ตอน 1

รถหรูเคลื่อนเข้าไปจอดในโรงรถของเพนต์เฮาส์ที่เขาแอบซื้อเอาไว้เมื่อหนึ่งปีก่อน คิดว่าจะเก็บไว้เป็นที่พักผ่อนยามต้องหนีพี่ชายที่ชอบไล่ให้เขาไปทำงาน

เขาลงจากรถแล้วเดินไปเปิดประตูหลัง เมื่อเปิดออกมาก็พบผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกมัดมือมัดปากไว้ คนถูกมัดมีสีหน้าแววตาโกรธจัด ไม่ได้มีความกลัวสักนิด

ส่วนคนทำก็ไม่ได้รู้สึกผิด เขาอุ้มหญิงสาวขึ้นมาแบกบนบ่าแล้วเปิดประตูเข้าไปในบ้าน เขาอุ้มร่างนั้นโดยไม่รู้สึกหนักขึ้นไปยังชั้นสอง จากนั้นก็เปิดประตูเข้าไปในห้องนอนแล้ววางลงบนเตียง เสียงอู้อี้เหมือนอยากพูดทำให้เขาดึงผ้าปิดปากออก ทันใดนั้นก็มีเสียงด่าไม่หยุด

“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ นายอยากตายใช่ไหม บ้าไปแล้วหรือยังไง ถึงกล้ามัดมือมัดเท้าคนกลางวันแสก ๆ ไอ้คนเฮงซวย ไอ้คนไม่เอาไหน ไอ้หน้าตัวเมีย”

เขาเท้าสะเอว เอามือเขี่ยหูเพราะขี้หูกำลังดิ้นไม่หยุด จึงตัดสินใจปิดปากเธออีกรอบ “ถ้าผมไม่ทำแบบนี้คุณก็หนีผมไปอีก” เขาตามเธอมาสี่ปีแล้ว แถมยังเพิ่งมารู้ว่าตัวเองมีลูกอายุตั้งห้าขวบแล้ว ก็เพราะ คนตรงหน้านี่แหละ

แล้วเขาจับเมียมัดเมียมาผิดตรงไหน?

จู่หลิงถลึงตาใส่ เธอประมาทเกินไป คิดว่าอีกฝ่ายจะญาติดีกับเธอหลังจากที่เธอหนีไปคลอดลูก แล้วนำลูกมาฝากพี่ชายเขา ก่อนจะกลับมาเพราะถูกคนข่มขู่เอาไว้

หลังจากนั้นเรื่องราวก็เลยเถิดมาถึงตอนนี้ เพราะตั้งแต่เธอปรากฏตัว หวังเทียนก็ตามล่า จนสุดท้ายเธอก็จนมุมเมื่ออาของเขา จับตัวเธอไป จนเธอได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

คนตรงหน้าก็ฉวยโอกาสจับเธอมัดใส่รถมาตอนที่เธอคิดจะหายไปอีกรอบนั่นแหละ

ตอนนี้เธอหนีไม่ได้ แถมไม่อยากมองหน้าคนตรงหน้าอีก ชายหนุ่มดูเหมือนไม่สำนึกสักนิด สีหน้าแววตายังคงโมโหเหมือนเคียดแค้น มาหลายชาติ

“ทำไมคุณไม่บอกผมว่าคุณมีลูก” เขาโน้มไปปลดผ้าเพื่อให้เธอเปิดปากพูด

“ฉันบอกแล้ว แต่คุณไม่ฟัง”

บอกตอนไหน ผมไม่เห็นรู้เรื่องเลย ที่จริงเธอไม่ควรจะมาพูดเรื่องความหลัง แต่เธอควรหาวิธีที่ดีกว่านี้ เพื่อให้อีกฝ่ายผ่อนคลายเธอเลยยอมรับ และพูดดี ๆ กับเขา นั่นเพราะว่าเธอรู้จักเขาดี ผู้ชายที่เธอรู้จักมา ถึงห้าปี ถ้ารวมกับที่หนีไปก็เกือบสิบปี

ชายหนุ่มยังสงสัยกับคำพูดนั้น จึงถามย้ำอีกครั้งว่า “คุณบอกผมตอนไหน”

จู่หลิงที่ไม่อยากนึกถึงอดีต ก็ต้องนึกภาพในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง ตอนนั้นพอเธอรู้ตัวว่าท้องก็เดินไปหาเขา และถามว่า

‘คุณวางแผนอนาคตอะไรไว้ไหม’

เขาในตอนนั้นหันมายักไหล่ และบอกว่า ‘ไม่มี’

เธอในตอนนั้นไม่อยากให้เสียบรรยากาศ ก็เลยพูดต่อไปว่า

‘แล้วลูกล่ะ คุณอยากมีลูกมั้ย’ ตอนนั้นเธอกับเขาคบกันมา สามปีแล้ว ปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่พวกเขาจะเรียนจบ หวังเทียนในตอนนั้น ถือได้ว่าเรียนเก่งมาก และเขาเองก็คิดที่จะไปเรียนต่อเมืองนอก

พอเธอทราบว่าตัวเองประจำเดือนหายไปสองเดือน ก็เลยไปซื้อ ที่ตรวจครรภ์มาตรวจ พอรู้ว่าตัวเองท้องก็เลยมาถามเขาแบบอ้อม ๆ

