หากมารดาผู้บังเกิดเกล้าไม่เสียชีวิตกะทันหัน เด็กหนุ่มก็คงจะไม่มีโอกาสได้เจอกับ ‘เขา’
…พ่อเลี้ยง
...ที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี
‘กานต์’ เด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีคิดว่าตนน่าจะหายตกใจเรื่องนี้แล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ เขาก็ยังคงสับสนอยู่ ด้วยเรื่องราวทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเสียจนเขารับมือไม่ทัน ทุกอย่างมันเริ่มมาจากที่เมื่อปีที่แล้ว มารดาบอกกับเขาว่าจะไปทำงานเป็นแม่บ้านที่ร้านอาหารไทยในอเมริกาเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัวและส่งเสียเขาให้เรียนต่อ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้กานต์ต้องย้ายไปอยู่กับยายซึ่งแก่ชรามากแล้วที่ต่างจังหวัด ทว่าใครจะคิดว่าจู่ๆ วันหนึ่งก็มีข่าวว่ามารดาของเขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิต
ตั้งแต่ที่บิดามารดาแยกทางกันเมื่ออายุได้เพียงสิบปี กานต์ก็อยู่กับมารดามาตลอด บิดาไม่เคยเหลียวแลด้วยมีครอบครัวใหม่ไปแล้ว การสูญเสียทำให้ทั้งเขาและยายเสียศูนย์อยู่ไม่น้อย เขามืดแปดด้าน คิดไม่ออกว่าต่อจากนี้ตนจะใช้ชีวิตอย่างไร
แต่...หลังจากงานศพของมารดาเขา จู่ๆ ก็มีโทรศัพท์จากล่ามชาวไทยที่อาศัยอยู่ในอเมริกาติดต่อมา พร้อมกับส่งข่าวน่าตกใจให้เขากับยายรับรู้
มารดาของเขาแต่งงานใหม่กับชายชาวอเมริกัน...
กานต์ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรนอกจากตกใจดี มารดาแต่งงานใหม่แต่ไม่เคยบอกกับเขา เท่าที่ได้ยินจากล่ามคนนั้น ดูเหมือนว่าจะแต่งงานกันมาเกือบปีแล้ว อะไรไม่ว่า ผู้ชายคนนั้นยังเสนอทางเลือกบางอย่างให้กับเขา
จะเป็นผู้ปกครองให้จนกว่ากานต์จะบรรลุนิติภาวะ...
แน่นอนว่าหมายถึงการส่งเสียเลี้ยงดูค่าใช้จ่ายต่างๆ ในชีวิตของเขาด้วย โดยมีเงื่อนไขเดียว
...กานต์ต้องย้ายไปอยู่ที่อเมริกากับผู้ชายคนนั้น
เด็กหนุ่มซึ่งเหลือยายเป็นญาติผู้ใหญ่เพียงคนเดียวไม่มีวันที่จะทิ้งครอบครัวไปอยู่กับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าตาแน่ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะอ้างตัวว่าเป็นพ่อเลี้ยงและมีใบจดทะเบียนสมรสเป็นหลักฐานก็ตาม
แต่แล้ว...ความสูญเสียก็มาเยือนอีกครั้ง
ยายซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายตรอมใจจากการเสียลูกสาว อีกทั้งยังมีโรคชรา ทำให้จากไปอย่างปัจจุบันทันด่วนด้วยอีกคน ทำให้กานต์สิ้นไร้ไม้ตอก ในเมื่อหันไปทางไหนก็ไม่เห็นทางรอด เขาจึงจำเป็นต้องกลับคำ
เขาจะย้ายไปอยู่ที่อเมริกากับพ่อเลี้ยงในฐานะ ‘เด็กในการดูแล’
ทันทีที่เขาตัดสินใจติดต่อไปทางล่ามของพ่อเลี้ยง ทุกอย่างก็ถูกตระเตรียมอย่างรวดเร็ว
กานต์มองไปรอบๆ ตัวอย่างประหม่า หลังจากวันนั้นที่เขายกหูโทรศัพท์ขึ้นโทรหาล่ามคนนั้น วันนี้เขาก็มายืนอยู่บนดินแดนแห่งเสรีภาพแล้ว
ดวงตากลมสีนิลฉายแววกังวลออกมาอย่างไม่ปกปิด มือข้างหนึ่งกำโทรศัพท์มือถือที่ต่อไวไฟสนามบิน ก่อนจะยกขึ้นมากดเข้าไปในโปรแกรมแชตเพื่อตรวจดูว่าเขาไม่ได้มาผิดสนามบิน
สนามบินนานาชาติจอห์น เอฟ เคนเนดี... ไม่ผิดแน่ อีกฝ่ายบอกให้เขาขึ้นเครื่องมาลงที่นี่
ไม่เพียงแต่บอก เป็นคนจองตั๋วให้ด้วยซ้ำ แล้วก็บอกให้เขามายืนรอที่แถวประตูทางออก สังเกตคนที่มายืนถือป้ายที่มีชื่อเขาให้ดี เพราะอีกฝ่ายจะส่งคนมารับ แต่ผ่านมาแล้วเกือบครึ่งชั่วโมง กานต์ยังไม่เห็นจะมีใครมายืนถือป้ายที่มีชื่อเขาเลยสักคน
ความกังวลพร่างพราย เรียวคิ้วเริ่มขมวดมุ่นเข้าหากัน
ถ้าพ่อเลี้ยงเขาไม่มาล่ะ ถ้าเขาถูกหลอกมาลอยแพที่อเมริกา เขาจะทำอย่างไร?
คิดเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย ความกังวลไม่มีสิ้นสุด มีแต่จะทวีคูณ ในหัวคำนวณจำนวนเงินที่ได้รับมาจากผู้ชายคนนั้นเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางซึ่งพอจะมีติดตัวอยู่ทันควัน
ถ้าถูกเท อย่างน้อยก็มากพอที่จะไปเช่าโรงแรมแถวสนามบินนอน...มั้ง
คิดไปแล้วก็ไม่มั่นใจหรอก แต่เอาเถอะ อย่างน้อยเขาก็ท่องจำเบอร์โทรศัพท์ของสถานทูตไทยในอเมริกาได้ ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ก็คงต้องโทรไปขอความช่วยเหลือจากที่นั่น
ทว่าก่อนที่จะคิดอะไรไปไกล อันดับแรกเขาควรจะโทรหาพ่อเลี้ยงของเขาก่อนต่างหาก เผื่อว่าอีกฝ่ายจะลืม
ปิ๊บ...
ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไร แค่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาดู หน้าจอก็ดับไปทันควัน กานต์สบถออกมา
“บ้าฉิบ ทำไมแบตฯ จะต้องมาหมดตอนนี้ด้วยวะ”
รู้สึกได้ถึงลางร้าย ภาษาอังกฤษตัวเองก็พูดไม่คล่อง แม้ว่าก่อนหน้านั้น พ่อเลี้ยงของเขาจะส่งเงินมาให้ไปเรียนปรับพื้นฐานก่อนมาที่นี่บ้างแล้วก็เถอะ เบอร์ของผู้ชายคนนั้นเขาก็จำไม่ได้ มิหนำซ้ำก็ยังไม่ได้จดเอาไว้
อะไรมันจะซวยขนาดนั้นวะไอ้กานต์...
