“กรี๊ดดดดด...”
ฟาววววว... ควับ!
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดสลับกับเสียงเส้นหวายแหวกอากาศไปปะทะกับเนื้อบอบบางเป็นจังหวะไม่ขาดสายดังออกมาจากเรือนไทยหมู่ 5 หลังที่ปลูกสร้างด้วยไม้สักทองงดงามและยิ่งใหญ่สมตำแหน่งเจ้าของเรือน
แม้เสียงกรีดร้องยังคงดัง แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปห้ามปรามหรือช่วงชิงเส้นหวายนั้นจากมือของคนที่หวดเอาๆ อย่างไม่ลดล่ะ มีเพียงก้มหน้าก้มตาไม่กล้าดู แต่ก็ยังชำเลืองมองเพราะความอยากรู้และสมเพชเวทนาร่างเล็กๆ ที่กรีดร้องไม่หยุด ด้วยเบื้องหลังนั้นมากมีไปด้วยรอยหวดเป็นเส้นยาว จนบางบาดแผลนั้นเปิดออกจนเห็นเนื้อในสีขาวไม่ต่างจากมันเปลวที่นำมาเจียวน้ำมัน
ฟาววววว... ควับ!
“กรี๊ดดดดด...”
สิ้นสุดเสียงร้อง ร่างที่สะบักสะบอมไปด้วยบาดแผลก็มีอันสิ้นสติไปด้วยความเจ็บปวด แต่ท่านเจ้าของเรือนก็ยังไม่หนำใจ ยังสั่งให้ข้าทาสไปนำเกลือเม็ดละลายน้ำเอามาสาดใส่บาดแผลให้เจ้าของร่างที่สลบไสลฟื้นคืนขึ้นมาอีก เพื่อจะให้เรือนร่างนี้ได้รับความเจ็บปวดอย่างต่อเนื่อง ให้สาสมกับสิ่งที่มันทำเอาไว้
“สาดเข้าไป! เอาให้มันเจ็บให้มันแสบ มันจะได้รู้! ไม่ว่าใครก็ตามอย่าบังอาจมาทำเรื่องอัปรีย์จัญไรบนเรือนกูอีก ไอ้อีหน้าไหนที่มันกล้า มันจะต้องโดนเยี่ยงนี้ สาดเข้าไป! ฟาดมันเข้าไปอีก! ฟาดเข้าไป!”
เสียงทรงอำนาจของท่านเจ้าของเรือนตวาดก้องทำให้เหล่าทาสต่างพากันหัวหดไม่กล้าเผยอใบหน้าขึ้นมอง ก่อนจะสะดุ้งไปตามๆ กันกับเพราะเสียงกรีดร้องโหยหวนของนางทาสสาว ที่ครั้งหนึ่งเคยได้ดิบได้ดีเป็นเมียท่าน
“กรี๊ดดดดด...”
เสียงกรีดร้องดังออกมาจากใบหน้าบวมปูดและแตกยับเพราะถูกตบตีอย่างทารุณอีกครั้ง โดยเฉพาะแผ่นหลังที่ร้อนวูบและแสบลึกจากน้ำเกลือที่แทรกซึมเข้าสู่บาดแผลอย่างมากมายจนนับไม่ถ้วน มันคือความเจ็บปวดจนเกินจะทานทนแล้ว
ดวงตาฉ่ำชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาของอีทาสสาววัยละอ่อนเงยขึ้นมองคุณพระผัวรัก ที่ครั้งหนึ่งเคยสนิทเสน่หามันยิ่งนัก แต่ตอนนี้ผัวรักไม่ต่างจากภูติผีร้ายที่กำลังช่วงชิงลมหายใจสุดท้ายไปจากมัน ด้วยข้อหาที่มันไม่อาจแก้ต่างได้เพราะมันคือ ‘ความจริง!’
