พอพักเที่ยง อนวัฒน์ก็พาต้นน้ำมาที่ร้านทันที เพราะจะได้แนะนำต้นน้ำให้พี่สาวเขารู้จักด้วย ทันทีที่ต้นน้ำมายืนที่หน้าร้านกาแฟ หัวใจของเขาก็เต้นแรง หายใจหอบถี่ เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่เขาแวะมาทุกปี แต่ไม่มีโอกาสได้เข้ามานั่งด้านในเพราะเป็นร้านที่แม่คนสวยของเขาทำงานอยู่ แต่ที่เขาแปลกใจคือทำไมอนวัฒน์ถึงมาที่ร้านนี้ล่ะ
“อ้าว...ไอ้ต้น เข้ามาซิ จะยืนเป็นหินอีกนานไหมข้าหิวแล้วนะ” อนวัฒน์เรียกให้ต้นน้ำได้สติ แล้วเขาก็ก้าวช้าๆ เข้าไปในร้านด้วยหัวใจที่พองโต ใจเต้นตูมตาม เมื่อรู้ว่าจะได้พบหน้าผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง
อนวัฒน์พาต้นน้ำมาหยุดด้านหลังพี่สาว ก่อนจะใช้มือสะกิดพัทธนันท์ให้หันมามองเขา พอเห็นน้องชายพัทธนันท์ก็ยิ้มให้พร้อมกับมองเลยไปยังผู้ชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ สงสัยคนนี้ละมั้งที่อนวัฒน์บอกว่าจะมาทำงานพิเศษด้วยกัน พัทธนันท์มองใบหน้าเขาเหมือนจะคุ้นๆ ว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า ใบหน้าคมๆ แบบนี้ พัทธนันท์คิดกับตัวเองแถมชื่อเขายังคุ้นหูเธอมากด้วย
“นายชื่อต้นน้ำเหรอ” พัทธนันท์ลากชื่อเขาเสียงยาวเพราะกำลังใช้ความคิดแต่จะว่าไปผู้ชายตรงหน้าคงไม่ใช่ต้นน้ำคนที่เธอรู้จักหรอกโลกมันคงไม่กลมขนาดนั้นที่จะทำให้เธอได้พบกับเด็กชายต้นน้ำแถมยังเป็นเพื่อนของน้องชายเธอแบบนี้อีก
“ถูกต้องแล้วครับ อาเจ๊(แม่)” คำว่าแม่ไม่มีเสียงหลุดออกมาจากริมฝีปากของต้นน้ำ แต่เหมือนว่าพัทธนันท์จะเคยได้ยินน้ำเสียงแบบนี้มาก่อน แต่ความโกรธที่ถูก ต้นน้ำเอ่ยเรียกว่าอาเจ๊ก็ทำเอาพัทธนันท์ปรี๊ดแตก
“นี่นายอย่าเรียกฉันว่าอาเจ๊นะ” เพียงประโยคแรกที่ต้นน้ำเอ่ยก็ทำเอาพัทธนันท์อารมณ์ไม่ดีที่เพื่อนน้องชายเรียกเธอแบบนี้
“งั้นจะให้เรียกว่าอะไรดี” ต้นน้ำเอ่ยถามน้ำเสียงยียวน แต่ไม่ทันที่พัทธนันท์จะได้บอก ต้นน้ำก็พูดออกมาเสียก่อน
“งั้นเรียกว่าแม่นะ”
“แม่เหรอ! จะบ้าหรือไง ฉันยังไม่ได้แต่งงานนะ อีกอย่างฉันอายุแค่ยี่สิบสามปี มีลูกตัวโตเท่านายใครได้ยินคงจะหาว่าฉันบ้าไปแล้ว”
พัทธนันท์ไม่ยอมรับง่ายๆ กับสรรพนามที่ต้นน้ำจะใช้เรียกเธอ