อดไม่ได้เลยที่จะบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนที่จะสูดลมหายใจเข้าปอดเต็มแรงเพื่อสงบสติอารมณ์
เอาล่ะ ใจเย็นๆ อย่างน้อยก็เดินหาอีกรอบก่อน เผื่อว่าจะมาแล้ว
คิดได้ก็ลากกระเป๋าใบเขื่องไปละแวกหน้าประตูทางออกอีกครั้ง สายตามองหาคนที่คาดว่าน่าจะเป็นคนที่พ่อเลี้ยงของเขาส่งมารับ แต่นึกขึ้นมาได้ว่าเขาไม่ได้ถามไว้ว่าคนที่มารับมีหน้าตาท่าทางเป็นแบบไหน นึกโทษตัวเองที่สะเพร่าจนแทบอยากจะยีหัวให้ยุ่งนัก
ทว่าทุกความคิดก็ต้องยุติลงเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นผู้ชายคนหนึ่งก้าวผ่านประตูเข้ามา
เขาใส่สูทสีกรม แต่งตัวเนี้ยบสะอาดสะอ้านตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า มองปราดเดียวก็รู้ว่าเครื่องแต่งกายทุกอย่างบนตัวเขาเป็นของแบรนด์เนมราคาแพง แต่อะไรก็ไม่น่าดึงดูดใจเท่ากับเครื่องหน้าของเขา
คมเข้ม...มีไรหนวดเคราขึ้นเล็กน้อย เส้นผมสีน้ำตาลมะฮอกกานี และดวงตาสีฟ้าน้ำทะเล ล้วนแล้วทำให้เขาดูมีเสน่ห์เป็นอย่างมาก ขนาดกานต์ที่เห็นเขาครั้งแรกยังหยุดมองไม่ได้เลย
หล่อมาก อย่างกับนายแบบหลุดออกมาจากนิตยสาร
ดูแล้วผู้ชายคนนั้นไม่น่าจะอายุอานามในวัยยี่สิบกว่าๆ หรอก น่าจะเข้าเลขสามแล้ว ถึงอย่างนั้นก็ทำให้กานต์ละสายตาจากเขาไม่ได้เลยสักนิด
มอง...จนลืมไปแล้วว่ามีเรื่องสำคัญกว่านี้ต้องทำ
ผู้ชายคนนั้นมาหยุดยืนบริเวณเดียวกับที่พวกคนมารอรับผู้โดยสาร ก่อนที่จะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรออก พลันขมวดคิ้วยุ่งเหยิง จากนั้นก็กดโทรออกอีกครั้ง เมื่อปลายสายไม่มีการตอบสนอง เขาก็เก็บโทรศัพท์กลับเข้าที่เดิม ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสูท คว้ากระดาษขนาดเอสี่ออกมากาง บนกระดาษนั้นเขียนว่า ‘Kan’
เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว ไม่แน่ใจนักว่านั่นเป็นชื่อของเขาหรือเปล่า ชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ทีเดียวกว่าจะตัดสินใจเดินไปหยุดตรงหน้าแล้วเอ่ยปากถาม
“อะ...เอ็กซ์คิวส์มี...”
จากนั้นก็พูดต่อไม่ออก ทั้งนึกคำไม่ออกว่าควรจะถามว่าอะไรดี ทั้งพูดไม่ออกเพราะถูกดวงตาสีฟ้าคู่นั้นจ้องมอง
คุณมารอผมใช่ไหม...ภาษาอังกฤษพูดว่าอะไร
กานต์อึกๆ อักๆ ครู่หนึ่งทีเดียว คาดเดาได้เลยว่าพ่อเลี้ยงของเขาจะต้องเสียดายเงินที่ส่งเขาไปเรียนปรับพื้นฐานแน่ๆ ขนาดประโยคง่ายๆ ยังพูดไม่ได้ เอาไว้ถ้าถูกว่าเรื่องนี้ค่อยแก้ตัวไปแล้วกันว่าเพราะไม่ค่อยได้คุยกับชาวต่างชาติก็เลยประหม่า
ขณะที่ผู้ชายคนนั้นมองเด็กหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แล้วรอให้อีกฝ่ายพูด แต่ในเมื่อคนตรงหน้าไม่พูด นอกจากส่งเสียง ‘เอ่อๆ อ่าๆ’ ไม่เลิก เขาเลยเป็นฝ่ายเปิดปากแทน
“กานต์ใช่ไหม”
คนถูกเรียกชื่อถึงกับเบิกตาโตทันควัน
ภาษาไทย!?
ไม่ทันจะได้ถาม ผู้ชายคนนั้นก็พูดขึ้นมาอีก
“ฉันมารับเธอ”
ได้ยินเท่านั้น ความกังวลของกานต์ก็มลายหายไปในพริบตา
“พ่อเลี้ยง...เอ่อ...คุณสเวนส่งคุณมารับผมเหรอครับ”
ในเมื่อพูดภาษาไทยมา เขาก็พูดภาษาไทยตอบ ถึงจะแปลกใจอยู่ไม่น้อยว่าทำไมฝรั่งตรงหน้าถึงพูดไทยได้ชัดขนาดนี้ แต่การไปให้พ้นจากสนามบินนี่ก็เป็นเรื่องสำคัญกว่า
คนถูกถามพยักหน้า ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ส่วนกานต์กลับยิ้มกว้าง
“ค่อยยังชั่ว ผมนึกว่าจะไม่มีใครมารับผมซะแล้ว”
“ประชุมเลิกช้ากว่ากำหนดน่ะ ขอโทษด้วย” เขาว่า “จะไปกันหรือยัง” แล้วก็ถามมาอีก
“ครับ”
มีเหตุผลอะไรจะต้องปฏิเสธอีก กานต์พยักหน้าตอบตกลงทันที ก่อนจะลากกระเป๋าเดินตามหลังผู้ชายคนนั้นไป ในใจก็ขบคิดไม่หยุด
ผู้ชายคนนี้...หรือจะเป็นลูกน้องของพ่อเลี้ยงเขา?
รู้ว่า ออสติน สเวน คนนั้นเป็นนักธุรกิจ แล้วก็รู้ด้วยว่าเป็นเจ้าของบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งในนิวยอร์ก ถ้าจะมีลูกน้องคอยทำงานให้ก็ไม่แปลก
“ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”
พอเดินออกมานอกสนามบินจนกระทั่งถึงลานจอดรถ ระหว่างที่รอให้ผู้ชายคนนั้นยกกระเป๋าใส่ท้ายรถให้ กานต์ก็ออกปากถาม อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองพลางเลิกคิ้วเล็กน้อยเป็นเชิงให้ถามได้
“คุณทำงานให้คุณสเวนเหรอครับ”
เสียงปิดท้ายรถดังตามมาหลังจากนั้น ก่อนที่คนถูกถามจะยืดตัวขึ้น
“ฉันดูเหมือนลูกน้องของพ่อเลี้ยงเธอเหรอ”
กานต์เม้มริมฝีปากไปครู่ “เปล่าครับ แต่คุณสเวนบอกว่าจะส่งคนมารับผม ผมก็เลยเดาเอาว่าคงจะเป็นลูกน้อง”
คนฟังหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “เขาไม่ได้ส่งคนมารับเธอหรอก”
สีหน้าของเด็กหนุ่มฉาบพรายไปด้วยความสงสัยทันที
ถ้าไม่ได้ส่งมา แล้วคนตรงหน้าเขาเป็นใครกันล่ะ
หรือว่า...
