หญิงสาวในชุดทะมัดทะแมง มัดผมยาวเป็นหางม้าไว้ด้านหลัง ทำให้ใบหน้าสวยเด่นชัดยิ่งขึ้น ริมฝีปากอิ่มทา ลิปกลอสสีอ่อนระเรื่อ ใบหน้าแม้จะไม่แต่งแต้มอะไรมากก็สวยงามแบบธรรมชาติเพราะเป็นคนที่ผิวขาวอมชมพูอยู่แล้ว ถ้านับปีนี้เธอก็อายุย่างเข้ายี่สิบสามปีพอดี เธอใช้มือบางเปิดประตูห้องน้องชายที่อายุห่างจากเธอสามปี พอเห็นน้องชายเธอก็ต้องส่ายหน้า เพราะน้องชายคนเดียวของเธอยังนอนคุดคู้อยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา พัทธนันท์มองน้องชายที่ใบหน้าออกจะคล้ายๆ เธอ แต่ผิวคล้ำกว่าเพราะชอบว่ายน้ำเป็นชีวิตจิตใจ
“คลื่น...คลื่น...ตื่นสายมากแล้วนะ เดี๋ยวก็ไปทำงานพิเศษไม่ทันหรอก” พัทธนันท์ปลุกน้องชายขี้เซาที่วันนี้เขาต้องไปทำงานพิเศษเป็นเจ้าหน้าที่ lifeguard ของโรงแรมวันแรก แต่ดูท่าทางว่าการทำงานวันแรกของน้องชายเธอ เขาจะไปสายแล้วล่ะมั้งเนี่ย ซึ่งเธอเองก็ต้องออกไปดูแลร้านกาแฟที่เธอรักด้วยเช่นกัน พัทธนันท์เขย่าตัวน้องชายไปมาแล้วก็ดึงผ้าห่มผืนอุ่นออกจากตัวน้องชายด้วย
“อืม...พี่ฟ้าขอเวลาอีกห้านาทีนะฮะ” อนวัฒน์บิดตัวไปมาแล้วเอ่ยต่อรอง พร้อมทั้งใช้แขนยาวๆ ควานหาผ้าห่ม เมื่อไม่พบก็นอนขดตัวอยู่แบบนั้น เพราะกว่าเขาจะได้เข้านอนก็ปาเข้าไปเกือบตีสอง
“ไม่ได้...วันนี้เราต้องไปทำงานพิเศษเป็นวันแรกนะ ปิดเทอมทั้งทีหัดทำอะไรให้มันดีๆ หน่อยได้มั้ย อีกอย่างไปเช้าๆ จะได้แวะไปส่งพี่ที่ร้านด้วย ตื่นเดี๋ยวนี้นะคลื่น!” พัทธนันท์ดึงตัวอนวัฒน์ให้ลุกจากที่นอน แต่กว่าจะดึงตัวอนวัฒน์ให้ลุกได้พี่สาวอย่างเธอก็ต้องปาดเหงื่อเพราะเจ้าน้องชายของเธอตัวหนักยังกะอะไร ความสูงก็มากกว่าเธอด้วยซ้ำ
“คร๊าบบ แม่คร๊าบบ ตื่นแล้วครับ อาเจ๊ใจร้ายขอนอนอีกหน่อยก็ไม่ได้” อนวัฒน์แซวพี่สาวตัวเอง เพราะรู้ดีว่าพัทธนันท์ไม่มีทางโกรธเขาที่เรียกพี่ว่าแม่บ้าง อาเจ๊บ้าง อนวัฒน์กับพี่สาวนั้นอยู่ด้วยกันตั้งแต่พ่อเสียชีวิตไป ส่วนแม่เขาก็หายไปตั้งแต่พ่อเสียชีวิตและไม่เคยติดต่อกลับมาเลย เขาจึงรักพี่เหมือนกับแม่คนหนึ่ง เพราะพัทธนันท์ดูแลเขาทุกอย่างที่พี่สาวคนหนึ่งควรจะทำ แถมทำมากกว่าที่เขาต้องการด้วย
“คลื่น อาบน้ำเร็วๆ ล่ะ จะได้ลงมาทานข้าวเช้าก่อนออกไปทำงาน” พัทธนันท์บอกอนวัฒน์ ขณะที่เดินออกจากห้องก่อนจะลงมายังครัวที่อยู่ชั้นล่างของตัวบ้านเพื่อเตรียมอาหารเช้า
