เจินจื่ออีรับรู้ถึงแรงโถมหนักหน่วงบนร่าง สองตากลับไม่อาจปรือเปลือกตาตื่น ใบหน้านางถูกใครบางคนจับประคอง ทั้งประทับจูบพวงแก้มอิ่มแดงหน้าตาเฉย
ออกไปจากตัวข้านะ!
เจินจื่อจีกรีดร้องในใจ นางกับเถารุ่ยนางกำนัลติดตามหนีออกจากวังหลวงมาได้กลับถูกบุคคลปริศนาจับตัวไว้!
“ช่วยไม่ได้ มารดาเจ้าพาคนทั้งบ้านมารอฟังอยู่ด้านนอก น้องหญิงขึ้นเกี้ยวมาหาข้าแล้ว เจ้าอดทนสักหน่อย หรืออยากร้องก็ร้องให้เต็มที่เถอะ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยวาจาอยู่ข้างหู ทั้งยังขบเม้มติ่งหูเจินจื่ออีไปด้วย ปลายลิ้นบุรุษหยาบคายไล้เลียไปตามซอกคอนาง เจินจื่ออีทั้งร่างขยับไม่ได้ มีเพียงเสียงร้องแผ่วเบาเท่าลูกแมวเปล่งออกมา
...เถารุ่ยอยู่ที่ใด! เจ้ามาช่วยข้าเร็วเข้า...
“น้องหญิงร้องออกมาเถอะ”
น้ำเสียงแผ่วเบาส่งเสียงดังเท่ายุงบิน เจินจื่ออีทั้งร่างไร้เรี่ยวแรงแต่นางยังคงรับรู้ทุกอย่าง จำได้ว่าตอนถูกคนจับตัวไว้นางดมกลิ่นเหม็นฉุนบางอย่าง จากนั้นหมดสติไป นางอาจโดนคนวางยา!
คิดมาถึงตรงนี้ผิวเนื้อเจินจื่ออีเจ็บแปลบ ที่แท้บุรุษเลวผู้นี้ลงมือหยิกนางไปทั่วตัว นางเจ็บเข้าแล้ว!
“น้องหญิงเจ้ารีบร้องออกมาเร็วเข้า ร้องดังกว่านี้อีก หากเจ้าไม่ร้องท่านพี่ผู้นี้จะลงมือกับเจ้าแล้วนะ”
สิ้นเสียงบุรุษคนเดิม ทั้งร่างเจินจื่ออีหนาววูบ นางได้ยินเสียงใครบางคนบอกให้ส่งเสียงร้อง แต่โชคร้ายที่เจินจื่ออีขยับตัวไม่ได้ ความรู้สึกนุ่มนิ่มบางอย่างกดลงมาตรงซอกคอ ไม่หยิกนางแล้วหรือ? เขากำลังทำอะไรกันแน่? เจินจื่ออีไม่กล้าคาดเดา เถารุ่ยอยู่ที่ใดรีบมาเร็วเข้า!
“น้องหญิง”
แววตาหยางกั่วหลิงหลุบสายตามองเนินเนื้อขาวเนียนใหญ่โต สองมืออดลูบไล้ผิวเนื้อตรงต้นคอคนงามไม่ได้ แตะต้องนางมากหน่อยคงไม่เป็นไร? อย่างน้อยพวกคนสกุลเหลียวจะได้รีบไสหัวไปเสียที
เรียวปากบุรุษผู้ถูกยัดเยียดภรรยาไวเท่าความคิด ต้นคอคนงามที่นอนแน่นิ่งเต็มไปด้วยรอยจ้ำแดง เขาเป็นปลิงหรืออย่างไร? รู้จักแต่ดูดผิวเนื้อผู้อื่นหน้าไม่อาย คราวนี้เสียงร้องดังเท่ายุงบินเปลี่ยนเป็นเสียงคราง สัมผัสนุ่มนิ่มเปลี่ยนจากซอกคอเลื่อนต่ำลงมา เจินเจื่ออีเปล่งเสียงร้องดังกว่าเดิม
ได้ยินเสียงร้องดังกว่าเดิม บุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีเงยหน้าขึ้นมาจากทรวงอกเย้ายวน มองดูใบหน้าแดงเรื่อกับลมหายใจหอบถี่ของสตรีบนเตียง ดูเหมือนวิธีนี้จะได้ผล เขาจูบนางหน่อยเดียวก็ร้องออกมาแล้ว
หยางกั่วหลิงหรี่สายตามองอาภรณ์สีกลีบเหมยปักลายดอกไม้หรูหรา ส่งเจ้าสาวมาทั้งที สกุลเหลียวกลับไม่ให้เหลียวอิงอิงสวมชุดเจ้าสาว เหลียวอิงอิงงดงามปานนี้ เหตุใดสกุลเหลียวถึงได้ยัดเยียดบุตรสาวให้คนไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นเขาได้ หรือเพราะก้อนทองอันจิ๋วก้อนเดียว?
นึกถึงใบหน้าไร้ยางอายของพวกคนสกุลเหลียวด้านนอก หยางกั่วหลิงโน้มใบหน้าลงไปใกล้ซอกคอขาวเนียน กัดหัวไหล่คนนอนนิ่งคำใหญ่
“กรี้ด!”