ก่อนที่แววอาฆาตจะตวัดมองไปยังคนที่นั่งหน้าซีดอยู่เคียงข้างผัวรัก ดั่งจะจดจำไว้ว่าใบหน้าอ่อนโยนและงดงามเยี่ยงนี้ แท้จริงแล้วนั้นซุกซ่อนนางยักษ์ร้ายกาจไว้อยู่ภายใน
และเมื่อเสียงเส้นหวายกระทบเนื้ออีกครั้ง ร่างกายที่ไม่สามารถจะทานทนความเจ็บปวดได้อีกก็สะดุ้งวาบ ดวงตาเบิกค้างเพราะลมหายใจเฮือกสุดท้าย ปลิดปลิวไปพร้อมๆ กับหวายที่ฟาดหวดอากาศลงมากระทบผิวกายของมัน
ไม่มีแล้วความเจ็บปวด ไม่มีแล้วความแสบลึกจากน้ำเกลือที่จะทะลวงเข้าสู่บาดแผล มีแต่วิญญาณที่ล่องลอยออกจากร่างเพื่อไปให้พ้นบ่วงพันธนาการอันเป็นนิรันดร์
แม่พิศขนหัวขนกายลุกตั้งปากคอมือไม้สั่นไปหมด เมื่อสบกับดวงตาอาฆาตของนางแพง ดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความแค้นของอีทาสสาววัยกำดัดมองมาที่แม่พิศอย่างไม่ต้องคาดเดา
แม่พิศชำเลืองดวงตาหวาดหวั่นมองไปยังพระสรเดชมนตรีผู้เป็นผัวแก่วัยใกล้เคียงพ่อด้วยความหวาดกลัวเต็มที่ เพราะถ้อยคำเต็มไปด้วยอำนาจนั้นไม่พ้นจะเข้าตัวเอง
หากคุณพระรู้ว่าหล่อนเองก็มีพฤติกรรมไม่ต่างจากนางแพงหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ โทษที่ได้รับจะเป็นเยี่ยงไร จะถูกหวายเฆี่ยนจนแดดิ้นสิ้นใจตายตามนางแพงไป หรือจะถูกส่งตัวให้หลวงไปพิจารณาคดี ข้อหา ‘คบชู้สู่ชาย’ โทษใดเล่าที่คุณพระจะกระทำต่อหล่อน
แม่พิศก้มหน้าก้มตาไม่กล้าที่จะชำเลืองมองสภาพศพของนางแพงที่ยังคงมองมาด้วยความอาฆาต เพราะขณะนี้ใจหล่อนประหวัดไปถึงไอ้คนที่ลงเรือแจวไปโดยเร็วนั้น หวังอย่างที่สุดก็คือ อย่าให้คนของคุณพระตามมันพบเลย ขอให้มันไปให้พ้นคุ้งน้ำนี้ อย่าให้มันกลับมาถูกสอบสาวราวเรื่องว่าต้นสายปลายเหตุนั้นเป็นเยี่ยงไร อย่าให้มีสิ่งใดที่ทำให้ความลับไม่เป็นความลับอีกเลย
แต่แล้วคำภาวนาของหล่อนคงไม่สมหวังเมื่อเสียงอื้ออึงของข้าทาสในเรือนตะโกนดังมาจากทางท่าน้ำ ความแปลบปลาบแห่งความกลัวที่แล่นเข้าสู่หัวใจไม่ต่างจากถูกเส้นหวายที่หวดลงบนเนื้อหนังของนางแพงเลยสักนิด และแวบหนึ่งนั้นหล่อนเห็นริมฝีปากของนางแพงมันแสยะยิ้มได้ พร้อมกับแววตาสาแก่ใจนักของมันที่จะได้มีเพื่อนตายตกไปตามกัน
“อีพิศ!!”