เกือบจะคิดไปแล้วว่าเป็นมิจฉาชีพแอบอ้างอะไรหรือเปล่า ทว่าผู้ชายตรงหน้าก็พูดขึ้นมาก่อน
“เพราะเขามารับเธอเอง”
กานต์เบิกตาโต มองคนพูดอย่างไม่เชื่อสายตา
“งะ...งั้นก็แสดงว่าคุณคือ...”
“ออสติน สเวน”
พูดจบก็ยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองตกตะลึงไปได้ไม่ยาก แต่ถึงจะไม่ยิ้ม กานต์ก็ตะลึงงันไปแล้ว
พ่อเลี้ยงของเขายังหนุ่มขนาดนี้เลยเหรอ!?
หนุ่มอย่างเดียวไม่พอ หล่อประหนึ่งนายแบบบนรันเวย์อีกด้วย ไม่น่าเชื่อว่าแม่ของเขาจะแต่งงานกับผู้ชายคนนี้
“ขึ้นรถได้แล้ว จะได้กลับบ้านกัน”
กานต์ได้สติคืนกลับมาในตอนนี้ พยักหน้ารับหงึกหงัก เดินไปเปิดประตูรถข้างคนขับ แทรกตัวเข้าไปนั่งท่ามกลางความรู้สึกสับสน
ออสติน สเวน...มีเรื่องทำให้เขาเซอร์ไพรส์ไม่หยุดหย่อนเลยจริงๆ
บทที่ 2
ออสติน สเวน ต่างจากการคาดเดาของกานต์ไปมากโข ตอนแรกนึกว่าพ่อเลี้ยงของเขาจะเป็นตาลุงวัยกลางคน ไม่หัวล้านก็พุงโรตัวใหญ่อะไรแบบนี้มากกว่าเสียอีก ใครจะไปคาดคิดกันล่ะว่าตัวจริงจะเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีขนาดนี้
ระหว่างทางที่ออสตินขับรถ เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะลอบมองเป็นระยะ ขนาดซีกหน้าด้านข้าง ออสตินยังดูหล่อจนแทบละสายตาไม่ได้ สันกรามเป็นแนวชัดเจนรับกับหนวดเคราที่ได้รับการตัดแต่งมาอย่างดีบ่งบอกชัดเจนว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนเจ้าสำอางขนาดไหน เมื่อไล่สายตาไปตามเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ก็พอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นคนระเบียบจัด ไม่อย่างนั้นคงไม่แต่งตัวเนี้ยบถึงขนาดนี้ ส่วนนาฬิกาสีเงินแวววาวที่เขาสวมเป็นเครื่องประดับ นั่นก็บอกถึงความมีรสนิยม
เรียกได้ว่าทุกอย่างของ ออสติน สเวน เพอร์เฟกต์ไปทุกกระเบียดนิ้ว เคยเห็นพระเอกหนังฝรั่งในมาดนักธุรกิจหล่อเหลาอย่างไร ตัวจริงของพ่อเลี้ยงเขาก็เป็นอย่างนั้นเลย กานต์ไม่แปลกใจถ้าแม่ของเขาจะตกหลุมรักผู้ชายคนนี้ภายในระยะเวลาอันสั้น
แต่...ก็น่าจะบอกเขาสักหน่อยนะว่าแต่งงานใหม่แล้ว ไม่ใช่จดทะเบียนไปโดยที่ไม่มีใครรู้ แล้วก็มาจากโลกนี้ไปก่อนที่จะได้บอกเรื่องสำคัญนี่ให้เขารู้ด้วย
ทว่าจะกล่าวโทษมารดาไปก็ป่วยการ ในตอนนี้เขามาอยู่บนแผ่นดินที่สามีของแม่เกิดแล้วเป็นที่เรียบร้อย อย่างน้อยก็ถือว่าดีอย่างหนึ่งตรงที่ผู้ชายคนนี้ยังคิดเป็นห่วงเขา เป็นห่วงลูกชายของภรรยาทั้งที่ไม่เคยเจอหน้าค่าตากันมาก่อน ไม่อย่างนั้นล่ะก็ กานต์ต้องแย่แน่ๆ
“ถึงแล้ว”
เสียงทุ้มดังขึ้นเมื่อรถขับมาจอดเทียบฟุตพาทที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง กานต์มองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นว่าเป็นบ้านเดี่ยวหลังใหญ่
อันที่จริง...ก็ไม่ได้ใหญ่นักหรอกสำหรับออสติน เขามีบ้านที่หลังใหญ่กว่านี้อีกหลายหลัง หลังที่พากานต์มาอยู่เรียกได้ว่าเป็นหลังเล็กที่สุดแล้ว
“โทษทีนะที่พามาอยู่บ้านหลังเล็ก ฉันเห็นว่ามันใกล้กับโรงเรียนใหม่ของเธอ เลยให้มาอยู่ที่นี่”
ชายหนุ่มว่าพลางทอดสายตามองไปทางบ้านหลังนั้นด้วย ทำเอากานต์รีบหันมาส่ายศีรษะให้กับเขา
“ไม่เล็กเลยครับ ใหญ่มาก ใหญ่กว่าบ้านยายของผมเยอะเลย”
เขาว่าไปตามความจริง มองจากสายตาแล้ว สนามหญ้าหน้าบ้านน่าจะกว้างกว่าตัวบ้านของยายเขาด้วยซ้ำ แล้วราคาก็น่าจะแพงหูฉี่ด้วย นี่มันหมู่บ้านจัดสรรในละแวกแมนฮัตตันที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งธุรกิจเลยนี่นา ขนาดแมนชั่นยังแพง แล้วประสาอะไรกับบ้านเป็นหลังๆ กันล่ะ
“งั้นเหรอ” ออสตินครางรับเสียงแผ่ว “ถ้างั้นก็ไปเอากระเป๋าเถอะ ฉันจะได้พาเธอไปดูข้างในบ้าน”
พูดจบ กานต์ก็ไม่รอช้า ลงจากรถไปคว้ากระเป๋าออกจากท้ายรถ ลากเข้าบ้านตามหลังออสตินไป
ภายนอกบ้านก็ว่าใหญ่แล้ว พอเปิดประตูเข้าไป ภายในกลับใหญ่กว่า มิหนำซ้ำยังตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์เข้าเซตกันเป็นอย่างดี ทำเอากานต์ที่อยู่บ้านปูนชั้นเดียวในต่างจังหวัดมาโดยตลอดถึงกับอ้าปากค้าง มองนั่น สำรวจนี่ด้วยความสนใจ
“ห้องของเธออยู่ชั้นบน” ออสตินทำลายความเงียบ “ห้องฉันก็อยู่ข้างๆ เธอ ที่ชั้นบนมีห้องน้ำอยู่อีกห้อง” เขาเสริมขึ้นมาอีก
พอกานต์หันไปมอง ออสตินก็ชี้นิ้วไปทางห้องหนึ่งที่อยู่หลังบ้าน
“ห้องที่ถัดจากห้องนั่งเล่นเป็นห้องครัว ตรงนั้นห้องน้ำ ถ้าจะซักผ้าก็ห้องนี้ ปกติแล้วแม่เธอจะเป็นคนทำความสะอาดที่นี่ แต่พอแม่เธอประสบอุบัติเหตุ ฉันก็เลยไม่ได้มาอยู่พักใหญ่ อาจจะมีฝุ่นสักหน่อย แต่ฉันให้แม่บ้านมาทำความสะอาดให้เมื่อเช้าแล้ว”
กานต์พยักหน้า
บ้านหลังนี้...แม่ก็เคยอยู่เหรอ?
