น้ำผึ้งอ้ำอึ้งอยู่นานว่าจะพูดขอบิดามารดาดีหรือเปล่า หญิงสาวรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าคงไม่มีผลแน่ ‘ถ้าเราไม่พูดไม่ขอจะได้รู้เหรอ’ น้ำผึ้งกลัดกลุ้มในใจอยู่นานก่อนตัดสินใจเอ่ยขอบิดามารดาทันที
“พ่อจ๋าแม่จ๋า ผึ้งอยาก ขะ...ขอ” เธอไม่กล้าที่จะเอ่ยขอทั้งๆ ที่ในใจนึกคำขอมาอย่างดิบดี ใบหน้าของเธอเศร้าลง
“อยากได้อะไรล่ะ บอกพ่อมาสิ” นายคะนึงเงยหน้าอันเหี่ยวย่นตอบผอม เพราะทำงานหนักมองลูกสาวสุดดวงใจ เธอยังนั่งก้มหน้ามือน้อยก็จับช้อนข้าวเขี่ยอาหารในจานสังกะสีไปมา
“ผึ้งอยากเรียน ก.ศ.น พ่อให้ผึ้งเรียนนะ มีเพื่อนหลายคนเลยที่เรียน ดวงใจก็เรียนด้วย...”
สองผัวเมียที่กำลังก้มหน้าก้มตาจัดแจงตักอาหารใส่จานทานกันก็ต้องเงยหน้ามองตากันแล้วถอนหายใจให้กันเบาๆ ทำไมสองผัวเมียจะไม่รู้ว่าลูกสาวสุดที่รักของเขาที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ใฝ่เรียนและอยากเรียนหนังสือมากแค่ไหน หลายครั้งแล้วที่ลูกสาวตรงหน้าเคยขอมาแล้วมากมายจนนับไม่ถ้วน
นายคะนึงและนางบัวมีสีหน้าเป็นกังวล เขาทั้งสองไม่สามารถทำให้ลูกสาวสุดรักได้สมหวังเลย ความสงสารลูกน้อยเกาะกินหัวใจของสองผัวเมียเป็นยิ่งนัก นายคะนึงที่นั่งอยู่ข้างลูกสาวเอื้อมมืออันดำกร้านเป็นสีน้ำตาลลูบบนเส้นผมอ่อนนุ่มของเธอ เเล้วเอ่ยบอกลูกสาวด้วยเหตุผลจำเป็นให้เธอเข้าใจ
“นังหนูเอ๋ย ลูกก็รู้ว่าพ่อกับแม่ไม่มีเงินนะ จะให้พ่อกับแม่ไปหาเงินที่ไหนมาให้ละลูก...”
“ผึ้งอยากเรียนนี่จ๊ะ ค่าสมัครเรียนแค่ 800 บาทเอง ให้ผึ้งเรียนนะพ่อไปยืมเงินแม่น้าลำดวนก่อนก็ได้ เเล้วผึ้งจะทำงานรับจ้างใช้หนี้เอง นะพ่อนะ ให้ผึ้งเรียนนะจ๊ะผึ้งอยากเรียน” เธอหันไปมองบัวด้วยความหวังอันสุดท้าย หญิงสาวต้องการให้มารดาช่วยพูดอีกเแรง
“แม่จ๋า...ผึ้งอยากเรียนให้ผึ้งเรียนนะจ๊ะ...”
“ลูกรักของแม่ ลูกก็รู้ว่าครอบครัวของเราไม่มีเงินเลยนะ ลูกจะให้พ่อบากหน้าไปยืมเงินแม่น้าลำดวนอีกหรือลูก เงินของเก่าที่พ่อไปเอามาก็ยังไม่ได้ใช้คืนแม่น้าลำดวนเลยลูก...”