สิ้นเสียงตวาดลั่นแม่พิศก็ตาเหลือกโพลงปากคอสั่นไปไม่เป็น เมื่อทาสรุ่นหนุ่ม 2 คน ตรงขึ้นมาบนเรือน ประชิดตัวเข้ามาหิ้วปีกคนละข้าง
ร่างอวบอัดของสาวใหญ่วัย 40 ปี อ่อนเปลี้ยด้วยความกลัวจนฉี่ราดออกมาละพื้น แต่นั่นไม่ได้สร้างความเวทนาในสายตาของเหล่าทาสหญิงชายเลยสักนิด
สิ่งที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของทาสเหล่านั้นคือความสาแก่ใจไม่ต่างจากดวงตาของนางแพงที่มองมาสักน้อย
แม่พิศเหลียวหาใครก็ได้ที่พอจะช่วย แต่ก็ไม่มีเลย มีแต่คนมองเมินหรือไม่ก็สมใจที่กรรมกำลังสนองหล่อนแล้ว
ฟาววววว... ควับ!
“กรี๊ดดดดด...”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังออกมาจากร่างอวบอัดเมื่อเสียงเส้นหวายแหวกอากาศครั้งแรกกระทบผิวกาย ดวงตาสวยงามสะท้านใจชายเบิกกว้างด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส พานคิดไปว่านางแพงถูกเฆี่ยนไปถึง 30 ครั้งกว่าจะตาย แล้วหล่อนเล่ากี่ครั้งกันที่ความเจ็บปวดนี้จะสิ้นสุดลง เมื่อสุดสายตานั้น ‘ไอ้บุญทิ้ง’ ทาสหนุ่มชู้รักก็กำลังมีชะตากรรมไม่ต่างกัน
ความเจ็บปวดที่เสียดแทงลงลึกสู่ผิวเนื้อส่งให้ความทรงจำของแม่พิศย้อนไปสู่จุดเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีก่อน เพราะหากเลือกได้ หล่อนจะยอมอดกลั้นความปรารถนานั้นเอาไว้ จะไม่ยอมให้ตัณหา ราคะ มีอำนาจเหนือลมหายใจอย่างเด็ดขาด
ทว่าสิ่งที่ระลึกได้ในยามนี้ก็สายไปเสียแล้ว ไม่มีวันเวลาใดจะย้อนกลับคืนได้ ทำสิ่งใดไว้ย่อมได้ผลตามนั้น ไม่มีทางหลีกหนี
เมื่อ ‘กรรม’ คือ การกระทำ สิ่งที่ได้รับนี้ก็ล้วนมาจากสิ่งที่ ‘กระทำ’ ทั้งสิ้น
สยามประเทศ ก่อน “พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ.124”
ยุคสมัยที่สยามประเทศเปิดรับวัฒนธรรมทางยุโรปมากขึ้น หญิงสาวต่างแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่งดงามและมีเครื่องประทินผิวหอมจรุงใจ
โดยเฉพาะหญิงสาวชาววังล้วนเป็นที่หมายปองของบุรุษเพศ เพราะหญิงสาวเหล่านั้นจะได้รับการอบรมทั้งกิริยามารยาท ทั้งงานบ้านงานเรือน เหมาะสมสำหรับการสู่ขอมาเป็นแม่ศรีเรือน จนถึงขนาดมีแม่สื่อแม่ชักมาขอดูตัวเพื่อจับจองกันไว้ตั้งแต่เป็นสาวรุ่น และ ‘แม่พิศ’ ก็เป็น 1 ในหญิงสาวเหล่านั้น