“ห้องที่เธอนอนคือห้องของแม่เธอ”
ออสตินพูดราวกับรู้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าคิดอะไร แต่ไม่ทันที่จะได้พูดอะไร ออสตินก็สรุปรวบรัด
“เอากระเป๋าขึ้นไปเก็บแล้วอาบน้ำพักผ่อนให้เรียบร้อย มื้อเย็นค่อยลงมาร่วมโต๊ะกับฉัน วันนี้ฉันจะเลี้ยงต้อนรับเธอ สักหกโมงเย็นค่อยลงมา”
“ครับ” กานต์ว่าเสียงแผ่ว ในใจรู้สึกประหลาดอยู่ไม่น้อยที่พ่อเลี้ยงมาเลี้ยงต้อนรับเขาในวันที่แม่ไม่อยู่
ถ้าเขาได้เจอกับออสตินในวันที่แม่มีชีวิตอยู่ มันน่าจะดีกว่านี้...
แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ก้าวขึ้นไปยังชั้นบน ทำตามที่ออสตินบอก ภายในห้องนั้นที่ออสตินบอกว่าเป็นห้องเดิมของแม่เขา ตอนนี้มันไม่มีข้าวของเครื่องใช้ของมารดาเขาอยู่แล้ว ห้องถูกจัดเก็บทำความสะอาดใหม่ทั้งหมด ที่หลงเหลืออยู่ก็จะมีแค่รูปถ่ายต่างหน้าที่มารดาเขาพกติดตัวมาด้วย
มันเป็นรูปของเธอในวัยสาวที่อุ้มลูกชายวัยกระเตาะไว้ในอ้อมแขน กานต์เดินไปหยิบกรอบรูปที่วางอยู่บนชั้นขึ้นมาดู พลันความคิดถึงก็แผ่กำจาย ก่อนที่จะวางรูปนั้นลงที่เดิมเมื่อตระหนักขึ้นมาได้ว่าผู้ชายที่อยู่ข้างล่างสั่งให้เขาทำอะไร
เพราะเดินทางอย่างยาวนานทำให้เด็กหนุ่มเหนื่อยอ่อนเกินกว่าจะลุกขึ้นไปจัดข้าวของ เขาทำได้แค่เตรียมเสื้อผ้าไปอาบน้ำแล้วก็กลับมาทิ้งตัวลงนอนที่เตียง ก่อนจะผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว รู้สึกตัวตื่นอีกทีก็เลยเวลามื้อเย็นแล้ว
กานต์กระเด้งตัวผึง ตกใจอยู่ไม่น้อยที่มาตื่นเอาในเวลานี้ เขาพอจะรู้อยู่บ้างว่าคนอเมริกันค่อนข้างจริงจังกับเรื่องเวลา การที่เขาผิดนัดเป็นเรื่องที่เสียมารยาทเป็นอย่างมาก และมันก็เสียมารยาทสุดๆ ไปเลยสำหรับผู้มีพระคุณอย่างออสติน
เด็กหนุ่มหุนหันออกจากห้อง รีบลงไปที่ชั้นล่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะต้องชะงักขาเมื่อเห็นว่าออสตินนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟา สายตาจับจ้องอยู่ยังหน้าจอโน้ตบุ๊กที่วางบนตัก
“ตื่นแล้วเหรอ”
อีกฝ่ายรับรู้ถึงการมาของกานต์ ก่อนจะเบนหน้าหันไปถาม ตอนนี้เขาไม่ได้ใส่สูทแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในชุดเดิม เพียงแต่ไม่ได้สวมเนกไทและสูท มีเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ปลดกระดุมสองสามเม็ดกับกางเกงสแล็กส์ที่สวมอยู่เท่านั้น
ดูอย่างไรก็มีเสน่ห์...
แต่ไม่ใช่เวลาที่กานต์จะมาชื่นชม
“ขอโทษครับ พอดีผมผล็อยหลับไป”
อันดับแรกเลยต้องขอโทษ จิตใต้สำนึกของกานต์บอกว่าอย่างนั้น
“ฉันรู้แล้ว เห็นอยู่” ออสตินว่า “ฉันขึ้นไปเรียกเธอที่ห้องมา แต่เห็นเธอหลับอยู่ก็เลยปล่อยให้นอน”
กานต์ได้ยินแล้วก็นิ่ง ขณะที่อีกฝ่ายยิ้มขึ้นมาบางๆ
“เตียงนอนสบายดีไหม”
ไม่รู้จะตอบยังไงก็เลยได้แต่พยักหน้า “สบายครับ”
“ฉันเพิ่งไปซื้อมาเปลี่ยนให้เธอเมื่อวานนี้เอง ฟูกเก่ามันมีกลิ่นอับ” ออสตินว่าสบายๆ ยกโน้ตบุ๊กจากตักไปวางบนโต๊ะกระจกข้างหน้าแล้วลุกขึ้นยืน “หิวหรือยัง ฉันจะได้ไปเตรียมอาหาร”
กานต์พยักหน้า ไม่หิวก็ต้องหิวแล้วล่ะ นี่จะสองทุ่มอยู่แล้ว
“งั้นไปนั่งรอในครัว ฉันก็หิวแล้ว”
เด็กหนุ่มเดินไปตามคำสั่ง ขณะที่ออสตินเองก็เข้าไปในครัวเช่นกัน แต่เขาไม่ได้ตรงไปนั่งที่เก้าอี้ เดินไปคว้าผ้ากันเปื้อนสีดำมาสวม ถลกแขนเสื้อขึ้นสูง จากนั้นก็เดินไปเปิดตู้เย็น คว้าเอาวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารออกมา จากนั้นก็สาละวนกับการทำอาหารโดยปล่อยให้ลูกเลี้ยงได้แต่นั่งมอง
ผู้ชายคนนี้นอกจากจะมีเสน่ห์มากๆ แล้ว ยังจะใจดีอีก แล้วที่เป็นเจ้าของบริษัทหลักทรัพย์ นั่นก็คงเพราะเก่งน่าดู
เป็นผู้ชายที่เพียบพร้อมไปทุกด้าน แถมอันตรายต่อใจคนมองจริงๆ...