“แม่!...” เปรยเสียงออกมาแผ่วเบา น้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา หญิงสาวอดที่จะร้องไห้ไม่ได้ เธอคลานเข้าไปหาอ้อมกอดของมารดาไม่อยากให้บิดามารดาเห็นน้ำตา
หญิงสาวใช้สองแขนโอบกอดเอวคอดบางผอมของมารดาแล้วซบหน้าลงตรงอกเล็กของมารดา นางบัวยกมือขึ้นมาลูบเส้นผมนุ่มนิ่มอย่างปลอบใจ นางก็สงสารลูกสาวจับใจกระซิบกระซาบกับลูกสาว น้ำผึ้งพยักหน้ารับทั้งที่ยังซบหน้าอยู่แบบนั้น หญิงสาวผิดหวังเสียใจและน้อยใจในความจนของครอบครัวแต่เธอก็ไม่เคยคิดโกรธเคืองผู้เป็นบิดามารดาเลยสักครั้งเดียว เธอยิ่งสงสารบิดามารดามากยิ่งขึ้นที่ต้องคอยทำงานหนักหาเงินมาเลี้ยงดูเธอกับน้อง ถ้าไม่มีสองคนนี้เธอกับน้องๆ จะเป็นอย่างไร หญิงสาวพยายามเงยหน้าขึ้นออกจากอกมารดา แล้วรีบหันหน้าหนีไปมองสิ่งแวดล้อมกลางทุ่งนาแม้จะมีน้ำตาเอ่อล้นเบ้าตาดวงโตก็ตาม
เธอกลั้นสะอื้นและกลืนกินคำสะอึกไว้ไม่ให้มีเสียงร้องไห้ออกมาให้บิดามารดารับรู้ เธอพยายามกลั้นน้ำตาที่ไหลออกมา น้ำผึ้งใช้หลังมือปาดน้ำตาลวกๆ ก้มหน้าทานข้าวที่เหลือแล้วจัดแจงเก็บสำรับที่เหลือใส่ปิ่นโตเพื่อเอาไว้ทานตอนเที่ยง หญิงสาวเอาปิ่นโตไปวางไว้กลางกะละมังใบใหญ่ที่มีน้ำเล็กน้อย แล้วเดินออกมาข้างนอกกระท่อมพร้อมกับวิทยุคู่ใจมานั่งข้างมารดาที่กำลังนั่งสานสวิงอยู่ตรงปลายกระท่อม เธอตรงเข้าไปกอดเอวบางของมารดา ก้มศีรษะลงหนุนบนหน้าตักของนางบัว
“ผึ้งรักแม่จ้ะ ผึ้งขอโทษ ผึ้งทำให้พ่อกับแม่ไม่สบายใจต่อไปนี้ผึ้งจะไม่ขอแบบนี้อีกแล้ว...”
“แม่ก็รักลูก รู้นะว่าบ้านเราจน” นางบัวหยุดสานสวิงแล้วก้มหน้าอันดำกร้านมองหน้าลูกสาว
“ต่อไปผึ้งจะไม่พูดไม่ขออีกแล้ว” เธอเงยหน้างามมองมารดาแล้วสะอื้นไห้กับหน้าตักมารดา
“อย่าร้องไห้เลย การเรียนหนังสือเป็นสิ่งมีค่าแต่ในเมื่อเราไม่มีเงินเรียน แม่คิดว่าเราหาวิธีเรียนรู้ด้วยตัวเอง อ่านหนังสือด้วยตัวเองก็ได้...”
“ผึ้งรักแม่จ๊ะ...”
“พ่อกับแม่เรียนจบแค่ปอ.สี่ ถ้าเราใฝ่รู้ หัดอ่านหัดเขียนเราก็จะอยู่ได้” เปรยบอกลูกสาว สงสารลูกสาวก็สงสาร น้ำผึ้งเงยหน้ามองมารดาแล้วลุกขึ้นกอดและหอมแก้มอันดำกร้านของนาง
“เดี๋ยวผึ้งจะออกไปเก็บผักบุ้งงมหอยขมนะจ๊ะ” นางบัวพยักหน้ารับพลางมองหน้าลูกสาวอย่างสงสารจับใจ หญิงสาวยืนตัวตรงไม่ลืมที่จะถือข้องน้อยที่แขวนอยู่บนเสาไม้กระท่อมไปด้วย
“แม่จะไปช่วยเก็บอีกแรงนะ เดี๋ยวเที่ยงมาแดดมันจะร้อนไปทางปลายนาติดกับนาลุงสักนะ แม่เห็นผักบุ้งออกยอดอ่อนเยอะแยะเลยแหละลูก...”