“ครับ คร๊าบบ” อนวัฒน์รับปากเสียงดังออกมาจกห้องน้ำ เจ้าตัวใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาทีก็อาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ลงมาจากชั้นบนของบ้านก็ทำจมูกฟุตฟิตดมกลิ่นอาหารเช้าที่พี่สาวทำให้ พัทธนันท์มองใบหน้าน้องชายยิ้มๆ เธอตักข้าวต้มให้อนวัฒน์ถ้วยโต หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ อนวัฒน์ขับรถไปส่งพัทธนันท์ที่ร้านกาแฟก่อนที่จะตรงไปโรงแรม
พัทธนันท์มาถึงร้านกาแฟ ที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเธอเอง ร้านกาแฟของเธอเป็นแบบน่ารัก มีมุมให้นั่งทานกาแฟทั้งในตัวร้านและด้านนอกที่มีวิวของทะเลแสนสวยเป็นฉากหลังให้มอง มีอาหารแสนอร่อยที่เจ้าของร้านอย่างเธอจะโชว์ฝีมือให้ลูกค้าทานบ้างเป็นครั้งคราว เรียกได้ว่าเป็นเมนูพิเศษที่เจ้าของร้านภูมิใจเสนอ มีทั้งไอศกรีมและขนมหน้าตาน่าทานที่เธอสั่งมาจากร้านประจำ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนคือร้านของขวัญข้าว เพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนของเธอนั่นเอง และกว่าที่ พัทธนันท์จะได้ร้านนี้มาเธอก็ทุ่มทุนสร้าง ทุกสิ่งทุกอย่างในร้านเป็นความคิดของเธอบวกกับผู้เป็นลุง ซึ่งสิ่งที่ได้มามันก็ทำให้เธอมีความสุขมาก และวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่เธอจะทำงานอย่างมีความสุข
ทางด้านอนวัฒน์เมื่อส่งพี่สาวก็แวะมารับต้นน้ำเพื่อนสนิทตั้งแต่ ม.2 ที่บ้านพักซึ่งเป็นแบบโฮมสเตย์ อนวัฒน์กับต้นน้ำนั้นติดต่อกันมาตลอด ถึงแม้ต้นน้ำจะย้ายโรงเรียนมาตอน ม.3 พอเข้ามหาวิทยาลัยทั้งสองคนก็สอบได้ที่เดียวกัน ทำให้สนิทกันมากขึ้น และงานพิเศษครั้งนี้ต้นน้ำเองก็เป็นคนคิดว่าเขาอยากทำเอง ซึ่งอนวัฒน์ก็ไม่ขัดข้อง เพราะอย่างน้อยตอนปิดเทอมเขาก็กลับมาที่บ้านอยู่แล้ว แต่ไม่เคยทำงานนอกเหนือจากคอยช่วยพี่สาวที่ร้านกาแฟเท่านั้น แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมเพื่อนของเขาจึงเจาะจงมาทำงานพิเศษที่นี่ แทนที่จะทำงานที่บ้านของตัวเอง เพราะครอบครัวของต้นน้ำเองก็มีบริษัทที่ใหญ่โตในกรุงเทพฯ