กานต์อดคิดอย่างนั้นไม่ได้เลย ขนาดเขาเพิ่งเจอกับออสตินแท้ๆ ยังชื่นชมเขาไม่หยุด แต่ในความชื่นชมนั้นก็เต็มไปด้วยความประหม่า ทั้งประหม่าเพราะไม่คุ้นชิน ประหม่าเพราะเป็นชาวต่างชาติ ประหม่าเพราะเขาเพียบพร้อมเกินไป ที่สำคัญ...เขาดูมีอำนาจบางอย่างแฝงอยู่ภายใน ซึ่งมันทำให้กานต์ทั้งเกรงใจ ทั้งหวาดเกรงเขามากเลยทีเดียว
“กินเนื้อวัวได้ใช่ไหม”
จู่ๆ ออสตินก็ร้องถามขึ้นมา กานต์สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนรีบตอบรับไป
“ได้ครับ”
“ค่อยยังชั่ว ฉันทำจนเสร็จแล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าแม่เธอเคยบอกว่าคนไทยบางคนไม่กินเนื้อวัว”
“ผมกินได้ครับ ไม่ต้องห่วง”
ได้ยินอย่างนั้น ออสตินก็พยักหน้า พลันยกจานอาหารที่เพิ่งเตรียมเสร็จมาเสิร์ฟลงบนโต๊ะ
มื้อเย็นสำหรับงานเลี้ยงต้อนรับลูกเลี้ยงของเขานั้นเป็นอาหารแบบง่ายๆ...สเต๊กเนื้อ ออสตินคิดว่ามันง่ายในการปรุงและทำมากที่สุดสำหรับเขาแล้ว
“ถ้าไม่ถูกปากหรือจืดเกินไปก็เอาซอสพริกราดแล้วกัน ฉันไปซื้อมาจากไชน่าทาวน์ เผื่อว่าเธอจะยังไม่คุ้นชินกับอาหารตะวันตก”
พูดพลางเอาขวดซอสพริกเมดอินไทยแลนด์วางลงตรงหน้า เด็กหนุ่มมองแล้วก็อมยิ้มขึ้นมา
“ผมชอบกินซอสยี่ห้อนี้นะครับ”
“แม่เธอก็ชอบ”
เขาตอบรับ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ก่อนจะคว้าเอาส้อมและมีดมาถือในมือ ปล่อยให้เด็กหนุ่มมองเขาพลางเม้มริมฝีปาก
ทุกครั้งที่กานต์พูดอะไรก็ตาม ออสตินมักจะเสริมขึ้นมาว่าแม่เขาอย่างนั้น แม่เขาอย่างนี้ ดูท่าแล้วอีกฝ่ายก็คงจะคิดถึงภรรยาตัวเองเหมือนกัน
“กินกันเถอะครับ”
กานต์ตัดบท ไม่ค่อยอยากพูดถึงมารดาตัวเองสักเท่าไร เพราะเขาค่อนข้างจะรู้สึกแปลกๆ ที่มีผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อให้ความสนใจแม่ของเขาแบบนี้ แม้ว่าจะไม่ใช่ครั้งแรกที่มีผู้ชายมาติดพันมารดา เพราะแม่เขาก็ไม่ใช่ผู้หญิงขี้ริ้วขี้เหร่อะไร ต่อให้อายุย่างเข้าวัยสี่สิบกว่าแล้วก็ยังดูเหมือนอยู่ในวัยสามสิบ รูปร่างยังสมส่วน ถึงจะไม่ได้หุ่นดีเหมือนสมัยสาวๆ แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงที่ดูดีคนหนึ่งเลยทีเดียว
ทว่าก็ไม่ได้ดูดีหรือเหมาะสมกับออสตินหรอก ผู้ชายอย่างออสตินดูดีมากเกินไปจนกานต์นึกไม่ออกเหมือนกันว่าผู้หญิงที่สวยสมกับความหล่อของเขาจะต้องเป็นแบบไหน บางทีอาจจะต้องเป็นนางฟ้าหรือเทพธิดา เพราะออสตินดูหล่อเหลาราวกับเทพบุตรปูนปั้นตามประติมากรรมกรีกโรมันอย่างไรอย่างนั้น
“กินสิ มองอะไรอยู่”
มัวแต่มองจ้องหน้าอีกฝ่ายจนคนถูกมองเอ่ยปาก กานต์ได้สติ พยักหน้ารับเร็วๆ
“ครับคุณสเวน”
พอได้ยินสรรพนามเรียกแทนตัวเอง ออสตินก็เหลือบมอง
“ยังจะเรียกฉันว่าคุณสเวนอยู่อีกเหรอ”
เป็นกานต์บ้างแล้วที่ชะงัก มองหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจบ้าง
“ไม่ต้องเรียกว่าคุณสเวนหรอก” ออสตินว่า ขณะที่เริ่มลงมือหั่นสเต๊กเนื้อในจาน
“ถ้าไม่ให้ผมเรียกว่าคุณสเวน แล้วจะให้เรียกคุณว่าอะไรล่ะครับ”
“เธอคิดว่าควรจะเรียกฉันว่าอะไรดี”
“ออสติน”
นึกถึงชื่อของเขาได้ขึ้นมาก็เลยพูดออกไป เท่านั้นคนถูกเรียกก็ชะงัก เหลือบขึ้นมามองเล็กน้อย
“ฉันไม่ชอบ”
“ไม่ชอบ?”
“ใช่ ไม่อยากให้เรียกชื่อ”
“งั้นก็กลับไปเรียกคุณสเวนเหมือนเดิมดีไหมครับ”
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้องเรียกว่าคุณสเวน ซึ่งมันหมายความว่าฉันไม่ต้องการให้เธอเรียกว่าคุณสเวน เข้าใจหรือเปล่า มันฟังดูไม่สนิทสนมกัน ฉันต้องการที่จะสนิทสนมกับเธอ ถึงได้ให้เปลี่ยนวิธีการเรียก”
น้ำเสียงราบเรียบไม่ได้บ่งบอกว่าโกรธหรือไม่พอใจเลย แต่ไม่รู้ทำไม กานต์กลับรู้สึกหวาดเกรงในสายตาที่อีกฝ่ายจับจ้องมา จึงได้แต่เงียบไปจนกระทั่งออสตินเอ่ยขึ้นมาอีก
“ลองคิดดูว่าอยากเรียกฉันว่าอะไร”
กานต์ไม่มีคำตอบให้หรอก เขาไม่รู้ว่าในวัฒนธรรมฝรั่ง ถ้าไม่เรียกด้วยชื่อหรือนามสกุล ควรจะเรียกพ่อเลี้ยงว่าอะไร ถ้าเป็นคนไทยก็คงจะเรียกน้า อา ลุง หรืออะไรก็ตามแต่ที่เป็นศัพท์ในเครือญาติไปแล้ว แต่นี่...เป็นฝรั่ง
คิดเสียจนหัวแทบแตก นั่งเงียบไปพักใหญ่เลยทีเดียว จนกระทั่งออสตินหั่นสเต๊กในจานตรงหน้าเสร็จถึงได้เหลือบขึ้นมามองอีกครั้ง
“ว่าไง คิดออกหรือยัง”
กานต์เม้มริมฝีปาก ไม่ตอบรับ ไม่ปฏิเสธ ท่าทางประหม่านั่นทำให้ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอขึ้นมาหน่อยๆ
“เรียกว่าพ่อดีไหม”
คนถูกถามถึงกับมองหน้า
“พ่อ?”
