บทที่ 2
ถอนพิษ
หลังตัดใจเรื่องต้าหย่ง เงาร่างเงอะงะเดินกลับมาถึงห้องพักตนเองในที่สุด หยางกั่วหลิงสีหน้าราบเรียบตัดสินใจละลายยาต้านพิษหนึ่งเม็ดลงในจอกชา ประคองเรือนร่างอ่อนยวบดื่มลงไปจนหมด
ไม่นานนักสตรีที่นอนแน่นิ่งอาเจียนออกมาไม่ทันตั้งตัว หน้าอกเขาเลอะคราบอ้วกนาง หยางกั่วหลิงอยากจะตำหนินางก็ทำไม่ลง
“จะไม่ช่วยเจ้าข้าก็หาใช่คนใจดำ เจ้าต้องจำไว้ว่าติดค้างข้าหนึ่งครั้ง เอาเถอะถือว่าเจ้าเอาคืนที่ข้าล่วงเกินเจ้าเมื่อเช้าก็แล้วกัน”
เงาร่างสูงโปร่งหายเข้าไปหลังฉากกั้นล้างคราบอ้วก ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนเจินจื่ออีถึงได้มีสติรับรู้กลับคืนมา ในหูได้ยินเสียงน้ำสาด สองตาเลื่อนลอยมองดูเพดานเตียงไม่คุ้นตา
....ที่นี่คือที่ใดกัน? ....
ร่างน้อยที่เพิ่งฟื้นกำลังขืนเกร็ง เมื่อคืนนางถูกคนจับตัว หรือเยี่ยหลานเฉิงรู้ว่าหนีออกมา ดวงตากลมโตกวาดมองรอบห้องอีกครั้งพลันถอนหายใจ น่าจะไม่ใช่ฝีมือเยี่ยหลานเฉิง อย่างน้อยไม่ใช่ตำหนักจิ้งอันหรือวังหลวง นอกจากที่นี่จะเหม็นอับเล็กน้อย อย่างอื่นไม่ต่างจากห้องพักตามโรงเตี๊ยมทั่วไป
คิดถึงเรื่องใหญ่เทียมฟ้าที่ทำลงไปทั้งร่างพลันสั่นสะท้าน เมื่อคืนเจินจื่ออีกับเถารุ่ยใช้เส้นทางลับหนีออกจากวังหลวง ออกมาได้ไม่ไม่ทันไรกลับถูกคนลอบทำร้ายเอากระสอบฝ้ายคลุมหัวจากนั้นก็หมดสติไป นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรก็สุดรู้ ไม่รู้ว่าเถารุ่ยอยู่กับนางหรือไม่
“เจ้าตื่นแล้ว?”
หยางกั่วหลิงเดินกลับมาเห็นเหลียวอิงอิงดวงตาเหม่อลอย เงาร่างในคราบเอ้อร์สือเดินไปรินน้ำชาวางไว้ให้
“เจ้าโดนคนวางยานี่ก็เพิ่งจะดีขึ้น ดื่มสักหน่อยเถอะ ข้าจะไปสั่งของว่างมาให้เจ้ากินรองท้อง”
พูดจบหยางกั่วหลิงเดินออกจากห้องไปทิ้งเจินจื่ออีมองตาค้าง เท่าที่จำได้พอได้สตินางถูกบุรุษแตะเนื้อต้องตัว เจินจื่ออีแน่ใจว่านั่นไม่ใช่ความฝัน มือบางลูบไปตามผิวกายใต้ร่มผ้ารู้สึกเจ็บอยู่บ้าง โดยเฉพาะตรงลำคอกับเนินหน้าอก
ร่างบอบบางลุกขึ้นนั่งพลางถอดสายรัดเอวออก สายตาไล่ไปตามเรือนร่างตนเอง แม้ไม่เห็นร่องรอยจ้ำแดงน่าหวาดกลัวแต่สัมผัสแล้วแสบระบมยิ่งนัก บุรุษหน้าตาเหยเกผู้นั้นล่วงเกินนางจริงเสียด้วย หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลร่วงลงมา
“ข้าจะทำอย่างไรดี เป็นเช่นนี้แล้วข้าจะทำอย่างไร”
“เจ้าเป็นอะไรไป? ยังรู้สึกไม่ดีอยู่หรือ...แล้ว...เจ้าแก้ผ้าทำไม”
หยางกั่วหลิงเดินเข้ามาพร้อมกับจานขนมทังหยวนคลุกน้ำตาล [1] เห็นใบหน้าแดงก่ำของเจินจื่ออีเลอะคราบน้ำตา หรือนางจะรู้เรื่องที่ต้าหย่งทิ้งนางหนีไป
“ครอบครัวของเจ้าให้เจ้าแต่งให้ข้า เจ้าไม่ต้องกังวลไปข้าไม่ได้แตะต้องเจ้า ไว้รอบุรุษของเจ้ามารับตัวก็ไปกับเขาเถอะ”
เพียะ!
