บทที่ 1
ปีคริสต์ศักราช 20XX
ภายในห้องชุดคอนโดหรูย่านใจกลางเมือง เสื้อผ้ากระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น หญิงสาวรูปร่างเพรียวส่วนสูงราวกับนางแบบ ใบหน้าสวยหวาน ดวงตาสีดำกลมโต ริมฝีปากอิ่มเข้ากับรูปหน้า กำลังฮัมเพลงอย่างมีความสุขขณะที่เลือกหยิบเสื้อผ้าอยู่หน้ากระจก รอยยิ้มหวานปรากฏออกมาครั้นนึกถึงคำพูดของแฟนหนุ่มเมื่อสามวันก่อนที่ดังก้องในหัว
‘ที่รัก...เราแต่งงานกันนะ’
มิราวดีหยิบเสื้อผ้าขึ้นทาบตัวครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ยังไม่พอใจ วันนี้แฟนหนุ่มกำชับให้แต่งตัวสวยที่สุดด้วยแล้วยิ่งทำให้มั่นใจว่าจะต้องมีอะไรมาเซอร์ไพรส์อีกแน่นอน ดวงตากลมหันมองเสื้อผ้าหลายสิบชุดที่กองรวมอยู่บนเตียง หยิบยกขึ้นมาดูหลายทีโดยที่ยังตัดสินใจไม่ได้
พอได้ยินเสียงสั่นข้อความเข้าจึงเอื้อมมือหยิบโทรศัพท์ขึ้นเปิดอ่าน รอยยิ้มปรากฏที่ใบหน้าอย่างมีความสุข มองตัวอักษรบนจออย่างเขินอาย
มิราวดีวางโทรศัพท์ก่อนหันไปเลือกชุดต่อเมื่อรู้ว่าเสียเวลาไปนานพอสมควร มือหยิบชุดขึ้นทาบมองตัวเองสะท้อนจากหน้ากระจก ก่อนตัดสินใจเลือกชุดเดรสสั้นเหนือเข่าเข้ากับสีผิวและสีผม
เมื่อเลือกเสื้อผ้าที่จะสวมไปทานมื้อค่ำได้แล้ว หญิงสาวจึงรีบอาบน้ำออกมาแต่งหน้าทำผมใช้เวลาร่วมหนึ่งชั่วโมงกว่า มิราวดีส่องมองตัวเองหน้ากระจกอีกครั้งด้วยความมั่นใจ หยิบกระเป๋าและสวมรองเท้าที่เข้ากับชุดเดินออกจากห้องไป
ประตูห้องเปิดปิดอัตโนมัติผ่านลายนิ้วมือ เพราะยุคสมัยเปลี่ยนเทคโนโลยีความปลอดภัยจึงถูกปรับให้สะดวกสบายมากขึ้น มนุษย์แทบไม่ต้องทำอะไรเอง แม้จะเคยได้ยินคำบอกเล่าของย่าสมัยเด็กว่า เมื่อก่อนไม่ได้สะดวกสบายแบบนี้
“รอนานไหมคะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นเมื่อเดินเข้ามาหาแฟนหนุ่ม
ณัฏฐ์ แฟนหนุ่มของมิราวดีละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ขึ้นมองพลางส่งยิ้มให้
เธอสังเกตสีหน้าของแฟนหนุ่มดูไม่ดีนักจึงถามขึ้นว่า
“มีอะไรไม่สบายใจไหมคะ”
“มะ...ไม่มีหรอก” ชายหนุ่มยิ้มกลบเกลื่อน พลางลุกขึ้นจากโซฟา
“วันนี้คุณสวยมาก”
หญิงสาวยิ้มเขิน เมื่อได้รับคำชมจากอีกฝ่าย
“วันนี้มีอะไรเหรอ ทำไมถึงให้ฉันแต่งตัวสวย ๆ”
