เสียงล้อรถบดถนนลูกรังดังสม่ำเสมอในค่ำคืนอันเงียบสงัด ถนนลูกรังคดเคี้ยวทอดข้ามเนินเขาปกคลุมด้วยต้นไม้สีเขียวชอุ่ม คนขับรถยนต์มุ่งหน้าไปยังจุดหมายท่ามกลางความเงียบไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งรู้สึกถึงความผิดปกติจากกระบะหลัง เหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
เจ้าของรถจึงมองกระจกหลังพร้อมกับขมวดคิ้ว และพึมพำกับตัวเองด้วยความแปลกใจ
“นั่นมันอะไรกัน หรือว่าฉันตาฝาด”
คนขับตัดสินใจหยุดรถตรงข้างทางในช่วงที่มีบ้านคนอยู่หลายหลังพอสมควร พอหยุดรถก็เปิดประตูเดินลงไปด้านหลังกระบะในทันที ก่อนจะยกผ้าคลุมสินค้าออก และก็เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น ทำเอาเจ้าของรถถึงกับผงะถอยหลังด้วยความตกใจ สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือหญิงสาวใบหน้าซีดเซียวที่กำลังนั่งคดตัวซ่อนอยู่ท่ามกลางสิ่งของมากมาย
“เธอเป็นใครกัน! ขึ้นมาอยู่ในรถของฉันได้ยังไง”
ชิงเหม่ยสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจและกลัวมากไม่แพ้กัน ก่อนจะตัดสินใจยกมือขึ้นมาประสานเพื่อขอร้องชายตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกลัว
“ฉะ ฉันขอโทษ ฉันขอร้อง ได้โปรดอย่าไล่ฉันลงไปเลยนะคะ ฉันไม่มีที่ไปจริง ๆ”
เจ้าของรถมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างระแวง เพราะกลัวว่าเธอจะเป็นบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ และเขาก็ไม่คุ้นหน้าของเธอมาก่อนเลย ไม่แน่ใจว่าเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันหรือไม่
“ไม่มีที่ไป? เธอรู้ไหมว่าการแอบขึ้นรถคนอื่นมันไม่ดี”
สภาพจิตใจที่กำลังอ่อนแอ ทำให้หยดน้ำตาอุ่น ๆ เอ่อล้นในดวงตา ใบหน้าสวยก้มลงปล่อยให้น้ำตารินไหลลงพื้นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาของตัวเองปะปนกับความกลัว
“ฉันรู้…แต่ฉันไม่มีทางเลือก ฉันขอร้อง…ได้โปรดเถิด ฮึก”
คนถูกขอร้องนิ่งไปครู่หนึ่ง พยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง แต่สายตาของหญิงสาวตรงหน้านั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังเสียเต็มประดา
“แล้วเธอหนีสิ่งใดมา”
“ฮึก…พ่อกับแม่ต้องการขายฉัน ฉันแค่ต้องการหนีให้พ้น หากคุณไม่ช่วย ฉันคงไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป”
คนฟังถึงกับถอนหายใจหนัก มองหญิงสาวผู้น่าสงสารตรงหน้าด้วยสายตาและความคิดที่ลังเล
“เธอรู้ไหมว่าฉันอาจจะเดือดร้อนถ้าฉันช่วยเธอ”
“ฮือ…ถ้าฉันจะทำให้คุณเดือดร้อน ฮึก…ฉันลงตรงนี้ก็ได้”
“เห้อ!…แต่จะให้ฉันทิ้งเธอไว้แบบนี้ก็ไม่ใช่คนเหมือนกัน”
