ณ สนามบินสุวรรณภูมิ บริเวณผู้โดยสารขาออก คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีทั้งผู้โดยสาร และคนที่มารอรับ –ส่ง ญาติของตน ตรงทางออก ต่างก็เดินไปมา ดูพลุกพล่านไปหมด หนึ่งในนั้น มีหญิงสาวรูปร่างบอบบางรวมอยู่ด้วย ดูรวม ๆ แล้วก็ไม่ได้มีความสวยเด่นพิเศษอะไรมากมายนัก ที่จะทำให้เป็นที่สะดุดตาแก่ผู้พบเห็นในแวบแรก หากจะมีก็แต่ดวงตาหวานซึ้งที่ดูเศร้า แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวอยู่ในตัว กอปรกับใบหน้าเนียนใส ไร้สิวเสี้ยนที่ทำให้ดูน่ามอง
น้ำริน ฤทธิ์รณชัย จะร่วมเดินทางไปกับสายการบินภายในประเทศ เพื่อไปพักผ่อน หลังจากหน้าที่การเป็นพยาบาลพิเศษให้กับผู้ป่วยรายหนึ่ง ที่หญิงสาวดูแลได้สิ้นสุดลง เมื่อท่านได้จากโลกนี้ไปแล้ว นับตั้งแต่หล่อนได้ลาออกจากการเป็นพยาบาลประจำในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เมื่อห้าปีก่อน
น้ำรินยังจำได้ดีท่านเคยพูดว่า รู้สึกถูกชะตาและเอ็นดูหล่อนมาก อยากให้ไปดูแลท่านที่บ้าน โดยให้ค่าจ้างที่คุ้มค่าเลยทีเดียวล่ะ แถมเป็นค่าจ้างที่หาทั้งปีก็ไม่มีทางได้เท่านี้ ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องค่าจ้างแต่อย่างใด ที่ทำให้หญิงสาวตัดสินใจลาออกมาเป็นพยาบาลพิเศษให้กับท่าน เมื่อได้ดูแลอย่างใกล้ชิด คือความสนิทสนมที่ท่านมอบให้ ทำให้หล่อนรู้สึกรัก รู้สึกผูกพันและเทิดทูนท่าน เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งของตนเองก็ไม่ปาน
ท่านเป็นหญิงชรา อายุประมาณแปดสิบต้น ๆ ป่วยด้วยโรคร้ายที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หมอบอกว่าเหลือเวลาอีกไม่กี่ปีเท่านั้น ที่เธอจะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ น้ำรินรู้สึกสงสารเธอจับใจ ทำไมนะหญิงชราผู้นี้ถึงไม่มีใครมาดูแลไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน เขาไปอยู่ไหนกัน ฐานะท่านก็จัดว่าร่ำรวยมหาศาลอยู่ คนที่จะมาสืบทอดมรดกหายไปไหนหมดนะ..
หญิงสาวมาทราบภายหลัง เมื่อได้เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดที่บ้าน ญาติมิตรของท่านต่างย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศ นาน ๆ จะกลับมาหาเสียทีหนึ่ง ทำให้น้ำรินอดคิดถึงตัวเองไม่ได้ว่า หล่อนก็ไม่มีญาติที่ไหน ที่สามารถพึ่งพาได้ จะมีก็แต่ญาติห่าง ๆ ที่ไม่ได้ติดต่อเลยหลังจากที่พ่อกับแม่แยกทางกัน ตั้งแต่หล่อนยังเด็ก น้ำรินอยู่กับมารดาตามลำพังสองแม่ลูก จนกระทั่งท่านได้จากไปด้วยอุบัติเหตุ ตอนนั้นหล่อนกำลังเรียนพยาบาลอยู่ปีสอง ต้องดิ้นรนหาเงินเพื่อส่งเสียตัวเอง กว่าจะจบมาได้ เลือดตาก็แทบกระเด็น