หลังจากทั้งสองคนได้ฟังขั้นตอนการทำงานคร่าวๆ จากผู้จัดการว่าหน้าที่ lifeguard ต้องทำอะไรบ้าง ผู้จัดการก็พา ต้นน้ำกับอนวัฒน์ไปแนะนำตัวกับ ศักดิ์ หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย เพื่อให้ช่วยสอนงานต่อ
“พี่ศักดิ์ ทำงานที่นี่นานหรือยังครับ แล้ว lifeguard ที่ทำประจำที่นี่ไปไหนเหรอครับ ถึงได้รับพวกผมสองคนเข้ามา” ต้นน้ำเอ่ยถามขึ้น
“พี่ทำงานที่นี่มาได้ห้าหกปีแล้วล่ะ lifeguard ที่นี่จะมีสี่คน ช่วงเวลาปรกติก็มีนักท่องเที่ยวไม่มากหรอกนะ แต่ตอนนี้มันเป็นช่วงปิดเทอมยาว ทำให้คนที่มาเที่ยวที่นี่เพิ่มขึ้น ทางเจ้าของโรงแรมจึงต้องการ lifeguard เพื่อมาช่วยดูแลความปลอดภัยของลูกค้าเพิ่มขึ้นน่ะ เพราะที่นี่ค่อนข้างเป็นที่นิยม มีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติเลยล่ะ ว่าแต่นายสองคน คงทำไหวนะ” ศักดิ์เล่าข้อมูลส่วนตัวคร่าวๆ ให้ต้นน้ำกับ อนวัฒน์ฟัง แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าทั้งสองคนจะทำงานนี้ไหวหรือเปล่า
“ครับ” ทั้งต้นน้ำและอนวัฒน์ตอบรับพร้อมกัน
“งั้นเดี๋ยวพี่จะพาไปดูที่ทำงานของนายสองคนแล้วกัน” ขณะที่เดินไปศักดิ์ก็อธิบายแผนผังของโรงแรมให้ต้นน้ำและอนวัฒน์ฟัง เนื่องจากจะเป็นข้อมูลสำหรับแนะนำให้นักท่องเที่ยวและลูกค้าที่มาพักได้ ทั้งสองคนจึงตั้งใจฟังอย่างดี เมื่อถึงบริเวณหน้าหาดสีขาวซึ่งทอดยาวไปหลายกิโลเมตร ศักดิ์จึงแบ่งหน้าที่ให้ต้นน้ำและอนวัฒน์ดูแลกันคนละจุด
“ต้น พี่จะให้เราดูแลบริเวณปีกซ้ายของชายหาดนะ” ศักดิ์ชี้มือไปทางชายหาดด้านซ้ายของโรงแรม
“ครับพี่ศักดิ์” ต้นน้ำตอบรับ
“ส่วนคลื่นดูถัดไปจากต้นร้อยห้าสิบเมตรแล้วกัน”
“ครับ” อนวัฒน์ก็ตอบรับเสียงหนักแน่นเช่นกัน
“ระยะห่างของทั้งสองจุด คือร้อยห้าสิบเมตรนะ พี่ยังไม่อยากให้เราดูแลในระยะที่มากกว่านี้เดี๋ยวจะดูแลไม่ทั่วถึงเข้าใจกันนะ และในเวลาทำงานต้องตั้งใจให้มาก เพราะชีวิตของคนอีกหลายคนฝากไว้ที่ต้นกับคลื่น ดังนั้นดูแลจุดที่ตัวเองรับผิดชอบให้ดี ส่วนเวลาพักคือเที่ยงถึงบ่ายโมง ช่วงที่พักจะมีเจ้าหน้าที่คนอื่นมาเปลี่ยนเวรดูแลอยู่แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง” เมื่อศักดิ์อธิบายภาระงานให้ต้นน้ำและอนวัฒน์เข้าใจแล้ว เขาก็ขอตัวไปทำงานต่อ