“ลำบากเจ้าแล้ว”
หยางกั่วหลิงเอ่ยวาจาอู้อี้ในลำคอ พอกัดนางไปหนึ่งคำเหลียวอิงอิงร้องออกมาเสียงดัง น้ำเสียงเจ็บปวดทำเอาหยางกั่วหลิงใจอ่อน
“เอ้อร์สือ! เจ้าอย่าได้ทำน้องสาวข้าเจ็บตัว”
เป็นเสียงบุรุษผู้หนึ่งที่ด้านนอกตะโกนเข้ามา จำได้ว่าเมื่อวานเหลียวโถวป่ายเอะอะลงมือกับผู้อื่นไม่ฟังเสียง เขาเกือบสาดผงพิษสังหารคนหยาบคายติดตรงที่คร้านจะก่อเรื่องใหญ่ หยางกั่วหลิงแค่นยิ้มตะโกนกลับไป
“พวกท่านยังไม่ไปกันอีกหรือ ข้าก็นึกว่าไม่มีผู้ใดอยู่แล้ว ข้ายุ่งอยู่ไม่สะดวกออกไปส่งพวกท่าน ขออภัยด้วย”
“นี่เจ้า!” เหลียวโถวป่ายสบถเสียงดัง
“อาโถวเจ้าอย่ารั้งน้องสาวเจ้าอีกเลย อิงอิงแต่งออกไปแล้วพวกเราจะได้วางใจกลับจิ่วโจวอย่างหมดห่วง”
เสียงปลอบโยนจากสตรีวัยกลางคนจำได้แม่นว่าเป็นมารดาหน้าไม่อายสกุลเหลียว นางเหลียวเอ่ยวาจาปลอบบุตรชายคนโตอยู่นาน จะอย่างไรบุตรสาวแต่งออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่ถูกสาด อย่างน้อยบุรุษนามว่าเอ้อร์สือก็ดูดีกว่าต้าหย่งคนงานหลังโรงเตี๊ยมมาก ก้อนทองในอกเสื้อนางเหลียวราวกับรู้สึกร้อนลวก
“เอ้อร์สือเจ้าฟังให้ดี หากเจ้ากล้ารังแกน้องสาวข้า ข้าเหลียวโถวป่ายไม่เอาเจ้าไว้แน่”
“อาโถวพวกเรารีบไปกันเถอะ”
เสียงเอะอะตึงตังด้านนอกเงียบลงแล้ว หยางกั่วหลิงหันมามองดูร่างสตรีที่ยังนอนหลับตาบนเตียง สายตาคมกวาดมองใบหน้างดงามหลับตาพริ้ม วันก่อนเขาไม่ได้มองดูนางเต็มตา นึกไม่ถึงเหลียวอิงอิงเป็นหญิงงาม
“ขออภัยเจ้าด้วย”
หยางกั่วหลิงเอื้อมมือกระชับสาบเสื้อเข้าที่ให้นาง ทั้งยังผูกเชือกรัดเอวให้ ใบหน้าแดงเรื่อนอนหลับตาพริ้ม หยางกั่วหลิงมองดูรอยแผลจ้ำใหญ่ตรงเนินไหล่เหลียวอิงอิง คราแรกเขาตั้งใจปล่อยนางเป็นอิสระ แต่ตอนนี้? หยางกั่วหลิงรับรู้ถึงตัวตนตึงแน่นกลางหว่างขาตอบสนองขึ้นมา
...เขาเป็นบุรุษเต็มตัว จะให้ทำอย่างไรได้....
หยางกั่วหลิงเบนสายตาออกจากร่างบางบนเตียง คนเป็นหมออาการกำหนัดบุรุษจะไม่รู้ตัวได้อย่างไร เขาแตะต้องนางไม่คิดว่าตนเองจะหลงเสน่ห์เหลียวอิงอิงเข้าแล้ว โชคดีห้องพักนี้มีฉากกั้นทำไว้เปลี่ยนเสื้อผ้าได้ ด้านในวางถังน้ำเย็นที่เขาใช้เหลือเมื่อคืน อาศัยอาบน้ำเย็นสักหน่อยอาการตึงแน่นคงหายเป็นปกติ
หยางกั่วหลิงราดน้ำไป สมองแจ่มใสได้สติคืนมาเช่นกัน ในเมื่อเหลียวอิงอิงไม่ยินยอมแต่งงาน หากเขาทำตัวสารเลวแย่งคู่ยวนยางผู้อื่น หลุมศพบรรพชนบนเขาอาจผุดควันดำแทนที่จะเป็นควันเขียว [1] เมื่อครู่เขาไม่ได้ตั้งใจล่วงเกิน พอได้เห็นเรือนร่างงดงามราวกับหยาดน้ำค้างบริสุทธิ์ เรียวปากหยางกั่วหลิงถึงกับจูบนางไปเอง ไม่ใช่แค่จูบเมื่อครู่เขาทั้งดูดทั้งดอมดม คนตัวโตส่ายศีรษะ
เหลียวอิงอิงชอบพออยู่กับต้าหย่งคนงานตัดฟืนโรงเตี๊ยมเอ้อฝู คู่ยวนยางไปมาหาสู่กันเป็นประจำ ส่วนหยางกั่วหลิงมีเหตุจำเป็นถึงได้รั้งอยู่โรงเตี๊ยมเอ้อฝูนานเป็นเดือน
เช้าวันก่อนไม่รู้ว่าเหลียวอิงอิงมาโผล่ในห้องพักเขาได้อย่างไร สตรีตัวน้อยเอาแต่ก้มหน้านิ่งไม่เอ่ยวาจา สุดท้ายเป็นเหลียวโถวป่ายพี่ชายนางมาเจอเข้า บุรุษตัวโตหยาบคายหวงน้องสาวยิ่งนัก สุดท้ายนางเหลียวผู้เป็นมารดาละลาบละล้วงค้นตัวหยางกั่วหลิงได้ทองคำก้อนเล็กติดมือไป วันนี้คนสกุลเหลียวถึงได้หามเกี้ยวเจ้าสาว เอานางมาโยนให้ถึงในห้องพัก