น้ำรินรู้ดีว่าความเหงา ความโดดเดี่ยว การไร้ที่พึ่งพิงไม่ว่าจะทางกาย หรือทางใจนั้น เป็นเช่นไร แม่จากไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ตอบแทนพระคุณเลยด้วยซ้ำ หล่อนจึงอยากทดแทน และเป็นส่วนเติมเต็มให้กับคนที่ขาดสิ่งนี้เช่นเดียวกับหล่อน น้ำรินปรนนิบัติต่อท่านดุจดังญาติมิตรของตน ผู้สูงวัยก็เช่นกัน ท่านเองก็ไม่ถือตัว ซ้ำยังดูแลหล่อน ประหนึ่งว่าเป็นยายกับหลาน กันจริง ๆ เลยทีเดียว ทั้งสองจึงจูนเข้าหากัน ได้อย่างง่ายดาย
แต่แล้ว..วันเวลาแห่งความสุขก็สิ้นสุดลง เมื่อสิ่งที่หล่อนกลัวอยู่ในใจลึก ๆ มานานเป็นเวลาห้าปีกว่าก็พรากท่านไปจากหล่อนจนได้ และอย่างไม่มีวันหวนกลับ โรคร้ายที่คอยเกาะกินอยู่ในตัวหญิงชราผู้มีจิตใจดี อ่อนโยน โอบอ้อมอารี มันค่อย ๆ แทรกผ่านเข้ามาจนทำให้ร่างกายทนไม่ไหวอีกต่อไป
แต่ก่อนจาก ท่านได้มอบของสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีราคาค่างวดเท่าใดนั้น หล่อนมิอาจทราบได้ นั่นก็คือแหวนเพชรวงเล็ก ๆ วงหนึ่ง ตรงกลางเป็นรูปหัวใจ
ล้อมกรอบด้วยเพชรขาวเม็ดเล็ก สวยน่ารักมาก ‘เก็บของสิ่งนี้ไว้ให้ดีนะ สักวันหนึ่ง แหวนวงนี้ จะทำให้หนูพบกับความสุข ความสบายในอนาคต ภายภาคหน้าอย่างแน่นอน’
วันเวลาแห่งความโศกเศร้าผันผ่านไปแล้วประมาณสองอาทิตย์กว่า น้ำรินอยู่ช่วยงานศพให้ท่านจนเสร็จสิ้น ซึ่งก็มีญาติมิตรไม่กี่คนมาร่วมงาน ผู้จัดการมรดกได้มอบทรัพย์สินทั้งหมดให้กับมูลนิธิต่าง ๆ น้ำรินเห็นด้วยที่ท่านทำอย่างนั้น หล่อนไม่อยากเศร้า ไม่อยากทำอะไรเลยหลังจากนั้น อยากพักผ่อนลำพังสักระยะแล้วค่อยว่ากันใหม่กับอนาคตที่ไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไรต่อไป แหวนวงนี้จะนำพาความสงบสุขมาให้หล่อนจริงดังที่ท่านว่าไว้หรือเปล่านะ
น้ำรินหวนคิดถึงวันเก่า ๆ ที่ผ่านเข้ามาและเมื่อนึกถึงท่าน หล่อนก็เผลอเอามือ คลำหาแหวนที่คล้องไว้ด้วยสร้อยราคาถูก พลางกุมสิ่งนั้นไว้ในกำมือ อธิษฐานในใจว่า ขอให้แหวนวงนี้เป็นเครื่องนำโชค นำพาสิ่งดี ๆ มาให้หล่อนด้วยเถิด หญิงสาวยืนมองกระเป๋าเดินทาง ที่กำลังเลื่อนเข้าไปยังเครื่องสำรวจอย่างเหม่อลอย ก่อนจะเดินเข้าไปสู่ห้องผู้โดยสารขาออก เมื่อได้ยินเสียงประกาศจากทางสนามบินดังขึ้น พร้อมกับส่งภาษาทั้งไทย จีน ฝรั่งจนครบถ้วน หล่อนได้ที่นั่งริมหน้าต่าง พลางอมยิ้มอย่างพึงพอใจที่จะได้มองภาพวิว ทิวทัศน์ภายนอกเครื่อง อย่างสบายอารมณ์ หลังจากเก็บสัมภาระเล็ก ๆ น้อย ๆ เรียบร้อยแล้ว
