บทที่ 2 พี่สาว
เมื่อกลับถึงในห้องก็เปิดจดหมายออกมาอ่านด้วยความสนใจใคร่รู้ว่าพี่สาวเขียนมาหาตนเรื่องอะไร
‘หนูนิด... พี่จะทำอย่างไรดี พี่ทุกข์ใจเหลือเกินตอนนี้ พี่รามไม่รักพี่แล้ว พี่ถามพี่รามว่าหลอกพี่ทำไม ไม่รักพี่แล้วมาแต่งงานกับพี่ทำไม แต่เขาก็ยังโกหกว่ารักพี่ แต่พอพี่บอกให้ไล่คุณแพรออกเขาก็ไม่ยอม เขาหาว่าพี่คิดมาก เขากับคุณแพรเป็นเพื่อนกันมาก่อนที่จะรู้จักกับพี่ด้วยซ้ำ เขารักเธอเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง บอกให้พี่เลิกระแวงเขากับคุณแพรซะ เพราะเขารักพี่และลูกเท่านั้น
แต่พี่รู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่แบบนั้น ทุกวันนี้คุณแพรเข้าออกบ้านของเราเหมือนเป็นบ้านของเธอเองก็ว่าได้ ถึงแม้พี่รามจะมองว่าผู้หญิงคนนี้คือคนดี แต่สำหรับพี่แล้วเธอคือนางมารในรูปโฉมของนางฟ้า ทุกคำพูดที่อ่อนโยนพี่รู้สึกได้ว่าไม่ใช่คำพูดที่จริงใจ เหมือนเธอต้องการบอกให้พี่รู้ว่าเธอกับพี่รามนั้นมีความรู้สึกลึกซึ้งต่อกันมากกว่าพี่น้องคำพูดหลายๆ คำของเธอมันทำให้ใจของพี่คิดมาก
พี่ทุกข์ใจเหลือเกินหนูนิด พี่อยากจะเลิกกับพี่รามแล้วกลับไปอยู่ที่บริสเบน แต่พี่จะทำอย่างนั้นได้อย่างไรในเมื่อพี่ยังมีน้องกายอีกคน พี่ยอมให้น้องกายขาดพ่อและสูญเสียทุกอย่างที่จะเป็นของเขาไม่ได้เด็ดขาด พี่จะอดทนให้ถึงที่สุดเพื่อลูก ช่วยเป็นกำลังใจให้พี่สาวที่อ่อนแอคนนี้ด้วยนะ รักและคิดถึงหนูนิดมากที่สุดพี่แก้ว’
สิริญ่าขมวดคิ้วมุ่นกับการเขียนที่สับสน และคราบน้ำตาที่เปื้อนลงบนหน้ากระดาษและรอยหมึกของพี่สาว แล้วหยิบโทรศัพท์ต่อสายไปหาอีกฝ่ายทันทีด้วยความหวั่นใจ
“ทำไมไม่รับโทรศัพท์นะ” เธอกล่าวเสียงเครียดและตัดสินใจโทรหามารดาแทน
(ลูกรัก)
“พี่แก้วอยู่ที่นั่นไหมคะคุณพ่อ.. คุณพ่อได้ยินหนูไหมคะ” เธอถามย้ำเมื่อปลายสายจากเมืองไทยไม่ยอมพูดอะไร
(ได้ยินแล้วลูก)
“แล้วพี่แก้วอยู่ที่นั่นไหมคะ”
(อยู่ลูก)
“แล้วทำไมพี่แก้วไม่รับโทรศัพท์ของนิดคะ คุณพ่อช่วยส่งโทรศัพท์ให้พี่แก้วหน่อยสิคะ”
กรุงเทพประเทศไทย
บิลเม้มปากแน่นขณะมองไปที่โลงศพ ไม่รู้จะปลุกเธอให้ลุกมารับสายของลูกสาวได้อย่างไร
“พี่เขารับสายของหนูไม่ได้แล้วลูก พี่เขาจากเราไปแล้ว” เขาตัดสินใจบอกความจริงกลับไปเสียงแผ่วเบาโอบกอดภรรยาที่ซบหน้าร้องไห้อยู่กับอกหนักกว่าเดิมเมื่อได้ยินคำพูดของตน
(... ไม่จริง ไม่จริง นิดไม่เชื่อ คุณพ่อโกหก)
“มันเป็นเรื่องจริงลูก พี่แก้วเขาจากโลกนี้ไปแล้วลูกรัก”
(ไม่จริง นิดไม่เชื่อ นิดจะไปดูให้เห็นกับตา)