อาบน้ำเย็นไปรอบหนึ่ง หยางกั่วหลิงเดินกลับมาเห็นคนงามยังคงนอนนิ่งผิดสังเกต ปลายนิ้วเขาคลำชีพจรข้างลำคอคนที่ยังคงไม่ได้สติ ที่แท้นางโดนวางยา มิน่าเล่าพอเกี้ยวเจ้าสาวมาถึงเหลียวอิงอิงถึงได้ไม่ขยับเขยื้อน
“เจ้าถูกคนวางยาพิษ? คนสกุลเหลียวนิสัยใจคอเช่นใดกันแน่”
หยางกั่วหลิงพึมพำในลำคอ สกุลเหลียวพรากคู่ยวนยางทั้งยังบังคับบุตรสาวแต่งให้บุรุษไม่รู้หัวนอนปลายเท้าหน้าตาเฉย หนำซ้ำวันนี้คนทั้งบ้านยังออกเดินทางไกลไปถึงจิ่วโจว
หยางกั่วหลิงถอนหายใจ นางโดนพิษก็ดีเหมือนกัน เรื่องน่าอับอายที่เขาเอาเปรียบนางเมื่อครู่จะได้หายกันไป เงาร่างสูงโปร่งเดินเข้าไปเปลี่ยนอาภรณ์ตัวนอก แต่งแต้มใบหน้าหล่อเหลาที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ ลอกคราบคุณชายโอสถอันดับหนึ่งกลายเป็นคนงานท่าทางงุ่มง่าม
บนใบหน้าหยางกั่วหลิงตอนนี้ติดยางไม้แปลงโฉมเอาไว้ เปลี่ยนจากคุณชายหยางกั่วผู้อ่อนโยนกลายเป็นเอ้อร์สือคนเงอะงะ นี่ก็คือรูปโฉมเอ้อร์สือบุรุษที่ตระกูลเหลียวปลงใจให้บุตรสาวแต่งงานด้วยแทนต้าหย่ง
ปลอมใบหน้าเสร็จเรียบร้อย หยางกั่วหลิงเหลือบมองเหลียวอิงอิงอีกครั้ง ปลายเท้าแผ่วเบาก้าวออกจากห้องพัก ตัดสินใจทำเรื่องที่สมควรทำเสียที นั่นคือไปหาต้าหย่ง
“พี่ชาย พี่ชาย ท่านเห็นต้าหย่งบ้างหรือไม่ มีคนไหว้วานข้าเอาของมาส่งให้เขา”
ไม่เพียงใบหน้าเหยเก น้ำเสียงเอ้อร์สือยังแหบแห้ง ตั้งแต่ออกจากวังโอสถหยางกั่วหลิงใช้วิชาแปลงโฉมตนเองจนชิน น้ำเสียงแหบแห้งเช่นนี้เขาชินแล้วเช่นกัน
“ข้ามาที่ร้านตั้งแต่ยามเฉินแล้ว [2] ยังไม่เห็นต้าหย่ง วันนี้ลูกค้ามากหน้าหลายตาข้าเองก็ยุ่งทั้งวัน เจ้าลองไปถามผู้อื่นดู”
“ลำบากพี่ชายแล้ว ท่านพอจะรู้จักที่พักต้าหย่งหรือไม่”
“แน่นอน”
หยางกั่วหลิงสอบถามที่พักของต้าหย่งจากหัวหน้าคนงานเพราะเริ่มรู้สึกสังหรใจ ได้ความว่าต้าหย่งพักอยู่แถวถนนเส้นที่หกไม่ไกลจากโรงน้ำชา หยางกั่วหลิงออกไปตามคำบอก สอบถามคนละแวกนั้นพักใหญ่ถึงได้เจอที่พักต้าหย่ง
ต้าหย่งผู้นี้ก็คือคู่ยวนยางของเหลียวอิงอิง ไม่รู้จะเป็นบุรุษหน้าตาเช่นใดถึงได้ครอบครองสตรีงามหยาดฟ้าเช่นเหลียวอิงอิงได้ นึกถึงเงาร่างบอบบางที่ยังนอนไม่ได้สติในห้องพัก หยางกั่วหลิงส่ายหน้าไปมาไล่ความคิดผิดศีลธรรมในหัว
นางแต่งให้เขาแล้วอย่างไร? คนสกุลเหลียวส่งเกี้ยวเข้ามาถึงในห้องพักทำราวกับส่งบุตรสาวไปเป็นอนุ ไร้ซึ่งขั้นตอนพิธีคำนับฟ้าดิน ไร้แม่สื่อไร้พยาน ในเมื่อฟ้าไม่รู้ดินไม่รู้ เช่นนี้เขาไม่รับนางเป็นภรรยาก็ย่อมได้
ยิ่งยามนี้คนสกุลเหลียวออกเดินทางไปจิ่วโจวแล้ว หยางกั่วหลิงหาใช่บุรุษที่สมควรจะมีครอบครัวได้ ไม่สู้คืนคู่ยวนยางให้กัน
“มีคนอยู่หรือไม่”
เรียกอยู่นานไม่มีผู้ใดขานรับ เงาร่างเงอะงะของเอ้อร์สือตัดสินใจผลักบานประตูเข้าไป ภาพด้านในที่เห็นทำเอาในหัวเต็มไปด้วยเสียงอื้ออึง
...ต้าหย่งหนีไปแล้ว!...