น้ำรินนั่งลงรอเวลาเครื่องจะออก ในระหว่างที่รอ ก็หยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ที่หล่อนเพิ่งไปซื้อมาได้ไม่นานนัก ก่อนที่ท่านของหล่อนจะเสีย หญิงสาวเลือกฟังก์ชันฟังเพลง เวลาอย่างนี้ สมควรฟังเพลงสินะถึงจะถูก น้ำรินยังคงดื่มด่ำอยู่กับการฟังเพลง พร้อมกับมองทัศนียภาพภายนอกเครื่องในบริเวณสนามบินอยู่อย่างเพลิน ๆ เอียงศีรษะไปพิงกับกระจกริมหน้าต่าง มือกอดอก ฮำเพลงในลำคออย่างอารมณ์ดี
“ขอโทษนะคุณ..ขอดูเลขที่นั่งหน่อย” น้ำเสียงทุ้ม ๆ ค่อนข้างวางอำนาจในตัว ดังอยู่เหนือหัว เยื้องไปทางด้านหลังเล็กน้อย ปลุกให้หญิงสาวสะดุ้งโหยง จากที่กำลังเพลินอยู่กับมือถือคู่ใจ ก็เงยหน้าขึ้นไปมองยังต้นเสียง ที่บังอาจมาขัดจังหวะเวลาส่วนตัว พลางขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างขัดใจ แต่ก็ต้องชะงักงันไปชั่วขณะ เมื่อได้สบตากับสายตาคมกริบของอีกฝ่าย ที่จ้องอยู่ก่อนแล้ว
โอ..พระเจ้า! หญิงสาวรำพึงในใจ คนอะไรหล่อบาดตา แค่ใบหน้าที่ไม่ได้ตกแต่งใด ๆ เลยก็กินขาดพวกนายแบบบนปกนิตยสาร หรืออาจจะหล่อกว่าพระเอกหนังหลาย ๆ คนด้วยซ้ำ ช่างเป็นความสมดุลที่ลงตัวเสียเหลือเกิน เพอร์เฟกต์สุด ๆ ! ผู้ชายอะไรขนตาช่างยาวงอนสวยกว่าผู้หญิงอย่างหล่อน จนน่าอิจฉา แม้แต่รอยย่นบริเวณหางตา ยังเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ส่งให้ผู้ชายคนนี้ ดูเป็นคนที่มีรอยยิ้มอยู่เสมอ และดูเป็นคนจริงจังไปในตัว จมูกก็โด๊ง..โด่ง คมสันราวกับรูปปั้น แล้วไหนจะริมฝีปากที่บางได้รูปนั่นอีกล่ะ ช่างยั่วยวนเสียเหลือเกิน บวกกับรูปร่างที่สูงโปร่ง ผิวที่ขาวสะอาดราวกับไม่เคยโดนแดดเลยสักครั้ง ดูรวม ๆ แล้วเหมือนเป็นชาวต่างชาติด้วยซ้ำ ไม่ใช่คนไทยอย่างแน่นอน แต่ เอ.. เมื่อกี้เขาพูดภาษาไทยได้ชัดแจ๋วเลยนี่นา โอ๊ะ..เพิ่งรู้ตัว ว่าตัวเองอ่านกินผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ได้ขนาดนี้เลยหรือนี่ เราไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนะ
“ขอโทษนะคะคุณผู้หญิงรบกวนขอดูเลขที่นั่งของคุณอีกครั้งได้ไหมคะ? ” น้ำรินตื่นจากภวังค์แทบจะทันที เมื่อได้ยินเสียงหวานใส จากแอร์โฮสเตสสาว พลางละสายตาจากชายหนุ่มร่างสูง ไปยังเจ้าของเสียงหวานแทน มือก็คลำหาเลขที่นั่ง เมื่อเจอแล้วก็ยื่นส่งให้แอร์สาวสวยแบบงง ๆ หญิงสาวสังเกตเห็นแอร์โฮสเตสมองดูเลขที่นั่งสองใบในมือ ก่อนจะพูดออกมาว่า
“ประทานโทษนะคะดิฉันขอนำเลขที่นั่งสองใบนี้ไปตรวจสอบสักประเดี๋ยวนะคะ” สักพัก พี่นางฟ้าคนเดิมก็เดินกลับมาด้วยหน้าตาตื่นปนหอบนิด ๆ คงเพราะรีบวิ่งมากระมัง ก่อนจะมาหยุดยืนหอบแฮ่ก ๆ ข้างชายหนุ่มรูปงามคนนั้น
“ต้องขอประทานโทษด้วยนะคะ ที่ทำให้ต้องเสียเวลา คุณ.. เอ่อ มิสเตอร์ คือคงเกิดความผิดพลาดจากพนักงานขายตั๋วน่ะค่ะ ทำให้ บุ๊คที่นั่งซ้ำกัน เดี๋ยวทางเราจะจัดที่นั่งให้คุณใหม่ทางด้านหลังสองที่นั่งเลยนะคะ” แอร์สาวผู้น่าสงสาร พูดตะกุกตะกัก เป็นภาษาอังกฤษ ทั้งก้ม ทั้งโค้ง กล่าวขอโทษชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าอย่างรู้สึกผิด แต่ดูเหมือนว่าประโยคเมื่อสักครู่ของหล่อน จะไปกระทบระบบประสาทส่วนไหนของชายหนุ่มก็ไม่อาจทราบได้ เมื่อเขาแสดงท่าทางหัวเสียส่ายหัวไปมาอย่างระอา หัวคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างโกรธจัด ก่อนจะสบถออกมาแบบไม่ไว้หน้าใคร
“อะไรนะ! จัดที่นั่งซ้ำกันอย่างนั้นเรอะ! เป็นไปได้ยังไง! ชุ่ยที่สุด พวกคุณทำงานกันยังไง ผมอุตส่าห์ลดตัวลงมา เพื่อลองนั่งชั้นธรรมดา ๆ ดู บ้าง แต่กลับมีปัญหาเข้าจนได้ โลว์คลาสสมชื่อจริง ๆ”
“ ต้องขอประทานโทษจริง ๆ นะคะ ทางเราจะรับผิดชอบ โดยการจัดที่นั่งให้ใหม่ทางตอนหลัง ให้ท่านสองที่เลยค่ะ”
“ เฮอะ! จัดการได้เท่านี้น่ะหรือ ได้ ..ถ้าอย่างนั้นก็ให้ผู้หญิงคนนี้ ไปนั่งตรง
นั้นแทนผมสิ ในเมื่อที่นั่งซ้ำกัน และอีกอย่างผมต้องการนั่งตรงนี้!”
“ คึ..คือว่า..คุณผู้หญิงท่านนี้ เธอมาก่อนตั้งแต่ สิบห้านาที ที่แล้วน่ะค่ะ”
“ อ้อ! งั้น.. แสดงว่า ผมเป็นคนผิดอย่างนั้นหรือ? ที่มาทีหลังผู้หญิงคนนี้ ยังไงผมก็ยืนยันจะนั่งตรงนี้ ถ้าหากว่ายังมีปัญหาอีก ก็ไปเรียกกัปตัน หรือว่าคนที่พูดรู้เรื่องกว่านี้ มาคุยกับผมดีกว่า เข้าใจมั๊ย!?” น้ำรินได้ยินทุกคำพูด ของทั้งสองฝ่ายที่ตอบโต้กัน ด้วยภาษาอังกฤษ พลางลุ้นไปด้วยว่าจะลงเอยอย่างไร ผู้โดยสารหลายคนต่างก็หันมามองยังจุดที่ ชายหนุ่มผู้นั้นยืนค้ำหัวหล่อนอยู่ พร้อมกับแอร์สาวผู้น่าสงสารที่ยืนตัวสั่นงันงก เพราะกริ่งเกรงต่อผู้ชายวางอำนาจตรงหน้า