ใบหน้าเหยเกยใต้ยางไม้แปลงโฉมพลันเจ็บแปลบ หน้าตานางนุ่มนิ่มขนาดตัวบอบบาง แรงมือมีหรือจะทำคนเจ็บปวดได้ เจินจื่ออีตั้งใจตบหน้าเขาเต็มแรง ดวงตากลมฉายแววไม่พอใจเต็มที่
“เจ้าแตะต้องข้าแล้วยังมีหน้าบอกให้ข้าไปหาผู้อื่น คิดว่าข้าโง่หรืออย่างไร เจ้าจะปัดความรับผิดชอบ ฟ้าไม่รู้ดินไม่รู้แต่ข้ากับเจ้ารู้ นอกจากเจ้าตายไปให้ข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะสังหารเจ้ากับมือ”
เจินจื่ออีเปิดปากเอ่ยวาจารุนแรงกับบุรุษหน้าตาย ถ้อยคำรุนแรงของนางมีแต่คำว่าจะเอาชีวิตเขา หากแต่น้ำเสียงหวานหูราวกับดื่มน้ำผึ้งแทนน้ำของนาง หยางกั่วหลิงยืนฟังจนใจลอย
“ในเมื่อเจ้าไม่ตอบ เช่นนั้นข้าจะสังหารเจ้า!”
หยางกั่วหลิงมองดูมือน้อยเรียวบางพุ่งเข้ามาใกล้ใบหน้าตนเอง นางไร้อาวุธในมือ แม้แต่เล็บมือก็ไม่มี แล้วจะสังหารเขาด้วยนิ้วมือนุ่มนิ่มคู่นั้นหรือ
มือคนตัวโตข้างเดียวคว้าจับมือน้อยไว้ง่ายดาย เจินจื่ออีเม้มปากแน่น สีหน้าไม่พอใจของคนงามยิ่งมองก็ยิ่งเพลิดเพลิน ยามเช้าที่เหลียวอิงอิงเอาแต่นอนนิ่งนั่นนับว่างดงามมากแล้ว พอนางตื่นขึ้นมาเปิดปากด่าคน นึกไม่ถึงเป็นความงามที่หาดูได้ยากนัก
“ปล่อยมือข้า!”
“เพิ่งถอนพิษไปเจ้ายังไม่หายดี รีบกินรีบนอนพักเถอะ”
“ข้าไม่กินอะไรทั้งนั้น คนเลวเจ้าไสหัวไปให้ข้าเดี๋ยวนี้....อ๊ะ!...”
หยางกั่วหลิงไม่สนใจดวงหน้าบึ้งตึงของนางแม้แต่น้อย วาจาด่าทอมากมายราวกับสายลมพัดผ่าน พอนางเปิดปากด่าคน เขารีบคว้าก้อนขนมยัดเข้าปากเจินจื่ออี เห็นคนงามสองแก้มยัดขนมจนตุ่ย หยางกั่วหลิงในรูปโฉมเอ้อร์สือยิ้มพึงพอใจหันมาละลายเม็ดยาถอนพิษ หมายกรอกปากนางตามไป
“เจ้ายังตกใจอยู่ ไม่เป็นไรไว้พรุ่งนี้จะดีขึ้น รีบเคี้ยวเร็วเข้า”
เจินจื่ออีไม่มีทางยอมกินโดยดี ติดตรงที่รสชาติขนมทังหยวนคลุกน้ำตาลอร่อยนัก อีกอย่างนางไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่ยามบ่ายเมื่อวาน กว่าจะรู้ตัวเรียวปากอิ่มแดงเริ่มเคี้ยวก้อนขนมกลืนลงท้อง
“ดื่มยาสิ”
“ไม่!”
“เด็กดื้อ”
เจินจื่ออียอมกินขนมแต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างที่บุรุษแปลกหน้ายื่นให้นางจะยอมกิน ดวงตากลมโตจ้องใบหน้าเหยเกแววตาเอาเรื่อง หยางกั่วหลิงหัวเราะในลำคอ เขาก็มีวิธีร้อยพันแบบบังคับเด็กดื้อกินข้าวกินยา อย่างเช่นตอนนี้ปลายนิ้วเรียวยาวจับคางเด็กดื้อกรอกยา ไม่นานนักร่างบางที่ยังดิ้นอยู่พลันอ่อนยวบหลับไป
หยางกั่วหลิงประคองเหลียวอิงอิงนอนลงตามเดิมก่อนจะถอดรองเท้าตามขึ้นเตียงมานอนข้างกัน ปลายนิ้วเกี่ยวเอาปอยผมหลุดลุ่ยออกจากใบหน้างามเบามือ
ในเมื่อต้าหย่งทิ้งนางไปแล้ว เช่นนั้นเขาจะยอมดูแลเด็กดื้อไปก่อน เมื่อครนางโกรธที่เขาแตะต้องตัว ถึงขั้นข่มขู่สังหารคนด้วยนิ้วมือนุ่มนิ่ม ไหนจะสองแก้มบวมตุ่ยยามเคี้ยวขนมลงคอ แววตาคนตัวโตทอประกาย ช่างเป็นสตรีน่ารักน่าเอ็นดูนัก
หยางกั่วหลิงอยู่มาจนอายุป่านนี้เคยเห็นคู่ยวนยางมาก็มาก แต่สตรีน่ารักน่าเอ็นดูที่อยากสังหารเขาด้วยนิ้วมือเล็กน่ารักพวกนี้มีเหลียวอิงอิงเป็นคนแรก ปลายนิ้วเรียวยาวไล้พวงแก้มนุ่มเนียน
“ในเมื่อแต่งให้ข้าแล้วก็ถือเป็นสตรีของข้าหยางกั่วหลิง ในเมื่อเจ้าไม่พอใจที่ข้าไม่รับผิดชอบเจ้า เช่นนั้นข้าจะรับผิดชอบเจ้าอย่างดีอย่างเช่นกล่อมเจ้าเข้านอนตอนนี้เลย”
ก่อนนอนหยางกั่วหลิงไม่ลืมลอกยางไม้แปลงโฉมออกก่อน เงาร่างสูงโปร่งสอดแขนเข้าไปใต้ลำคอคนงาม กอดเหลียวอิงอิงภรรยาในนามนอนหลับไปด้วยกัน
ชีวิตเช่นนี้ก็ดีไม่น้อย หยางกั่วหลิงอยู่มาจนอายุยี่สิบห้าผ่านชีวิตล้มลุกคลุกคลานอดมื้อกินมื้อมาจนชิน ไหนจะต้องรับภาระดูแลวังโอสถอันยิ่งใหญ่
ผู้ใดจะรู้ฉากหน้าวังโอสถแคว้นจิ้นเป็นสำนักแพทย์อันดับหนึ่ง หยางกั่วหลิงประมุขใหญ่ที่ผู้คนทั้งยุทธภพกริ่งเกรง กลับมีเบื้องหลังไม่ต่างจากยาจกสิ้นเนื้อประดาตัว ใต้หล้านี้ผู้ใดบ้างไม่เจ็บป่วย หยางกั่วหลิงทำใจเก็บค่ารักษาแสนแพงไม่ลง เขาเป็นถึงประมุขวังโอสถยังรู้จักเอวอ่อน [2] ขอพักอาศัยโรงเตี๊ยมชั้นล่าง
ยิ่งตอนนี้รอนแรมมาแคว้นเยี่ยแต่งภรรยากลับไปหนึ่งคน ไม่รู้ว่าสตรีงดงามในอ้อมแขนต้องหมดเปลืองก้อนตำลึงเพื่อนางหรือไม่ หยางกั่วหลิงหัวเราะในลำคอ ประมุขวังโอสถแต่งภรรยาทั้งที เห็นทีต้องตามเก็บหนี้ที่ค้างอยู่มากหน่อยแล้ว
[1] ขนมทังหยวน ขนมต้มทำจากแป้งปั้นเป็นลูกกลม
[2] สำนวนจีน หมายถึงนอบน้อมเจียมตัว
บทที่ 3
สตรีบรรณาการ
เช้าวันใหม่ในห้องพักโรงเตี๊ยมเอ้อฝูสดชื่นยิ่งนัก ต่างกับตำหนักจิ้ง อันที่ยามนี้นางกำนัลรับใช้พากันวิ่งวุ่น
หนึ่งวันผ่านไปครบพอดี ผู้เป็นเจ้าของตำหนักกับนางกำนัลคนสนิทหายตัวไปไร้ร่องรอย เรื่องนี้จะเป็นไปได้อย่างไร แต่เป็นไปแล้ว!
เจินจื่ออีพระสนมขั้นผินผู้ไม่สลักสำคัญอันใด นางเป็นเพียงสตรีมาจากต่างแคว้น ที่สำคัญคือหนึ่งปีที่นางอยู่ในวัง เยี่ยหลานเฉิงฮ่องเต้ไม่เคยเรียกตัวเข้าเฝ้า แม้เป็นเช่นนั้นแต่ไม่ได้หมายความว่าพระสนมทั้งคนจะหายตัวไปไร้ร่องรอยได้
“คนทั้งคนหายไปไร้ร่องรอยเช่นนี้ได้อย่างไร จะอย่างไรเจินผินก็นับเป็นพระสนมของฝ่าบาท พวกเจ้ารับใช้เจ้านายอย่างไรกันถึงได้ปล่อยให้คนหายไปเช่นนี้ หากข้าทูลฝ่าบาทออกไป ชีวิตพวกเจ้ายังจะต้องรักษาไว้อยู่อีกหรือ”
น้ำเสียงหวานหูของเจาเฟยเอ่ยปากตำหนินางกำนัลรับใช้ตำหนักจิ้งอัน กว่าเรื่องเจินผินกับนางกำนัลคนสนิทหายตัวไปรู้ถึงหูเจาเฟยก็ล่วงเข้ายามเช้าของอีกวัน สายตาเจาเฟยกวาดมอง ข้ารับใช้พวกนี้ยังสมควรรักษาชีวิตไว้อีกหรือ
“ทูลเจาเฟย พวกหม่อมฉันไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อยเพคะ”
“จริงเพคะ พวกหม่อมฉันเปลี่ยนเวรพอดีเพคะ พอรู้ว่าเจินผินหายตัวไปก็รีบรายงานเจาเฟยทันทีเพคะ”
“ยังกล้าพูดอีก!”
ฝ่ามือเจาเฟยตบโต๊ะเสียงดัง วังหลังแคว้นเยี่ยไร้ซึ่งนางพญาตัวจริงอย่างฮองเฮา หากแต่สตรีที่ได้รับพระเมตตาดูแลจัดการหกตำหนักในก็คือเจาเฟยสกุลเจาผู้นี้
มายามนี้พระสนมปลายแถวกับนางกำนัลหายตัวไปกลับสร้างความกดดันใหญ่หลวงให้เจาเฟย หากนางไม่มีคำตอบที่น่าพอใจให้ฝ่าบาท วันหน้าตำแหน่งฮองเฮาเคียงข้างฮ่องเต้นางยังจะคู่ควรอยู่อีกหรือ
“เจี่ยงกงกงสืบมาได้ความหรือไม่”
ขันทีคนสนิทเจาเฟยกลับส่ายหน้าแทนคำตอบ นางกำนัลรับใช้ลามไปถึงองครักษ์ตำหนักจิ้งอันล้วนไม่รู้เห็นเรื่องเจินผินหายตัวไป
“คนทั้งคนจะหายไปราวกับควันเช่นนี้ได้อย่างไร ในเมื่อพวกเจ้าไม่พูดเช่นนั้นข้าจำต้องทูลฝ่าบาทให้ทรงทราบ”
เจาเฟยถอนหายใจ
“เจี่ยงกงกงให้คนไปตำหนักเฉียนคังสักรอบ หากฝ่าบาทออกว่าราชการเสร็จสิ้นข้าจะได้ไปรอเข้าเฝ้า”
“พ่ะย่ะค่ะเจาเฟย”
ช่วงเวลาเดียวกันในห้องทรงพระอักษรตำหนักเฉียนคัง เยี่ยหลานเฉิงฮ่องเต้จ่อจดหมายลับในมือเข้ากับเตาไฟด้านข้าง เขตแดนแคว้นเยี่ยปกคลุมด้วยหิมะหนาวเย็นทั้งปี ภายใต้การปกครองของเยี่ยหลานเฉิงฮ่องเต้ นับว่าร่มเย็นเป็นสุขไร้ซึ่งข้าศึกรุกราน วังหลวงแคว้นเยี่ยมีมังกรทรงแสนยานุภาพทั้งบุ๋นบู๊ มาวันนี้เรื่องเล็กน้อยเช่นพระสนมขั้นผินหายตัวไป กำลังสั่นคลอนความสงบสุขแคว้นเยี่ย
ฝ่าบาททอดพระเนตรจดหมายลับเสร็จ บรรยากาศทั่วตำหนักเฉียนคังแผ่กลิ่นอายกดดันผู้คน กลิ่นไหม้อันเข้มข้นกับพระพักตร์เรียบเฉยไร้อารมณ์เช่นนี้ แสดงว่ามีเรื่องไม่สู้ดีขุ่นเคืองเบื้องพระบาทโอรสสวรรค์เข้าแล้ว
“ทูลฝ่าบาท เจาเฟยมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีน้อยหน้าห้องทรงพระอักษรเข้ามาแจ้งเรื่องเจาเฟยกับเติ้งกงกงตั้งแต่หนึ่งชั่วยามก่อน ขันทีคู่พระทัยรอจนเจ้าเหนือหัวหมดราชกิจถึงได้กราบทูลให้ทรงทราบ
“ได้บอกหรือไม่ว่ามีเรื่องใด”
พระสุรเสียงเรียบเฉยเช่นนี้ เติ้งกงกงถึงกับกลั้นหายใจก่อนกราบทูล
“ทูลฝ่าบาทเจาเฟยมาขอเข้าเฝ้ายามนี้ กระหม่อมคาดว่าจะเป็นเรื่องของตำหนักในพ่ะย่ะค่ะ” เติ้งกงกงเอ่ยวาจา
เรื่องเจินผินหายตัวไปมีหรือเติ้งกงกงจะไม่รู้ ติดตรงที่กลางดึกเมื่อคืนฝ่าบาททรงค้างที่ตำหนักอันเหวยกับซูเฟย ยามเช้ายังต้องออกว่าราชกิจ เรื่องของฝ่ายในก็สมควรให้เจาเฟยเป็นผู้ทูลให้ทรงทราบ
“ให้นางเข้ามา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ไม่นานนักเงาร่างอรชรย่างกรายมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะทรงอักษร เจาเฟยคุกเข่าคารวะเจ้าเหนือหัวเต็มพิธีการ เยี่ยหลานเฉิงมองดูสีหน้านางสนมชั่วครู่ก่อนเอ่ยถามราวกับทรงไม่รู้ว่านางมาเข้าเฝ้าด้วยเรื่องใด
“เจาเฟยไม่ต้องมากพิธี สีหน้าเจ้าเช่นนี้ผู้ใดทำสนมรักของเราขุ่นเคืองใจ”
พระสุรเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย เจาเฟยกลับไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า เงาร่างอรชรยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม
“ขอฝ่าบาททรงพระเมตตา หม่อมฉันมาขอเข้าเฝ้าวันนี้มีเรื่องที่ไม่อาจจัดการได้ จำต้องขอพระเมตตาพระองค์เพคะ”
“เจาเฟยมีสิ่งใดว่ามาเถอะ หากเจ้าไม่ผิดมีหรือเราจะเอาผิดกับเจ้า”
“ทูลฝ่าบาท เจินผินตำหนักจิ้งอันกับนางกำนัลคนสนิทหายตัวไปเพคะ หม่อมฉันให้คนค้นจนทั่วไม่พบร่องรอยแม้แต่น้อยเพคะ ขอฝ่าบาทลงอาญาหม่อมฉันด้วยเพคะ”
เยี่ยหลานเฉิงปรายตามองดูเงาร่างสตรีที่ยังคงหมอบคำนับอยู่กับพื้น เจาเฟยเริ่มบีบน้ำตาหลั่งริน หากยามนี้เจ้าเหนือหัวสั่งให้นางเงยหน้าจะได้เห็นภาพใบหน้างดงามเจือหยาดน้ำตาดูน่าเห็นใจ น้ำพระทัยพระองค์จะได้นึกเมตตานางมากหน่อย
“หายไป? หายไปได้อย่างไร”
“ขอฝ่าบาททรงเมตตา หม่อมฉันให้คนค้นจนทั่วตำหนักจิ้งอันแล้วไม่พบร่องรอยเจินผินแม้แต่น้อยเพคะ ส่วนที่อื่นหม่อมฉันไม่กล้าให้คนไปตามดู จึงได้มาขอพระเมตตาฝ่าบาทเพคะ”
“เป็นสถานที่ใดกัน เจาเฟยของเราถึงได้ไม่กล้า”
เยี่ยหลานเฉิงน้ำเสียงราบเรียบแต่แววตาสาดประกายวูบ
“เจาเฟยเงยหน้าขึ้นเถอะ”
เงาร่างที่ยังก้มหน้ารอคอยเวลานี้อยู่ ยามเจาเฟยเงยใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาแดงเรื่อขึ้น นับเป็นภาพความงดงามหาดูได้ยาก
“หกตำหนักในเจ้าให้คนหาดูทั่วแล้วใช่หรือไม่ ถึงได้มาหาเรา”
“หามิได้เพคะ หม่อมฉันไหนเลยจะกล้าถึงเพียงนั้น แค่เพียงตำหนักจิ้งอันกับตำหนักหวาเจียวของหม่อมฉัน ที่เหลือหม่อมฉันไม่กล้าเพคะ”
“จำได้ว่าป้ายอาญาหกตำหนักเราให้เจ้าถือไว้ เช่นนี้แล้วเจาเฟยของเรายังไม่กล้าอีกหรือ มาเถอะพื้นเย็นยิ่งนักเจ้าลุกขึ้นก่อน”
เจ้าเหนือหัวปรายตาไปทางนางกำนัลรับใช้ด้านข้าง สองคนเข้ามาประคองร่างเจาเฟยลุกขึ้นตามรับสั่ง
“เอาล่ะเรื่องนี้เรารับรู้แล้ว เจาเฟยไม่ต้องเป็นกังวลไป เราจะเรียกองครักษ์วังหลวงมารับผิดชอบเรื่องเจินผิน เจ้ากลับไปพักผ่อนให้ดี”
“ขอบพระทัยเพคะ”
ก่อนกลับไปสีหน้าเจาเฟยคล้ายมีถ้อยคำอยากเอ่ย หากแต่เจ้าตัวเลือกที่จะเก็บเงียบ นางรู้พระทัยฝ่าบาทไม่กล้าร้องขอพระเมตตามากกว่านี้
ระยะนี้ซูเฟยตำหนักอันเหวยครองพระทัยเจ้าเหนือหัวอยู่ นางจิ้งจอกผู้นั้นไม่เพียงอายุน้อยยังมีสกุลซูหนุนหลัง ตราอาญาหกตำหนักในมือเจาเฟยเช่นนาง หากไม่รักษาไว้สุดกำลังวันหน้านางไม่ต้องทนให้ผู้อื่นดูแคลนหรืออย่างไร ฝ่าบาทครองบัลลังก์มาหลายปีกลับยังไร้วี่แววทายาท ครรภ์มังกรผู้ใดบ้างไม่อยากได้ หากแต่วันนี้เจาเฟยจำต้องข่มใจกลับไปมือเปล่า
“เติ้งกงกงมีผู้ใดรู้เรื่องเจินผินอีก”
“ทูลฝ่าบาท ล้วนเป็นคนของตำหนักหวาเจียวพ่ะย่ะค่ะ” “เรียกหัวหน้าหน่วยเฉียนเวยมาหาเรา จัดการคนที่รู้เรื่องนี้ให้เหลือน้อยที่สุด”
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เนื้อความในจดหมายลับที่เยี่ยหลานเฉิงฮ่องเต้ได้รับเกี่ยวพันกับสตรีเจ้าของตำหนักจิ้งอันโดยตรง นางกลับหายตัวไปไร้ร่องรอย เรื่องนี้คงไม่ใช่เหตุบังเอิญ เจินจื่ออีมาจากแคว้นฉีนางมีฐานะเป็นสตรีบรรณาการ นางหายตัวไปใต้จมูกโอรสสวรรค์มีหรือพระองค์จะยอมรับได้
“เห็นทีข้าคงใจกว้างเกินไป”