คนที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสือเงยหน้าขึ้นมอง เขาดึงเธอไปนั่งบนตัก เอาใบหน้าซุกที่ซอกคอแล้วถาม ‘ทำไมเหรอ แล้วคุณอยากมีลูกกับผม กี่คน’

‘ฉันอยากมีสักสองคน มีลูกผู้ชายเป็นคนแรก แล้วก็มีลูกผู้หญิงเป็นคนสุดท้อง พี่ชายจะได้ปกป้องน้องสาว’ เธอที่เป็นลูกคนเดียว รู้สึกว่าการมีลูกคนเดียวเป็นอะไรที่เหงามาก ถ้ามีลูก และมีลูกชายหญิงสองคนพร้อมกันก็จะมีความสุขที่สุด ตอนนี้เธอกำลังวาดฝันครอบครัวที่สมบูรณ์แบบโดยไม่ได้สังเกตสีหน้าคนที่อยู่ด้านหลัง

‘ผมยังไม่อยากมีตอนนี้ ไม่สิ ผมคิดว่ารออีกสักสี่ถึงห้าปีพวกเราค่อยมีกัน ผมอยากไปเที่ยวรอบโลกกับคุณก่อน’

เธอจับมือเขาขึ้นลูบเบา ๆ และถามต่อ

‘แล้วถ้าสมมุติมีตอนนี้ล่ะ’

คนฟังรู้สึกแปลกใจจึงหันหน้ามองหญิงสาว ‘อย่าบอกนะว่า คุณท้อง’

แววตาของหญิงสาวขยับสั่นไหวชั่วขณะ แต่ก็พยายามเก็บความรู้สึกในใจไว้ ‘ฉันแค่ถามเล่น ๆ ค่ะ ว่าถ้ามีตอนนี้คุณจะทำยังไง’

เธอมองไปในแววตาของเขา สีหน้าแววตาของเขาเหมือนกำลังครุ่นคิด ไม่มีแววตาของความดีใจสักนิด

น้ำเสียงเขาเรียบนิ่งจริงจัง ‘ถ้ามีตอนนี้คงต้องเอาออก ผมไม่อยากให้เด็กคนนี้มาขวางอนาคตพวกเรา คุณก็ทราบว่าผมอยากไปเรียนต่อ เมืองนอก ผมอยากเป็นวิศวกรที่เก่งที่สุด ยิ่งแม่ของผมห้ามเท่าไรผมก็ยิ่งต้องทำให้ได้ เพื่อที่แม่จะได้รู้ว่าผมรัก และชอบในอาชีพนี้จริง ๆ’

เขากำลังพูดถึงมาดามหวัง มารดาของเขา ที่อยากให้เขาเรียน สายบริหารเพื่อกลับมาบริหารธุรกิจของสกุลหวัง ช่วยพี่ชายของเขาบริหารงานของกาสิโน และธุรกิจโรงแรม ตลอดจนธุรกิจมืดหลายอย่าง แต่เขาไม่ชอบงานพวกนั้นเลย สิ่งที่เขาชอบคืออาชีพวิศวกร

สำหรับคนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองมีเด็กในท้องอีกคนนั้น สมองเธอกำลังเบลอไปหมดเมื่อได้ยินคำว่าเอาออก เขาไม่ต้องการเด็กคนนี้ แล้วเธอจะทำอย่างไรดี สีหน้าแววตาของเธอเสียใจมาก จึงหันไปบอกเขา

‘วันนี้ฉันรู้สึกป่วย ขอตัวก่อนนะ’

จู่หลิงลุกขึ้นจากตักเขา และครั้งนั้นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เธอได้พบกับเขา หลังจากกลับไปที่คอนโด เธอก็พบมาดามหวังมานั่งรออยู่ใน ห้องแล้ว ในมือของมาดามหวังมีที่ตรวจครรภ์อยู่

เธอตกใจรีบไปดึงกลับมา แต่ไม่ทันแล้ว หัวเรือใหญ่สกุลหวังที่จะนำพาตระกูลให้เจริญรุ่งเรืองหันมองหญิงสาว แล้วยื่นข้อเสนอ

“เอาเด็กออก แล้วฉันจะช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายของพ่อเธอ”

พ่อของเธอในตอนนั้นป่วยเป็นมะเร็งระยะที่สี่ต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลค่าใช้จ่ายทั้งหมดส่วนมากหวังเทียนจะเป็นคนช่วยออก เขานำเงินจากหุ้นส่วนของตระกูลมาแบ่งจ่ายให้ แลกกับการที่เธอไม่ต้องไปทำงานด้วยตัวเอง

ที่จริงแล้วครอบครัวของเธอไม่ได้ยากจน แต่เมื่อหลายปีก่อน พ่อของเธอไปลงทุนกับผู้ถือหุ้นรายหนึ่ง สุดท้ายก็ถูกผู้ถือหุ้นรายนั้นคดโกงไปจนหมด

สภาพจิตใจของแม่ตอนนั้นย่ำแย่มาก จึงทำให้ตัดสินใจฆ่าตัวตาย ส่วนพ่อก็เพิ่งมารู้ว่าป่วยเป็นมะเร็ง หลายปีมานี้ที่เธอหายไป ไม่ได้อยู่ สุขสบาย แต่เธอต้องการสืบหาผู้ถือหุ้นรายนั้น จนสุดท้ายแล้ว หลักฐานก็ชี้มาที่สกุลหวัง