ฮึ! อีตานี่ คงคิดว่าหล่อนฟังไม่รู้เรื่องล่ะสิ ว้า..นึกเสียดายเสียเหลือเกิน ที่อุตส่าห์ชมในใจก่อนหน้านี้ รูปร่างหน้าตา ที่หล่อเหลาของเขาคงงดงาม และเพอร์เฟกต์ แต่เพียงร่างกายภายนอกเท่านั้นกระมัง หญิงสาวกำลังคิดว่ารูปร่างที่จัดว่าดูดี หล่อเหลาราวกับเทพบุตรตรงหน้านี้ เป็นของจริงหรือเปล่า เพราะเมื่อได้มองดูและฟังการสนทนาแล้ว สรุปเอาเองในใจว่าเขาคงไม่มีหัวคิดสักเท่าไหร่นักหรอก คงเป็นประเภทพวกเด็กหัวนอกทั้งหลาย ที่เดินทางไปร่ำเรียนเสียไกลถึงเมืองนอกเมืองนา เพื่อจะแสดงถึงความโก้หรู ทันสมัย และที่สำคัญ คงทำไปเพื่อแก้เซ็งเท่านั้น แล้วกลุ่มคนพวกนี้ ส่วนมากก็ล้วนแล้วแต่มีรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลา แล้วก็สวยเลิศเลอ มีเสน่ห์ เป็นที่ดึงดูด และได้รับความสนใจจากเพศตรงข้าม แทบทั้งสิ้น แต่ส่วนประกอบภายนอกเหล่านี้ คงจะมีแต่สมองที่โบ๋เบ๋ เป็นแน่ โดยเฉพาะกับผู้ชายตรงหน้าคนนี้ ที่ชอบทำอะไรตามใจตัวเองไม่สนใจว่าคนอื่นจะเดือดร้อนมากน้อยแค่ไหน นอกจากสนใจเรื่องของตนเองเป็นหลักเท่านั้น
ก่อนที่อะไรมันจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ อีกอย่างน้ำรินก็ไม่อยากให้สายการบินถูกเลื่อนให้ล่าช้าออกไป เพราะปัญหาเพียงแค่เล็กน้อยที่กำลังประสบอยู่ตรงหน้า และด้วยความที่หล่อนเป็นคนไม่ชอบมีปัญหากับใคร อะไรที่พอจะยอมได้ก็ยอม ๆ กันไป กอปรกับไม่อยากให้เกิดความตึงเครียดภายในเครื่องบินลำนี้ แล้วก็ให้สงสารแอร์โฮสเตสสาวผู้นั้นเหลือเกินจึงตัดสินใจ เอ่ยออกไป เพื่อตัดปัญหา ยอมเสียสละเสียเองจะดีกว่า
“ เอ่อ..คุณคะ เดี๋ยวฉันย้ายไปนั่งทางตอนหลังเองก็ได้ค่ะ ว่าแต่.. ฉันจะได้นั่งสองที่ใช่ไหมคะ?” ได้ผลแฮะ..เพราะพอสิ้นเสียง ทั้งสองก็หันมามองหล่อนเป็นตาเดียว น้ำรินมองเห็นแววตายินดีฉายแวบออกมาจากดวงหน้าหวานใสของแอร์สาวแต่กลับพบกับสายตาอีกคู่หนึ่งที่มองอย่างไม่พอใจ ดวงตาคมกริบของชายหนุ่มผู้นั้นส่งมายังหล่อนคล้ายต่อว่ากลาย ๆ อะไรกันอีกล่ะ อีตานี่ คนเขาอุตส่าห์เสียสละที่นั่งที่นายอยากได้นักอยากได้หนาแล้วไง ยังจะทำหน้าไม่พอใจ จะเอายังไงอีก