ด้านในเรือนพักนี้ราวกับถูกโจรถ่อยยกเค้า ติดตรงที่สภาพเรือนพักเก่าซอมซ่อ โจรตาบอดที่ใดจะอยากยกเค้าให้เสียมือ หยางกั่วหลิงมองไปรอบด้าน ในนี้ไม่เหลือแม้แต่เครื่องใช้จำเป็น หรือนี่จะไม่ใช่ที่พักของต้าหย่ง
ชายชราบ้านข้างกันตะโกนถามมา
“เจ้ามาหาใครกัน มาหาต้าหย่งหรือ”
“ใช่ขอรับ เขาอยู่หรือไม่”
“เมื่อคืนข้าได้ยินเสียงโครมคราม เช้ามาก็ไม่เห็นใครแล้ว ไม่แน่ต้าหย่งคงไปทำความผิดอะไรมา ป่านนี้คงหนีไปไกลแล้ว”
หยางกั่วหลิงในคราบบุรุษหน้าตาเหยเกยืนทึมทื่ออยู่หน้าที่พักเก่าซอมซ่อ ใบหน้าทึมทื่อได้แต่ส่งยิ้มแก้เก้อให้ชาชราข้างบ้านก่อนหันไปมองสถานที่นั้นเป็นครั้งสุดท้าย ต้าหย่งหนีไปเช่นนี้ แล้วเหลียวอิงอิงจะทำอย่างไร
เชิงอรรถ^สำนวนจีน หมายถึงมีเรื่องดีเกิดขึ้นในตระกูล^ยามเฉิน 07.00 - 09.00 น.
บทที่ 2
ถอนพิษ
หลังตัดใจเรื่องต้าหย่ง เงาร่างเงอะงะเดินกลับมาถึงห้องพักตนเองในที่สุด หยางกั่วหลิงสีหน้าราบเรียบตัดสินใจละลายยาต้านพิษหนึ่งเม็ดลงในจอกชา ประคองเรือนร่างอ่อนยวบดื่มลงไปจนหมด
ไม่นานนักสตรีที่นอนแน่นิ่งอาเจียนออกมาไม่ทันตั้งตัว หน้าอกเขาเลอะคราบอ้วกนาง หยางกั่วหลิงอยากจะตำหนินางก็ทำไม่ลง
“จะไม่ช่วยเจ้าข้าก็หาใช่คนใจดำ เจ้าต้องจำไว้ว่าติดค้างข้าหนึ่งครั้ง เอาเถอะถือว่าเจ้าเอาคืนที่ข้าล่วงเกินเจ้าเมื่อเช้าก็แล้วกัน”
เงาร่างสูงโปร่งหายเข้าไปหลังฉากกั้นล้างคราบอ้วก ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนเจินจื่ออีถึงได้มีสติรับรู้กลับคืนมา ในหูได้ยินเสียงน้ำสาด สองตาเลื่อนลอยมองดูเพดานเตียงไม่คุ้นตา
....ที่นี่คือที่ใดกัน? ....
ร่างน้อยที่เพิ่งฟื้นกำลังขืนเกร็ง เมื่อคืนนางถูกคนจับตัว หรือเยี่ยหลานเฉิงรู้ว่าหนีออกมา ดวงตากลมโตกวาดมองรอบห้องอีกครั้งพลันถอนหายใจ น่าจะไม่ใช่ฝีมือเยี่ยหลานเฉิง อย่างน้อยไม่ใช่ตำหนักจิ้งอันหรือวังหลวง นอกจากที่นี่จะเหม็นอับเล็กน้อย อย่างอื่นไม่ต่างจากห้องพักตามโรงเตี๊ยมทั่วไป
คิดถึงเรื่องใหญ่เทียมฟ้าที่ทำลงไปทั้งร่างพลันสั่นสะท้าน เมื่อคืนเจินจื่ออีกับเถารุ่ยใช้เส้นทางลับหนีออกจากวังหลวง ออกมาได้ไม่ไม่ทันไรกลับถูกคนลอบทำร้ายเอากระสอบฝ้ายคลุมหัวจากนั้นก็หมดสติไป นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรก็สุดรู้ ไม่รู้ว่าเถารุ่ยอยู่กับนางหรือไม่
“เจ้าตื่นแล้ว?”
