาไว้ให้”
“ขอบคุณค่ะ มัสไปก่อนนะคะ”
มัสลินเดินออกจากร้านขนมมาด้วยท่าทางร่าเริง วันนี้สำหรับเธอแล้วมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นหลายเรื่อง ได้ยอดขายขนมเพิ่ม ไม่ต้องเหนื่อยเก็บค่าแผงเอง แถมยังได้กินข้าวผัดอร่อยของโปรด สิ่งเหล่านี้แม้ไม่ยิ่งใหญ่ แต่เป็นสิ่งที่ช่วยประโลมหัวใจดวงน้อยให้มีแรงลุกขึ้นสู้ต่อไป เธอไม่คาดหวังอะไรที่ใหญ่เกินตัว ขอมีความสุขกับปัจจุบันในแต่ละวันก็เพียงพอแล้ว
แต่ความสุขเล็กน้อยที่เธอมีกำลังจะหมดไป เมื่อใครบางคนกำลังจับตามองร่างเล็กนั้นด้วยแววตาวาวโรจน์
คนมองขับรถกระบะตามหลังมาห่างๆ หลังจากที่เขาพูดคุยหาข้อมูลจากแม่บ้านของนางแพรพรรณแล้ว ก็ขับรถออกมาปากซอย ได้เห็นหญิงสาวอยู่ที่ร้านขายขนม จึงจอดรถซุ่มดูอยู่จนกระทั่งเธอออกมาจากร้าน โดยมีชายหนุ่มหน้าตาดีเดินออกมาส่งหน้าร้าน ทั้งสองยิ้มให้กัน พูดคุยกันท่าทางสนิทสนม คนมองระยะไกลแค่นยิ้มหยันเมื่อคิดว่าผู้หญิงสวยน่ารักคนนี้ ไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนกับดอกไม้แรกแย้ม แต่เป็นดอกไม้สีทองที่ถูกภมรไต่ตอมไปเสียแล้ว
“หึ ไอ้ภานุฉันนึกว่าแกจะได้ของดี ที่แท้ก็ถูกว่าที่แม่ยายย้อมแมวขาย”
มัสลินเดินถือถุงขนมไปตามทางอย่างไม่รีบร้อน จนมาถึงหน้าประตูบ้านก็หยิบลูกกุญแจในกระเป๋ามาไขเปิดประตูแล้วปิดไว้ดังเดิม ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน ไม่สังเกตว่ามีรถคันหนึ่งแล่นมาจอดอยู่มุมหนึ่งของรั้วบ้าน
“วันนี้กลับบ้านเร็วนะยายมัส” เสียงคุ้นหูของผู้เป็นป้าเอ่ยทักขึ้น
“มัสเก็บค่าแผงเสร็จไว เลยรีบกลับมาทำกับข้าวให้คุณยายค่ะ นี่ค่ะเงินและสมุดบัญชีรายชื่อ”
มัสลินยื่นซองเงินและสมุดบัญชีรายชื่อให้ผู้เป็นป้า หญิงสาวหรุบตามองพื้นไม่ได้สบตากับอีกฝ่าย ท่าทางดูหงอน่าสมเพชในสายตาคนมอง
“ปีนี้อายุเท่าไหร่แล้ว”
คนเป็นป้ารับเงินกับสมุดมาเก็บไว้ พลางเอ่ยถามขึ้นมา
“ยี่สิบเอ็ดค่ะ”
มัสลินตอบเสียงเบา ทำตัวลีบที่สุด ไม่ให้ผู้เป็นป้าอารมณ์เสีย หากเธอพูดมากหรือทำท่าเหมือนขัดใจท่าน อาจจะโดนด่าหรือใช้ไปทำงานหนักๆ หญิงสาวรู้รักษาตัวรอด จึงเจียมเนื้อเจียมตัวไม่มีปากเสียงเมื่ออยู่ต่อหน้า
“อืม โตเป็นสาวแล้วนี่ ฉันได้ข่าวว่าแกกับลูกชายยายเปรมสนิทกันใช่ไหม”