ผู้เป็นบิดาสงสารลูกสาวเหลือเกิน ขนาดเขาเป็นแค่พ่อเลี้ยงเขายังรู้สึกเสียใจ แล้วพวกเธอเป็นพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เล็กจนโต ความผูกพันมันลึกซึ้งยิ่งกว่าเขาเป็นไหน ๆ เธอคงเสียใจจนยากที่จะหาคำใดมาเปรียบ
“ลูกกำลังจะเดินทางมานะที่รัก”เขาบอกกับภรรยาที่ยังร้องไห้ซบอยู่กับอกเบา ๆ
“คุณพ่อคุณแม่คะ ทานข้าวสักหน่อยนะคะ กับข้าวตั้งโต๊ะรอเรียบร้อยแล้วค่ะ” พินแพรเดินเข้ามาบอกสองสามีภรรยาที่เป็นบุพการีของภรรยาผู้ล่วงลับไปแล้วของเจ้านาย
“แม่กินไม่ลงหรอกหนูแพร”
“ทานสักนิดเถอะนะคะคุณแม่ กว่าจะเสร็จงานอีกหลายวัน ถ้าคุณแม่ไม่ยอมทานอะไรแบบนี้จะล้มป่วยไปอีกคนนะคะ”
“ทานข้าวกันเถอะที่รัก ผมหิวมากเลยตอนนี้” บิลพอจะเข้าใจภาษาไทยอยู่บ้าง จึงแกล้งบอกภรรยาเพราะอยากให้เธอได้กินอาหารสักมื้อละสี่ห้าคำก็ยังดี
ดวงดาวไม่มีความอยากสักนิดเดียว แต่นางรู้ว่าสามีจะไม่ยอมแตะต้องอาหารแม้แต่คำเดียวถ้าตนไม่ยอมกินด้วย จึงพยักหน้ารับและลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะอาหารภายในโรงครัวของวัด
“แพรขอตัวไปดูแลงานก่อนนะคะ” เมื่อส่งทั้งสองท่านถึงโต๊ะอาหารแล้วพินแพรก็บอกลา
“แล้วคุณรามล่ะหนูแพร”
“พี่รามพาน้องกายไปฉีดวัคซีนค่ะคุณแม่ ตอนแรกหนูจะพาไปแต่พี่รามเขาไม่ยอม เขาบอกให้แพรมาช่วยดูแลที่นี่แทน”
“โธ่เอ๊ยตาหนูของยาย” ดวงดาวปาดน้ำตาที่ไหลออกมาเพราะความสงสารหลานชายวัยสามเดือนที่ต้องขาดแม่
“คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ แพรจะช่วยดูแลตากายอย่างดีที่สุดค่ะ”
สตรีวัยห้าสิบเศษชะงักไปเล็กน้อยกับคำพูดทะแม่ง ๆ ของหญิงสาว นางเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายและเห็นรอยยิ้มอ่อนโยนของเธอ
“ขอบใจหนูแพรมากนะ” นางคงคิดมากไปเอง เธอเป็นเลขาของลูกเขย รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก พวกเขาคงไม่มีความรู้สึกแบบนั้นต่อกันหรอก
“แพรขอตัวก่อนนะคะ” พินแพรผู้สง่างามในวัยสามสิบห้าคลี่ยิ้มหวานละมุนก่อนจะเดินจากไป
สนามบินสุวรรณภูมิ
รามมองเห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งได้สัดส่วนและหน้าตางดงามจนเป็นที่สะดุดตาของใคร ๆ กำลังลากกระเป๋าเดินทางใบย่อมออกมาก็ยกมือขึ้นโบก เมื่อเห็นเธอยกมือทักทายตอบจึงลดมือลง รอจนเข้ามาใกล้จึงเข้าไปทักทาย
“สวัสดีหนูนิด”เขาไม่ได้ตั้งใจมารับเธอ แต่เพราะต้องมาส่งลูกค้าวีไอพีของบริษัทด้วยตนเองพอดี จึงรับอาสาแทนพ่อตาแม่ยาย
สิริญ่าถอดแว่นตาดำแล้วพนมมือระดับอก “สวัสดีค่ะพี่ราม”
ชายหนุ่มมองหญิงสาววัยยี่สิบเศษๆ แล้วรู้สึกปวดหัวใจตามไปด้วย ดวงตาของเธอบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างชัดเจน
“พี่ขอโทษนะหนูนิด ที่พี่..”