แม้ไม่อยากเกี่ยวข้อง สุดท้ายก็ต้องมาเกี่ยวข้องกันอยู่ดี เธอจึงกลับมาที่ฮ่องกงอีกครั้ง แต่พอมาถึงก็ถูกเหมยลี่ลากตัวไปใช้งานเสียก่อนจนสุดท้ายก็จับพลัดจับผลูถูกหวังเทียนจับมา

มาถึงตอนนี้เธอต้องเลือกระหว่างออกจากชีวิตผู้ชายคนนี้ไปตลอดกาล แล้วหยุดค้นหาความจริง กับการแสร้งอยู่กับผู้ชายคนนี้ เพื่อหลอกใช้ประโยชน์

หญิงสาวมองคนตรงหน้า หากเธอหนีไป ผู้หญิงคนนั้นก็จะดีใจ และไม่รู้สึกรู้สมกับสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไปตลอดห้าปี แต่ถ้าเธออยู่ เธออาจจะแก้แค้นให้พ่อ และทำให้ผู้ชายคนนี้อยู่กับความเจ็บปวด ไปตลอดชีวิต ให้สมกับที่เธอถูกกระทำมาตลอด

แววตาแข็งกร้าวในตอนแรกแปรเปลี่ยนเป็นแววตาหวาน เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “ฉันเจ็บมือ ปล่อยฉันก่อนได้ไหม”

หวังเทียนมีสีหน้าลังเล แต่เมื่อเห็นว่าหญิงสาวอ่อนลง แถมประตูด้านนอกก็ถูกล็อกเอาไว้ ถ้าไม่มีรหัสก็จะไม่สามารถเข้าออกประตูรั้ว บ้านได้ เขาจึงยอมปลดเชือกที่ผูกเอาไว้ออก

เมื่อเชือกหลุดแล้ว หญิงสาวก็ลุกขึ้น จากนั้นก็ผลักหวังเทียนลง ชายหนุ่มคิดว่าหญิงสาวจะหนีไป แต่เปล่าเลย หญิงสาวลุกขึ้นคร่อมบนตัวเขา ก่อนถอดเสื้อออก เผยให้เห็นเสื้อชั้นใน แววตาหวานเต็มไปด้วยความเร่าร้อนอย่างที่เคยเป็น

“เลิกพูดพล่าม และถอดกางเกงของนายออกมาได้แล้ว” จากนั้นก็ก้มลงจูบเขา

ตอน 2

คนที่คิดว่าหญิงสาวจะหนีไปนั้น แม้จะรู้สึกแปลกใจกับการกระทำของหญิงสาว แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธในสิ่งที่ผู้หญิงเสนอ

“ที่เราทำกันนี่ เราทำกันในฐานะอะไร”

“นายเป็นคนถามอะไรพวกนี้กับเขาด้วยเหรอ ปกตินายก็นอนกับผู้หญิงไปทั่ว”

“ก็เธอไม่ปกติ”

คนถูกว่าไม่ปกติมองตาเขา “ก็แค่คนที่เลิกกันแล้ว แต่ยังเอากันได้ ไม่มีข้อห้ามไหนที่บอกว่าเลิกกันแล้วจะเอากันไม่ได้ซะหน่อย”

อ้า... เขาไปไม่ถูกเลย แต่เมื่อเห็นเนินอกที่คุ้นเคยมาหลายปี ชายหนุ่มก็กลืนน้ำลาย พอเขากำลังจะยกมือขึ้นเพื่อให้ความร่วมมือ หญิงสาวก็แง่งอน

“ถ้านายไม่เอา งั้นเราเลิกกันตั้งแต่ตอนนี้” จู่หลิงจะลงจากตัวเขา ชายหนุ่มก็ผลักเธอลงนอนสลับกันอยู่บนอยู่ล่าง

“ใครบอกผมไม่เอา ของมาวางกองอยู่ตรงหน้าถ้าผมไม่เอาก็ถือว่าโง่ อีกอย่าง ผ่านมาหลายปีเธอคงเหงามากสินะ”

หญิงสาวอยากจะด่าออกไป แต่ก็พยายามเก็บคำเอาไว้ และพูดอีกอย่าง “เหงามาก ฉันคิดถึงนายมาก และนายก็เลิกพูดพล่ามได้แล้วก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจ หรือว่าหลายปีมานี้ไอ้นั่นของนายทำงานไม่ได้”

“โอ๊ย อย่ามาดูถูกแบบนี้ ผมน่ะ ขยันทำงานมากนะ”

เธอก็ไม่เคยเชื่อว่าเขาจะเป็นแบบนั้นมาก่อน ชายหนุ่มที่ดูสุภาพ และมีความฝันที่จะเป็นวิศวกร หลังจากที่เธอจากไป เขาก็หยุดความฝันนั้น และกลายเป็นหนุ่มเสเพล

เธอคิดว่านั่นอาจจะเป็นเพราะสิ่งที่เธอทำ แต่หลังจากที่เธอติดตามเขามาหลายปี เธอคิดว่านั่นอาจจะเป็นนิสัยแท้ ๆ ของเขาก็ได้ ดังนั้นเธอจึงไม่รู้สึกผิดที่หนีเขาไป แต่ยิ่งเกลียดเขาเข้าไส้ยิ่งขึ้นไปอีก