เจ้าของรถพูดพร้อมกับยื่นมือไปช่วยหญิงสาวให้ลุกขึ้นยืน แม้ว่าจะยังคงระแวง แต่ความเป็นมนุษย์ทำให้เขาตัดสินใจที่จะช่วยเหลือ
“เอาล่ะ เธอไปนั่งด้านหน้ากับฉัน ฉันจะพาเธอไปด้วย แต่พอถึงที่นั่น เธอต้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟัง เข้าใจไหม”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น ชิงเหม่ยก็รีบพยักหน้าตกลงอย่างรวดเร็ว และเช็ดน้ำตาไหลด้วยความโล่งใจ
“ขะ ขอบคุณ ขอบคุณมาก คุณช่วยชีวิตของฉันไว้จริง ๆ”
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไปนั่งด้านหน้ารถ ก่อนที่รถยนต์คันนี้จะเคลื่อนตัวต่อไปในความมืดอีกครั้ง พร้อมกับความคิดที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในหัวของคนขับ
‘ฉันคิดถูกหรือเปล่าที่พาเธอมาด้วย แต่จะให้ปล่อยเธอไปแบบนั้น คืนนี้ฉันคงนอนไม่หลับเป็นแน่’
รถยนต์คันใหญ่เคลื่อนตัวเข้าสู่บ้านชั้นเดียวหลังเล็กตั้งอยู่กลางสวนผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ หลังคามุงกระเบื้องดินเผาโค้งเล็กน้อยตามแบบบ้านชาวสวนชนบท ผนังบ้านทำจากอิฐดินโคลนผสมฟางข้าวที่ให้สัมผัสธรรมชาติ สีสันซีดจางไปตามกาลเวลาแต่ยังคงความอบอุ่นและกลิ่นอายของวิถีชีวิตดั้งเดิม
หน้าบ้านมีระเบียงไม้เล็ก ๆ พร้อมเก้าอี้หวายเก่า ๆ ไว้สำหรับนั่งพักผ่อน พื้นดินรอบ ๆ ปูด้วยอิฐแดงหยาบที่ถูกวางอย่างเรียบง่าย สวนรอบบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ผล ที่กำลังออกผลเต็มต้น กลิ่นหอมหวานของผลไม้และดอกไม้ป่าลอยมาตามลม
“นะ นี่บ้านของคุณเหรอคะ”
“อืม…ลงมาสิ”
อีกฝ่ายตอบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ราบเรียบ ก่อนจะดับเครื่องแล้วเปิดประตูลงจากรถ ชิงเหม่ยจึงไม่รอช้าที่จะลงตามไป และเดินตามเข้าไปในบ้านอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
เมื่อก้าวเข้าสู่ในบ้าน ภายในแบ่งออกเป็นห้องนอนเล็ก ๆ สามห้องนอน และห้องโถงกลางสำหรับรับประทานอาหาร โต๊ะไม้เตี้ยและเก้าอี้นั่งล้อมรอบเตาไฟดินเผา ที่มุมห้องโถงมีชั้นไม้เรียบง่ายวางแจกันดอกไม้ป่าและภาพวาดน้ำหมึกเก่าที่สะท้อนถึงความสุขสงบของบ้าน
ชิงเหม่ยหันมองออกไปนอกหน้าต่างบานเล็ก จะเห็นภาพทิวเขาเขียวขจีไกลสุดสายตา พร้อมสายหมอกที่ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาจากลำธารเล็ก ๆ ใกล้สวน โดยมีแสงสว่างจากดวงจันทร์และดวงดาว บรรยากาศอบอวลด้วยเสียงจักจั่น เสียงลม และกลิ่นดินที่ชุ่มชื้นจากฝนตกในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ
“…บ้านของน่าอยู่มากเลยค่ะ”