“ถ้ารู้สึกว่ามันมากเกินไปก็ไม่ต้องเรียกก็ได้”
มากไปจริงๆ แหละ จะให้มาเรียกผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน มิหนำซ้ำยังไม่คุ้นเคยกันเท่าไรว่าพ่อ มันก็ฟังดูแปลกๆ อยู่
ก็ไม่ได้ผูกพัน ไม่ใช่พ่อลูกแท้ๆ นี่นา...
“ลำบากใจสินะ”
กานต์ไม่ปฏิเสธ ผงกศีรษะเล็กน้อยให้อีกฝ่ายได้พูดต่อ
“งั้นเรียกแด๊ดดี้ก็แล้วกัน ง่ายดี ฟังดูสนิทสนมกันด้วย เธอคงไม่ตะขิดตะขวงใจอะไรใช่ไหม”
ถึงจะมีความหมายว่าพ่อเหมือนกัน แต่คำภาษาอังกฤษก็ทำให้กานต์พอที่จะผ่อนคลายความตึงเครียดลงมาได้
“ครับ”
ตอบรับไปเรียบร้อยแล้วด้วย ออสตินเลยได้ทีออกคำสั่ง
“ไหนลองเรียกฉันหน่อยสิ”
“เรียกคุณ?”
“เรียกว่าแด๊ดดี้ไง”
ถึงตอนนี้ กานต์ก็กลับมาอึกอักอีกครั้ง แต่พอถูกสายตาคมของออสตินจับจ้อง เขาก็เหมือนต้องมนตร์สะกด ปากเผยออ้าเปล่งเสียงออกไป
“ดะ...แด๊ดดี้”
เสียงเบาจนแทบจะกลายเป็นกระซิบ แต่ออสตินกลับได้ยินเต็มสองหู แล้วเขาก็พอใจมากเสียด้วย จนต้องเอ่ยปากชม
“เด็กดี”
มุมปากยกขึ้น รอยยิ้มเต็มไปด้วยเสน่ห์ผุดพราย กานต์เหลือบมองแล้วก็ต้องรีบหลุบสายตาหนี คราวนี้ไม่ใช่แค่เพราะประหม่าอย่างเดียว เขาเขินอายขึ้นมาหน่อยๆ ด้วย รู้สึกได้เลยว่าตอนนี้หน้าของเขาเห่อร้อนไปหมด
กับแค่คำว่า ‘เด็กดี’ มันทำให้เขาเป็นไปได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ?
เลือกผู้ชายมาแต่งงานได้อันตรายมากเลยแม่...
พลันก็ต้องรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนที่จะถูกออสตินจับได้ว่าเป็นอะไร
“กินต่อเถอะ”
ถูกสั่งอีกครั้ง กานต์ก็พยักหน้า คว้ามีดกับส้อมบนโต๊ะขึ้นมาถือในมือ เตรียมตัวจะหั่นสเต๊กบ้าง แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อจู่ๆ คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาเอื้อมมือมายกจานสเต๊กตรงหน้าของเขาไป ก่อนที่จะยกอีกจานซึ่งอยู่ตรงหน้าของตัวเองมาวางแทน
“จานนี้มันของคุณ...”
กานต์เอ่ย แล้วก็ต้องปิดปากฉับไปทันทีเมื่อถูกดวงตาสีฟ้าจ้องเขม็ง พลันว่าออกมาใหม่
“จานนี้มันของแด๊ดดี้”
คราวนี้ออสตินยิ้มออกมาน้อยๆ
“ฉันหั่นให้ จะได้กินง่าย” เขาว่า “เธอคงไม่ถนัดใช้มีด ใช้ส้อมจิ้มกินเลยง่ายกว่า เอ้า นี่ผ้า เอาวางรองบนตักซะ จะได้ไม่หกเปื้อน”
กานต์นิ่งงันไปเลย ไม่อยากจะเชื่อว่าอีกฝ่ายจะดูแลเขาประหนึ่งว่าเขาเป็นเด็กเล็กๆ ความจริงแล้วมันก็ดีอยู่หรอก แต่มันจะดีกว่าถ้าออสตินเป็นคุณลุงอ้วนฉุท่าทางใจดีเหมือนซานตาคลอส ไม่ใช่ผู้ชายที่หล่อเหลามีเสน่ห์ขนาดนี้
เป็นผู้ชายที่อันตรายต่อสายตาและหัวใจมากจริงๆ นะแม่...
ร้องบอกมารดาที่อยู่บนสวรรค์ในใจไปอีกระลอก เดาได้เลยว่าป่านนี้เธอคงจะหัวเราะขบขันในความประหม่าของเจ้าลูกชายคนนี้เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว
เรียกแด๊ดดี้เพื่อความสนิทสนมเหรอ?
สนิทสนมอะไรล่ะ จะทำให้เกร็งมากขึ้นกว่าเดิมอีกน่ะสิ มันทั้งทะแม่งๆ ทั้งก่อให้เกิดบรรยากาศประหลาดๆ แต่พอกานต์ชำเลืองมองผู้ชายตรงหน้าที่นั่งหั่นสเต๊กแล้วส่งชิ้นเนื้อหอมกรุ่นเข้าปากอีกครั้ง พลันก็ลอบระบายลมหายใจออกมา
แต่ถ้าแด๊ดดี้ของเขาเป็นผู้ชายคนนี้ เขาก็ไม่มีปัญหาอะไรนะ นิสัยดี ใจดี อัธยาศัยดี มิหนำซ้ำ...ยังเจริญหูเจริญตาดีอีกด้วย
บทที่ 3
กานต์พยายามปรับตัวให้เข้ากับบ้านใหม่และพ่อใหม่ให้เร็วที่สุดด้วยไม่ต้องการให้ตัวเองเป็นปัญหาของออสติน แค่อีกฝ่ายเมตตาเขาถึงขนาดนี้ก็นับว่าดีมากพอแล้ว เด็กกำพร้าอย่างเขาไม่ควรทำให้ผู้มีพระคุณต้องหนักใจไม่ว่าจะเรื่องไหนก็ตาม
หลังจากมื้ออาหารเมื่อวาน เด็กหนุ่มขอบคุณเจ้าของบ้าน พูดคุยกันต่ออีกเล็กน้อย ก่อนแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่ห้องใครห้องมัน เขาไม่ลืมที่จะตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้ ตั้งใจว่าจะรีบตื่นก่อนออสติน อย่างน้อยจะได้แสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าเขาไม่ใช่คนขี้เกียจนอนตื่นสายจนอีกฝ่ายต้องลุกขึ้นมาทำอาหารให้ พูดก็พูด กานต์ตั้งใจจะเป็นฝ่ายทำอาหารให้นั่นแหละ ในหัวก่อนนอนมีเมนูอาหารฝรั่งแบบง่ายๆ ผุดพรายขึ้นมาอยู่สองสามเมนู
ขนมปังปิ้ง ไข่ดาว เบคอนหรือไส้กรอกทอด กับกาแฟ แค่นี้น่าจะเพียงพอ...