“ต้น...ตอนเที่ยงไปทานข้าวที่ร้านพี่ข้านะ แล้วเจอกัน” อนวัฒน์ตะโกนบอกต้นน้ำ ก่อนแยกย้ายไปทำงานประจำจุดที่ตนได้รับมอบหมาย วันนี้เขาต้องทำหน้าที่ lifeguard ให้ดีที่สุด เพราะเหมือนกับที่พี่ศักดิ์บอกไว้ ชีวิตคนอีกมากที่ฝากไว้กับ lifeguard อย่างเขา
พอพักเที่ยง อนวัฒน์ก็พาต้นน้ำมาที่ร้านทันที เพราะจะได้แนะนำต้นน้ำให้พี่สาวเขารู้จักด้วย ทันทีที่ต้นน้ำมายืนที่หน้าร้านกาแฟ หัวใจของเขาก็เต้นแรง หายใจหอบถี่ เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นที่ที่เขาแวะมาทุกปี แต่ไม่มีโอกาสได้เข้ามานั่งด้านในเพราะเป็นร้านที่แม่คนสวยของเขาทำงานอยู่ แต่ที่เขาแปลกใจคือทำไมอนวัฒน์ถึงมาที่ร้านนี้ล่ะ
“อ้าว...ไอ้ต้น เข้ามาซิ จะยืนเป็นหินอีกนานไหมข้าหิวแล้วนะ” อนวัฒน์เรียกให้ต้นน้ำได้สติ แล้วเขาก็ก้าวช้าๆ เข้าไปในร้านด้วยหัวใจที่พองโต ใจเต้นตูมตาม เมื่อรู้ว่าจะได้พบหน้าผู้หญิงคนนั้นอีกครั้ง
อนวัฒน์พาต้นน้ำมาหยุดด้านหลังพี่สาว ก่อนจะใช้มือสะกิดพัทธนันท์ให้หันมามองเขา พอเห็นน้องชายพัทธนันท์ก็ยิ้มให้พร้อมกับมองเลยไปยังผู้ชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ สงสัยคนนี้ละมั้งที่อนวัฒน์บอกว่าจะมาทำงานพิเศษด้วยกัน พัทธนันท์มองใบหน้าเขาเหมือนจะคุ้นๆ ว่าเคยเจอที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า ใบหน้าคมๆ แบบนี้ พัทธนันท์คิดกับตัวเองแถมชื่อเขายังคุ้นหูเธอมากด้วย
“นายชื่อต้นน้ำเหรอ” พัทธนันท์ลากชื่อเขาเสียงยาวเพราะกำลังใช้ความคิดแต่จะว่าไปผู้ชายตรงหน้าคงไม่ใช่ต้นน้ำคนที่เธอรู้จักหรอกโลกมันคงไม่กลมขนาดนั้นที่จะทำให้เธอได้พบกับเด็กชายต้นน้ำแถมยังเป็นเพื่อนของน้องชายเธอแบบนี้อีก
“ถูกต้องแล้วครับ อาเจ๊(แม่)” คำว่าแม่ไม่มีเสียงหลุดออกมาจากริมฝีปากของต้นน้ำ แต่เหมือนว่าพัทธนันท์จะเคยได้ยินน้ำเสียงแบบนี้มาก่อน แต่ความโกรธที่ถูก ต้นน้ำเอ่ยเรียกว่าอาเจ๊ก็ทำเอาพัทธนันท์ปรี๊ดแตก
“นี่นายอย่าเรียกฉันว่าอาเจ๊นะ” เพียงประโยคแรกที่ต้นน้ำเอ่ยก็ทำเอาพัทธนันท์อารมณ์ไม่ดีที่เพื่อนน้องชายเรียกเธอแบบนี้
“งั้นจะให้เรียกว่าอะไรดี” ต้นน้ำเอ่ยถามน้ำเสียงยียวน แต่ไม่ทันที่พัทธนันท์จะได้บอก ต้นน้ำก็พูดออกมาเสียก่อน
“งั้นเรียกว่าแม่นะ”
“แม่เหรอ! จะบ้าหรือไง ฉันยังไม่ได้แต่งงานนะ อีกอย่างฉันอายุแค่ยี่สิบสามปี มีลูกตัวโตเท่านายใครได้ยินคงจะหาว่าฉันบ้าไปแล้ว”