“ก็ดินเนอร์น่ะ” ณัฏฐ์ตอบพลางยิ้มเจื่อน ๆ ด้วยสีหน้าไม่สู้ดี ในใจก็วิตกจนแทบทำอะไรไม่ถูก ถึงกระนั้นก็ยังยิ้มสู้แล้วพูดเสียงหวานให้แฟนสาว
“เราไปกันเถอะ เดี๋ยวจะหิวเอานะ”
“ค่ะ”
มิราวดีพยักหน้าเดินออกไปกับแฟนหนุ่ม เธอมีความสุขและไว้ใจเขามากที่สุด ณัฏฐ์คือคนเดียวที่คอยอยู่เคียงข้างเธอมาตลอดตั้งแต่พ่อแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน เปรียบเสมือนคนในครอบครัว ยิ่งมารู้ว่าเขาขอแต่งงานและพร้อมที่จะสร้างชีวิตเคียงคู่แล้ว ยิ่งทำให้มีความสุขราวกับว่าสวรรค์ไม่ได้ทอดทิ้งไปไหน
เสียงดนตรีขับบรรเลงในยามค่ำคืนของร้านอาหารบนดาดฟ้าโรงแรมแห่งหนึ่งใจกลางเมือง มิราวดีมองด้วยความตกใจและตื่นเต้นทันทีที่เดินเข้ามา ทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่มองจากตึกสูง แสงไฟบนถนน ดอกไม้ และเสียงเพลง รวมถึงกลิ่นหอมจากเทียนอ่อน ๆ ชวนผ่อนคลาย
ณัฏฐ์เดินเข้ามาสวมกอดหญิงสาวจากทางด้านหลัง กระชับวงแขนแน่นพลางจุมพิตที่ไหล่มน
“ชอบไหม”
“ชอบค่ะ ชอบมาก” หญิงสาวปริ่มยิ้มอย่างสุขใจ ทุกครั้งที่เขาบอกว่าอยากให้เธอมีความสุข ก็ไม่เคยที่จะผิดหวัง ทั้งยังได้อยู่ในอ้อมกอดด้วยกันแบบนี้ก็ไม่มีสิ่งใดมาเทียบได้อีก
“ฉันรักคุณนะคะ” เป็นคำพูดที่ไม่ต้องใช้เวลาไตร่ตรองให้นาน เธอพูดออกมาด้วยความรู้สึกยินดี
“คุณหิวแล้ว เรามากินข้าวกันเถอะ” ณัฏฐ์เอ่ยพลางยกมือบอกให้บริกรเสิร์ฟอาหารที่สั่งไว้ เขาพาเธอมานั่งรับประทานอาหารมื้อค่ำที่จัดเตรียมไว้พิเศษ ทั้งเมนูโปรด เสียงเพลงและความเป็นส่วนตัว
เธอตักอาหารเข้าปากพลางเหลือบมอง ก่อนวางช้อนส้อมลงเอื้อมมือ
หยิบน้ำดื่ม
“ขอบคุณมากนะคะ ความจริงแล้วให้ฉันทำอาหารกินด้วยกันก็ได้ค่ะ แค่ได้อยู่กับคุณก็พอ”
“แต่วันนี้เป็นวันพิเศษนะ วันที่เราพบกันครั้งแรกไง ผมอยากให้คุณเซอร์ไพรส์”
“ขอบคุณค่ะ เอ่อ...แล้วเรื่องงานแต่ง...” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลเพราะเกรงว่าการเตรียมจัดงานแต่งจะมีผลกระทบต่อหน้าที่การงานที่กำลังก้าวหน้าของเขา
ณัฏฐ์นิ่งเงียบไปสักพักแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้ม
“เรื่องงานแต่งคุณไม่ต้องห่วง”
“ค่ะ ฉันกลัวว่าคุณจะไม่มีเวลาก็เลย...”