ชิงเหม่ยเอ่ยเสียงสั่น รับรู้ได้ด้วยตัวเองว่าชายในชุดชาวสวนใส่เสื้อยืดสีเทากางเกงสแล็คสีดำ เสื้อกันหนาวแขนยาว มีหมวกขนสั้นปิดบังความหนาว และรองเท้าหนังหุ้มส้นคล้ายรองเท้าทหารผู้นี้นั้นต้องมีอาชีพเป็นเกษตรกรอย่างแน่นอน ดังนั้นคงเป็นการดี ถ้าเธอจะของานทำและพักอาศัยอยู่ที่นี่ไปก่อน
“เอ่อ…คุณคะ ฉันมีบางอย่างอยากจะขอร้องคุณอีกได้หรือไม่”
“อะไรอีกล่ะ ฉันช่วยพาเธอมาถึงที่บ้านของฉันก็เกินพอแล้วนะ”
เมื่อเจอคำพูดแบบนั้นกลับมา ชิงเหม่ยก็ถึงกับคอตก เอ่ยต่อน้ำเสียงอ่อน
“ฉะ ฉันไม่ได้อยากรบกวนคุณ แต่ฉันขอเพียงงานทำ ไม่ว่าคุณจะให้ฉันทำอะไร ฉันก็ยินดีทำทั้งนั้น”
“งาน? เธอพูดเหมือนคนไม่มีที่ไปจริง ๆ ทั้งที่เธอเองก็มีบ้าน มีพ่อมีแม่”
“ฉันไม่อยากกลับบ้าน ฉันบอกคุณไปแล้วว่าพ่อกับแม่ของฉันกำลังจะบังคับให้ฉันแต่งงานกับชายแก่คนหนึ่งที่ฉันไม่ได้รัก ไม่เคยแม้จะเห็นหน้าเลยด้วยซ้ำ”
“ชายแก่? ทำไมพวกเขาถึงทำแบบนั้นล่ะ พ่อแม่ของเธอควรจะอยากเห็นลูกมีความสุขไม่ใช่เหรอ”
“แต่พวกเขาสนใจเพียงทรัพย์สินเงินทอง คนแก่ผู้นั้นคงจะเป็นเศรษฐีในเมืองใหญ่ และฉันเป็นเพียงสิ่งแลกเปลี่ยนเพื่อความมั่งคั่งของครอบครัวเท่านั้น ฉันไม่อยากแต่งงานกับคนที่ฉันไม่ได้รัก ฉันไม่อยากเป็นเหมือนนกในกรงทอง”
เมื่อเขาได้ฟังเรื่องราวที่น่าจะเป็นความจริงจากหญิงสาว ก็ถึงกับถอนหายใจ มองเธอด้วยสายตาที่อ่อนลง
“แล้วเธอคิดว่าการหนีมาแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างนั้นเหรอ ถ้าพวกเขาตามหาเธอพบล่ะ”
“ฉันรู้ว่าฉันหนีไม่ได้ตลอดไป แต่ฉันอยากพยายามสร้างชีวิตด้วยตัวเอง ฉันขอแค่โอกาสได้เริ่มต้นใหม่ แม้จะเป็นงานหนักเพียงใดก็ตาม”
คนที่ถูกขอนิ่งคิด ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะการช่วยเหลือใครสักคนที่หนีออกจากบ้านมานั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไร
“งานน่ะ ฉันพอจะหาให้ได้ แต่ฉันช่วยเธอได้ชั่วคราวเท่านั้น และระหว่างที่เธออยู่ที่นี่ เธอต้องทำตัวให้เรียบร้อย และอย่าทำให้คนในบ้านเดือดร้อน เข้าใจไหม”
“ฉันสัญญา! ฉันจะตั้งใจทำงานและไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ขอบคุณคุณมาก คุณช่างมีเมตตาจริง ๆ”
คนใจดีที่ชิงเหม่ยเอ่ยชม ถึงกับถอนหายใจออกมารอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ พร้อมกับพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ว่า
“ฉันน่าจะปล่อยเธอไว้ข้างทางเสียก็ดี แต่ทำไมฉันใจแข็งกับเธอไม่ลงกันนะ”
“คุณคะ”
ระหว่างที่เจ้าของบ้านกำลังจะหันหลังให้กับหญิงสาวเจ้าปัญหานั้น น้ำเสียงใส ๆ ของเธอก็เรียกเอาไว้ ก่อนที่เขาจะหันกลับไปมองเธอด้วยสีหน้าที่เอือมระอา
“มีอะไรอีก”
“คุณชื่อว่าอะไรเหรอคะ”
“…จ้าวฟง”
“จ้าวฟง…ฉันชื่อชิงเหม่ยนะคะ”
“อืม เอาไว้ค่อยคุยกัน ฉันมีงานด่วนที่ต้องจัดการ เสียเวลากับเธอไปมากพอแล้ว”