“อย่าเพิ่งพูดเลยค่ะ นิดอยากเจอพี่แก้ว พานิดไปหาพี่แก้วหน่อยสิคะ” เธอโกรธเขาเพราะเธอเชื่อเนื้อความในจดหมายของพี่สาว แต่หลังจากที่นั่งร้องไห้มาตลอดการเดินทางเกือบสิบห้าชั่วโมง ก็ทำให้เธอคิดได้ว่าเธอต้องมีหลักฐานให้มากกว่านี้ ใครถูกใครผิด ใครเลวกว่าใครเธอต้องรู้ความจริงให้ได้ก่อนจะเล่นงานพวกเขา เธอจึงอดทนอดกลั้นไม่แสดงความรู้สึกให้พวกเขารู้ตัว แต่คนที่เธอหมายหัวเอาไว้จริง ๆ กลับไม่ใช่เขา
บทที่ 3 พินแพร
“นี่เหรอคะคุณพินแพรที่เป็นเลขาของพี่ราม”
พินแพรมองหญิงสาวที่สวยสดงดงามทั้งรูปร่างหน้าตาและอายุ “ค่ะ ดิฉันเอง คุณนิดโตเป็นสาวแล้วนะคะ แล้วก็สวยมาก ๆ ด้วย”
“ค่ะ นิดได้ยินคุณพ่อเล่าให้ฟังว่าคุณพินแพรช่วยเหลือเราเรื่องงาน..” ก้อนแห่งความเสียใจวิ่งมาจุกอยู่ที่คอหอยจนเธอพูดไม่ออก เธอกลืนก้อนนั้นลงท้องอย่างเจ็บปวด “..งานพี่แก้วเป็นอย่างดี นิดขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ”
“พี่กับคุณแก้วก็สนิทกันมาก กับพี่รามเราก็เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน พี่ยินดีค่ะ”
“วันนี้นิดมาแล้วนิดจะจัดการทุกเรื่องต่อเอง คุณพินแพรไม่ต้องเหนื่อยแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณนะคะที่ช่วยงานมาตลอดหลายวัน”
“พี่ว่าให้แพรเขาทำต่อไปให้จบก็ดีนะหนูนิด หนูนิดมาเหนื่อยๆ ควรพักผ่อนออมแรงเอาไว้พรุ่งนี้ดีกว่า”
“นิดทนได้ค่ะพี่ราม พรุ่งนี้นิดจะได้ส่งพี่แก้วขึ้นสวรรค์แล้ว แค่วันเดียวเท่านั้นนิดทนได้สบายมาก”
“ปล่อยให้หนูนิดเขาจัดการต่อเถอะคุณราม ให้เธอได้ทำให้พี่สาวของเธอเป็นครั้งสุดท้ายเถอะนะ” ดวงดาวพูดแทนลูกสาวเพราะรู้ว่าเธอรักพี่สาวของเธอมาก
“ก็ได้ครับคุณแม่”
หลังจากเสร็จจากการสวดศพและเตรียมความพร้อมสำหรับวันใหม่เรียบร้อยทุกอย่างแล้ว สิริญ่าก็เดินไปหาพี่เขยที่นั่งอยู่หน้าโลงศพของพี่สาวเพื่อชวนเขากลับบ้านตามที่ได้คุยกันเอาไว้ แต่เท้าของเธอก็ต้องชะงักค้างพร้อมกับสายตาที่ไม่พอใจ เมื่อเห็นพินแพรเดินเข้าไปนั่งลงใกล้ๆ ชายหนุ่มแล้ววางมือบนแผ่นหลังพร้อมกับยื่นหน้าไปพูดที่ข้างหูของเขา
“ทุเรศสิ้นดี ต่อหน้าพี่แก้วแท้ๆ ยังกล้าทำถึงขนาดนี้ หน้าด้านกันทั้งคู่ พี่รามคะ” ด่าทออย่างไม่พอใจแล้วจึงเรียกชายหนุ่มด้วยเสียงที่ดังขึ้นก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปหา “นิดเสร็จแล้วค่ะ เราจะกลับกันได้หรือยัง”
“กลับสิจ๊ะ” รามยืนขึ้น “แพรก็ควรจะกลับได้แล้วนะ เรื่องงานเอาไว้ค่อยคุยกันหลังจากพรุ่งนี้นะ”