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปกุมมือของหญิงสาวและเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้ม
“ที่รัก ผมมีเวลาให้เสมอนะ ไม่ว่างานจะเยอะแค่ไหน ผมก็อยากให้วันแต่งงานของเราสองคนเป็นวันที่ดีที่สุด”
พอได้ยินแฟนหนุ่มพูดยิ่งทำให้หัวใจของมิราวดีเต้นเร็วขึ้นไม่เป็นจังหวะ แก้มสองข้างร้อนผ่าว จนซ่อนความเขินอายไว้ไม่มิด
“ขอบคุณนะคะที่อยู่เคียงข้างฉันมาตลอด”
“ผมยินดีและเต็มใจครับ”
ชายหนุ่มพูดพลางตักอาหารเข้าปากเหลือบมองหญิงสาวที่ยิ้มเขิน ๆ ก่อนจะยกมือทำสัญญาณบอกให้บริกรนำช่อดอกไม้ใหญ่ที่จัดเตรียมไว้มา เมื่อดอกไม้ที่สั่งมาถึงแล้วเขาจึงลุกขึ้นรับดอกไม้แล้วเดินเข้ามาหาแฟนสาว ก่อนคุกเข่าลงข้างที่นั่งของเธอ
มิราวดีตกใจรีบขยับตัวลุกออกทันที
“ทำอะไรคะ ลุกขึ้นมาก่อนก็ได้ค่ะ”
“ไม่ครับ” เขาก้มหน้าลงพลางสูดลมหายใจเข้าแล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับหญิงสาว “ผมอยากมอบช่อดอกไม้นี้ให้คุณ ด้วยความจริงใจ ความรักที่ผม
มีให้คุณ ไม่ใช่เรื่องโกหกหลอกลวง...”
“คุณกำลังพูดเรื่องอะไรคะ ?” หญิงสาวงุนงง
“ผมอยากขอโทษในสิ่งที่ผมทำผิดกับคุณ” ณัฏฐ์กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้า “ผมอยากให้คุณอภัยให้...”
“เดี๋ยวนะคะ คือฉันไม่เข้าใจค่ะ” เธอมองเขาพลางครุ่นคิด ในใจมีคำถามมากมายเกิดขึ้น ทำไมอยู่ ๆ แฟนหนุ่มจึงพูดออกมาแบบนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาแม้จะมีปากเสียงหรือไม่พอใจกันบ้างแต่ไม่เคยทะเลาะให้เป็นเรื่องใหญ่โตเลย อีกทั้งมีแต่เธอที่จะโดนเขาดุด้วยซ้ำไป
“คุณขอโทษทำไมคะ”
“ผมก็แค่...” ชายหนุ่มลุกขึ้น “อยากให้เราลืมเรื่องที่เคยโกรธกัน และอยากให้คุณรู้ว่าไม่ว่าผมจะทำอะไรผิดพลาดไปในอนาคต แต่ผมก็ยังรักคุณเสมอไม่เคยเปลี่ยน ผมรักคุณ”
คำพูดที่ออกมาจากใจ จากความรู้สึกที่ตัดสินใจยากนั้นทำให้ณัฏฐ์ต้องฝืนยิ้มมันออกมา เขาลังเลที่จะพูดความจริงแต่ก็ไม่มีทางเลือกอีกแล้ว
“ฉันให้อภัยเสมอ ไม่ว่าคุณจะทำอะไรผิดร้ายแรงแค่ไหน” มิราวดีพูดด้วยความจริงใจ ยิ่งเห็นเขาทำแบบนี้แล้วกลับเป็นเธอที่รู้สึกผิดเข้าไปอีก
“ฉันรักคุณมากค่ะ”
ณัฏฐ์เดินเข้ามาหายื่นช่อดอกไม้ให้
“ดอกไม้แด่คนที่ผมรักครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
หญิงสาวเอื้อมมือรับขณะที่เขาก้าวเข้ามาแล้วดึงเธอมากอด
ใบหน้าสวยซุกเขินอายปนดีใจอยู่ที่อกแกร่ง คำบอกรักและคำขอโทษของเขาทำให้รู้สึกว่าชีวิตนี้หากสวรรค์จะเล่นตลกอะไรอีก ขอมีเพียงผู้ชายคนนี้อยู่เคียงข้างก็ไม่มีอะไรที่ต้องกลัวอีกแล้ว