แม่พิศเป็นหลานสาวของคุณพิน ซึ่งทำหน้าที่เป็นนางพนักงานห้องเครื่องอยู่ในวัง พ่อกับแม่จึงได้นำแม่พิศมาฝากฝัง เพื่อให้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมชาววังตั้งแต่เป็นเด็กหญิง เพราะเชื่อว่าหากลูกสาวได้ดิบได้ดีเป็นนางพนักงานอยู่ในวังเฉกเช่นเดียวกับคุณพิน ผู้ชายทั้งหลายก็ใคร่จะสู่ขอให้ออกเรือนไปกับตนทั้งสิ้น และหากแม่พิศได้ออกเรือนกับขุนน้ำขุนนางไป พ่อแม่จะได้สบายได้พึ่งพาใบบุญของลูกสาว ได้มั่งมีความสุขในยามแก่ชรา
แม่พิศเป็นเด็กหญิงที่ว่านอนสอนง่าย ฉลาด และเรียนรู้งานได้เร็ว จึงได้ทำงานเป็นนางพนักงานห้องเครื่องของหม่อมห้ามองค์หนึ่ง
เมื่อแม่พิศเติบใหญ่กลายเป็นสาวรุ่นวัย 18 ปี ด้วยหน้าตาที่จัดว่าสะสวย ผิวพรรณผุดผ่องเป็นยองใย ตลอดจนจริตกิริยานั้นก็ได้รับการปรุงแต่งอย่างเหมาะสม รู้ว่าควรจะหวานในเวลาใดและควรจะมีจริตจะกร้านในเวลาไหน แม่พิศจึงไม่พ้นจะถูกนางพนักงานคนอื่นอิจฉา
ความเป็นอยู่ในวังนั้นแม้จะสุขสบาย แต่ก็บ่มเพาะไปด้วยความอิจฉาริษยา
ด้วยนางพนักงานแต่ละคนล้วนแต่อยากเป็นคนโปรดของคุณท้าวนางหรือหวังได้เลื่อนขั้นไปรับใช้ใกล้ชิดเจ้าจอมหรือเจ้าหญิงพระองค์ใดพระองค์หนึ่งกันทั้งนั้น เพราะนั่นก็เหมือนกับเป็นการเลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงานและเป็นการเพิ่มคุณค่าในตัวเองได้อีกทาง เพราะหากได้รับใช้ใกล้ชิดเจ้านายที่มีตำแหน่งสูง โอกาสที่จะได้ตบแต่งเป็นเมียออกหน้าของเจ้าขุนมูลนายผู้ใดผู้หนึ่งก็ไม่ไกลเกินเอื้อม
ทว่าหนทางของแม่พิศนั้นแม้จะไม่ได้ยากยิ่งเพราะคุณพินให้การสนับสนุนอยู่แล้วและก็มีหน้าตาที่สะสวยอยู่เป็นทุน แต่หนทางก็ย่อมมีอุปสรรคอยู่บ้าง เมื่อความงดงามนั้นต้องถูกโอ้โลมด้วยฝ่ามือของสตรีด้วยกัน
ความสวยงามของแม่พิศนั้นเป็นที่เสน่หาของ ‘แม่อ่ำ’ นางพนักงานต้นห้องของกรมหมื่นหญิงผู้สูงศักดิ์ และเมื่อแม่พิศอยากจะได้ดีย้ายจากนางพนักงานห้องเครื่องมารับราชการในวังกรมหมื่นหญิง แม่พิศก็ต้องเอาตัวเข้าแลก
‘มันจะเสียหายอันใดกันเล่าแม่พิศ ก็แค่ให้มันลูบๆ คลำๆ เล่นก็เท่านั้นเอง สึกหรอเสียที่ไหนกันล่ะ ก็ผู้หญิงด้วยกันทั้งนั้น’
เสียงคุณน้าพินยังก้องอยู่ในหู แต่สิ่งที่แม่พิศกำลังเผชิญอยู่นี้เล่า มันไม่ใช่แค่การลูบๆ คลำๆ อย่างที่คุณน้าพินบอกสักนิด เพราะแม่อ่ำนั้นกำลังทำให้ความเป็นสาวของแม่พิศแตกตื่น
“โอ๊ะ! พี่อ่ำ อย่าจับตรงนั้นสิจ๊ะ ฉัน... ฉันจักจี้”
แม่พิศร้องขึ้นอย่างตกใจเมื่อแม่อ่ำตะปบฝ่ามือวางไว้ใต้ราวนม พลางลูบไล้เล่นอย่างเบามือ
“โธ่... น้องพิศจ๊ะ ครั้งแรกก็แบบนี้แหละจ้ะ ประเดี๋ยวน้องพิศก็จะชินไปเอง คราวหน้าน้องพิศนั่นแหละจะเป็นคนเร่งเร้าให้พี่อ่ำจับบ่อยๆ”