จ้าวฟงตอบ ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วหันหลังเดินไปนั่งที่โต๊ะกว้างใจกลางบ้าน แล้วเอาเอกสารที่ต้องจัดการออกมาสะสาง
บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยเอกสารและตัวอย่างผลไม้สด ชิงเหม่ยที่ยืนอยู่ไม่ห่างเห็นว่าจ้าวฟงดูเอกสารแล้วมีสีหน้าที่เคร่งเครียด แต่เธอก็ทำได้แค่เพียงยืนมองอยู่อย่างเงียบ ๆ มองเขาด้วยสายตาลังเลว่าจะเข้าไปถามดีหรือไม่ แต่ด้วยความที่อยากตอบแทนบุญคุณ จึงตัดสินใจเดินเข้าไปถาม
“คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ ฉันพอจะช่วยคุณได้บ้างไหม”
จ้าวฟงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เป็นทางยาว บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าปัญหาที่เขากำลังประสบอยู่นั้นมันน่าหงุดหงิดมากเพียงใด
“ภาษาอังกฤษนี่มันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับฉันเสียจริง ๆ ถ้าฉันพูด อ่าน และเขียนได้คล่อง กิจการคงไปได้ไกลกว่านี้”
“เอ่อ…ฉันพอจะมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษอยู่บ้าง คุณให้ฉันช่วยไหม”
“เธอมีความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษอย่างนั้นเหรอ”
“ใช่ค่ะ ตอนที่ฉันอยู่ในเมือง ฉันมีโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษจากอาจารย์ชาวต่างชาติ”
จ้าวฟงเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย เพราะยุคนี้น้อยคนนักที่จะรู้ภาษาอังกฤษ และยิ่งเธอบอกว่ามาจากครอบครัวที่ยากจนแล้ว ยิ่งไม่น่าเชื่อไปกันใหญ่ แต่ในเมื่อสงสัยก็ต้องมีการพิสูจน์
“งั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นลองแปลข้อความนี้ให้ฉันดูหน่อย”
จ้าวฟงส่งกระดาษที่มีข้อความภาษาอังกฤษให้ชิงเหม่ย เธออ่านอย่างตั้งใจและแปลได้อย่างคล่องแคล่ว พิสูจน์ได้อย่างไร้ข้อกังขาว่าเธอนั้นมีความรู้เกี่ยวกับภาษาอังกฤษจริง ๆ
“อืม…ดูเหมือนเธอจะทำได้จริงๆ นะ ฉันกำลังต้องการคนช่วยอยู่พอดี ถ้าอย่างนั้นฉันจะให้เธอเป็นผู้ช่วยของฉันก็แล้วกัน”
“จริงเหรอคะ”
“อืม”
“ฉันขอบคุณคุณมาก ฉันดีใจที่สุดเลยค่ะ แล้ว…ฉันสามารถพักอยู่ที่นี่ตลอดในช่วงที่ทำงานให้คุณหรือเปล่าคะ”
“เอาแบบนี้ก็แล้วกัน บ้านฉันมีห้องว่าง เธอก็อยู่ที่นี่ได้ แต่มีข้อแม้นะ”
ริมฝีปากบางฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจเมื่ออีกฝ่ายยอมให้เธอพักอาศัยอยู่ที่นี่ระหว่างที่เธอทำงานให้ จากตอนแรกที่ยังไม่ได้ให้ความมั่นใจ ชิงเหม่ยจึงรีบตอบตกลงด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
“ได้ค่ะ ไม่ว่าคุณจะตั้งข้อแม้อะไร ฉันยินดีจะทำตามทุกอย่าง!”