ทว่าพอถึงเวลาจริงๆ เขากลับไม่ตื่นตามเวลาที่คาดหวัง เพราะยังไม่คุ้นชินกับเวลาที่ดินแดนแห่งนี้ซึ่งแทบจะสลับกลางวันกลางคืนกับประเทศไทย รู้สึกตัวตื่นอีกทีก็ตอนที่ตะวันโด่งแล้ว
กานต์รีบกระเด้งลงจากเตียงทันทีที่เห็นว่านาฬิกาบนหน้าจอโทรศัพท์บอกเวลาเกือบเที่ยง เขารีบวิ่งลงไปด้านล่างก่อนเป็นอันดับแรก ในใจคาดหวังว่าออสตินอาจจะยังไม่ตื่น แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั่งไขว่ห้างอ่านอะไรบางอย่างในแท็บเล็ตอยู่ที่โซฟาใต้บันได
“ตื่นแล้วเหรอ”
ได้ยินเสียงตึงตัง ออสตินก็ละสายตาจากหน้าจอหันมามอง กานต์พยักหน้ารับ ไม่แน่ใจนักว่าควรจะทำสีหน้าอย่างไรดี วันแรกก็ตื่นสายเสียขนาดนี้ จะโดนดุหรือเปล่านะ
“ล้างหน้าแล้วหรือยัง”
แทนที่จะดุ ออสตินกลับถาม กานต์ซึ่งยังยืนค้างอยู่บนบันไดบ้านส่ายหน้า เท่านั้นก็ถูกไล่
“ไปล้างหน้าแปรงฟันซะ จะได้ลงมากินมื้อเที่ยง อ้อ ไม่สิ มื้อเช้าของเธอสินะ”
เหมือนจะเป็นประโยคหยอกล้อ แต่กลับทำให้คนฟังหน้าม้าน
วันแรกก็ตื่นสายโด่งเสียแล้ว ถึงจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเป็นเพราะเมื่อวานเขาเดินทางมาไกลเลยทำให้ร่างกายเหนื่อยล้ามากกว่าปกติ แต่มันก็ยากที่จะเอ่ยปากแก้ตัวออกไปอย่างนั้น
“ไปสิ ฉันจะไปเตรียมอาหารให้”
แล้วความฟุ้งซ่านของกานต์ก็สิ้นสุดลงเมื่อออสตินตัดบทขึ้นมา สุดท้ายแล้วก็เป็นพ่อเลี้ยงของเขาที่เป็นคนทำอาหารให้ กานต์ละอายใจอยู่ไม่น้อยที่ต้องรบกวนเขาถึงขนาดนี้ แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร รีบวิ่งขึ้นไปข้างบนแล้วจัดการธุระของตัวเองให้เรียบร้อยในเวลาอันสั้น
ไม่นานนักก็กลับลงมาข้างล่างด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ ออสตินเตรียมอาหารเสร็จแล้ว มื้อกลางวันของพวกเขาเป็นอาหารง่ายๆ อย่างแซนด์วิชและสลัดผัก กานต์ไม่ค่อยชอบกินอาหารฝรั่งพวกนี้หรอก เขาชอบกินอาหารไทยมากกว่า แต่ก็ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเลือกมากได้ ออสตินทำให้กินก็ดีแล้ว อีกอย่าง อะไรไม่สำคัญเท่ากับว่าบรรยากาศที่โต๊ะอาหารในตอนนี้มันเงียบเสียเหลือเกิน ออสตินไม่ใช่คนพูดมาก เขาจะพูดก็ต่อเมื่อจำเป็นเท่านั้น กานต์เองก็เช่นกัน ประกอบกับที่เขาไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองสักเท่าไรเลยทำให้การชวนใครคุยสักคนเป็นเรื่องยากพอสมควร แต่สำหรับพ่อเลี้ยงของเขา...เพื่อความสนิทสนมและไม่ให้บรรยากาศเงียบจนเกินไป คงต้องชวนคุยสินะ
“คุณสเวนไม่ไปทำงานเหรอครับ”
ในที่สุดก็รวบรวมความกล้าโพล่งออกมา ออสตินที่กำลังรินกาแฟดำใส่ถ้วยชะงัก เหลือบตามามองทันที
“คุณสเวน?”
แทนที่จะตอบ กลับพูดชื่อของตัวเองแทน กานต์เลยรีบเปลี่ยนคำพูดทันควัน
“แด๊ดดี้...เอ่อ...ไม่ไปทำงานเหรอครับ”
นึกขึ้นมาได้ว่าจริงๆ แล้วต้องเรียกผู้ชายตรงหน้าว่าแด๊ดดี้ ซึ่งก็ใช่ ที่ออสตินทวนชื่อของตัวเองก็เพราะต้องการให้เด็กหนุ่มเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวนั่นแหละ
“ถามเหมือนไม่อยากให้ฉันอยู่บ้าน”
“เปล่าครับ พอดีผมเห็นว่าวันนี้เป็นวันจันทร์”
ออสตินหัวเราะเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้าเสีย
“ฉันจะเข้าบริษัทก็ต่อเมื่อมีประชุมหรือมีเอกสารสำคัญต้องจัดการเท่านั้น ซึ่งวันนี้ไม่มีอะไรสำคัญ อีกอย่าง ฉันควรจะอยู่บ้านเพราะต้องดูแลเธอ”
ได้ยินเหตุผลแล้ว คนฟังก็เกรงใจขึ้นมาทันที
“ขอโทษที่รบกวนนะครับ”
ออสตินเลิกคิ้วสูง “อย่าพูดอย่างนั้น ฉันรับปากเธอแล้วว่าจะดูแลก็ต้องดูแลให้ดีที่สุด ฉันเป็นผู้ปกครองเธอนี่”
เรื่องนั้นกานต์รู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก แต่การที่ออสตินแสดงออกชัดเจนว่าอยู่ในสถานะไหน มันทำให้กานต์ประหม่าขึ้นมาน้อยๆ
“แล้วก็รับปากแม่เธอแล้วด้วยว่าจะดูแลเธอเป็นอย่างดี จะปล่อยให้เธออยู่บ้านคนเดียวตั้งแต่วันแรกที่มาถึงนิวยอร์กได้ยังไงกัน”
อันที่จริงแล้วการที่เขาอยู่บ้านเพื่อดูแลเด็กในอาณัติน่าจะเป็นเพราะเหตุผลนี้มากกว่า บ่งบอกชัดเจนเลยว่าเขาเป็นคนรักษาสัญญาอยู่ไม่น้อย
“ขอบคุณครับ”
กานต์ซาบซึ้งในบุญคุณนี้ แต่ออสตินไม่สนหรอกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าจะคิดอย่างไรกับเขา เอาแต่พูดสิ่งที่อยากจะพูดออกไป
“อยากถามอะไรฉันอีกไหม”
คนฟังเลิกคิ้วสูง...จริงๆ แล้วก็มีอยู่เหมือนกัน กานต์อยากรู้ว่าออสตินอายุเท่าไร เพราะเขายังดูหนุ่มเกินกว่าที่จะเป็นพ่อเลี้ยงของเด็กอายุสิบเจ็ด แต่ถามออกไปตอนนี้คงจะไม่เหมาะสักเท่าไรจึงได้แต่ส่ายหน้า
“ถ้าเธอไม่ถาม งั้นฉันจะถามแล้วกัน”
กลายเป็นว่าเปิดโอกาสให้ออสตินได้ซักไซ้เสียอย่างนั้น กานต์นั่งเหยียดหลังตรงขึ้นมาราวกับเตรียมพร้อมต่อการถูกซัก ก่อนที่น้ำเสียงทุ้มของผู้เป็นเจ้าของบ้านจะดังขึ้น
“เธอคิดบ้างแล้วหรือยังว่าหลังจบไฮสกูลแล้ววางแผนยังไงต่อ”
จู่ๆ บทสนทนาก็กลายเป็นเรื่องนี้ กานต์ซึ่งไม่ทันจะได้เตรียมรับมือกับคำถามนี้นิ่งงันไปครู่
“แด๊ดดี้หมายถึง...”