สี่ปีนี้ก็สอนให้เธอกลายเป็นผู้หญิงอีกคน ผู้หญิงที่มองว่าความรักเป็นเรื่องไร้สาระ ตลอดสี่ปีนี้ก็มีเรื่องบางเรื่องที่เธอถูกกระทำ แต่ไม่สามารถบอกใครได้

หยุดคิดเรื่องไร้สาระพวกนั้นได้แล้ว เธอควรหันมาเอาใจหวังเทียน หลอกล่อให้เขาตกหลุมให้ได้ก็พอ

คนที่เต็มใจให้หลอก กำลังขยับลุกขึ้นมาปลดเสื้อในของเธอออก เมื่อเธอได้สติ เขาก้มลงมาดูดกลืนหน้าอกด้วยความคิดถึง หลายปีแล้ว ที่เขาไม่ได้กอดร่างนี้ ทุกค่ำคืนยามที่แสนคิดถึง เขาทำได้เพียงเอามันไปลงในร่างผู้หญิงคนอื่น แต่พอตื่นขึ้นมาทุกอย่างก็จะสลายหายไป

เขาดูดกลืนยอดอกหยอกล้อกับยอดถันสีชมพู ผ่านไปหลายปีแล้ว แต่ความปรารถนาที่เขามีต่อเธอก็ยังไม่จางหายไป ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ

“คุณใจร้ายมากที่หนีผมไป แต่พอกลับมาคราวนี้ คุณกลับยอมง่าย ๆ?”

“ฉันยอมคุณง่าย ๆ คุณก็สงสัย ฉะนั้นฉันบอกคุณไว้เลย ฉันนอนกับคุณเพราะอยากนอน ไม่ได้มีความรู้สึกทางใจ และที่ฉันทำดีกับคุณ ก็เพราะว่าฉันต้องการอยู่กับลูก”

พอยกเรื่องลูกมาอ้าง หวังเทียนก็เริ่มเห็นใจอีกฝ่าย การที่หญิงสาวต้องพรากจากลูกถึงสี่ปีเป็นอะไรที่ทรมานมากสำหรับคนเป็นแม่

“ที่ผ่านมาคุณอยู่ยังไง คุณไม่เคยเล่าให้ผมฟังเลย”

จู่หลิงไม่อยากพูดถึงมัน แม้จะไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก เพราะมี คนคนหนึ่งช่วยเธอเอาไว้ แต่เธอก็ติดหนี้อีกฝ่ายไว้พอสมควรด้วย

“หรือคุณจะหยุดแค่นี้ แล้วพวกเรามาคุยกันก่อน” เธอหมายถึงหยุดกิจกรรมบนเตียง คนที่เปลือยท่อนบนเริ่มเอี้ยวตัวจะไปหยิบเสื้อในขึ้นมาใส่ ชายหนุ่มก็รีบห้ามแล้วผลักเธอลงนอน

“ไม่ต้อง นอนกันก่อนค่อยคุย” ทำแบบนี้แล้วพวกเราจะได้คุยกันง่ายขึ้น เขาพูดจบก็ก้มลงจูบหญิงสาวอย่างหื่นกระหาย เสียงครางในลำคอบอกว่าเขาปรารถนาในกายเธอไม่รู้จบ

เขาใช้ลิ้นร้อนแทรกเข้าไปในโพรงปาก ดูดกลืนลิ้นอีกฝ่าย แทรกความอุ่นร้อนเข้าไป กระตุ้นแรงปรารถนาในกายของหญิงสาวให้ลุกโชนเช่นเดียวกับเขา

มือข้างที่ว่างนั้นก็บีบนวดหน้าอก ก่อนใช้นิ้วบีบขยี้ยอดถันทำให้ร่างบางที่อยู่ข้างใต้เริ่มขยับสั่นไหว จู่หลิงพยายามควบคุมเสียงและอารมณ์ตัวเอง แต่หลังจากที่ห่างหายเรื่องพวกนี้มานาน สุดท้ายแล้วเธอก็ไม่อาจเก็บแรงสวาทในกายไว้ได้อีก เธอเปิดปากร้องครางออกมา

“อร๊าก ฉันเสียว อย่าบีบหัวนมฉัน” เธอพูดไปก็ดุไป น้ำเสียง ที่เอาแต่ใจทำให้ชายหนุ่มไม่ยอมปล่อย แต่บีบขยี้แรงกว่าเดิม

“ฉันบอกว่าอย่าบี้มัน” ร่างเธอใกล้แหลกแล้ว ยิ่งเขาบี้เท่าไร ก็ยิ่งดิ้น รู้สึกเสียวซ่านไปทั่วร่าง แม้จะพยายามควบคุมอารมณ์ แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ เธอยิ่งร้องดังขึ้นกว่าเดิม

“อย่าเก็บอารมณ์ตัวเอง ถ้าคุณอยากร้องก็ร้องออกมาไม่ต้องอาย ผมไม่ถือหรอก เพราะผมก็เสียวเหมือนกัน” เขาพูดเสียงครางต่ำแล้วก้มกระซิบที่ข้างหู ใช้ปากกัดเม้มที่ติ่งหูแล้วปล่อยลมอุ่นพูดใส่หูนั้น