แม่อ่ำพูดขณะมือไม้ไม่ได้หยุดอยู่กับที่เลยสักนิด ยังคงทำหน้าที่บีบเคล้นลูบไล้บนเนื้อตัวของสาวรุ่นที่สวยสดงดงามไม่ต่างจากดอกไม้แรกแย้ม และหากหล่อนจะได้เป็นคนแรกที่ชอนชิมหยาดน้ำหวานจากดอกไม้งดงามนี้ หล่อนก็คงจะมีความสุขราวกับขึ้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็ไม่ปราน
“จะ... จริงเหรอจ๊ะ พี่อ่ำไม่หลอกฉันแน่นะ”
แม่พิศถามอย่างตะกุกตะกักเริ่มรู้สึกวาบๆ หวิวๆ ในอกสาว เมื่อมือของแม่อ่ำนั้นแตะไต่ไปมาตามเนื้อตัวของหล่อนราวกับหนวดหมึกที่มักจะพันนิ้วมือของหล่อนเสมอในยามเตรียมของทะเลสดๆ ให้คุณน้าพินปรุงอาหาร
“จริงสิจ๊ะ พี่จะหลอกน้องพิศทำไมกันเล่า ว่าแต่น้องพิศน่ะอยากมาอยู่กับพี่จริงๆ หรือเปล่า หรือจะแค่มาหลอกให้พี่พาน้องพิศไปฝากฝังกับกรมหมื่นฯ ท่านเท่านั้น”
“โธ่... ทำไมพี่อ่ำพูดเยี่ยงนั่นเล่าจ๊ะ พูดอย่างนี้ฉันก็เสียหายได้ ถ้าฉันไม่อยากมาอยู่กับพี่ ฉันก็คงไม่...”
แม่พิศพูดแล้วก็อยากจะกัดลิ้นตัวเองนัก เมื่อดวงหน้าของแม่อ่ำที่มิได้สวยงามแต่อย่างใด ทั้งยังมีลักษณะเป็นเหลี่ยมเป็นสันเฉกเช่นผู้ชายกำลังลอยเด่นอยู่เบื้องหน้าของตนเอง และทำท่าจะโน้มต่ำลงมาหาในไม่ช้า
ใจหนึ่งอยากจะกรีดร้องพร้อมดีดดิ้นให้ร่างนี้พ้นไปจากตัว แต่ก็จำต้องกลั้นใจเอาไว้ ทั้งฝ่ามือก็กำเข้าหากันแน่นเพื่อลดความประหม่าพรั่นพรึงกับการ ‘เล่นเพื่อน’ ครั้งแรกของตนเอง
แม้จะรู้ว่าการเล่นเพื่อนนั้น ตนเองไม่ได้เป็นฝ่ายสูญเสีย แต่มันก็คือสิ่งที่หล่อนไม่เคยคิดจะปรารถนามาก่อน เรือนร่างนี้อยากเก็บไว้ให้บุรุษมาเชยชิด ไม่ใช่ให้นางอ่ำนางข้าหลวงกรมหมื่นฯ มาชื่นชิดเชยชมเป็นคนแรก
แต่แล้วสิ่งที่แม่พิศหวาดหวั่นพรั่นพรึงก็ไม่ได้น่ากลัวเกรงอย่างที่แอบอกสั่นขวัญแขวนเลยสักนิด กลับกันที่หล่อนได้รับความเพลิดเพลินจนต้องครวญครางในลำคอเบา
“อื้อ... พี่อ่ำจ๋า... พี่ทำอะไรฉัน”
แม่พิศดิ้นพล่านเมื่อแม่อ่ำซุกไซ้จมูกที่ซอกคอทำให้หล่อนเสียวสยิวจนต้องบิดกายอย่างทำอะไรไม่ถูก ยิ่งแม่อ่ำลูบไล้ไปบนเนินเนื้ออวบอิ่มสมวัยสาวสะพรั่ง แม่พิศก็ต้องห่อไหล่หนีก่อนจะเปลี่ยนเป็นแอ่นอกสู้มือแม่อ่ำไม่หยุด
“อา... พี่อ่ำจ๋า... พี่ทำอะไรฉัน พี่จะฆ่าฉันหรือไร”
แม่พิศบิดกายไปมาเพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่บังเกิดอยู่ในอกหล่อนนี้เรียกว่าอะไร รู้แต่ว่ามันกำลังทำให้หล่อนหายใจติดขัด จนต้องอ้าปากพะงาบๆ เรียกเอาลมหายใจเข้าสู่ร่างกายโดยเร็ว