ศีรษะเล็กๆ รีบส่ายทันที “ไม่สนิทเท่าไหร่ค่ะ พี่ปอนด์เขาเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียน เราแค่รู้จักกันเฉยๆ” คำแก้ตัวนั้นทำให้คนเป็นป้าเบ้ปาก
“ไม่สนิทก็ดีแล้ว ฉันไม่ชอบให้ใครมานินทา ว่าเลี้ยงหลานปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลให้ดี ปล่อยให้ไปมั่วกับผู้ชาย”
ปากพูดแต่สายตาสำรวจไปทั่วร่างระหงของหลานสาว มัสลินผิวขาวผุดผ่องเหมือนไข่มุกตามเชื้อสายของบิดาที่เป็นชาวตะวันตก ผมสีน้ำตาลอ่อนยาวสลวยถึงกลางหลัง เจ้าตัวรวบมัดไว้ง่ายๆ เผยให้เห็นหน้าผากมนและใบหน้ารูปไข่สวย ดวงตากลมโตสีน้ำตาลมีขนตาหนาเป็นแพ จมูกโด่งได้รูปกับริมฝีปากสีชมพูระเรื่ออิ่มเต็ม ดูสุขภาพดี รูปร่างไม่ผอมแห้งแต่ก็ไม่อวบเกินไป สมส่วนกลมกลึงไปทั้งตัว รูปลักษณ์แบบนี้ถูกตาต้องใจผู้ชายนักแล
ท่านเจ้าสัวโภคินได้เห็นรูปของมัสลินครั้งแรก ก็ตกลงใจยอมรับข้อเสนอของเธอกับสามี ยอมปลดหนี้ที่เธอกับสามีติดบ่อนพนันของท่าน แลกกับการยกมัสลินให้แต่งงานกับลูกชายคนเดียวของท่าน เธอกับสามีหลอกให้อีกฝ่ายคิดว่ามัสลินคือลูกสาวของพวกตน แค่รอเวลาส่งตัวยายเด็กกาฝากนี่ไปเข้าหอในวันแต่งงาน นอกจากปลดเปลื้องภาระหนี้สินได้แล้ว ยังกำจัดกาฝากของบ้านได้อีกทาง เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
“อาทิตย์หน้าฉันกับคุณสมเกียรติ จะไปดูเขาเตรียมงานแต่งยายป่าน ทางนั้นเขาต้องการคนดูแลเรื่องดอกไม้สดกับพวกอาหารไทย แกเก่งเรื่องพวกนี้ไปช่วยฉันด้วย”
“ไปช่วยงานหรือคะ”
มัสลินเงยหน้าขึ้นมองคนเป็นป้า นึกแปลกใจ ที่อีกฝ่ายเรียกตัวเธอให้ไปช่วยงาน ปกติเวลามีงานเลี้ยงที่บ้านมักจะให้เธอขลุกอยู่ในครัว ไม่ยอมให้ออกมาเจอใคร แทบไม่มีใครรู้ว่ามัสลินเป็นลูกหลานบ้านนี้ เธอเองก็พอใจที่จะอยู่หลังบ้านทำงานครัว เป็นนางซินที่ไม่มีคนสนใจ
“มัสต้องดูแลคุณยาย” มัสลินห่วงคนป่วย
“ให้อาหมี่ดูแล ยายแววก็อยู่ทั้งคน ไม่ต้องห่วงหรอก ไปช่วยงานแค่ไม่กี่วันคุณแม่ท่านไม่เป็นอะไรหรอก”
มัสลินนิ่งเงียบไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ทำเอาคนเป็นป้าเริ่มหงุดหงิด แต่แสร้งทำใจเย็นเดินเข้าไปแตะไหล่
“นึกว่าช่วยพี่ป่านเขานะลูก งานนี้พี่ป่านเขาเป็นเจ้าสาว เขาต้องเตรียมตัวหลายอย่าง มัสช่วยป้าดูแลเรื่องพวกนี้ พี่ป่านจะได้ไม่ต้องเหนื่อย นะมัสช่วยป้าหน่อย”