พัทธนันท์ไม่ยอมรับง่ายๆ กับสรรพนามที่ต้นน้ำจะใช้เรียกเธอ
“งั้นจะให้อาเจ๊เลือกระหว่าง อาเจ๊ แม่ ที่รัก จะให้เรียกว่าอะไรดี” ต้นน้ำให้พัทธนันท์เลือกชื่อที่จะใช้แทนตัวเธอเอง แต่ทุกชื่อที่ต้นน้ำเสนอให้นั้นพัทธนันท์ไม่ชอบเอาซะเลย
“ไม่เอา ฉันไม่ให้นายเรียกฉันว่าอะไรทั้งนั้น ฉันชื่อฟ้าใสเข้าใจไหม” พัทธนันท์เอ่ยบอกเสียงแข็ง เธอจะไม่ยอมรับชื่อที่ต้นน้ำจะใช้เรียกเธอง่ายๆ
“ผมให้อาเจ๊เลือกแล้วนะ ถ้าอาเจ๊ไม่เลือก งั้นผมก็จะเรียกทั้งหมดนั่นแหละ” ต้นน้ำยืนยันคำพูดนั้น และพัทธนันท์ก็คิดว่าเขาจะทำอย่างที่เขาพูดไว้จริงๆ ด้วย พัทธนันท์ทำท่าจะเถียงต่อ แต่อนวัฒน์ก็เข้ามาเป็นกรรมการในการตัดสิน เพราะศึกครั้งนี้ท่าทางจะไม่จบง่ายๆ
“เอาน่าพี่ฟ้า อย่าไปสนใจไอ้ต้นมันเลย มันอยากเรียกอะไรก็ปล่อยมันไปเถอะ เพราะอย่างน้อยพี่ฟ้าก็มีผมเรียกว่าแม่ อาเจ๊ อยู่แล้วมีคนเรียกเพิ่มอีกคนคงไม่แปลกหรอกนะ เอ้านี่ผมชื้อปูไข่มาฝากด้วย” อนวัฒน์ยื่นถุงปูไข่ที่เพิ่งไปซื้อมาจากตลาดให้พี่สาว
“คลื่นเรียกนะไม่แปลก แต่คนอื่นนี่ซิแปลก” มือก็รับถุงปูไข่จาก อนวัฒน์ แต่ปากก็ยังไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ ซึ่งแตกต่างจากต้นน้ำที่เขารู้สึกชอบใจที่ได้เรียกชื่อเธอแบบนั้น
“พี่ฟ้าไปทานข้าวกันเถอะ ผมหิวแล้ว” อนวัฒน์ชวนพี่สาว เพราะถ้าปล่อยไว้วันนี้คงยังเถียงกันไม่จบ
“ก็ได้จ้ะ พี่ก็หิวแล้วเหมือนกัน แต่ก่อนที่จะกินข้าวพี่ว่าคลื่นพาเพื่อนไปเปลี่ยนเสื้อก่อนดีกว่านะ จะได้มาทานข้าวกัน อีกอย่างพี่ไม่อยากนั่งทานข้าวไปพร้อมกับกลิ่นข้าวผัดทะเล” พัทธนันท์หันมาแขวะต้นน้ำอีกครั้ง แต่บรรยากาศการทานข้าวกลางวันของทั้งสามคนเต็มไปด้วยสายตาพิฆาตที่พัทธนันท์ส่งไปยังต้นน้ำ ตลอดเวลาที่นั่งร่วมโต๊ะ แต่ดูๆ ไปแล้วต้นน้ำจะไม่สะทกสะท้านเขา ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทานกับข้าวฝีมือคุณแม่คนสวยของเขาอย่างเอร็ดอร่อย เพราะนี่เป็นอาหารฝีมือแม่เขามื้อแรกที่ต้นน้ำได้ทาน แถมยังทานเผื่ออีกคนที่คงอยากจะทานด้วยเป็นแน่