“ข้อแม้ก็ง่าย ๆ อย่างที่ฉันบอก อย่าสร้างความวุ่นวาย และห้ามยุ่งเรื่องส่วนตัวของฉัน แต่ที่สำคัญคือต้องช่วยงานฉันอย่างเต็มที่และตั้งใจจริง ๆ”
ชิงเหม่ยพยักหน้าแรง ๆ เป็นการยืนยันว่าเธอจะรักษาสัญญาอย่างแน่นอน
“ฉันสัญญาว่าจะตั้งใจทำงานและไม่สร้างปัญหาให้คุณอย่างเด็ดขาด”
“อืม…ถ้าอย่างนั้นก็ตามที่ตกลง พรุ่งนี้เริ่มงานเลยก็แล้วกัน ฉันจะพาเธอไปดูโกดังสินค้าและช่วยประสานงานกับลูกค้าชาวต่างชาติ”
“ได้เลยค่ะ”
ชิงเหม่ยมองจ้าวฟงด้วยสายตาที่ซาบซึ้ง ขณะที่เขากลับไปสนใจเอกสารต่อ บรรยากาศระหว่างพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ เป็นจุดเริ่มต้นของความไว้วางใจกันและกัน
…แสงตะวันอ่อน ๆ ส่องผ่านหน้าต่างไม้เก่าที่มีรอยแตกเข้ามากระทบเปลือกตาบางจนทำให้ชิงเหม่ยต้องตื่นและลุกขึ้นจากที่นอนเรียบง่าย เธอขยับตัวเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายความปวดเมื่อย ก่อนจะเปิดประตูออกมาแล้วพบกับเด็กสองคนกำลังนั่งกอดเข่าชิดกำแพงมุมห้องอยู่ข้างกัน
ซึ่งเด็กทั้งสองเป็นเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายตัวเล็ก มีสภาพที่แทบจะดูไม่ได้ เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเต็มไปด้วยคราบฝุ่นและดิน ใบหน้าและมือมีรอยเปื้อนชัดเจน ผมยุ่งเหยิงจนจับเป็นกระจุก และในตอนนี้เด็กน้อยทั้งคู่กำลังลอบมองชิงเหม่ยด้วยสายตาระแวง
ชิงเหม่ยจึงหยุดมองด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
“พวกหนูสองคนเป็นใครกันหรือ”
เด็กผู้หญิงชะงักไป แต่ก็ยอมตอบเบา ๆ
“…หนูชื่อไฉหง นี่พี่ชายของหนูชื่อว่าพี่อันอัน”
เมื่อได้รู้ชื่อของเด็กทั้งสอง ชิงเหม่ยก็พยักหน้าช้า ๆ ขณะที่ดวงตาหันไปมองเด็กผู้ชายที่ยังไม่ยอมพูด
“ทำไมพวกหนูถึงอยู่ในสภาพนี้ล่ะ ไม่ได้อาบน้ำมานานเท่าไรแล้วเนี่ย”
ไฉหงหลุบตาลงเหมือนไม่กล้าสบสายตา ก่อนตอบเสียงแผ่ว ๆ
“พวกเราไม่ค่อยมีเสื้อผ้าที่สะอาด”
หัวใจของชิงเหม่ยกระตุกเมื่อได้ยินคำตอบจากหนูน้อย และเธอก็รู้สึกสงสารจนจับใจ
“แล้วพวกหนูกินข้าวหรือยังจ๊ะ”
“...เมื่อวานมีแต่ผักที่เหลืออยู่เล็กน้อย ป้าเผยจึงนำเอามาทำอาหารให้พวกเรากิน”
ไฉหงส่ายหน้าด้วยสีหน้าเศร้า ๆ แล้วตอบออกมาขณะที่ก้มหน้ากอดพี่ชายเอาไว้แน่น
“เดี๋ยวพี่จะต้มน้ำให้อาบ และหาเสื้อผ้าให้พวกหนูเปลี่ยน หลังจากนั้นเราจะกินข้าวด้วยกัน พวกหนูรออยู่ตรงนี้นะ พี่จะไปต้มน้ำก่อน”
“แล้วพี่เป็นใครเหรอ”
“พี่ชื่อว่าชิงเหม่ย พี่มาทำงานให้กับเจ้าของบ้านหลังนี้ เอ่อ…ว่าแต่พวกหนูเป็นลูกของคุณจ้าวฟงเหรอ”
เด็กทั้งสองพยักหน้าพร้อมกันแทนคำตอบ ทำเอาชิงเหม่ยนึกมองจ้าวฟงเปลี่ยนไป ว่าทำไมเขาถึงปล่อยให้ลูกทั้งสองคนของตัวเองตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทั้งผอมทั้งมอมแมม