น้ำรินเชิดหน้ามองสบตา เขากลับไปบ้างอย่างหยั่งเชิง ก็เอาสิ เป็นไงเป็นกัน คนเขายอมให้แล้วยังจะมาไม่พอใจอะไรอีก หรือว่าจะเปลี่ยนใจ เกิดอยากได้ที่นั่งที่เขาเตรียมไว้ให้ขึ้นมา โธ่เอ๊ย! ไม่เป็นลูกผู้ชายเอาเสียเลย ค่อนแคะเขาในใจ แถมยังโต้ตอบกลับไปทางสายตาอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน เมื่อไม่ได้ยินประโยคใด ๆ หลุดออกมาจากปากสวย ๆ ของผู้ชายตรงหน้า หญิงสาวจึงฉวยกระเป๋าสะพายคู่ใจ เตรียมจะลุกจากที่นั่ง รู้สึกเสียดายนิด ๆ อยู่ครามครัน อุตส่าห์ดีใจที่ได้ ที่นั่งเหมาะ ๆ แล้วเชียว
“จะไปไหน นั่งลงตรงนี้นั่นแหละ นี่เธอคิดจะหักหน้าฉัน อย่างนั้นหรือ? ทำให้ทุกคนมองว่าฉัน เป็นผู้ชายที่เห็นแก่ตัวอย่างนั้นใช่ไหม ฮึ..!” อะไรอีกล่ะทีนี้ อ๊าย! แล้วทะ..ทำไมต้องก้มหน้าลงมาจนปลายจมูกโด่งสวยเกือบชนกับปลายจมูกเล็ก ๆ ของหล่อนด้วย นี่เขาจงใจ หรือว่าแกล้งกันแน่นะ
“ อ๊ะ!เอ่อ..” น้ำรินสะดุ้งสุดตัว เมื่อจู่ ๆ เขาก็โน้มตัวลงมาพูดกับหล่อนในระยะกระชั้นชิดอย่างนี้ แล้วแถมยังถูกลำแขนแข็งแรงของอีกฝ่ายจับไหล่กดให้นั่งลงตามเดิม ถึงกับพูดไม่ออกทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ อยู่ใกล้กันขนาดนี้ ได้ยินเสียงทุ้มนุ่มที่ฟังดูเซ็กซี่นั่นชัดแจ๋ว แล้วไหนจะดวงตาคมกริบที่จ้องลงมาราวกับคาดโทษอย่างนั้น ชั่ววินาทีนั้นเอง น้ำรินสังเกตเห็น เขาชะงักงันไปชั่วขณะ สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่สร้อยคอราคาถูกของหล่อนนิ่ง ทำให้หญิงสาวไม่สามารถกระดิกตัวไปไหน ได้แต่ส่ายศีรษะไปมาอย่างงง ๆ กับคำพูดและอิริยาบถต่าง ๆ ของเขา คำพูด ใช่..เมื่อกี้เขาพูดภาษาไทยชัดแจ๋วเลยล่ะ แถมยังเหน็บแนมได้เก่งอีกต่างหาก
“ นี่คุณ ผมจะนั่งตรงนี้ แล้วใคร? ที่นั่งตรงนี้ ผมขอซื้อต่อ ให้ห้าเท่าเลยก็ได้ แล้วให้เขาไปนั่งทางตอนหลังที่คุณจัดให้ก็แล้วกัน ว่าไง..ถ้าหากยังมีปัญหาอยู่อีก ผมจะเหมาเครื่องบินลำนี้ ทั้งลำ แล้วไล่ผู้โดยสารลงให้หมด” ประโยคถัดมาของชายหนุ่มหันไปพูดกับแอร์โฮสเตสอย่างวางอำนาจ ยืดอกเต็มความสูงร่วมร้อยเก้าสิบเซนติเมตรเห็นจะได้ น้ำรินเพิ่งสังเกตเห็นเต็ม ๆ ตา ก็ตอนนี้ล่ะ ว่าผู้ชายคนนี้ตัวสูงมากทีเดียว นี่ถ้าหากเทียบกับหล่อนแล้วหัวเธอคงอยู่แถว ๆปลายคางเขากระมัง
ไม่นานนัก ทุกอย่างก็เป็นไปอย่างที่ชายผู้นั้นต้องการ โดยที่หล่อนได้ที่นั่งติดหน้าต่างตามเดิม ส่วนตัวเขากลับยอมนั่งที่ติดกับหล่อนริมทางเดินแทนอีกคน ผู้ชายคนนี้ช่างเป็นคนดูยากเสียเหลือเกิน เมื่อกี้ยังอาละวาดอยากได้ที่นั่งตรงนี้อยู่แหมบ ๆ ตอนนี้กลับเงียบไปเสียเฉย ๆ เฮอะ! คิดว่าตัวเองใหญ่ ร่ำรวยมหาศาลมาจากไหนกัน ประเทศตัวเองก็ไม่ใช่ ทำเป็นกร่าง แหม..เสียแรงที่อุตส่าห์ชื่นชมตอนที่เห็นครั้งแรก แหว่ะ! จะหล่อลากดินมาจากไหน ถ้านิสัยแย่ ๆ อย่างนี้ก็ไม่เอาด้วยหรอก