“ผมคิดถึงคุณ คิดถึงเสียงร้องคุณ คิดถึงเรือนร่างของคุณที่อยู่บนตัวผม ถ้าอยากให้ผมทำต่อ บอกผมหน่อยว่าคุณต้องการอีก”

ดวงตาแข็งกร้าวหันมองชายหนุ่ม คนที่ชอบให้เธอเดินตามมาตลอด แม้เธอจะขัดขืน สุดท้ายแล้วก็ต้องยอมให้เขา

“ฉะ ฉันต้องการคุณ”

เธอพูดออกไปแล้ว น่าอายเหลือเกิน เธอควรเก็บความรู้สึกตัวเองเอาไว้สิ แต่ตอนนี้เธอวางเรื่องทั้งหมดไว้ก่อน อย่างน้อยก็ปลดปล่อยความปรารถนาในกายออกไป ยิ่งแค้นมากเท่าไร วันนี้เธอจะใส่ในกายเขาไม่ยั้ง

เมื่อชายหนุ่มได้คำตอบที่พอใจก็โถมเข้าใส่ จูบซอกคอดูดกลืนจากนั้นก็กัด จู่หลิงร้องดังออกมาเขาก็รีบจูบปิดปากเอาไว้ แลกลิ้นเสียงดัง จ๊วบจ๊าบจนกระทั่งร่างกายของพวกเขาร้อนผ่าวขึ้นมา

มือไม้ของเขาก็ไม่อยู่นิ่ง ขยับลงไปด้านล่างของหญิงสาว เอวคอด และหน้าท้องแบนราบยิ่งกระตุ้นให้เขาอยากสอดใส่เข้าไปในกายเธอเร็ว ๆ

“แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าท้องแบนนี้จะคลอดเจ้าตัวเล็กมาได้” แม้เธอจะผ่านการคลอดหวังซื่อมาแล้ว แต่รูปร่างของเธอก็ยังเซ็กซี่ไม่เปลี่ยน เพียงแค่เห็นก็ทำให้อารมณ์ของเขาพลุ่งพล่านขึ้นมาจนฉุดไม่อยู่

มือเขาขยับไปยังกระโปรงที่ยังอยู่ เขาไม่ได้ถอดมันออก แต่เปลี่ยน เป็นถกมันขึ้นมาไว้บนเอวแทน จากนั้นก็โน้มขยับจูบกลืนหน้าอก บีบเคล้นดูดกลืนยอดถัน ใช้ลิ้นร้อนรัวจนร่างของหญิงสาวสั่นเทากระตุก

“ฉะ ฉันจะเสร็จแล้ว” พูดจบร่างบางก็สั่นระริก สร้างความพอใจให้ชายหนุ่ม

เมื่อเขาเห็นหญิงสาวมีความสุขแล้ว เขาก็ยิ่งเร่งดูดกลืนขยับเลื่อนมาจนถึงหน้าท้อง จากนั้นก็ใช้มือถอดจีสตริงตัวจิ๋วสีดำ สีหน้าเขาก็แปลกใจ

“ไม่คิดว่ารสนิยมคุณจะเปลี่ยน”

จู่หลิงมองค้อน “คนเราก็ต้องเปลี่ยนกันบ้าง ฉันก็เริ่มเบื่อกางเกงในสีขาวบาง ๆ ที่นายชอบให้ใส่ ตอนนี้ฉันไม่ใช่ผู้หญิงบริสุทธิ์แล้วไม่สิ ผู้หญิงที่ว่านอนสอนง่ายอีกแล้ว”

จริงสิ เขาลืมไปเลยว่าเมื่อก่อนหญิงสาวว่าง่ายขนาดไหน ยอมทำตามที่เขาบอกทุกอย่าง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าเธอขาดแม่ พ่อของเธอก็ป่วยอยู่โรงพยาบาล เขาจึงกลายเป็นที่พึ่งเดียวของเธอ

“พอคลอดลูกให้ผมก็ดื้อขนาดนี้เชียว”

จู่หลิงไม่อยากทะเลาะกับเขา เพราะจะทำให้หมดอารมณ์

“นายจะเอาหรือไม่เอา ถ้าไม่เอาฉันจะได้ไปช่วยตัวเองในห้องน้ำ”

ถึงกับขู่แบบนี้ก็ทำให้เขาเสียศักดิ์ศรีน่ะสิ ถ้าคนอื่นรู้ว่าเขาปล่อยให้เมียตัวเองช่วยตัวเอง

เขาใช้มือเกี่ยวจีสตริงออกไป จากนั้นก็ถอดกางเกง และกางเกงในออกมา เผยให้เห็นท่อนเอ็นขนาดใหญ่ หญิงสาวมองภาพนั้น นานแล้ว ที่ไม่ได้เห็นมัน ไม่คิดว่าผ่านมาห้าปีมันจะใหญ่กว่าเดิม

“นี่แสดงว่านายไม่ได้พักเลยใช่ไหม” พอถามก็มีอารมณ์โมโหเหมือนกำลังหึงหวง

ก็ยิ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกฮึกเหิมว่า หญิงสาวก็ยังมีใจให้เขาเหมือนเดิม

“นักรบก็ต้องใช้อาวุธเสมอ ที่ผ่านมาคุณเป็นคนหนีผมไปเองนะ แล้วจะให้ผมเก็บอาวุธไว้ให้มันเหี่ยวแห้งทำไม”