ชิงเหม่ยหยุดความคิดเอาไว้ก่อน แล้วหันไปเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กทั้งสองอย่างตั้งใจ แม้ยังไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลังของพวกเขา แต่เธอรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่เธอควรต้องค้นหาเกี่ยวกับเด็กสองคนนี้ในไม่ช้า
หลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เด็กน้อยทั้งสองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชิงเหม่ยก็เดินไปที่ครัวเล็ก ๆ ของบ้าน เธอพบเพียงโต๊ะไม้เก่าตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีเพียงชามผักต้มที่เหลืออยู่ครึ่งชาม น้ำในชามเริ่มเย็นชืดจนมีคราบไขมันลอยอยู่เบาบางข้าง ๆ มีถ้วยข้าวเปล่าที่มีเศษข้าวแห้งติดอยู่
ชิงเหม่ยหันกลับไปมองร่างเล็กของทั้งไฉหงและอันอันที่ดูซูบผอมจนเห็นกระดูกไหปลารา ผิวพวกเขาซีดเซียวจนเธออดสงสารไม่ได้ ชิงเหม่ยขมวดคิ้ว เธอนั่งลงข้างโต๊ะ มองชามผักที่แทบไม่มีคุณค่าทางอาหารเพียงพอ แล้วหันไปถามเด็กน้อยผู้น่าสงสาร
“พวกหนูกินแบบนี้มานานเท่าไรแล้ว”
“หลายวันแล้ว บางวันก็ไม่มีอะไรเลย”
ไฉหงนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วตอบเสียงแผ่ว ส่วนอันอันยังคงนั่งนิ่ง เงยหน้าขึ้นมองชิงเหม่ยแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดเบา ๆ เป็นประโยคยาว
“อาหารดี ๆ มีไม่บ่อยครั้งนัก ถ้าวันไหนมีผมก็มักจะแบ่งให้น้องได้กินก่อนเสมอ”
ชิงเหม่ยได้ยินดังนั้น ใจยิ่งปวดร้าว เธอเดินไปลูบหัวทั้งสองคนเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
“พวกหนูไม่ควรต้องลำบากถึงเพียงนี้ ต่อไปพี่จะดูแลพวกหนูเอง ไม่ต้องกังวลอีกแล้ว”
ดวงตาของไฉหงสั่นไหว แต่เธอเม้มปากแน่นเหมือนไม่กล้าปล่อยโฮออกมา ชิงเหม่ยยิ้มอ่อนโยนพลางลุกขึ้น
“พี่จะไปทำอาหารมาให้ใหม่ วันนี้หนูสองคนต้องได้กินให้อิ่ม พี่จะไม่ยอมให้ใครต้องหิวอีกต่อไป”
พูดจบ ชิงเหม่ยก็ก้าวเดินไปในครัวด้วยความมุ่งมั่น ทิ้งสองเด็กไว้กับความอบอุ่นที่เริ่มแผ่เข้ามาในหัวใจของพวกเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผ่านมา
เวลาผ่านไปสักพักชิงเหม่ยยกถ้วยข้าวต้มร้อน ๆ พร้อมไข่ต้มและผักสดวางลงบนโต๊ะอย่างประณีต ไฉหงกับอันอันนั่งจ้องอาหารตรงหน้าด้วยแววตาตื่นเต้น กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของข้าวต้มทำให้ท้องที่ว่างเปล่าของพวกเขาเริ่มร้องประท้วง
“กินสิ พวกหนูต้องกินให้อิ่ม”
ชิงเหม่ยพูดพลางยิ้มอ่อนโยน เด็กทั้งสองก็เริ่มหยิบช้อนอย่างลังเล แต่ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงแหลมสูงของหญิงวัยกลางคน
“นี่เธอเป็นใครกัน!”