หยางกั่วหลิงเดินกลับมาเห็นเหลียวอิงอิงดวงตาเหม่อลอย เงาร่างในคราบเอ้อร์สือเดินไปรินน้ำชาวางไว้ให้
“เจ้าโดนคนวางยานี่ก็เพิ่งจะดีขึ้น ดื่มสักหน่อยเถอะ ข้าจะไปสั่งของว่างมาให้เจ้ากินรองท้อง”
พูดจบหยางกั่วหลิงเดินออกจากห้องไปทิ้งเจินจื่ออีมองตาค้าง เท่าที่จำได้พอได้สตินางถูกบุรุษแตะเนื้อต้องตัว เจินจื่ออีแน่ใจว่านั่นไม่ใช่ความฝัน มือบางลูบไปตามผิวกายใต้ร่มผ้ารู้สึกเจ็บอยู่บ้าง โดยเฉพาะตรงลำคอกับเนินหน้าอก
ร่างบอบบางลุกขึ้นนั่งพลางถอดสายรัดเอวออก สายตาไล่ไปตามเรือนร่างตนเอง แม้ไม่เห็นร่องรอยจ้ำแดงน่าหวาดกลัวแต่สัมผัสแล้วแสบระบมยิ่งนัก บุรุษหน้าตาเหยเกผู้นั้นล่วงเกินนางจริงเสียด้วย หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลร่วงลงมา
“ข้าจะทำอย่างไรดี เป็นเช่นนี้แล้วข้าจะทำอย่างไร”
“เจ้าเป็นอะไรไป? ยังรู้สึกไม่ดีอยู่หรือ...แล้ว...เจ้าแก้ผ้าทำไม”
หยางกั่วหลิงเดินเข้ามาพร้อมกับจานขนมทังหยวนคลุกน้ำตาล [1] เห็นใบหน้าแดงก่ำของเจินจื่ออีเลอะคราบน้ำตา หรือนางจะรู้เรื่องที่ต้าหย่งทิ้งนางหนีไป
“ครอบครัวของเจ้าให้เจ้าแต่งให้ข้า เจ้าไม่ต้องกังวลไปข้าไม่ได้แตะต้องเจ้า ไว้รอบุรุษของเจ้ามารับตัวก็ไปกับเขาเถอะ”
เพียะ!
ใบหน้าเหยเกยใต้ยางไม้แปลงโฉมพลันเจ็บแปลบ หน้าตานางนุ่มนิ่มขนาดตัวบอบบาง แรงมือมีหรือจะทำคนเจ็บปวดได้ เจินจื่ออีตั้งใจตบหน้าเขาเต็มแรง ดวงตากลมฉายแววไม่พอใจเต็มที่
“เจ้าแตะต้องข้าแล้วยังมีหน้าบอกให้ข้าไปหาผู้อื่น คิดว่าข้าโง่หรืออย่างไร เจ้าจะปัดความรับผิดชอบ ฟ้าไม่รู้ดินไม่รู้แต่ข้ากับเจ้ารู้ นอกจากเจ้าตายไปให้ข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะสังหารเจ้ากับมือ”
เจินจื่ออีเปิดปากเอ่ยวาจารุนแรงกับบุรุษหน้าตาย ถ้อยคำรุนแรงของนางมีแต่คำว่าจะเอาชีวิตเขา หากแต่น้ำเสียงหวานหูราวกับดื่มน้ำผึ้งแทนน้ำของนาง หยางกั่วหลิงยืนฟังจนใจลอย
“ในเมื่อเจ้าไม่ตอบ เช่นนั้นข้าจะสังหารเจ้า!”
หยางกั่วหลิงมองดูมือน้อยเรียวบางพุ่งเข้ามาใกล้ใบหน้าตนเอง นางไร้อาวุธในมือ แม้แต่เล็บมือก็ไม่มี แล้วจะสังหารเขาด้วยนิ้วมือนุ่มนิ่มคู่นั้นหรือ
มือคนตัวโตข้างเดียวคว้าจับมือน้อยไว้ง่ายดาย เจินจื่ออีเม้มปากแน่น สีหน้าไม่พอใจของคนงามยิ่งมองก็ยิ่งเพลิดเพลิน ยามเช้าที่เหลียวอิงอิงเอาแต่นอนนิ่งนั่นนับว่างดงามมากแล้ว พอนางตื่นขึ้นมาเปิดปากด่าคน นึกไม่ถึงเป็นความงามที่หาดูได้ยากนัก
“ปล่อยมือข้า!”
“เพิ่งถอนพิษไปเจ้ายังไม่หายดี รีบกินรีบนอนพักเถอะ”
“ข้าไม่กินอะไรทั้งนั้น คนเลวเจ้าไสหัวไปให้ข้าเดี๋ยวนี้....อ๊ะ!...”
หยางกั่วหลิงไม่สนใจดวงหน้าบึ้งตึงของนางแม้แต่น้อย วาจาด่าทอมากมายราวกับสายลมพัดผ่าน พอนางเปิดปากด่าคน เขารีบคว้าก้อนขนมยัดเข้าปากเจินจื่ออี เห็นคนงามสองแก้มยัดขนมจนตุ่ย หยางกั่วหลิงในรูปโฉมเอ้อร์สือยิ้มพึงพอใจหันมาละลายเม็ดยาถอนพิษ หมายกรอกปากนางตามไป
“เจ้ายังตกใจอยู่ ไม่เป็นไรไว้พรุ่งนี้จะดีขึ้น รีบเคี้ยวเร็วเข้า”
เจินจื่ออีไม่มีทางยอมกินโดยดี ติดตรงที่รสชาติขนมทังหยวนคลุกน้ำตาลอร่อยนัก อีกอย่างนางไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่ยามบ่ายเมื่อวาน กว่าจะรู้ตัวเรียวปากอิ่มแดงเริ่มเคี้ยวก้อนขนมกลืนลงท้อง
“ดื่มยาสิ”
“ไม่!”