มันก็จริงของเขา แต่พอนึกขึ้นมาเธอก็รู้สึกโมโห เขาไม่ใช่นักบวชเสียหน่อยที่จะต้องรักษาบริสุทธิ์เพื่อรอเธอ เอาเถอะข้ามเรื่องนี้ไป

ตอนนี้เขากำลังขยับตัวเธอขึ้น จากนั้นก็จ่อท่อนเอ็นไว้ที่ร่องรัก เธอรู้สึกประหม่าขึ้นมาเพราะไม่ได้ทำเรื่องแบบนี้นานแล้ว สีหน้าแววตา ก็เลยดูกังวลนิดหน่อย

ชายหนุ่มเห็นแบบนั้นก็เลยเอ่ยปลอบ “ไม่เอาน่า คุณกับผมทำกันมานับไม่ถ้วนแล้ว”

ถึงพูดไปแบบนั้น แต่เขาก็ตื่นเต้นเหมือนกัน เขาจับหัวท่อนเอ็น จ่อที่ร่องรัก ใช้มันบดขยี้ที่กลีบร่อง เรียกเสียงครางจากหญิงสาวได้ จากนั้นก็ขยับหัวท่อนเอ็นสอดใส่เข้าไป เมื่อกดเข้าไป เนื้อนวลข้างในก็เหมือนขยับกระตุก บีบอัดแน่นจนหัวของเขาเริ่มขยับไม่ได้

“แน่นฉิบหาย” เขาบ่นออกมา แต่รู้สึกพอใจ เหมือนว่าหญิงสาวร้างราเรื่องแบบนี้มานานแล้ว ความกังวลใจที่มีก่อนหน้าก็หายไปสิ้น เขาลูบเนินสวาท จากนั้นก็ใช้นิ้วกดที่ติ่งเสียว ได้ผล ร่างบางสะดุ้งจนตัวลอย

เขาไม่รอช้า สอดใส่ท่อนเอ็นเข้าไป จากนั้นก็ขยับเอวโยกจนเนื้อกระทบเนื้อ เสียงครางของพวกเขาสอดประสานกันดังทั่วห้อง คงเพราะว่าเขาไม่ได้เอาเธอมานาน หรือเพราะว่าเขาคิดถึงเธอมากเกินไป จากที่คิดว่าจะเอาให้นานหน่อย สุดท้ายก็ทนความตื่นเต้นไม่ไหว น้ำสีขาวขุ่นฉีดเข้าไปในร่องรักอย่างรวดเร็ว

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาพูด “เชี่ย นายไม่ได้ใส่ถุงยาง!!”

พูดจบก็ถีบเขาลงจากเตียง และค่ำคืนที่เร่าร้อนที่เขาปรารถนาจะมีกับหญิงสาวทั้งคืน ก็กลายเป็นเขาต้องมานอนเดียวดายอยู่บนโซฟาคนเดียว

ตอน 3

หลังจากเมื่อคืนเธอก็ไม่ยอมให้ชายหนุ่มเข้าใกล้อีก เธอกำลังคิดแผนถัดไปในการกลับมาครั้งนี้ เธอนั่งทบทวนอยู่นาน เพราะเรื่องเมื่อคืนกระทบความรู้สึกพอสมควร แต่เธอกินยาไปแล้ว คิดว่าคงไม่เป็นไร

ตอนนี้สิ่งแรกที่เธออยากทำก็คือการไปพบว่าที่แม่ผัว แต่ดูเหมือน ว่าตอนนี้เธอกำลังยุ่งเรื่องของลูกชายคนโต เห็นแก่มินตรา ดังนั้นเธอจะรอให้พ้นวันงานแต่งงานไปก่อนละกัน

มินตราสามารถแต่งงานกับหวังเฉินได้ ถือเป็นเรื่องแปลกมาก แต่ได้ยินว่าหลังจากวันนั้นชายหนุ่มได้รับบาดเจ็บอยู่หลายจุด

อย่างไรก็ตาม แม้คุณนายหวังจะยอมรับลูกสะใภ้คนโตแล้ว แต่ก็ยังวางมาดอยู่ และคงเพราะความดีของมินตราที่ทำไว้ หลังจากนั้น ไม่นานมาดามหวังก็ยอมรับอย่างว่าง่าย

แต่ลองมาเจอสะใภ้หัวแข็งอย่างเธอ คิดว่าคงตายกันไปข้างหนึ่ง เพราะสิ่งไหนที่ว่าที่แม่ผัวชอบ เธอจะไม่ทำ สิ่งไหนที่แม่ผัวไม่ชอบ เธอจะทำสิ่งนั้น

หลังจากที่ผ่านเรื่องราวเร่าร้อนเมื่อคืน ตอนนี้แม้ว่าหวังเทียนจะยังไม่ได้เข้าไปทำงานในบริษัทเต็มตัว แต่พี่ชายของเขาก็มอบหมายให้ ชายหนุ่มไปดูแลโรงแรมแห่งใหม่ที่สร้างอยู่ฝั่งเซี่ยงไฮ้

หลังจากเสร็จเรื่องเมื่อคืนแล้ว ชายหนุ่มก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวพาเธอมายังเพนต์เฮาส์ เธอก็จะไม่ตามมาก็ไม่ได้ เพราะชายหนุ่มเอาลูกชายมาล่อให้เธอตามมา