“พี่ก็จะทำให้น้องพิศมีความสุขยังไงเล่าจ๊ะ รับรองว่าน้องพิศจะมีแต่ความสุขมิรู้ลืม”
แม่อ่ำเคลื่อนมือไปปลดผ้าแถบรัดอกอึดอัดนั้นให้คลายออก ก่อนจะเลื่อนฝ่ามือขึ้นไปกอบกุมความอวบอิ่มเอาไว้ทั้งสองข้าง ใบหน้าซุกไซ้สูดดมความหอมของน้ำอบน้ำปรุงและกลิ่นกายสาวสะพรั่งที่ไม่เคยได้ต้องมือชายใดมาก่อน เพราะได้รู้ได้เห็นและแอบมองแม่พิศมาตั้งแต่เริ่มแตกเนื้อสาว แต่ในยามนั้นตัวหล่อนเองก็มีสาวน้อยสาวใหญ่ในตำหนักมาให้เชยชมมิได้ขาด ด้วยก็หวังจะได้ดิบได้ดีอยู่ในตำหนักกรมหมื่นฯ กันทั้งนั้น
และในยามนี้ก็ถึงคราวที่แม่พิศจะเป็นหนึ่งในเด็กสาวพวกนั้น แค่น้าสาวของแม่พิศเอ่ยฝาก หล่อนก็แทบจะรับฝากเสียเดี๋ยวนั้น แต่เพราะขนบในรั้วในวังนั้นมีขั้นมีตอน กว่าจะนำความขึ้นทูลและกรมหมื่นฯ ท่านอนุญาต หล่อนก็แทบจะรอคอยให้ถึงวันนี้ไม่ไหว แลเมื่อเนื้อหวานอันโอชะมารอคอยอยู่ตรงหน้าก็ต้องกลืนกินให้สมความกระหายอยาก
“อา... พี่อ่ำจ๋า... พี่อ่ำทำอะไรฉัน... อา...”
ริมฝีปากสาวน้อยอ้าพะงาบๆ พร่ำคำพูดพร้อมหอบหายใจน้อยๆ อย่างคนที่ไม่เคยเจอกับเรื่องอัศจรรย์ใจแบบนี้มาก่อน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกำลังกลายเป็นเชื้อไฟที่โลมเลียร่างกายของหล่อน จนสะบัดร้อนสะบัดหนาวสั่นสะท้านไปหมดทั้งตัว แต่ความใคร่รู้ก็มีมากเสียจนต้องผงกหัวขึ้นมองในสิ่งที่แม่อ่ำกำลังทำ
ดวงตาสาวน้อยเบิกกว้างมองหัวทุยของแม่อ่ำที่ก้มๆ เงยๆ อยู่ที่บัวคู่งาม ดอกบัวตูมที่เพิ่งเคยเจอฝ่ามือคนอื่นเป็นครั้งแรกนอกจากมือตัวเองที่คอยขัดถูคราบเหงื่อไคลทุกคืนวัน
และไม่เพียงแค่ฝ่ามือเพราะปลายลิ้นของแม่อ่ำที่แลบออกมายาวก่อนจะเลียไล้ที่ปลายยอดพร้อมกับใช้ริมฝีปากดูดดุนปลายยอดไปมา ก็ทำให้แม่พิศตาเหลือกกว้างมองสิ่งอัศจรรย์นั้นอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูก แต่ก็ต้องหลับตาพริ้มเพื่อซึมซับเอาความอัศจรรย์ที่แม่อ่ำกระทำต่อไปไม่หยุด และแม่พิศก็ได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่ง
เมื่อทุกจังหวะที่ปลายลิ้นของแม่อ่ำเลียไล้ขึ้นลงหรือทุกครั้งที่ริมฝีปากของแม่อ่ำดูดดุนยอดอกกระจิริดนั้นเข้าสู่อุ้งปาก อะไรบางอย่างก็กระตุกวาบๆ อยู่ที่เครื่องเพศของหล่อน จนต้องบดเบียดหน้าขาเข้าหากันแน่น ทั้งภายในใจก็ร่ำร้องอยากจะให้แม่อ่ำแตะต้องที่จุดนั้นเสียเหลือเกิน
“อื้อ... พี่อ่ำจ๋า... ฉัน... ฉัน...”