บทจะใช้งาน คำพูดหวานๆ ดีๆ ถึงจะหลุดออกมาจากปากของแพรพรรณ คนเป็นหลานแม้จะรู้ดีว่าป้าแกล้งพูด แต่ก็อดใจอ่อนไม่ได้ ยอมพยักหน้ารับในที่สุด
“ค่ะ คุณป้า”
“ดีมาก เตรียมตัวไว้นะ จัดกระเป๋าเสื้อผ้าข้าวของไว้ วันเดินทางจะได้ไม่ลืมอะไร ป้าจะไปพักแล้ว จะไปไหนก็ไป”
เมื่อได้สมใจแพรพรรณก็โบกมือไล่หลานสาว แล้วเดินขึ้นไปชั้นบนจัดการโทรหาเจ้าสัวโภคินทันที
“เจ้าสัวคะ งานแต่งอาทิตย์หน้านี้ ทางดิฉันเตรียมตัวพร้อมแล้วนะคะ เราจะเดินทางไปถึงล่วงหน้าหนึ่งอาทิตย์ หวังว่าท่านจะเตรียมสินสอดทองหมั้นไว้รับขวัญสะใภ้แล้วนะคะ”
“ลูกสาวคุณนายเต็มใจใช่ไหม” อีกฝ่ายเอ่ยถามออกมา
“เต็มใจ เสียยิ่งกว่าเต็มใจค่ะ ยายหนูเขาเชื่อแม่ทุกอย่าง ลูกชายของท่านล่ะคะ เต็มใจแต่งงานกับยายหนูของดิฉันหรือเปล่า ฉันอยากเห็นลูกมีความสุขในชีวิตคู่นะคะ”
แพรพรรณเล่นบทแม่ผู้รักลูกสาวสุดหัวใจได้อย่างแนบเนียน หากเธอยกลินินให้แต่งงานกับลูกชายเจ้าสัว เธอคงห่วงใยลูกสาวไม่น้อย ด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายถูกบิดาบังคับให้แต่งงานแลกกับมรดก
“ลูกชายผมเขาเชื่อฟังผมอยู่แล้ว ผมต้องการหลานมาสืบสกุล ถ้าลูกสาวคุณคลอดหลานชายให้ผมได้ ผมจะมีของรับขวัญให้อีกก้อนใหญ่”
แพรพรรณตาโต นึกถึงเงินมหาศาลที่ท่านเจ้าสัวจะตอบแทนมา อนาคตเธอจะได้เงินอีกก้อนหากมัสลินคลอดหลานชายให้ท่านเจ้าสัว ถึงตอนนั้นท่านเจ้าสัวจะรู้ว่ามัสลินไม่ใช่ลูกสาวของเธอ ก็คงไม่เอาเรื่อง เพราะอีกฝ่ายต้องการทายาทสืบสกุล ได้สมใจเป็นอันสมปรารถนา ไม่น่าจะถือสาเรื่องที่เธอหลอกลวงไว้
“ดิฉันเชื่อมั่นค่ะ ว่าลูกสาวของดิฉัน จะทำให้ท่านสมหวัง”
แพรพรรณวางสายไปด้วยความสุข ในหัวสมองวาดฝันถึงเงินก้อนโต โดยไม่สนใจว่ากำลังจะทำลายชีวิตของหลานสาวลงไป ขอเพียงแผนการที่วางไว้สำเร็จ เธอกับครอบครัวก็จะได้เงินก้อนใหญ่ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ต่างแดน ไม่ต้องรอมรดกที่ไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไหร่ เมื่อมารดายังคงไม่มีทีท่าว่าสิ้นลมหายใจง่ายๆ แล้วพินัยกรรมที่ท่านทำไว้ มันอาจจะมีชื่อของมัสลินเป็นผู้รับมรดกร่วมด้วย เธอไม่เสี่ยงกับเจ้าหนี้รายอื่นที่รอเชือดคออยู่หรอก สู้รับเงินก้อนจากเจ้าสัวแล้วพาครอบครัวหนีไปเมืองนอกจะดีกว่า
“หึ ยายมัส กาฝากอย่างแกมีค่าก็ตอนนี้แหละ”
///