มิราวดีหันไปมองแฟนหนุ่มเมื่อรถหยุดที่ข้างทาง
ดวงตากลมมองด้วยความสงสัยและแปลกใจ เส้นทางที่ไม่คุ้นเคยไม่ใช่ทางที่เคยไปส่งกลับคอนโด ประจำ ทั้งยังดูเปลี่ยวและน่ากลัว ทว่าความไว้ใจที่มีต่อเขานั้นยังไม่ลดลง
“ทำไมอยู่ ๆ ถึงมาที่นี่เหรอ”
แม้ใจจะรู้สึกหวาดหวั่นตามสัญชาตญาณ แต่เธอก็พยายามคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ
ณัฏฐ์นิ่งแล้วหันมายิ้มให้เธอ “มีที่ที่อยากให้ดูน่ะ”
หญิงสาวขมวดคิ้วมองด้วยความแปลกใจ เพราะวันนี้แฟนหนุ่มจะเซอร์ไพรส์เยอะมากเกินผิดวิสัย แต่ถึงกระนั้นความหวาดระแวงในใจก็ไม่ได้มีเพิ่มขึ้น
“ที่ไหนเหรอคะ”
ชายหนุ่มเอื้อมมือหยิบผ้าหนึ่งผืนขึ้นมา แล้วขยับตัวโน้มไปหาเพื่อปิดตา เขาไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่ยิ้มให้อย่างอ่อนโยนจนเธอยอมแต่โดยดี
“ปิดเลยลงมาที่จมูกแล้วนะคะ” มิราวดีทักท้วงเมื่อผ้าที่ปิดตานั้น เกือบปิดทั้งใบหน้าจนหายใจไม่ออก ยิ่งพยายามใช้มือดันออกกลับยิ่งถูกดันปิดมาที่จมูกมากเท่านั้นราวกับว่าแฟนหนุ่มจงใจ แรงที่น้อยกว่าต้านทานไว้ไม่ได้ ซ้ำร่างกายกลับรู้สึกไม่มีแรงขึ้นมา
มิราวดีรู้สึกหวาดกลัวแต่ก็ต่อต้านอะไรไม่ได้ ได้แต่ปล่อยให้ชายหนุ่มทำตามที่อยากทำจนกระทั่งสติของเธอเริ่มเบลอหายไป
ณัฏฐ์ขยับตัวนั่งที่เบาะเหมือนเดิม พลางมองคู่หมั้นหลับคอพับด้วย สีหน้าลังเล จะต้องทำจริง ๆ หรือ ผู้หญิงคนนี้คือคนที่กำลังจะแต่งงานด้วยและเป็นคนที่ไว้ใจเขามากที่สุด แต่ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้อีกแล้ว ไม่อย่างนั้นอาจจะต้องตายทั้งคู่ และเธอก็บอกเองว่าต่อให้เขาทำผิดมากแค่ไหนก็อภัยให้ได้เสมอ
“ขอโทษนะ” เขาได้แต่เอ่ยขอโทษด้วยความผิดบาป แม้ใจยังลังเลอยากจะเลี้ยวรถกลับไปก็ตาม
“บ้าจริง !”
ส่วนลึกในใจตอกย้ำต่อความรักและความเชื่อใจที่มีให้กันจนไม่กล้าที่จะทำ ณัฏฐ์นั่งลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนตัดสินใจจะขับรถเลี้ยวกลับไปทว่า
ก๊อก ๆ ก๊อก ๆ
เสียงเคาะกระจกทำให้เขาสะดุ้งหันไปมองด้วยความหวาดหวั่น คนด้านนอกทำมือเป็นสัญญาณบอกให้ออกมา ณัฏฐ์ทำอะไรไม่ถูกเพราะ ความกลัวกำลังครอบงำจิตใจ จึงทำตามที่อีกฝ่ายบอกโดยง่าย
“เงินอยู่ไหน”
ชายหนุ่มสะดุ้งพลางยกมือขึ้นไหว้ “ผมยังไม่มี ผม...”
ยังพูดไม่ทันจบณัฏฐ์ก็ถูกอีกฝ่ายต่อยล้มลงที่พื้น ครั้นจะทรงตัวยืนขึ้นก็ถูกกระทืบซ้ำอีกหลายที
“อั๊วบอกแล้ว ถ้าไม่มีเงินให้ก็ต้องตาย !”
ชายหนุ่มมองปืนที่อยู่ในมือชายร่างท้วมด้วยความหวาดกลัว พลาง
ยกมือขึ้นไหว้ของร้องชีวิต
“เฮียโชค...ผม...”