“เสียวใช่รึไม่น้องพิศจ๋า ประเดี๋ยวน้องพิศจะได้เสียวยิ่งกว่านี้อีก เสียวจนจะขาดใจตายแต่ก็ไม่ตาย มันคือความสุขอย่างสุดยอด จนน้องพิศต้องกรีดร้องให้พี่ช่วย”
แม่อ่ำบอกเสียงกระเส่าพลางก้มลงสูดดมความหอมจากร่องอกอวบอิ่มสมวัย
“จริงหรือจ๊ะ จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือจ๊ะ พี่อ่ำจ๋า... พี่อ่ำจะทำให้ฉันมีความสุขจริงๆ หรือจ๊ะ”
“จริงสิจ๊ะน้องพิศจ๋า คอยดูก็แล้วกัน พี่จะทำจนน้องพิศสุขที่สุด”
“อื้อ... พี่อ่ำจ๋า... ฉัน... ฉัน... ฉันเสียวอีกแล้ว โอย... พี่อ่ำจ๋า... พี่อ่ำทำอะไรฉัน โอย...”
แม่พิศดิ้นพล่านไม่หยุดจนผ้าโจงหลุดออก เนื้อตัวที่ดีดดิ้นนั้นล่อนจ้อนราวกับเด็กแรกเกิด และเมื่อแม่อ่ำตะปบฝ่ามือลงบนความเป็นหญิงพร้อมกับเคล้นคลึงไปมาเบาๆ แม่พิศก็ยิ่งอ้าปากพะงาบๆ หายใจหายคอแทบไม่ทัน เมื่อความรู้สึกหนึ่งเข้าแทรกกลางระหว่างร่าง จนหล่อนต้องอ้าหน้าขาที่บดเบียดกันนั้นออก เพื่อให้ฝ่ามือของแม่อ่ำแตะต้องสัมผัสกับดอกไม้แรกแย้มที่หล่อนควรสงวนไว้อย่างเต็มที่
“อา... พี่อ่ำจ๋า... ฉันเสียวเหลือเกิน อา...”
“พี่จะทำให้น้องพิศเสียวไม่หยุด”
และแม่อ่ำก็ทำได้ตามปากพูดเมื่อเรือนร่างที่เปล่าเปลือยไม่ต่างกันนั้นเคลื่อนริมฝีปากลงต่ำไปตามหน้าท้องและสีข้างขณะที่ฝ่ามือไม่ได้ละออกจากดอกไม้แรกแย้มนั้นเลย
แม่พิศบิดกายไปมาไม่หยุด ดวงตาสวยหวานเบิกกว้างมองแต่ขื่อคานด้านบนพลางนึกอยากจะล่องลอยขึ้นไปอยู่บนคานขื่อนั้นนัก เพราะยิ่งริมฝีปากของแม่อ่ำลากไล้ลงต่ำเท่าไร เนื้อกายของหล่อนก็อยากจะโลดแล่นให้สูงขึ้นอีก แต่แม่พิศก็ไม่รู้ว่าหล่อนจะแอ่นตัวได้สูงสักเท่าไร รู้แต่ว่าสะโพกผายนั้นอยู่ไม่ติดที่นอนเย็บนุ่นนุ่มนิ่มนั้นเลย แต่แล้วหล่อนก็ได้รู้
“อ่ะ! พี่อ่ำจ๋า... โอว... พี่อ่ำ... พี่อ่ำจ๋า... พี่อ่ำ... อื้อ... พี่อ่ำจ๋า...”