เครื่องบินลำใหญ่ พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่เหนือพื้นดินของเขตกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปสู่ทางทิศใต้ของประเทศไทย ซึ่งจุดหมายปลายทางของสายการบินนี้ก็คือ..เกาะภูเก็ต เมื่อเครื่องบินเหินขึ้นฟ้า ตามด้วยแรงกระตุกเล็กน้อยพอเครื่องอยู่ในระดับที่ปรับให้เข้าที่แล้ว น้ำรินถึงกับผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เพราะนี่เป็นการเดินทางโดยเครื่องบินเป็นครั้งแรกของหล่อน
เฮ้อ! รอดตายแล้วเรา น้ำรินพิงศีรษะ เอียงหน้าไปทางหน้าต่างมองดูก้อนเมฆสีขาวสะอาดราวกับสำลี จนอยากจะเอื้อมมือไปสัมผัสกับมันเหลือเกิน ว่าจะเป็นเช่นไร ไม่อยากหันไปยังอีกด้าน ที่มีผู้ชายตัวสูง ขายาวข้างหล่อนแม้สักนิดเดียวให้ตายเถอะ คนอะไรก็ไม่รู้ ตัวก็ยาว ขาก็ยาว เกะกะขวางทางเข้าออกไปหมด แล้วถ้าหากว่าอยากเข้าห้องน้ำจะทำยังไง รู้อย่างนี้ให้เขามานั่งที่ ที่เขาอยากได้เสียตั้งแต่แรกก็คงจะดี ดูเหมือนว่า ตัวเขาเองก็ไม่ได้มาสนใจอะไรหล่อนหลังจากนั้น ไม่ได้อยากให้มาสนใจหรอกนะ เพียงแต่กลัวว่าเขาจะหันมาหาเรื่องหล่อนน่ะสิ ชายผู้นี้ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อหาข้อยุติลงได้ ศีรษะได้รูปของเขาเอียงออกไปยังฝั่งทางเดินพร้อมกับท่านอนกอดอกอย่างสบายใจ ขาทั้งสองข้างยาวเก้งก้าง ยื่นตรงไปยังเบาะนั่งด้านหน้า คงอึดอัดน่าดู
“ จะรับเครื่องดื่มอะไรไหมคะ?” สักพักแอร์โฮสเตสสาวก็เดินเข้ามาถาม เอ๊ะ! แล้วคนเดิมไปไหนแล้วล่ะ สงสัยคงขอเปลี่ยนตัว เป็นใครถ้ามาเจอเรื่องแบบนี้เข้า คงไม่อยากร่วมเดินทางด้วยหรอก น้ำรินยิ้มหวานกลับไปให้พี่สาวคนสวย แต่ก็ต้องหุบยิ้มแทบจะทันที เมื่อเห็นว่าสายตาของเจ้าหล่อนกลับจ้องนิ่ง พุ่งความสนใจทั้งหมดทั้งมวล ไปยังชายหนุ่มรูปงามที่นั่งติดริมทางเดิน ที่ตอนนี้นอนสงบนิ่ง ไม่ตื่นขึ้นมารับรู้เรื่องราวใด ๆ ราวกับอดหลับอดนอนมาจากไหนก็ไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่เครื่องเพิ่งออกเท่านั้นเอง ช่วงแรกหญิงสาวรู้สึกโล่งอกกับการเงียบของเขาอยู่หรอก เพราะไม่ได้มารบกวนอะไร ทั้งที่ก่อนหน้านี้ หล่อนกังวลไปสารพัดกลัวว่าผู้ชายคนนี้จะก่อเหตุมิดีมิร้าย คิดว่าเขาคงเป็นพวกอันธพาล แบบพวกลูกเศรษฐี ที่มีนิสัยแย่ ๆ ชอบดูถูกคน แล้วยังชอบลวนลามอีกต่างหาก แต่กลับผิดคาด ก็อีตานี่กลายเป็นหนุ่มมาดขรึม สงบปากสงบคำ ไม่ได้เหลียวแลหรือสนใจการเอาใจใส่ และการตรวจตราดูแลจากบรรดาแอร์สาว ๆ สวย ๆ เลยสักนิด