น้ำผึ้งย่ำเท้าออกเดินมาหยุดกลางทุ่งนาด้วยความเศร้าใจน้อยใจดวงตากลมโตที่แดงก่ำอยู่แล้วกลับมีน้ำตาไหลอาบแก้มนวล หญิงสาวนั่งบนหัวคันนาเธอชันขาทั้งสองข้างเข้าแนบอก สองแขนเรียวโอบกอดสองขาสลวย เธอซบหน้านวลลงตรงหัวเข่าสะอึกสะอื้น แล้วร้องไห้เสียงดังออกมา เธอไม่อยากทำให้บิดามารดาเป็นทุกข์มากขึ้นแค่นี้เธอก็มองเห็นความกังวลใจของบิดามารดาที่ไม่สามารถทำให้เธอได้ ความหวังของเธอต้องเป็นจริง
‘ฮืออ...สักวันเราจะหาเงินเรียนหนังสือให้ได้’ ความฝันของเธอยังมีอยู่ในใจ ยังอยากเรียนเต็มล้นสมองของเธอ...
เสียงดังเอะอะโวยวายของเด็กๆ ที่เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนานดังมาเป็นระยะๆ เด็กบางคนก็เอากระติกน้ำมาทำเป็นที่รองรับตรงหน้าอกแล้วใช้ลอยคออยู่เหนือผิวน้ำ บางคนก็ใส่ผ้าถุงแล้ววักน้ำเข้าไปในผ้าถุงทำให้เหมือนลูกโป่งลอยคอ ท่าน้ำแห่งนี้มีต้นกำเนิดมาจากภูเขาใหญ่ที่ไหลผ่านมาตามลำคลองและเป็นสถานที่อาบน้ำของสาวๆ ในหมู่บ้าน
ตามตรงเวลา 6 โมงเย็นของทุกวัน น้ำผึ้งและน้องชายจะเดินไปอาบน้ำที่ท่าน้ำ วันนี้ก็เช่นกันเธอใส่ผ้าถุงกระโจมอก มีผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่สีขาวพันรอบคอ มือบางถือตะกร้าไม้ไผ่ที่พ่อเป็นคนสานให้ ในนั้นมีสบู่หอมยาสีฟัน ครีมนวดผม แชมพูสระผม และหินอ่อนขัดผิว อีกมือก็ถือเสื้อผ้าตัวใหม่เตรียมไว้ผลัดเปลี่ยนเท้าบางเหยียบย่ำไปตามทางแคบๆ แล้วหยุดยืนตรงขอนไม้จัดการวางพาดเสื้อผ้าไว้ตรงขอนใหญ่ และเดินเข้าไปหาเพื่อนๆ ที่กำลังทำกิจกรรมของตัวเอง
“ผึ้ง ทางนี้จ้ะ” ดวงใจที่กำลังนั่งขัดผิวขาวด้วยสบู่หันไปเรียกเพื่อนน้ำผึ้งค่อยๆ เดินมาตามขอนไม้ที่พาดเป็นทางยาวยื่นออกไปกลางสายน้ำ
“ผึ้งจ๋า ดวงใจจ๋า คืนนี้ไปเที่ยวงานวัดกันไหม?” ดาวเรืองเอ่ยถาม
“ไปสิ เราขอพ่อกับแม่เรียบร้อยเเล้วนะ ผึ้งละไปไหมถ้าไปเดี๋ยวเราไปรับที่บ้าน” ดวงใจหันไปมองน้ำผึ้ง และเอ่ยถาม
“ผึ้งว่าไง ไปไหม..เที่ยวงานวัดน่ะ” ดาวเรืองเอ่ยถามอีกครั้ง เธอยังลูบไล้ผิวด้วยสบู่หอม
“ยังไม่รู้เลยจ้ะ พ่อจะให้ผึ้งไปหรือเปล่าก็ไม่รู้แต่ผึ้งอยากไปด้วยจัง”
“ถ้าไปเราไปรับที่บ้านนะ” ดวงใจมองหน้าน้ำผึ้งพร้อมกับย้ำคำเดิมเธอยกขาขาวที่แช่ในน้ำขึ้นมาขัดเบาๆ ด้วยหินขัดผิว
“จ้ะ...” น้ำผึ้งพยักหน้าเป็นการรับคำเพื่อนรัก เธอยังก้มหน้าก้มตาหวีผมที่เปียกน้ำได้กลิ่นแชมพูหอมอยู่บนเส้นผมนุ่ม