“จัดการมันซะ” สิ้นเสียงคำสั่งชายชุดดำอีกสามคนเดินเข้ามา ณัฏฐ์หวาดกลัวจนทำอะไรไม่ถูก ร่างกายไม่มีแรงที่จะวิ่งหนีด้วยซ้ำ พลันนึกถึงเรื่อง
ที่ตัดสินใจลงไปก็รีบพูดออกมาทันที
“เฮีย ผมจะใช้หนี้ให้ !”
ลูกน้องทั้งสามคนหันไปมองเจ้านายรอฟังคำสั่งต่อไป
“ไหน ! เอาเงินมา”
ณัฏฐ์ชี้มือไปที่รถ
“อั๊วไม่ต้องการรถเก่า ๆ ของลื้อ !”
โชคชัยขึ้นเสียงด้วยความโมโหส่งสัญญาณให้ลูกน้องจัดการทันที ณัฏฐ์รู้ว่าวันนี้ตนไม่รอดจากความตายแน่ จึงรีบพูดออกมา
“ไม่ ๆ เฮีย...ผมหมายถึงผู้หญิง”
“ผู้หญิง ?” คนฟังหยุดชะงักมอง
ณัฏฐ์พยักหน้าและมองไปที่รถอีกครั้ง
“ไปดูดิวะ” คำสั่งของเจ้านายทำให้ลูกน้องหนึ่งในสามเดินเข้าไปดู ก่อนเดินมากระซิบที่ข้างหู โชคชัยพยักหน้ารับรู้และยกมือปัดสั่งให้อีกสองคนถอยออกมา
“ไปเอาตัวออกมา”
เมื่อร่างของหญิงสาวถูกอุ้มออกมาจากรถแล้ว โชคชัยมองสัดส่วนและรูปร่างหน้าตาอย่างพึงใจก่อนจะหันไปมองณัฏฐ์
“บอกแต่แรกก็จบแล้ว”
ณัฏฐ์กลืนน้ำลายพลางยกมือไหว้ถอยหนี ขณะที่มองแฟนสาวถูกอุ้มขึ้นรถของอีกฝ่ายไป กระทั่งรถของโชคชัยขับออกไปจนพ้นสายตาแล้ว เขาจึงขยับตัวลุกขึ้น ความรู้สึกผิดบาปไม่ได้เกิดขึ้นให้สำนึกแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเขารู้สึกโล่งใจที่ใช้หนี้พนันก้อนนี้หมดและไม่ต้องมาตาย
หากมิราวดีกลับมาแค่พูดให้เข้าใจได้ว่าเธอเพียงแค่ถูกฉุดไป ส่วนเขา
นั้นถูกทำร้ายร่างกายจนปางตาย เพียงแค่นี้หญิงสาวก็ให้อภัย อีกอย่างเธอรักเขา แน่นอนว่าต้องยอมเข้าใจในสิ่งที่เขาทำลงไป
ร่างของหญิงสาวนอนอยู่บนฟูกในห้อง เธอขยับตัวพลางปรือตาขึ้นมาด้วยความงุนงง เรี่ยวแรงยังกลับมาไม่หมดแต่ก็พยายามฝืนขยับตัวลุกขึ้นมองสถานที่และห้องที่ไม่คุ้นเคย ซ้ำกลิ่นอับชื้นและสกปรกจนน่าตกใจ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
มิราวดีทบทวนเหตุการณ์เท่าที่จำได้ ตอนนั้นเธออยู่กับแฟนหนุ่มและเขาบอกว่าให้ใช้ผ้าปิดตา มันผิดแปลกวิสัยที่ทำแบบนี้ และหลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย หญิงสาวลุกขึ้นจากฟูกนอนเก่าเดินสำรวจห้องที่ไม่มีแม้แต่ช่องระบายอากาศหรือหน้าต่างสักนิด สองเท้าเดินเข้าไปหวังจะเปิดประตูออก แต่ก็ได้ยินเสียงจากทางด้านนอกที่ทำให้ต้องเงี่ยหูฟัง
“อย่าคิดจะหนีอีก !”
มิราวดีสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงร้องของผู้หญิง จึงพยายามที่จะเอียงหูฟังความต่อไป
“จับมันไว้ดี ๆ อย่าทำให้สินค้าต้องเสียหาย”
สินค้าเหรอ
มิราวดีพลางนึกคิดด้วยความหวั่นใจ ทันทีที่ประตูห้องถูกเปิดออกจึงรีบหมายจะเดินออกไปทว่ากลับมีหญิงสาวใบหน้าฟกช้ำถูกส่งตัวโยนเข้ามา เธอจึงรีบเดินออกไปแต่กลับถูกห้ามไว้
“ออกไปนะ ฉันจะกลับบ้าน !” หญิงสาวขึ้นเสียงเข้มข่ม
“จะกลับบ้าน” เสียงหนึ่งที่ดังขึ้นจากทางด้านหลังของชายตัวใหญ่ ก่อนเดินเข้ามาหามิราวดี
“กลับไปไหน”
“ถอยไป” มิราวดีเดินเข้าไปหาหวังจะออกไปจากห้องแต่กลับถูกผลักลงที่พื้นอย่างแรง ดวงตากลมมองด้วยความหวาดกลัวเมื่อเห็นสีหน้าของเจ้าของเสียงเป็นชายร่างท้วมใบหน้าหื่นกามดูไม่น่าไว้ใจ
“พวกคุณเป็นใคร ปล่อยฉันไปเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นฉันจะแจ้งความ”
“แจ้งความ” เสียงหัวเราะสมเพชของชายร่างท้วมดังลั่นขึ้น “เอาเซ่ ถ้าลื้อหนีออกไปได้ แต่ทางที่ดีอยู่เฉย ๆ เตรียมเป็นสินค้าของอั๊วจะดีกว่า”
“หมายความว่ายังไง”
“จะบอกให้เอาบุญนะ แฟนของลื้อน่ะมันขายลื้อให้อั๊วแล้ว” โชคชัยหัวเราะยิ้มมองสินค้าอย่างพึงใจ เพราะงานนี้ได้เงินก้อนใหญ่แน่ ๆ
“ลื้อก็ทำตัวดี ๆ อยู่เฉย ๆ แล้วจะไม่เจ็บตัว”
เธอมองตามสายตาเมื่อเห็นหญิงสาวอีกคนที่นั่งโทรมอยู่ หน้าตาและตัวฟกช้ำจนปางตาย มิราวดีอยู่ในสภาวะตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก ครั้นตั้งสติได้ก็หันไปมองประตูแต่ก็ไม่รู้ว่าปิดไปตอนไหน
พอกลับมานั่งทบทวนแล้วก็เข้าใจได้ว่าทำไมแฟนหนุ่มถึงนัดเธอออก
มาดินเนอร์และย้ำหลายครั้งว่าให้แต่งตัวสวย ๆ ซ้ำยังมอบดอกไม้ให้และพูดขอโทษในสิ่งที่ไม่เคยทำผิด และเป็นเธอที่หลงคารมจนพูดรับปากออกไป
“ไอ้คนชั่ว !”
หญิงสาวตะโกนลั่นด้วยความโกรธและโมโหไม่คิดว่าแฟนที่คบกันมาเกือบสิบปี แถมกำลังจะแต่งงานกันกลับหลอกเธอมาขายให้กับใครก็ไม่รู้
“ไอ้บ้า ! ไอ้หน้าตัวเมีย %$#*#@!*&!!!....ไปตายซะ !”
ถึงจะก่นด่าไปมากสักเท่าไหร่ก็ไม่หายโมโห ตอนนี้แม้แต่เวลาเสียใจตัดพ้อต่อความรักที่มีต่อแฟนหนุ่มยังไม่มีด้วยซ้ำ มีแค่ความโกรธและหาหนทางหนีออกไปจากที่แห่งนี้ก่อน มิราวดีหันมองหญิงสาวที่นอนอยู่บนฟูกก่อนจะเริ่มเอ่ยถาม แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จเมื่ออีกฝ่ายเอาแต่ร้องไห้และพูดว่า ‘อยากตาย’ เธอรู้ดีว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ดี มันก็เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดเมื่อผู้หญิงถูกหลอกมาขายตัว และหมดหนทางที่จะหนี