“ เอ่อ..ขอน้ำส้มแก้วหนึ่งค่ะ” น้ำรินตัดสินใจพูดออกไป ซึ่งก็ได้ผล แอร์สาวสวย ละสายตาจากชายหนุ่มรูปงาม ที่นั่งติดกับหล่อน พร้อมกับหยิบแก้วน้ำส้มส่งมาให้ สาวสวยนางนั้นยื่นตัวไปด้านหน้า แล้วแสร้งทำเป็นสัมผัสโดนแขนของชายหนุ่มแบบที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองกลับไปแต่อย่างใด
“ นี่ค่ะ..ดื่มให้อร่อยนะคะ” พี่สาวคนสวยยื่นแก้วน้ำให้หล่อนเสร็จ พร้อมกับยิ้มหวานหยดส่งมาให้ ก่อนจะเดินจากไปเพื่อไปดูแลผู้โดยสารท่านอื่นบ้าง อนิจจา.. สงสัยพี่สาวคนนั้นคงจะหลงผิดเช่นหล่อน นางชื่นชมใบหน้าที่หล่อเหลาของอีตานี่ จนไม่สามารถถอนสายตาออกไปได้ง่าย ๆ ดูจากอากัปกิริยา เมื่อสักครู่แล้ว เฮอะ! ถ้าพี่นางฟ้าคนนั้นมาเห็นตอนที่เขาแสดงอำนาจบาตรใหญ่ก่อนหน้านี้ล่ะก็ คงหมดศรัทธาไปแล้วเป็นแน่แท้
แล้วนี่ เราจะมาคิดแต่เรื่องของเขาทำไมกัน น้ำรินเหลือบตาไปมองยังร่างสูงเก้งก้างข้าง ๆ ตัวหล่อนด้วยหางตา คนอะไรนอนนิ่งไม่ไหวติงเลย แถมยังระมัดระวังตัวเป็นอย่างดี นี่ขนาดตัวเขาใหญ่จนร่างกายบางส่วนพ้นเก้าอี้ที่นั่งอยู่ เขายังสามารถเก็บร่างกายซะมิดชิด สงสัยคงกลัวว่าจะมาสัมผัสกับตัวหล่อน หึ ๆ นอนตรงแหน่วเสียอย่างนั้น หรือว่าเขากลัวหล่อนจะฉวยโอกาส แต๊ะอั๋ง ลวนลามนะ หญิงสาวกระสับกระส่ายไปมา ว่าจะงีบสักหน่อย ดั๊น..มาปวดท้องเบาซะนี่ โธ่!รู้อย่างนี้ไม่น่าไปกินน้ำส้มแก้วนั้นเลย ลืมนึกไปว่า เวลาเดินทางทีไร เป็นต้องมีอาการปวดปัสสาวะทุกทีเลย โอ๊ย…ทำไงดี ๆ นอนไม่หลับแล้ว ครั้นจะไปห้องน้ำก็ไม่ได้ มีตาคนนี้นอนขวางทางอยู่ จะปลุกก็ไม่กล้า
น้ำรินชะโงกหน้า แล้วหันไปมองยังชายหนุ่มข้างกายอย่างชั่งใจ เอาน่ะ..เป็นไงเป็นกัน ดีกว่าปล่อยให้ฉี่ราดอยู่ตรงนี้ อายเขาตายเลย คิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงค่อย ๆ เคลื่อนกายขยับเข้าไปใกล้ ๆ จ้องมองชายหนุ่มเขม็ง
“เอ่อ..นี่คุณ” เงียบ..ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ตอบกลับมา หญิงสาวจึงถือวิสาสะเขย่าลำแขนแข็งแรงของเขาเบา ๆ พร้อมกับเพิ่มเสียงให้ดังขึ้นอีกนิด