“ถ้างั้นคืนนี้เราเจอกันที่งานนะ เดี๋ยวเราไปรอเธอสองคนที่หน้างานละกัน” ดาวเรืองหันมามองน้ำผึ้งและดวงใจ หญิงสาวทั้งสามต่างขัดสีฉวีวรรณบนร่างอรชรสบู่หอมถูกลูบไล้ไปตามผิวเนียนของสาวเเรกแย้ม กลิ่นหอมอ่อนเหมือนดอกไม้ป่าตลบอบอวลเต็มท่าน้ำลอยลมไปเตะจมูกของหนุ่ม ที่ชอบมาแอบมามองสาวๆ อาบน้ำกัน
รวมทั้งชายร่างโตอีกคนที่ยืนอยู่เหนือโขดหินใหญ่ เขาจ้องมองแผ่นหลังขาวนวลของเธอด้วยหัวใจปรารถนา เขาแอบหลงรักหญิงสาวมานานตั้งแต่เธอแตกเนื้อสาวเฝ้ามองน้องน้อยอยู่แรมปี
“เอ๊ยไอ้ดิน!... ไอ้กล้า!... มึงห้ามมองน้องน้ำผึ้งของกูนะโว้ย ถ้ามึงมองมึงสองคนโดนตีนกูแน่ๆ” ชายหนุ่มพูดไปพร้อมกับยกขาอันแข็งแรงขึ้นไปหาคนตรงหน้าเพื่อหวังจะเตะลูกน้องสองคนที่บังอาจมาเมียงมองน้องน้อยของเขา
“โธ่...พี่โต ฉันนะมองน้องดวงใจจ้า... ดูซิ พี่น้องดวงใจของไอ้ดินทำไมแผ่นหลังขาวแบบนี้...”
“ฉันก็มองน้องดาวเรืองจ้าพี่... ดูสิพี่ น้องดาวเรืองของพี่กล้านางช่างอวบอั๋นอะไรอย่างนี้...”
“พวกมึงสองคนจะมองใครก็เรื่องของพวกมึง แต่พวกมึงห้ามมองผู้หญิงของกู...”
“ครับลูกพี่ หวงจริงๆ ทำยังกะจะเข้าหาเธอได้ ตาคะนึงแกดุยังกะเสือ ลองพี่เดินเข้าไปในรั้วบ้านแกสิ มีหวังพี่ได้ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลแน่” ไอ้ดินลูกน้องมือขวาของสิงโตพูดลอยหน้าลอยตาออกมาให้ชายหนุ่มได้ยิน
“ไอ้ดิน!...มึงอยากลงไปนอนกินชื่อมึงไหม วอนอยากกินตีนกูแล้วนะมึง คืนนี้พวกมึงไม่ต้องไปงานวัด เดี๋ยวพวกมึงเตรียมตัวออกไปนอนเฝ้าข้าวที่นาเลยไปๆ ขัดใจกูดีนัก...”
“อะไรนะพี่โต ได้ไงครับ ให้ผมไปด้วยนะครับ” สองลูกน้องร้องเสียงหลงออกมาพร้อมกัน มันหันหน้าไปมองเจ้านายของมันทำสายตาละห้อย
“มึงสองคนจะตะโกนเสียงดังทำไมวะ เดี๋ยวสาวๆ ที่ท่าน้ำก็ได้กันยินพอดี” ชายหนุ่มยังคงยืนจ้องมองนางไม้ตัวน้อย ปากก็บ่นให้กับลูกน้อง
“ลูกพี่ผมเกี่ยวอะไรด้วยครับ ไอ้ดินมึงไม่น่าขัดใจพี่เขาเลยว่ะ ลูกพี่ครับ”
“พี่โตจ๋า...ให้ไอ้กล้าไปด้วยนะจ๊ะ...”
“ปล่อยขากูไอ้กล้า กูจะอ้วกว่ะ กับคำจ๊ะจ๋าของมึงเนี่ย...”
“ลูกพี่ครับ ผมไม่ได้พูดอะไรเลยนะ ไอ้ดินมันพูดทั้งนั้น” ไอ้กล้าตัดพ้อนายของมัน แขนยังโอบขาใหญ่อยู่
“ไอ้กล้ากูบอกให้ปล่อยกูเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวกูก็ถีบเอาเลยมึง...”