“งั้นจะให้อาเจ๊เลือกระหว่าง อาเจ๊ แม่ ที่รัก จะให้เรียกว่าอะไรดี” ต้นน้ำให้พัทธนันท์เลือกชื่อที่จะใช้แทนตัวเธอเอง แต่ทุกชื่อที่ต้นน้ำเสนอให้นั้นพัทธนันท์ไม่ชอบเอาซะเลย
“ไม่เอา ฉันไม่ให้นายเรียกฉันว่าอะไรทั้งนั้น ฉันชื่อฟ้าใสเข้าใจไหม” พัทธนันท์เอ่ยบอกเสียงแข็ง เธอจะไม่ยอมรับชื่อที่ต้นน้ำจะใช้เรียกเธอง่ายๆ
“ผมให้อาเจ๊เลือกแล้วนะ ถ้าอาเจ๊ไม่เลือก งั้นผมก็จะเรียกทั้งหมดนั่นแหละ” ต้นน้ำยืนยันคำพูดนั้น และพัทธนันท์ก็คิดว่าเขาจะทำอย่างที่เขาพูดไว้จริงๆ ด้วย พัทธนันท์ทำท่าจะเถียงต่อ แต่อนวัฒน์ก็เข้ามาเป็นกรรมการในการตัดสิน เพราะศึกครั้งนี้ท่าทางจะไม่จบง่ายๆ
“เอาน่าพี่ฟ้า อย่าไปสนใจไอ้ต้นมันเลย มันอยากเรียกอะไรก็ปล่อยมันไปเถอะ เพราะอย่างน้อยพี่ฟ้าก็มีผมเรียกว่าแม่ อาเจ๊ อยู่แล้วมีคนเรียกเพิ่มอีกคนคงไม่แปลกหรอกนะ เอ้านี่ผมชื้อปูไข่มาฝากด้วย” อนวัฒน์ยื่นถุงปูไข่ที่เพิ่งไปซื้อมาจากตลาดให้พี่สาว
“คลื่นเรียกนะไม่แปลก แต่คนอื่นนี่ซิแปลก” มือก็รับถุงปูไข่จาก อนวัฒน์ แต่ปากก็ยังไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ ซึ่งแตกต่างจากต้นน้ำที่เขารู้สึกชอบใจที่ได้เรียกชื่อเธอแบบนั้น
“พี่ฟ้าไปทานข้าวกันเถอะ ผมหิวแล้ว” อนวัฒน์ชวนพี่สาว เพราะถ้าปล่อยไว้วันนี้คงยังเถียงกันไม่จบ
“ก็ได้จ้ะ พี่ก็หิวแล้วเหมือนกัน แต่ก่อนที่จะกินข้าวพี่ว่าคลื่นพาเพื่อนไปเปลี่ยนเสื้อก่อนดีกว่านะ จะได้มาทานข้าวกัน อีกอย่างพี่ไม่อยากนั่งทานข้าวไปพร้อมกับกลิ่นข้าวผัดทะเล” พัทธนันท์หันมาแขวะต้นน้ำอีกครั้ง แต่บรรยากาศการทานข้าวกลางวันของทั้งสามคนเต็มไปด้วยสายตาพิฆาตที่พัทธนันท์ส่งไปยังต้นน้ำ ตลอดเวลาที่นั่งร่วมโต๊ะ แต่ดูๆ ไปแล้วต้นน้ำจะไม่สะทกสะท้านเขา ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทานกับข้าวฝีมือคุณแม่คนสวยของเขาอย่างเอร็ดอร่อย เพราะนี่เป็นอาหารฝีมือแม่เขามื้อแรกที่ต้นน้ำได้ทาน แถมยังทานเผื่ออีกคนที่คงอยากจะทานด้วยเป็นแน่