“จะทำงานหรือเรียนต่อ หรือจะกลับไทย”
ออสตินขยายความให้ กานต์เลยเข้าใจขึ้นมาได้ ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ ทำเอาออสตินเลิกคิ้วสูงขึ้นมาข้างหนึ่ง
“ไม่ได้คิดเลยเหรอ”
เด็กหนุ่มยังคงส่ายหน้าอีก
“ทั้งๆ ที่รู้ว่าฉันจะเป็นผู้ปกครองเธอแค่ปีเดียว เธอก็ยังไม่ได้วางแผนชีวิตตัวเองหลังจากนั้นเอาไว้?”
“ครับ”
กานต์ยอมรับอย่างจำนน ก็ก่อนหน้านั้นจนถึงตอนนี้ เขาเอาแต่คิดว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างไรกับผู้ชายแปลกหน้าที่เพิ่งจะรู้จักกันไม่นานอย่างเดียวนี่นา ใครจะไปคิดกันล่ะว่าจะต้องคิดเรื่องนั้นเร็วขนาดนี้
ออสตินยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบเล็กน้อย หลังจากวางมันลงบนโต๊ะ สายตาก็มองจ้องไปยังอีกฝ่ายเขม็ง
“ควรคิดได้แล้วนะ”
“แต่ผมเพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ได้แค่วันเดียว”
ถ้านับวันนี้ด้วยก็เป็นวันที่สอง กานต์พยายามจะบอกเหตุผลเป็นนัยว่ามันไวเกินไปที่จะคิดเรื่องนั้น เขายังไม่รู้เลยว่าสังคมที่นี่เป็นอย่างไร เขาจะอยากเรียนต่อหรือทำงาน หรือจะกลับไทยก็ยังไม่รู้สักนิดเพราะเวลาที่ต้องเลือกมันยังมาไม่ถึง ออสตินไม่ใช่ว่าไม่รู้ เขารู้ แต่ว่ามันก็ควรต้องวางแผนไว้แต่เนิ่นๆ ไม่ใช่เหรอ
“เธอมาอยู่ที่นี่ได้แค่วันเดียวก็จริง แต่เธอก็รู้ตั้งแต่ก่อนมาแล้วว่าเธอจะอยู่ที่นี่แค่ปีเดียว ดังนั้นก็ควรที่จะมีแผนรองรับอนาคตตัวเองคร่าวๆ เพราะพอเธออายุครบสิบแปด ความเป็นผู้ปกครองของฉันก็จะสิ้นสุดลง”
กานต์สบตาอีกฝ่าย ตอนนี้เรื่องที่เขารู้เกี่ยวกับออสตินอีกอย่างก็คือผู้ชายคนนี้นอกจากจะเป็นคนที่เพียบพร้อมไปทุกอย่างแล้ว ยังเป็นคนตรงไปตรงมาอีกด้วย ตรงเสียจนสร้างความกดดันให้กับเด็กหนุ่มอย่างไม่ทันตั้งตัว ก่อนที่กานต์จะออกปากถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“หมายความว่าพอครบหนึ่งปีตามกำหนดแล้ว ผมควรจะกลับไทยเหรอครับ”
“ฉันไม่ใช่คนตัดสินใจ คนตัดสินใจคือเธอต่างหากว่าหลังจากบรรลุนิติภาวะแล้วจะเลือกทางเดินชีวิตแบบไหน แล้วที่ฉันถามก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้เธอกลับไทย ทุกเรื่องหลังจากที่เธออายุครบสิบแปด เธอจะต้องตัดสินใจเอง ฉันถึงได้ถามไงว่าเธอวางแผนไว้ยังไง จะเรียนต่อ ทำงาน หรือกลับไทย”
“แสดงว่าผมไม่ต้องกลับไทยก็ได้ใช่ไหม”
“บอกแล้วไงว่าคนตัดสินใจคือเธอ”
ถึงออสตินจะไม่ได้ดุ น้ำเสียงและสีหน้าราบเรียบ กานต์ไม่กล้าจะถามต่อเมื่อถูกเขาจ้องนิ่งๆ และการที่นิ่งเงียบไปก็ทำให้ออสตินเป็นฝ่ายพูดขึ้นมา
“ที่ฉันพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพื่อจะย้ำเธอว่าเป้าหมายของฉันที่รับเธอมาอยู่ด้วยก็คือส่งเสียเธอเรียนให้จบไฮสกูล หลังจากนั้นเธอจะเรียนต่อ ฉันก็ยินดีสนับสนุน ถ้าอยากจะทำงาน ก็ไม่ว่ากัน อยากจะทำงานในบริษัทฉัน ฉันก็จะจัดคนมาดูแลให้ แต่ถ้าอยากจะไปจากที่นี่ มันก็สิทธิ์ของเธอ เพราะข้อตกลงของเรามันสิ้นสุดลงเมื่อเธออายุครบสิบแปดเท่านั้น” เขาว่ายาว พอเด็กหนุ่มสบตาก็เสริม “แต่ภายในหนึ่งปีที่ฉันเป็นผู้ปกครอง เธอจะต้องเชื่อฟังฉัน เข้าใจใช่ไหม ถึงจะเป็นพ่อเลี้ยงแต่ก็ให้คิดซะว่าฉันเป็นครอบครัวคนเดียวของเธอ”