หลังจากทำงานเป็น lifeguard มาได้หลายวัน ต้นน้ำก็กำลังคิดหาทางได้ใกล้ชิดพัทธนันท์ให้มากขึ้น ค่าใช้จ่ายของเขาก็เริ่มหมดไปกับค่าที่พัก เพราะเรื่องอาหารการกินเขาได้ฝากท้องไว้กับพัทธนันท์เรียบร้อยแล้ว แต่ดูท่าทางพัทธนันท์เองก็ไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่ เพราะเธอจะส่งสายตาพิฆาตมาที่เขาเกือบทุกครั้งที่เจอหน้า ซึ่งเรื่องค่าที่พักต้นน้ำคิดว่าน่าจะมีทางออกได้ จึงไม่อยากรบกวนทางบ้าน แต่แผนการที่จะได้เข้าใกล้พัทธนันท์โดยที่เขาไม่ต้องคิดก็เกิดขึ้น เมื่อกลับถึงห้องพักภายในห้องกลับกระจัดกระจาย ทั้งเสื้อผ้าทั้งที่นอนถูกรื้อค้น จนไม่เหลือชิ้นดี และสิ่งที่เขาคิดไว้ก็ถูกต้อง เมื่อเงินค่าที่พักหายไปด้วย และสถานที่ที่เขาคิดถึงเป็นอันดับแรกคือร้านกาแฟ เพราะตั้งแต่เจอกัน พัทธนันท์กับอนวัฒน์ยังไม่เคยพาเขาไปที่บ้านเลยสักครั้ง ต้นน้ำจึงเก็บของที่เหลือแล้วตรงไปที่ร้านกาแฟทันที
โอกาสนี้เขาจะได้เข้าใกล้คุณแม่คนสวยของเขา แค่เรื่องขโมยนะเรื่องเล็กไปเลย แถมจะขอบคุณด้วยซ้ำที่เข้ามาขโมยของที่ห้อง เพราะเขาจะได้ไม่ต้องวางแผนเอง แค่คิดตาเขาก็เป็นประกาย ฉายแววความเจ้าเล่ห์ของตัวเองออกมาทันที ต้นน้ำเข้ามาที่ร้านของพัทธนันท์ก็เกือบจะเที่ยงคืน และด้วยความที่มาบ่อยจึงรู้ว่าทางเข้าและของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นอยู่ที่ไหน เขาจึงอาศัยร้านของพัทธนันท์นอนไปก่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป
พัทธนันท์เข้ามาที่ร้านตั้งแต่เช้ามืด เพราะต้องเตรียมของ เนื่องจากตอนเช้าๆ ถึงจะไม่ยุงมากเท่าไหร่ แต่เธอก็ต้องตรวจความสะอาดและความเรียบร้อยก่อนเปิดร้านตอนเจ็ดโมงเช้า แต่ร้านของเธอแม้ว่าจะใกล้สว่างก็ยังมองไม่ชัดอยู่ดี เมื่อก้าวเข้าไปหลังร้านพัทธนันท์ก็สะดุดเข้ากับก้อนกลมๆ ที่อยู่กลางทางเดิน ทำให้เธอล้มลงไปทับกับอกของเจ้าสิ่งนั้นเข้าพอดี ต้นน้ำรู้สึกตัวตั้งแต่ที่พัทธนันท์เข้ามาในร้าน แต่เขาก็แกล้งนอนต่อ ทันทีที่พัทธนันท์สะดุดล้มต้นน้ำก็คว้าตัวเธอไว้เพื่อไม่ให้กระแทกกับพื้น ทำให้พัทธนันท์ตกอยู่ในอ้อมกอดของต้นน้ำ
หลังจากที่พัทธนันท์ล้มลงไปทับเจ้าก้อนกลมๆ ที่เธอสะดุดนั้น เธอก็รู้สึกได้ว่าเจ้าก้อนกลมๆ ที่ว่ากลับกอดเธออยู่ แถมยังถือโอกาสหอมแก้มเธออีก ด้วยความตกใจและคิดว่าก้อนกลมๆ ที่เธอสะดุดล้มเป็นขโมย จึงไม่ได้สนใจว่าตัวเองถูกหอมแก้ม หลังจากที่ตั้งหลักได้ พัทธนันท์จึงร้องออกมาสุดเสียง แต่ก็มีมือของใครบางคนมาปิดมาเธอไว้