หลังจากทำงานเป็น lifeguard มาได้หลายวัน ต้นน้ำก็กำลังคิดหาทางได้ใกล้ชิดพัทธนันท์ให้มากขึ้น ค่าใช้จ่ายของเขาก็เริ่มหมดไปกับค่าที่พัก เพราะเรื่องอาหารการกินเขาได้ฝากท้องไว้กับพัทธนันท์เรียบร้อยแล้ว แต่ดูท่าทางพัทธนันท์เองก็ไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่ เพราะเธอจะส่งสายตาพิฆาตมาที่เขาเกือบทุกครั้งที่เจอหน้า ซึ่งเรื่องค่าที่พักต้นน้ำคิดว่าน่าจะมีทางออกได้ จึงไม่อยากรบกวนทางบ้าน แต่แผนการที่จะได้เข้าใกล้พัทธนันท์โดยที่เขาไม่ต้องคิดก็เกิดขึ้น เมื่อกลับถึงห้องพักภายในห้องกลับกระจัดกระจาย ทั้งเสื้อผ้าทั้งที่นอนถูกรื้อค้น จนไม่เหลือชิ้นดี และสิ่งที่เขาคิดไว้ก็ถูกต้อง เมื่อเงินค่าที่พักหายไปด้วย และสถานที่ที่เขาคิดถึงเป็นอันดับแรกคือร้านกาแฟ เพราะตั้งแต่เจอกัน พัทธนันท์กับอนวัฒน์ยังไม่เคยพาเขาไปที่บ้านเลยสักครั้ง ต้นน้ำจึงเก็บของที่เหลือแล้วตรงไปที่ร้านกาแฟทันที
โอกาสนี้เขาจะได้เข้าใกล้คุณแม่คนสวยของเขา แค่เรื่องขโมยนะเรื่องเล็กไปเลย แถมจะขอบคุณด้วยซ้ำที่เข้ามาขโมยของที่ห้อง เพราะเขาจะได้ไม่ต้องวางแผนเอง แค่คิดตาเขาก็เป็นประกาย ฉายแววความเจ้าเล่ห์ของตัวเองออกมาทันที ต้นน้ำเข้ามาที่ร้านของพัทธนันท์ก็เกือบจะเที่ยงคืน และด้วยความที่มาบ่อยจึงรู้ว่าทางเข้าและของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นอยู่ที่ไหน เขาจึงอาศัยร้านของพัทธนันท์นอนไปก่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป
พัทธนันท์เข้ามาที่ร้านตั้งแต่เช้ามืด เพราะต้องเตรียมของ เนื่องจากตอนเช้าๆ ถึงจะไม่ยุงมากเท่าไหร่ แต่เธอก็ต้องตรวจความสะอาดและความเรียบร้อยก่อนเปิดร้านตอนเจ็ดโมงเช้า แต่ร้านของเธอแม้ว่าจะใกล้สว่างก็ยังมองไม่ชัดอยู่ดี เมื่อก้าวเข้าไปหลังร้านพัทธนันท์ก็สะดุดเข้ากับก้อนกลมๆ ที่อยู่กลางทางเดิน ทำให้เธอล้มลงไปทับกับอกของเจ้าสิ่งนั้นเข้าพอดี ต้นน้ำรู้สึกตัวตั้งแต่ที่พัทธนันท์เข้ามาในร้าน แต่เขาก็แกล้งนอนต่อ ทันทีที่พัทธนันท์สะดุดล้มต้นน้ำก็คว้าตัวเธอไว้เพื่อไม่ให้กระแทกกับพื้น ทำให้พัทธนันท์ตกอยู่ในอ้อมกอดของต้นน้ำ
หลังจากที่พัทธนันท์ล้มลงไปทับเจ้าก้อนกลมๆ ที่เธอสะดุดนั้น เธอก็รู้สึกได้ว่าเจ้าก้อนกลมๆ ที่ว่ากลับกอดเธออยู่ แถมยังถือโอกาสหอมแก้มเธออีก ด้วยความตกใจและคิดว่าก้อนกลมๆ ที่เธอสะดุดล้มเป็นขโมย จึงไม่ได้สนใจว่าตัวเองถูกหอมแก้ม หลังจากที่ตั้งหลักได้ พัทธนันท์จึงร้องออกมาสุดเสียง แต่ก็มีมือของใครบางคนมาปิดมาเธอไว้