“เด็กดื้อ”
เจินจื่ออียอมกินขนมแต่ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างที่บุรุษแปลกหน้ายื่นให้นางจะยอมกิน ดวงตากลมโตจ้องใบหน้าเหยเกแววตาเอาเรื่อง หยางกั่วหลิงหัวเราะในลำคอ เขาก็มีวิธีร้อยพันแบบบังคับเด็กดื้อกินข้าวกินยา อย่างเช่นตอนนี้ปลายนิ้วเรียวยาวจับคางเด็กดื้อกรอกยา ไม่นานนักร่างบางที่ยังดิ้นอยู่พลันอ่อนยวบหลับไป
หยางกั่วหลิงประคองเหลียวอิงอิงนอนลงตามเดิมก่อนจะถอดรองเท้าตามขึ้นเตียงมานอนข้างกัน ปลายนิ้วเกี่ยวเอาปอยผมหลุดลุ่ยออกจากใบหน้างามเบามือ
ในเมื่อต้าหย่งทิ้งนางไปแล้ว เช่นนั้นเขาจะยอมดูแลเด็กดื้อไปก่อน เมื่อครนางโกรธที่เขาแตะต้องตัว ถึงขั้นข่มขู่สังหารคนด้วยนิ้วมือนุ่มนิ่ม ไหนจะสองแก้มบวมตุ่ยยามเคี้ยวขนมลงคอ แววตาคนตัวโตทอประกาย ช่างเป็นสตรีน่ารักน่าเอ็นดูนัก
หยางกั่วหลิงอยู่มาจนอายุป่านนี้เคยเห็นคู่ยวนยางมาก็มาก แต่สตรีน่ารักน่าเอ็นดูที่อยากสังหารเขาด้วยนิ้วมือเล็กน่ารักพวกนี้มีเหลียวอิงอิงเป็นคนแรก ปลายนิ้วเรียวยาวไล้พวงแก้มนุ่มเนียน
“ในเมื่อแต่งให้ข้าแล้วก็ถือเป็นสตรีของข้าหยางกั่วหลิง ในเมื่อเจ้าไม่พอใจที่ข้าไม่รับผิดชอบเจ้า เช่นนั้นข้าจะรับผิดชอบเจ้าอย่างดีอย่างเช่นกล่อมเจ้าเข้านอนตอนนี้เลย”
ก่อนนอนหยางกั่วหลิงไม่ลืมลอกยางไม้แปลงโฉมออกก่อน เงาร่างสูงโปร่งสอดแขนเข้าไปใต้ลำคอคนงาม กอดเหลียวอิงอิงภรรยาในนามนอนหลับไปด้วยกัน
ชีวิตเช่นนี้ก็ดีไม่น้อย หยางกั่วหลิงอยู่มาจนอายุยี่สิบห้าผ่านชีวิตล้มลุกคลุกคลานอดมื้อกินมื้อมาจนชิน ไหนจะต้องรับภาระดูแลวังโอสถอันยิ่งใหญ่
ผู้ใดจะรู้ฉากหน้าวังโอสถแคว้นจิ้นเป็นสำนักแพทย์อันดับหนึ่ง หยางกั่วหลิงประมุขใหญ่ที่ผู้คนทั้งยุทธภพกริ่งเกรง กลับมีเบื้องหลังไม่ต่างจากยาจกสิ้นเนื้อประดาตัว ใต้หล้านี้ผู้ใดบ้างไม่เจ็บป่วย หยางกั่วหลิงทำใจเก็บค่ารักษาแสนแพงไม่ลง เขาเป็นถึงประมุขวังโอสถยังรู้จักเอวอ่อน [2] ขอพักอาศัยโรงเตี๊ยมชั้นล่าง
ยิ่งตอนนี้รอนแรมมาแคว้นเยี่ยแต่งภรรยากลับไปหนึ่งคน ไม่รู้ว่าสตรีงดงามในอ้อมแขนต้องหมดเปลืองก้อนตำลึงเพื่อนางหรือไม่ หยางกั่วหลิงหัวเราะในลำคอ ประมุขวังโอสถแต่งภรรยาทั้งที เห็นทีต้องตามเก็บหนี้ที่ค้างอยู่มากหน่อยแล้ว
[1] ขนมทังหยวน ขนมต้มทำจากแป้งปั้นเป็นลูกกลม
[2] สำนวนจีน หมายถึงนอบน้อมเจียมตัว
บทที่ 3
สตรีบรรณาการ
เช้าวันใหม่ในห้องพักโรงเตี๊ยมเอ้อฝูสดชื่นยิ่งนัก ต่างกับตำหนักจิ้ง อันที่ยามนี้นางกำนัลรับใช้พากันวิ่งวุ่น
หนึ่งวันผ่านไปครบพอดี ผู้เป็นเจ้าของตำหนักกับนางกำนัลคนสนิทหายตัวไปไร้ร่องรอย เรื่องนี้จะเป็นไปได้อย่างไร แต่เป็นไปแล้ว!
เจินจื่ออีพระสนมขั้นผินผู้ไม่สลักสำคัญอันใด นางเป็นเพียงสตรีมาจากต่างแคว้น ที่สำคัญคือหนึ่งปีที่นางอยู่ในวัง เยี่ยหลานเฉิงฮ่องเต้ไม่เคยเรียกตัวเข้าเฝ้า แม้เป็นเช่นนั้นแต่ไม่ได้หมายความว่าพระสนมทั้งคนจะหายตัวไปไร้ร่องรอยได้
“คนทั้งคนหายไปไร้ร่องรอยเช่นนี้ได้อย่างไร จะอย่างไรเจินผินก็นับเป็นพระสนมของฝ่าบาท พวกเจ้ารับใช้เจ้านายอย่างไรกันถึงได้ปล่อยให้คนหายไปเช่นนี้ หากข้าทูลฝ่าบาทออกไป ชีวิตพวกเจ้ายังจะต้องรักษาไว้อยู่อีกหรือ”
น้ำเสียงหวานหูของเจาเฟยเอ่ยปากตำหนินางกำนัลรับใช้ตำหนักจิ้งอัน กว่าเรื่องเจินผินกับนางกำนัลคนสนิทหายตัวไปรู้ถึงหูเจาเฟยก็ล่วงเข้ายามเช้าของอีกวัน สายตาเจาเฟยกวาดมอง ข้ารับใช้พวกนี้ยังสมควรรักษาชีวิตไว้อีกหรือ
“ทูลเจาเฟย พวกหม่อมฉันไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อยเพคะ”
“จริงเพคะ พวกหม่อมฉันเปลี่ยนเวรพอดีเพคะ พอรู้ว่าเจินผินหายตัวไปก็รีบรายงานเจาเฟยทันทีเพคะ”
“ยังกล้าพูดอีก!”