“อย่าร้องนะ ไม่อย่างนั้นไม่รับผิดชอบความปลอดภัย” ต้นน้ำกระซิบที่หูของพัทธนันท์ ทำให้พัทธนันท์มั่นใจแล้วว่าเจ้าคนที่กอดเธอไว้ต้องเป็นขโมยแน่นอน ทั้งๆ ที่กลัวอยู่ แต่คนอย่างพัทธนันท์หรือจะยอมอะไรง่ายๆ คิดได้แค่นั้นพัทธนันท์ก็กัดเข้าที่มือของต้นน้ำอย่างแรง
“โอ๊ย...เจ็บนะ กัดมาได้” เพราะความเจ็บทำให้ต้นน้ำปล่อยตัวพัทธนันท์ให้เป็นอิสระ หลังจากที่หลุดออกจากอ้อมกอดของต้นน้ำ พัทธนันท์ก็ตรงเข้าไปเปิดไฟพร้อมกับหยิบไม้เบสบอลมาเป็นอาวุธด้วย กะจะใช้ฟาดหัวให้หายแค้นที่กล้าเข้ามาขโมยของที่ร้านเธอ แต่เมื่อเห็นหน้าเจ้าหัวขโมยได้ถนัด จึงได้แต่บ่นกับตัวเองว่าน่าจะกัดให้มือเขาขาดไปเลย
“นี่นาย เข้ามาอยู่ที่นี่ได้ไง แล้วเมื่อกี้นายแต๊ะอั๋งฉันเหรอ ไอ้เด็กบ้าแล้วทำไมไม่ไปนอนที่โฮมสเตย์ มาอยู่ในร้านคนอื่นเขาเนี่ย” พัทธนันท์พูดรัวยาวไม่ปล่อยให้ต้นน้ำได้ตอบอะไร พอพูดจบพัทธนันท์ก็ออกอาการหอบเล็กๆ
“หายใจบ้างก็ได้นะแม่ ถามเป็นชุดเลยผมตอบไม่ทันหรอก อีกอย่างกัดมาได้ เนี่ยดูซิเป็นรอยเขี้ยวเลย” ต้นน้ำยื่นมือเข้ามาใกล้เพื่อให้พัทธนันท์ดูผลงานของตัวเอง
“ก็ใครเล่นให้นายเข้ามาอยู่ในร้านมืดๆ แบบนี้ล่ะ ฉันไม่เอาไม้เบสบอลตีหัวแตกก็บุญแล้ว อีกอย่างฉันบอกนายแล้วใช่มั้ยว่าอย่าเรียกฉันว่าแม่”
“ก็แม่เองนั่นแหละบอกไม่ใช่เหรอว่าจะเรียกอะไรก็เชิญ ผมก็เลยเรียกว่าแม่ไง น่าเคารพจะตายไป”
“น่าเคารพอะไรเล่า และที่สำคัญ ฉันไปอนุญาตนายตอนไหน นายนั่นแหละโมเม พูดเองเออเอง เลิกพูดเรื่องอื่นได้แล้ว ตอบคำถามฉันมาว่านายเข้ามาอยู่ในร้านฉันได้ไง แล้วเมื่อกี้...” พูดแค่นั้นเสียงพัทธนันท์ก็หายไป
ถึงไม่บอกต้นน้ำก็พอจะเดาออก ไอ้ที่ว่าเมื่อกี้น่ะมันตอนไหน เพราะตอนนี้พัทธนันท์ยืนหน้าแดงเป็นลูกตำลึง แต่เขาไม่รู้ว่าแดงเพราะโกรธที่เขาเข้ามาในร้านหรือแดงเพราะโดนเขาหอมแก้มกันแน่ ต้นน้ำก็ได้แต่ทำท่าไม่รู้ไม่ชี้กลบเกลื่อนสิ่งที่ตัวเองทำได้ซะสนิท พร้อมเปลี่ยนเรื่องเป็นเล่าสิ่งที่เกิดที่โฮมสเตย์ให้พัทธนันท์ฟัง
หลังจากที่พัทธนันท์ได้ฟังต้นน้ำอธิบายสาเหตุที่ทำให้เขาต้องเข้ามานอนที่ร้านแล้ว เธอก็ไม่มีอะไรจะพูด นอกจากนั่งถอนหายใจ เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรกับเพื่อนของน้องชายคนนี้ดี
“แล้วนี่คลื่นรู้เรื่องที่นายโดนขโมยของหรือยัง”