นี่เป็นครั้งแรกในรอบสี่ปีที่เธอได้เจอลูก ไม่นับที่เจอที่ร้านไอศกรีมวันนั้น ตอนที่ไปหามินตราตอนนั้นเธอทำได้เพียงแค่มองไกล ๆ แม้อยากจะเข้าไปกอดก็กอดไม่ได้ เพราะกลัวว่าถ้าเธอแสดงอารมณ์อาจทำให้ คนพวกนั้นพุ่งเป้าไปที่หวังซื่อก็ได้ เลยทำให้เธอดูเป็นแม่ใจร้าย

เด็กน้อยที่ขาดแม่มาถึงห้าปี น้ำนมที่เธอมอบให้กับเด็กน้อยคนนี้เพียงแค่ปีเดียวไม่รู้ว่าเด็กน้อยยังจะจำได้หรือเปล่า ตอนนี้เธอตื่นเต้น จนทำอะไรไม่ถูก มือไม้เย็นเฉียบไปหมด ชายหนุ่มก็หันมาปลอบ

“ถ้าคุณเคยเจอพี่ชายผมแล้ว เขาก็เหมือนพี่ชายผมทุกอย่าง ดังนั้นไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ระวังคำพูดหน่อย เพราะแกจะตามทันทุกอย่าง แถมถามกลับจนผมตอบไม่ได้ตั้งหลายครั้ง”

“เขาฉลาดกว่าคุณว่างั้น” จู่หลิงอดพูดไม่ได้ คนเป็นพ่อถึงกับหน้าเสีย แล้วตอบเชิงน้อยใจ

“ใช่สิ เพราะผมเป็นแบบนี้คุณถึงทิ้งผมไป คุณต้องรู้แน่ ๆ ว่าผม สอบไม่ได้”

ไม่ใช่ทำข้อสอบไม่ได้ แต่เพราะว่าเสียใจจนสอบไม่ได้ต่างหาก เขาเลิกมองข้ามเรื่องพวกนี้ไป แล้วหันมาสนใจเสียงตรงประตูที่กำลังใกล้เข้ามา คนเป็นแม่หันมองอย่างตื่นเต้น เธอจะแนะนำกับลูกว่าอย่างไรดี ว่านี่คือแม่ที่คลอดเขามา

แต่กลับต้องนำมาทิ้งไว้ตั้งแต่หนึ่งขวบ ตั้งแต่ที่ลูกยังพูดไม่ได้ ต้องปล่อยให้อยู่กับคนแปลกหน้าที่เย็นชาอยู่ทุกวัน แต่สิ่งที่เธอทำก็ล้วนเพื่อรักษาชีวิตลูก

ตอนนั้นมาดามหวังติดตามเธอ จนถึงกระทั่งไปกดดันพ่อของเธอ จนทำให้พ่อเสียใจ และตายอย่างกะทันหัน เธอคิดว่าเป้าหมายต่อไปของผู้หญิงคนนั้นก็คือหวังซื่อ เธอไม่อยากให้ลูกชายต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้หญิงคนนั้น และถูกผู้หญิงคนนั้นเลี้ยงดูมาอย่างผิด ๆ ดังนั้นคนเดียว ที่สามารถช่วยเธอได้ก็คือหวังเฉิน

เธอหยุดคิดเรื่องที่กังวล และมองเด็กชายตัวน้อยที่สวมชุดสูทย่อส่วนสีดำเดินมาอย่างมั่นคง ใบหน้าเรียบนิ่งทำให้เธอมองเห็นว่าในร่างเด็กน้อยนั้นมีเงาของหวังเฉินอยู่ ซึ่งเธอก็พอใจที่เขาไม่ได้เหมือนพ่อ

ถ้าลูกชายของเธอต้องเติบโตมากับหวังเทียน เธอไม่อยากนึกสภาพเลย หญิงสาวที่นั่งอยู่ลุกขึ้นอย่างตื่นเต้น จนเด็กชายหันมองเธอ แล้วหันไปถามหวังเทียน

“อาเรียกผมมาทำไม” แม้จะเลี้ยงเด็กน้อยมาเกือบครึ่งเดือนแล้ว แต่ทุกครั้งที่บอกว่าเขาเป็นพ่อ เด็กน้อยก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี

“คุณให้ลูกเรียกว่าอา” สีหน้าคนเป็นแม่ไม่ค่อยพอใจเท่าไร หรือว่าจนถึงวันนี้เขาก็ยังไม่ยอมรับลูกชายของเขา

“ใช่ว่าผมจะเต็มใจสักหน่อย ผมให้เขาเรียกพ่อแล้ว แต่เขาไม่ยอมเรียก ถ้าคุณทำให้เขาเรียกคุณว่าแม่ได้ ผมยอมคุกเข่าให้เลย” ชายหนุ่มท้าทายแบบนี้ แสดงว่าเด็กน้อยไม่ยอมเรียกจริง ๆ

จู่หลิงเลยทำได้เพียงแค่คุกเข่าต่อหน้าเด็กน้อย จากนั้นก็ยกมือขึ้นจับมืออีกฝ่าย แต่เด็กน้อยดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว แล้วขยับถอยหนีวิ่งไปด้านหลังของหวังเทียน