“อย่าร้องนะ ไม่อย่างนั้นไม่รับผิดชอบความปลอดภัย” ต้นน้ำกระซิบที่หูของพัทธนันท์ ทำให้พัทธนันท์มั่นใจแล้วว่าเจ้าคนที่กอดเธอไว้ต้องเป็นขโมยแน่นอน ทั้งๆ ที่กลัวอยู่ แต่คนอย่างพัทธนันท์หรือจะยอมอะไรง่ายๆ คิดได้แค่นั้นพัทธนันท์ก็กัดเข้าที่มือของต้นน้ำอย่างแรง
“โอ๊ย...เจ็บนะ กัดมาได้” เพราะความเจ็บทำให้ต้นน้ำปล่อยตัวพัทธนันท์ให้เป็นอิสระ หลังจากที่หลุดออกจากอ้อมกอดของต้นน้ำ พัทธนันท์ก็ตรงเข้าไปเปิดไฟพร้อมกับหยิบไม้เบสบอลมาเป็นอาวุธด้วย กะจะใช้ฟาดหัวให้หายแค้นที่กล้าเข้ามาขโมยของที่ร้านเธอ แต่เมื่อเห็นหน้าเจ้าหัวขโมยได้ถนัด จึงได้แต่บ่นกับตัวเองว่าน่าจะกัดให้มือเขาขาดไปเลย
“นี่นาย เข้ามาอยู่ที่นี่ได้ไง แล้วเมื่อกี้นายแต๊ะอั๋งฉันเหรอ ไอ้เด็กบ้าแล้วทำไมไม่ไปนอนที่โฮมสเตย์ มาอยู่ในร้านคนอื่นเขาเนี่ย” พัทธนันท์พูดรัวยาวไม่ปล่อยให้ต้นน้ำได้ตอบอะไร พอพูดจบพัทธนันท์ก็ออกอาการหอบเล็กๆ
“หายใจบ้างก็ได้นะแม่ ถามเป็นชุดเลยผมตอบไม่ทันหรอก อีกอย่างกัดมาได้ เนี่ยดูซิเป็นรอยเขี้ยวเลย” ต้นน้ำยื่นมือเข้ามาใกล้เพื่อให้พัทธนันท์ดูผลงานของตัวเอง
“ก็ใครเล่นให้นายเข้ามาอยู่ในร้านมืดๆ แบบนี้ล่ะ ฉันไม่เอาไม้เบสบอลตีหัวแตกก็บุญแล้ว อีกอย่างฉันบอกนายแล้วใช่มั้ยว่าอย่าเรียกฉันว่าแม่”
“ก็แม่เองนั่นแหละบอกไม่ใช่เหรอว่าจะเรียกอะไรก็เชิญ ผมก็เลยเรียกว่าแม่ไง น่าเคารพจะตายไป”
“น่าเคารพอะไรเล่า และที่สำคัญ ฉันไปอนุญาตนายตอนไหน นายนั่นแหละโมเม พูดเองเออเอง เลิกพูดเรื่องอื่นได้แล้ว ตอบคำถามฉันมาว่านายเข้ามาอยู่ในร้านฉันได้ไง แล้วเมื่อกี้...” พูดแค่นั้นเสียงพัทธนันท์ก็หายไป
ถึงไม่บอกต้นน้ำก็พอจะเดาออก ไอ้ที่ว่าเมื่อกี้น่ะมันตอนไหน เพราะตอนนี้พัทธนันท์ยืนหน้าแดงเป็นลูกตำลึง แต่เขาไม่รู้ว่าแดงเพราะโกรธที่เขาเข้ามาในร้านหรือแดงเพราะโดนเขาหอมแก้มกันแน่ ต้นน้ำก็ได้แต่ทำท่าไม่รู้ไม่ชี้กลบเกลื่อนสิ่งที่ตัวเองทำได้ซะสนิท พร้อมเปลี่ยนเรื่องเป็นเล่าสิ่งที่เกิดที่โฮมสเตย์ให้พัทธนันท์ฟัง
หลังจากที่พัทธนันท์ได้ฟังต้นน้ำอธิบายสาเหตุที่ทำให้เขาต้องเข้ามานอนที่ร้านแล้ว เธอก็ไม่มีอะไรจะพูด นอกจากนั่งถอนหายใจ เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรกับเพื่อนของน้องชายคนนี้ดี
“แล้วนี่คลื่นรู้เรื่องที่นายโดนขโมยของหรือยัง”