“แต่เรื่องนี้สำคัญนะคะพี่ราม”
“จะมีอะไรสำคัญไปกว่างานของเมียอีกคะคุณพินแพร พรุ่งนี้เราจะส่งพี่แก้วไปสู่สุคติแล้ว คุณน่าจะรู้กาลเทศะบ้างนะคะ” สิริญ่าไม่พอใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่คิดที่จะรักษาน้ำใจฝ่ายตรงข้ามสักนิด
“แต่งานเผาศพจะมีตอนเย็นนะคะคุณนิด ตอนเช้าแพรอยากให้พี่รามปลีกตัวไปสักชั่วโมงเท่านั้น”
“ไม่ว่าตอนไหนพรุ่งนี้ก็คือวันสุดท้ายที่เราจะได้ส่งพี่แก้ว ฉันไม่เห็นอะไรสำคัญไปกว่านี้แล้วค่ะ”
“แต่”
“ทำตามที่หนูนิดพูดนะแพร” รามไม่อยากให้เรื่องราวบานปลายไปมากกว่านี้จึงพูดแทรกขึ้นมาตามความคิดของตัวเอง “เธอไปส่งคุณไฮน์แทนพี่ทีก็แล้วกัน บอกเหตุผลเขาไปว่าทำไมพี่ถึงไปส่งด้วยตัวเองไม่ได้ พี่เชื่อว่าเขาจะต้องเข้าใจ”
“แล้วถ้าเขาไม่เข้าใจล่ะพี่ราม เราไม่ต้องสูญเสียผลประโยชน์ร้อยกว่าล้านไปฟรีๆ เหรอ คิดดูให้ดี ๆ นะคะพี่ราม” พินแพรพยายามหว่านล้อม
“ถ้าเขาไม่เข้าใจพี่ก็ยอมเสีย พรุ่งนี้พี่จะต้องพาลูกมาส่งแม่ของเขาเป็นครั้งสุดท้าย พี่ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น เรากลับกันเถอะหนูนิด” กล่าวจบก็เอ่ยชวนน้องเมียและเดินนำไปที่รถอย่างไม่ลังเล ทิ้งให้เลขาคนสนิทยืนอยู่กลางศาลาวัดเพียงลำพัง
พินแพรสะดุ้งสุดตัวเมื่ออยู่ดี ๆ ไฟภายในศาลาวัดก็ดับลง เกือบจะพร้อม ๆ กันนั้นหูของเธอก็ได้ยินเสียงกุกกักแว่วมาจากโลงศพ จึงรีบวิ่งไปที่รถพร้อมกับขนกายที่ลุกซู่ด้วยความกลัว
“ไอ้แหวงมึงจะรีบปิดไฟไปไหนวะ ไม่เห็นหรือไงว่าข้ายังเก็บของอยู่” สัปเหร่อเดินออกมาจากด้านหลังโลงศพและต่อว่าต่อขานเด็กวัดรุ่นใกล้เคียงกัน
“ข้าจะไปเห็นได้ยังไงวะ ข้าเมา”
“เจริญนะมึง อยู่กับวัดแท้ๆ แต่รักษาศีลห้ายังไม่ได้เลย ปิดไฟปิดประตูให้หมดเลยนะ ข้าไปละ”
“เออ”
ภายในรถเก๋งคันหรู สิริญ่าเหลือบมองพี่เขยของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า เรื่องที่ค้างคาอยู่ในใจทำให้เธออยากจะเอ่ยปากถามออกไป แต่เพราะมีคนขับรถนั่งอยู่ด้วยเธอจึงปิดปากเงียบ
“หนูนิดมีอะไรจะถามพี่ก็ถามมาได้เลยนะ” รามไม่ได้หันไปมองน้องเมียแต่เอ่ยปากถามเธอ เพราะรู้ตัวว่าถูกมองด้วยความสงสัยมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว
สิริญ่าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยที่ถูกถาม แต่ในเมื่อเขาเปิดโอกาสให้แบบนี้จะรอช้าอยู่ทำไม “นิดอยากรู้ว่าทำไมพี่แก้ว... ถึงทิ้งพี่รามกับน้องกายไปแบบนี้คะ”
รามมองหญิงสาวที่ถามตนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาเหนื่อยล้าและไร้ชีวิตชีวาของเขาประสานกับอีกฝ่ายท่ามกลางความมืดสลัว
“พี่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมแก้วถึงจากพี่ไปแบบนี้”
“พี่แก้วจับได้ว่าพี่รามมีผู้หญิงคนอื่นหรือเปล่าคะ”
“พี่ไม่เคยมีใครนอกจากแก้ว”
“จริงเหรอคะ”
น้ำเสียงที่ฟังดูคล้ายจะเย้ยหยันของเธอทำให้เขาข้องใจจนต้องขยับท่านั่งให้มั่นคงขึ้น และจ้องตาเธอไม่กะพริบ
“แก้วเล่าอะไรให้หนูนิดฟังเหรอ”
“ถ้าพี่แก้วเล่าให้นิดฟังก็ดีสิคะ นิดจะได้รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร แล้วนิดนี่แหละจะตามไปเล่นงานหล่อนแทนพี่แก้วเอง”แล้วน้ำตาของเธอก็ไหลออกมา
“มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดของแก้วทั้งนั้น พี่ไม่เคยมีใครจริง ๆ นะหนูนิด พี่รักแก้วคนเดียวเท่านั้น แล้วเราสองคนก็คุยกันรู้เรื่องแล้ว แต่พี่ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น” เขาคุยกับเธอเรื่องพินแพรจบไปแล้วตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่องมากกว่าหนึ่งอาทิตย์ หลังจากนั้นเธอก็ยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นมากจนเขาตายใจ แต่แล้วทำไมเธอถึง... เขาหลับตาลงด้วยความรู้สึกสับสนระคนเจ็บปวด
“แล้วมันเรื่องอะไรกันแน่คะ พี่รามเล่ามาให้หมดสิ”
“หนูนิด มันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของพี่นะ พี่ไม่จำเป็นต้องเล่าให้ใครฟัง หนูนิดแค่รู้ว่าพี่ไม่ได้นอกใจแก้วเท่านั้นก็พอแล้ว” ถ้าเขาเล่าให้เธอฟัง เรื่องมันก็คงไม่จบ เพราะผู้หญิงที่ทำให้เขากับเมียรักทะเลาะกันนั้นอยู่ใกล้ตัวเหลือเกิน ให้ทุกอย่างจบลงแค่นี้ถือว่าดีกับทุกฝ่ายแล้ว
“นิดจะบอกกับตำรวจเท่าที่นิดรู้ พี่รามควรจะรู้เอาไว้”
“เรื่องนั้นพี่ไม่มีปัญหา นิดอยากพูดอะไรก็เชิญ แค่อย่าโกหกตำรวจก็พอ”
“ถ้าพี่รามพูดแบบนี้แสดงว่าพี่รามยังไม่รู้จักนิดดีพอ” เธอเชิดหน้าใส่เขา มองด้วยสายตาเอาเรื่อง “นิดไม่ใช่ผู้หญิงตอแหลหรือชอบเสแสร้งแกล้งทำเป็นคนดีหรอกนะคะใจรู้สึกยังไงใบหน้าก็แสดงออกแบบนั้น ปากว่าตาขยิบไม่ใช่นิสัยของนิดรู้เอาไว้ด้วย”
“พี่รู้ และก็รู้ด้วยว่าตอนนี้หนูนิดกำลังโมโหพี่มากแค่ไหน”
“รู้ก็ดีแล้วค่ะ เพราะพี่รามจะต้องเห็นแบบนี้ไปอีกนานแน่ ๆ”
“ไม่เป็นไรหรอก แค่อาทิตย์สองอาทิตย์พี่ทนได้อยู่แล้ว เพราะถ้าพี่เป็นหนูนิดพี่ก็คงจะโกรธมากเหมือนกันกับเรื่องที่เกิดขึ้น” รามกล่าวอย่างใจกว้าง รู้สึกเจ็บปวดที่หัวใจเหลือเกิน