คนเป็นพ่อเลิกคิ้วสงสัย ตอนที่เขาเลี้ยงเด็กนี่คิดจะให้สนิทสนมกัน เด็กน้อยก็พยายามหนีไม่พูดไม่จา มาตอนนี้แม่อยู่ตรงหน้า อาซื่อกลับรีบเข้ามาเกาะด้านหลังเขา

เจ้าเด็กคนนี้ เอาแต่ใจเกินไปแล้ว

“น้าขอโทษ คงทำให้หนูตกใจ น้าเป็นเพื่อนกับอาหวังเทียน และต่อไปจะมีหน้าที่ดูแลหนู”

หวังเทียนค่อนข้างแปลกใจ ทำไมหญิงสาวถึงไม่ยอมบอกความจริง เขาจะเอ่ยถามแล้ว แต่ดวงตานั้นบอกว่าห้ามถามเด็ดขาด

ดูเหมือนว่าเด็กน้อยจะยอมลดโล่กำบังลง จึงขยับออกมายืน ข้างเขา แต่ก็ยังพูดด้วยเสียงแข็ง

“ผมดูแลตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาดูแล”

“แต่น้าได้ยินว่าหนูไม่ชอบไปโรงเรียน”

เด็กน้อยทำหน้ามู่ทู่ แล้วหันไปดุหวังเทียน “เอาไปฟ้องเหรอ”

“เปล่า” จู่ ๆ ก็วกกลับมาหาเขา จากที่ยืนใกล้ก็ขยับถอยห่างอีก เด็กคนนี้เอาใจยากจังโว้ย

“เอาอย่างนี้ดีไหม ปิดเทอมนี้ถ้าน้าทำให้หนูไม่พอใจ ไม่ชอบใจ น้าจะลาออกทันที”

ภายในหนึ่งเดือนเธอจะต้องทำให้เด็กน้อยยอมรับเธอในฐานะแม่ให้ได้ ไม่ว่าจะทำด้วยวิธีใดก็ตาม

“เอาไว้เถอะ ยังไงตอนที่อาไปทำงานนายก็ต้องอยู่คนเดียวอยู่แล้ว อย่างน้อยมีเธอไว้ เธอก็สามารถพานายไปเที่ยวได้”

ได้ยินคำว่าเที่ยวเด็กน้อยก็ลังเล เพราะถึงจะทำตัวแก่แดดอย่างไร เด็กคนนี้ก็ยังอายุแค่ห้าขวบเท่านั้น

“แล้วคุณน้าทำอาหารอร่อยเหมือนคุณน้ามินตราหรือเปล่า”

จู่หลิงที่ไม่ชอบเรื่องเข้าครัวก็ขมวดคิ้ว ชีวิตเธอพึ่งแต่อาหารสำเร็จมาตลอด ตอนที่เลี้ยงเขาถึงหนึ่งขวบนั้นก็ทำอยู่ แต่ไม่ได้ใส่เครื่องปรุง เธอเงยหน้ามองคนเป็นพ่อ

หวังเทียนก็เหมือนรู้ใจ พอจำได้ว่าเธอไม่ชอบทำอาหาร

“เรื่องอาหารเราจะมีแม่บ้าน ส่วนน้าหลิงจะดูแลเราเรื่องอื่น ๆ”

“สรุปผมมีคนดูแลกี่คน” เด็กน้อยถามเหมือนเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล

“มีคนดูแลนายแค่คนเดียว ส่วนแม่บ้านจะไม่เกี่ยวข้องกับนาย มีแค่ทำหน้าที่ทำครัว และดูแลบ้าน”

เด็กน้อยก็ยังชี้ไปยังผู้หญิงตรงหน้า “แล้วผู้หญิงคนนั้นทำอะไรบ้าง”

“ฉันจะดูแลเรื่องการแต่งกาย การเรียน ตลอดจนพาเธอเข้านอน หรือจะให้ฉันนอนเป็นเพื่อนก็ได้”

สีหน้าเด็กน้อยเหมือนหวาดกลัว “ผมอยากให้น้าตามานอน เป็นเพื่อนคนเดียว”

ตอนนี้มินตราก็เหมือนแม่ของเด็กชาย เมื่อเขาเปิดใจให้กับมินตราแล้ว เธอในฐานะแม่ก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก แม้ดูยาก แต่จู่หลิงก็เต็มใจที่จะทำ เธอจะใช้เวลานี้ทำให้เด็กน้อยยอมรับเธอในฐานะแม่ผู้ให้กำเนิด

“ตอนนี้น้าตากำลังยุ่งกับการจัดงานแต่งงาน เอาแบบนี้ดีไหม เราโทร.หาน้าตาก่อน พออาซื่อคุยจนหายคิดถึงแล้ว เราค่อยไปอ่านนิทานก่อนนอนกันนะ” ได้ยินคำว่านิทานก่อนนอน อาซื่อก็ค่อนข้างลังเล สุดท้ายแล้วก็ยอมไป

เมื่อสองแม่ลูกไปแล้ว เขาก็หันมามองเอกสารที่ต้องทำ ในนั้นมี ที่ที่เขาต้องไป “ถนนนครเซี่ยงไฮ้” ดินแดนหากินเรื่องถนัดของมาเฟียแบบเขา

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED