“ฮะ! พ่อแกนี่นะ น้อยไปสิ อาจะบอกอะไรให้ พ่อหนูน่ะยืนหนึ่งกูมึงเลย”
“อันนั้นมันเป็นสรรพนามคนสนิทคุยกันนี่คะ อ้ายเข้าใจ แต่ให้อ้ายด่าใครอ้ายทำไม่เป็นค่ะ”
ขนิษฐาไม่ได้แอ๊บแบ๊ว เธอถูกเลี้ยงดูมาให้เป็นแบบนี้จริงๆ และวรฤทธิ์ก็เข้าใจดี คนมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่าเลยแนะวิธีใหม่
“มันก็ไม่ได้หมายถึงคำหยาบคายอย่างเดียว อาหมายถึงว่าถ้าใครมาด่ามาว่าเราโดยไม่มีเหตุผล เราก็ต้องรู้จักเถียงหรือตอบโต้แก้ต่างให้ตัวเอง อย่าให้ใครมาใส่ร้ายเราได้ ไม่ใช่เค้าด่าอะไรมาก็ยืนร้องไห้อย่างเดียว”
อธิบายอย่างคนที่รู้จักนิสัยแม่ลูกบ้านนี้ดี ตอนยัยอวบนั่นก็ทีละ ไม่ค่อยจะสู้คน ตอนนี้มันเป็นยุคของหมูน้อย เขาไม่อยากให้หลานโดนรังแกเหมือนที่แม่มันเคยโดน
“อ๋อ...โอเคค่ะ”
คนเพิ่งเก็ตอ๋อซะยาว ก่อนจะยิ้มแฉ่งแล้วเอ่ยขอบคุณคุณอาสุดที่รักเบาๆ จากนั้นก็เอนกายนอนพิงเบาะรถอย่างสบายอารมณ์ ลืมความตื่นเต้นของการฝึกงานวันแรกไปหมดเลย
แต่ครั้นนึกอะไรได้บางอย่างก็ยืดกายมานั่งตัวตรง แล้วจับแขน วรฤทธิ์เขย่าเบาๆ พลางเอ่ยถามเสียงงุ้งงิ้ง
“ลุงเล็กว่าน้องจะทำได้มั้ยคะ อ้ายจะผ่านการฝึกงานหรือเปล่า”
นี่คือสิ่งสำคัญสำหรับขนิษฐาจริงๆ ก็อย่างที่บอกว่าไม่ได้กลัวเลย แค่อยากได้กำลังใจและความเชื่อมั่น
“ได้สิ อาเชื่อว่าหมูน้อยทำได้แน่นอน” แม้จะขัดหูตอนถูกเรียกลุง แต่วรฤทธิ์ก็ให้กำลังใจหลานเต็มที่
พอได้รับพลังบวกอีกรอบหมูน้อยของลุงเล็กก็ยิ้มแฉ่ง จากนั้นสองอาหลานก็พากันสนทนาเรื่องนั้นเรื่องนี้อย่างสนุกสนาน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นขนิษฐานั่นแหละที่ช่างคุยช่างเปิดหัวข้อสนทนา แล้วพอมาเจอกับคนพูดมากอย่างวรฤทธิ์อีก เลยกลายเป็นว่าตลอดทางกว่าจะถึงบริษัทที่ฝึกงานในรถนั้นก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ...
เป็นเวลาสามวันมาแล้วที่ขนิษฐาได้ฝึกงานที่บริษัท ออร์แกนิก เฟรช ซึ่งเป็นบริษัทแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรรายใหญ่ของประเทศไทยแห่งนี้ ความจริงแล้วตอนที่เลือกที่ฝึกงาน ขนิษฐานั้นก็มองหาหลายๆ บริษัท แต่ไม่ได้คิดที่จะมาสมัครที่บริษัทแห่งนี้เลย เพราะอยากไปฝึกงานในองค์กรที่ดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีมากกว่า
แต่บังเอิญว่าเพื่อนสนิทอย่างวันวิสาข์อยากมาฝึกงานที่นี่และมีเหตุให้ต้องฝึกงานที่บริษัทของพ่อ กรรมเลยมาตกที่ขนิษฐา เพราะวันวิสาข์ขอร้องและอ้อนวอนว่าเพื่อนจ๋ามาฝึกงานที่นี่แทนเค้าทีเถอะ นะๆ พลีสๆ อะไรประมาณนี้ สุดท้ายขนิษฐาก็เลยจัดการยื่นเรื่องต่างๆ นานา แล้วก็ได้มาฝึกงานที่นี่แทนเพื่อนที่อยากมาแต่ไม่ได้มานั่นเอง
หน้าที่ความรับผิดชอบหลักๆ ก็ยังไม่มีอะไรมาก ด้วยว่าเพิ่งมาเริ่มฝึกได้แค่สามวัน งานที่ได้รับมอบหมายส่วนใหญ่จึงเป็นการถ่ายเอกสาร เอาแฟ้มงานไปส่ง ไปรับกาแฟ ไปสั่งขนมเบรก หรือไปคอยเสิร์ฟน้ำให้พี่ๆ ที่เข้าประชุมมากกว่า หรือไม่ก็ไปช่วยพี่ๆ หน่วยธุรการจดรายงานการประชุมและแจกเอกสาร
และวันนี้ก็เป็นวันที่สี่ของการฝึกงาน โชคไม่ดีที่เช้านี้สาวน้อยออกจากบ้านช้ากว่าทุกทีจึงเจอรถติด เมื่อมาถึงที่ออฟฟิศแล้วก็เลยค่อนข้างกระหืดกระหอบนิดๆ ยังโชคดีอยู่บ้างที่ยังเหลือเวลาอีกสิบห้านาทีก่อนจะถึงเวลาเริ่มงาน
ขนิษฐาเข้าไปในลิฟต์ได้ก็รีบกดชั้นที่ต้องการ แต่ก่อนจะกดปุ่มปิดก็มีเสียงขอร้องดังแว่วมาเสียก่อน
“รอด้วยค่า”
ขนิษฐาไม่ใช่คนแล้งน้ำใจ สาวน้อยรีบกดปุ่มเปิดลิฟต์เพื่อให้คนมาใหม่เดินเข้ามาข้างในได้สะดวก
คนที่เดินเข้ามาในลิฟต์นั้นตัวเล็กบอบบาง อายุราวๆ วัยกลางคน แต่ยังดูสวย หน้าตาท่าทางก็ดูใจดี ดูยังไงก็อาวุโสกว่าขนิษฐาแน่นอน
และในจังหวะที่ผู้อาวุโสกว่าหันมาส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ขนิษฐาก็คิดเองว่าถ้าไม่ใช่ผู้บริหารคนหนึ่งของที่นี่ก็น่าจะเป็นลูกค้าของบริษัทหรือเปล่า จึงยกมือไหว้อีกฝ่ายอย่างนอบน้อม
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีจ้ะ” หญิงสาวผู้แก่กว่าพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มหวาน ก่อนจะเอ่ยต่ออีก
“รบกวนกดชั้น...ค่ะ”
ขนิษฐารับคำเสียงเบาก่อนจะกดชั้นดังกล่าว ได้ยินคำขอบคุณเบาๆ จากอีกฝ่าย เลยหันกลับไปยิ้มให้ และตอนนั้นเองที่ได้พิจารณาอย่างจริงจัง ถึงได้เห็นว่าคนร่วมโดยสารลิฟต์ถือข้าวของพะรุงพะรังเลยทีเดียว จึงเอ่ยถามอย่างเกรงๆ ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่โอเค แต่ความตั้งใจของสาวน้อยคืออยากช่วยจริงๆ
“หนูช่วยถือไหมคะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เกรงใจหนู เดี๋ยวป้าถือเอง”
“ไม่เป็นไรค่า หนูช่วยได้จริงๆ นะคะ”
เมื่อธมนเห็นว่าอีกฝ่ายคะยั้นคะยออย่างมีน้ำใจแบบนั้น ก็เลยยื่นถุงกระดาษให้ขนิษฐาช่วยถือสองถุง พร้อมกับชวนคุย
“หนูฝึกงานที่นี่หรือคะลูก” ถามออกไปแบบนั้นเพราะเห็นการแต่งกายด้วยเครื่องแบบนักศึกษา
“ใช่ค่า”
“อยู่ฝ่ายไหนจ๊ะ มาฝึกนานหรือยัง ทำไมไม่เคยเห็นหน้า”
แม้จะสงสัยว่าหญิงวัยกลางคนที่ดูใจดีท่านนี้เป็นใคร แต่ด้วยคำถามที่ถามออกมานั้นก็ธรรมดาไม่ได้เป็นความลับอะไร ขนิษฐาเลยเล่าออกไปจ้อยๆ
“อยู่ฝ่ายดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งค่ะ”
“อ๋อ ตรงฝ่ายการตลาดนี่เอง”
“ใช่ค่า เพิ่งมาทำได้สามวันนี่เองค่ะ ยังงงๆ อยู่” ท้ายประโยคอ้อมแอ้มเล่าอย่างเขินๆ
“เรียนการตลาดเหรอคะ”
“ใช่ค่า”
ธมนยิ้มอย่างเอ็นดู และเมื่อเห็นว่าถึงชั้นที่สิบห้าของฝ่ายดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งแต่สาวน้อยแสนจ้ำม่ำน่ารักยังไม่ออกไป จึงเอ่ยเตือน
“ถึงชั้นหนูแล้วนี่จ๊ะ มา เดี๋ยวป้าถือเอง”
“ไม่เป็นไรค่า เดี๋ยวหนูช่วยถือไปส่งก่อนได้ค่ะ”
“อ้อ ขอบใจจ้ะ”
สองสาวต่างวัยโดยสารลิฟต์มาด้วยกัน จนมาถึงชั้นที่ยี่สิบซึ่งเป็นที่ทำงานของผู้บริหารระดับสูงอย่างประธานกรรมการบริหารและผู้บริหารคนอื่นๆ
เดินออกจากลิฟต์มาราวๆ สิบก้าวก็ถึงห้องทำงานของประธานกรรมการที่มีป้ายชื่อกำกับหราหน้าห้อง และนั่นก็ทำให้ขนิษฐาได้รู้ว่าคนที่เธอช่วยถือของมาส่งให้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ คงเป็นคนสำคัญของท่านประธานแน่ๆ
“ขอบคุณหนูมากนะจ๊ะที่ช่วยถือมาส่ง หนูชื่ออะไรคะ”
“น้องอ้าย เอ่อ อุ้ยอ้ายค่ะ”
“ชื่อน่ารักจัง คนก็น่ารัก” ธมนยิ้มอย่างถูกใจสาวน้อยตรงหน้า
“ขอบคุณค่ะ” คนถูกชมยิ้มแฉ่งอย่างไม่ปิดบังความดีใจที่ถูกชมซึ่งๆ หน้าแบบนั้น
และในจังหวะเดียวกันนั้นประตูก็เปิดออก พร้อมกับร่างสูงของใครบางคนก้าวเข้ามา
ชายวัยกลางคนที่ยังดูหล่อเหลาขมวดคิ้วนิดๆ เมื่อเห็นว่ามีเด็กน้อยในชุดนักศึกษายืนอยู่กับภรรยาในห้องทำงานของเขาด้วย
“พี่ริวคะ”
“จ้ะ”
“น้องช่วยถือของมาส่งค่ะ น่ารักมากเลย”
“อ๋อ” สหัสวัตพยักหน้ารับรู้พลางยิ้มให้สาวน้อยที่หน้าตาน่ารักอย่างอ่อนโยน
ขนิษฐารีบยกมือไหว้ผู้ชายที่ยืนอย่างสง่าอยู่ตรงหน้าข้างๆ คุณป้าใจดีทันที และเขาก็ยกมือรับไหว้พร้อมส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้อีกรอบ
“ขอบคุณมากนะ” สหัสวัตเอ่ย
“ไม่เป็นไรค่า หนูขออนุญาตลงไปข้างล่างก่อนนะคะ”
“จ้ะ ไว้ป้าลงไปเยี่ยมที่ชั้นสิบห้านะ” ธมนเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง ด้วยรู้สึกชอบสาวน้อยคนนี้จริงๆ อยากได้มาเป็นลูกสาวเลยล่ะ
สองสามีภรรยายกมือรับไหว้ขนิษฐาอีกรอบ ก่อนจะหันกลับมายิ้มให้กันเมื่ออยู่ในห้องกันตามลำพังแล้ว...
ขนิษฐาโดยสารลิฟต์ลงมาที่ชั้นสิบห้าที่เป็นออฟฟิศหลักของฝ่ายดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง หรือเรียกง่ายๆ ว่าฝ่ายการตลาด ซึ่งก็เลตไปราวๆ ห้านาทีได้ พอเดินมาถึงตรงโต๊ะประจำของตน ยังไม่ทันจะนั่งก็ถูกพี่ผู้หญิงในทีมการตลาดคนหนึ่งเรียกใช้งาน ให้เอาแฟ้มไปส่งให้เลขาฯ ที่ชั้นสิบเก้า
สาวน้อยเดินกอดแฟ้มขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้นดังกล่าว และพอมาถึงที่โต๊ะของเลขานุการหน้าห้องผู้บริหารคนใดก็ไม่อาจทราบได้ เพราะขนิษฐาไม่ได้สนใจเลยว่าตอนนี้ตนมาที่หน้าห้องทำงานของใคร ได้แต่หันซ้ายแลขวามองหาคนที่เธอน่าจะสามารถส่งแฟ้มเอาไว้ได้ แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเลย และในจังหวะนั้นก็มีเสียงเอ่ยถามจากทางด้านหลัง
“ติดต่ออะไรเอ่ย” ชายหนุ่มร่างสูงสง่าหน้าตาหล่อเหลาและท่าทางใจดีเอ่ยขึ้น
ขนิษฐาหันขวับไปมอง ก่อนจะรีบยกมือไหว้เขาแม้ไม่รู้จักก็ตาม
“หนูเอาแฟ้มมาส่งค่ะ”
“แฟ้มอะไร”
“แฟ้ม...พี่ที่ฝ่ายการตลาดให้เอามาค่ะ หนูไม่แน่ใจว่าเรื่องอะไร”
พี่คนที่ไหว้วานให้เธอเอาแฟ้มมาส่งบอกเธอแค่นี้จริงๆ นะ...อ้ายเอาแฟ้มไปส่งให้พี่ที แค่เนี้ย และเธอก็ไม่กล้าเปิดดูด้วย
“อ๋อ มา...เดี๋ยวพี่ถือไปเอง”
สาวน้อยลังเลอยู่เพียงครู่ แต่อีกใจก็คิดว่าคนตรงหน้าคงรู้แหละว่าเป็นงานอะไร ไม่งั้นไม่อาสาช่วยอย่างงี้หรอกมั้ง คิดได้ดังนั้นเธอจึงยื่นแฟ้มให้เขา แล้วยกมือไหว้
“ขอบคุณมากค่า”
จากนั้นก็หันหลังเดินจากไปเพื่อจะลงลิฟต์ไปชั้นล่าง จึงไม่ได้เห็นว่าชายคนดังกล่าวเดินเข้าไปในห้องของรองประธานกรรมการ
นายสหัสนัย โชคศิริเศรษฐกุล