ฝ่ามือเจาเฟยตบโต๊ะเสียงดัง วังหลังแคว้นเยี่ยไร้ซึ่งนางพญาตัวจริงอย่างฮองเฮา หากแต่สตรีที่ได้รับพระเมตตาดูแลจัดการหกตำหนักในก็คือเจาเฟยสกุลเจาผู้นี้
มายามนี้พระสนมปลายแถวกับนางกำนัลหายตัวไปกลับสร้างความกดดันใหญ่หลวงให้เจาเฟย หากนางไม่มีคำตอบที่น่าพอใจให้ฝ่าบาท วันหน้าตำแหน่งฮองเฮาเคียงข้างฮ่องเต้นางยังจะคู่ควรอยู่อีกหรือ
“เจี่ยงกงกงสืบมาได้ความหรือไม่”
ขันทีคนสนิทเจาเฟยกลับส่ายหน้าแทนคำตอบ นางกำนัลรับใช้ลามไปถึงองครักษ์ตำหนักจิ้งอันล้วนไม่รู้เห็นเรื่องเจินผินหายตัวไป
“คนทั้งคนจะหายไปราวกับควันเช่นนี้ได้อย่างไร ในเมื่อพวกเจ้าไม่พูดเช่นนั้นข้าจำต้องทูลฝ่าบาทให้ทรงทราบ”
เจาเฟยถอนหายใจ
“เจี่ยงกงกงให้คนไปตำหนักเฉียนคังสักรอบ หากฝ่าบาทออกว่าราชการเสร็จสิ้นข้าจะได้ไปรอเข้าเฝ้า”
“พ่ะย่ะค่ะเจาเฟย”
ช่วงเวลาเดียวกันในห้องทรงพระอักษรตำหนักเฉียนคัง เยี่ยหลานเฉิงฮ่องเต้จ่อจดหมายลับในมือเข้ากับเตาไฟด้านข้าง เขตแดนแคว้นเยี่ยปกคลุมด้วยหิมะหนาวเย็นทั้งปี ภายใต้การปกครองของเยี่ยหลานเฉิงฮ่องเต้ นับว่าร่มเย็นเป็นสุขไร้ซึ่งข้าศึกรุกราน วังหลวงแคว้นเยี่ยมีมังกรทรงแสนยานุภาพทั้งบุ๋นบู๊ มาวันนี้เรื่องเล็กน้อยเช่นพระสนมขั้นผินหายตัวไป กำลังสั่นคลอนความสงบสุขแคว้นเยี่ย
ฝ่าบาททอดพระเนตรจดหมายลับเสร็จ บรรยากาศทั่วตำหนักเฉียนคังแผ่กลิ่นอายกดดันผู้คน กลิ่นไหม้อันเข้มข้นกับพระพักตร์เรียบเฉยไร้อารมณ์เช่นนี้ แสดงว่ามีเรื่องไม่สู้ดีขุ่นเคืองเบื้องพระบาทโอรสสวรรค์เข้าแล้ว
“ทูลฝ่าบาท เจาเฟยมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีน้อยหน้าห้องทรงพระอักษรเข้ามาแจ้งเรื่องเจาเฟยกับเติ้งกงกงตั้งแต่หนึ่งชั่วยามก่อน ขันทีคู่พระทัยรอจนเจ้าเหนือหัวหมดราชกิจถึงได้กราบทูลให้ทรงทราบ
“ได้บอกหรือไม่ว่ามีเรื่องใด”
พระสุรเสียงเรียบเฉยเช่นนี้ เติ้งกงกงถึงกับกลั้นหายใจก่อนกราบทูล
“ทูลฝ่าบาทเจาเฟยมาขอเข้าเฝ้ายามนี้ กระหม่อมคาดว่าจะเป็นเรื่องของตำหนักในพ่ะย่ะค่ะ” เติ้งกงกงเอ่ยวาจา
เรื่องเจินผินหายตัวไปมีหรือเติ้งกงกงจะไม่รู้ ติดตรงที่กลางดึกเมื่อคืนฝ่าบาททรงค้างที่ตำหนักอันเหวยกับซูเฟย ยามเช้ายังต้องออกว่าราชกิจ เรื่องของฝ่ายในก็สมควรให้เจาเฟยเป็นผู้ทูลให้ทรงทราบ
“ให้นางเข้ามา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ไม่นานนักเงาร่างอรชรย่างกรายมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะทรงอักษร เจาเฟยคุกเข่าคารวะเจ้าเหนือหัวเต็มพิธีการ เยี่ยหลานเฉิงมองดูสีหน้านางสนมชั่วครู่ก่อนเอ่ยถามราวกับทรงไม่รู้ว่านางมาเข้าเฝ้าด้วยเรื่องใด
“เจาเฟยไม่ต้องมากพิธี สีหน้าเจ้าเช่นนี้ผู้ใดทำสนมรักของเราขุ่นเคืองใจ”
พระสุรเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย เจาเฟยกลับไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า เงาร่างอรชรยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม
“ขอฝ่าบาททรงพระเมตตา หม่อมฉันมาขอเข้าเฝ้าวันนี้มีเรื่องที่ไม่อาจจัดการได้ จำต้องขอพระเมตตาพระองค์เพคะ”
“เจาเฟยมีสิ่งใดว่ามาเถอะ หากเจ้าไม่ผิดมีหรือเราจะเอาผิดกับเจ้า”
“ทูลฝ่าบาท เจินผินตำหนักจิ้งอันกับนางกำนัลคนสนิทหายตัวไปเพคะ หม่อมฉันให้คนค้นจนทั่วไม่พบร่องรอยแม้แต่น้อยเพคะ ขอฝ่าบาทลงอาญาหม่อมฉันด้วยเพคะ”
เยี่ยหลานเฉิงปรายตามองดูเงาร่างสตรีที่ยังคงหมอบคำนับอยู่กับพื้น เจาเฟยเริ่มบีบน้ำตาหลั่งริน หากยามนี้เจ้าเหนือหัวสั่งให้นางเงยหน้าจะได้เห็นภาพใบหน้างดงามเจือหยาดน้ำตาดูน่าเห็นใจ น้ำพระทัยพระองค์จะได้นึกเมตตานางมากหน่อย
“หายไป? หายไปได้อย่างไร”
“ขอฝ่าบาททรงเมตตา หม่อมฉันให้คนค้นจนทั่วตำหนักจิ้งอันแล้วไม่พบร่องรอยเจินผินแม้แต่น้อยเพคะ ส่วนที่อื่นหม่อมฉันไม่กล้าให้คนไปตามดู จึงได้มาขอพระเมตตาฝ่าบาทเพคะ”
“เป็นสถานที่ใดกัน เจาเฟยของเราถึงได้ไม่กล้า”
เยี่ยหลานเฉิงน้ำเสียงราบเรียบแต่แววตาสาดประกายวูบ
“เจาเฟยเงยหน้าขึ้นเถอะ”
เงาร่างที่ยังก้มหน้ารอคอยเวลานี้อยู่ ยามเจาเฟยเงยใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาแดงเรื่อขึ้น นับเป็นภาพความงดงามหาดูได้ยาก
“หกตำหนักในเจ้าให้คนหาดูทั่วแล้วใช่หรือไม่ ถึงได้มาหาเรา”
“หามิได้เพคะ หม่อมฉันไหนเลยจะกล้าถึงเพียงนั้น แค่เพียงตำหนักจิ้งอันกับตำหนักหวาเจียวของหม่อมฉัน ที่เหลือหม่อมฉันไม่กล้าเพคะ”
“จำได้ว่าป้ายอาญาหกตำหนักเราให้เจ้าถือไว้ เช่นนี้แล้วเจาเฟยของเรายังไม่กล้าอีกหรือ มาเถอะพื้นเย็นยิ่งนักเจ้าลุกขึ้นก่อน”
เจ้าเหนือหัวปรายตาไปทางนางกำนัลรับใช้ด้านข้าง สองคนเข้ามาประคองร่างเจาเฟยลุกขึ้นตามรับสั่ง
“เอาล่ะเรื่องนี้เรารับรู้แล้ว เจาเฟยไม่ต้องเป็นกังวลไป เราจะเรียกองครักษ์วังหลวงมารับผิดชอบเรื่องเจินผิน เจ้ากลับไปพักผ่อนให้ดี”
“ขอบพระทัยเพคะ”
ก่อนกลับไปสีหน้าเจาเฟยคล้ายมีถ้อยคำอยากเอ่ย หากแต่เจ้าตัวเลือกที่จะเก็บเงียบ นางรู้พระทัยฝ่าบาทไม่กล้าร้องขอพระเมตตามากกว่านี้
ระยะนี้ซูเฟยตำหนักอันเหวยครองพระทัยเจ้าเหนือหัวอยู่ นางจิ้งจอกผู้นั้นไม่เพียงอายุน้อยยังมีสกุลซูหนุนหลัง ตราอาญาหกตำหนักในมือเจาเฟยเช่นนาง หากไม่รักษาไว้สุดกำลังวันหน้านางไม่ต้องทนให้ผู้อื่นดูแคลนหรืออย่างไร ฝ่าบาทครองบัลลังก์มาหลายปีกลับยังไร้วี่แววทายาท ครรภ์มังกรผู้ใดบ้างไม่อยากได้ หากแต่วันนี้เจาเฟยจำต้องข่มใจกลับไปมือเปล่า
“เติ้งกงกงมีผู้ใดรู้เรื่องเจินผินอีก”
“ทูลฝ่าบาท ล้วนเป็นคนของตำหนักหวาเจียวพ่ะย่ะค่ะ” “เรียกหัวหน้าหน่วยเฉียนเวยมาหาเรา จัดการคนที่รู้เรื่องนี้ให้เหลือน้อยที่สุด”
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เนื้อความในจดหมายลับที่เยี่ยหลานเฉิงฮ่องเต้ได้รับเกี่ยวพันกับสตรีเจ้าของตำหนักจิ้งอันโดยตรง นางกลับหายตัวไปไร้ร่องรอย เรื่องนี้คงไม่ใช่เหตุบังเอิญ เจินจื่ออีมาจากแคว้นฉีนางมีฐานะเป็นสตรีบรรณาการ นางหายตัวไปใต้จมูกโอรสสวรรค์มีหรือพระองค์จะยอมรับได้
“เห็นทีข้าคงใจกว้างเกินไป”