หญิงวัยกลางคนผู้นั้นก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอจ้องชิงเหม่ยราวกับจะเผาผลาญให้มอดไหม้ ทำเอาชิงเหม่ยต้องรีบแนะนำตัวเองออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะไม่รู้ว่าหญิงผู้นี้เกี่ยวข้องอะไรกับจ้าวฟง
“ฉะ ฉันมาทำงานให้กับเจ้าของบ้านหลังนี้ เขาก็เลยให้ฉันพักอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยค่ะ”
“แล้วเธอมีสิทธิ์อะไรมายุ่งวุ่นวายกับเด็กสองคนนี้ หึ! อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าเธอต้องการอะไร”
ป้าถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนหันไปมองไฉหงกับอันอัน
“ไฉหง อันอัน เจ้าสองคนอย่าไปหลงกลผู้หญิงคนนี้อย่างเด็ดขาด เธอไม่ได้หวังดีกับพวกเจ้าจริง ๆ เธอก็แค่มาที่นี่เพื่อหวังจะเป็นเมียของพ่อพวกเจ้า”
ไฉหงกับอันอันชะงัก ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสน ส่วนชิงเหม่ยเองก็ตกใจไม่น้อยเมื่อได้ยินอย่างนั้น ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับป้าเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง
“ฉันไม่ได้มีเจตนาอย่างที่ป้าพูดเลยนะ ฉันมาที่นี่เพื่อมาทำงานจริง ๆ และฉันก็เห็นว่าเด็ก ๆ สมควรได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้”
“เธอไม่ต้องมาทำเป็นคนดี! ฉันรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ เธอก็แค่ต้องการสร้างความดีความชอบเพื่อให้จ้าวฟงสนใจในตัวเธอ แล้วทิ้งเด็กสองคนนี้ไป ฉันเห็นมานักต่อนักแล้วผู้หญิงแบบเธอ”
ป้าแค่นเสียงพ่นคำดูถูกออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจ คำพูดของเธอเหมือนเข็มแหลมที่แทงเข้าไปในจิตใจของเด็ก ๆ ไฉหงเงยหน้าขึ้นมองชิงเหม่ย ดวงตาเต็มไปด้วยความลังเลและหวาดกลัว
ชิงเหม่ยรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่ได้ยิน แต่เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ฉันไม่รู้ว่าป้ามีปัญหาอะไรกับฉัน แต่ฉันขอยืนยันว่าฉันไม่ได้มีเจตนาอย่างที่ป้าพูด และที่ฉันทำไปก็เพื่อช่วยไฉหงกับอันอันก็เท่านั้น”
“ช่วย? หึ! เธอไม่ใช่คนในครอบครัวนี้ จะมาช่วยอะไรได้”
ป้าแค่นหัวเราะ พลางดึงมือไฉหงและอันอันให้ลุกขึ้น
“ไป! ไปกับป้า อย่าไปยุ่งกับเธอคนนี้อีก!”
ไฉหงลังเลแต่ก็ยอมเดินตามไปพร้อมอันอันที่มองกลับมาทางชิงเหม่ยด้วยสายตาเศร้า ๆ
ชิงเหม่ยมองทั้งสามคนเดินหายไปในมุมบ้าน เธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจเป็นทางยาว พลางคิดในใจว่าเรื่องนี้มันไม่ปกติเป็นแน่ แล้วทำไมจ้าวฟงถึงปล่อยให้ลูก ๆ ของตนเองอยู่กับคนที่ใจร้ายเช่นนี้ หรือว่าแท้จริงแล้วจ้าวฟงก็ไม่ใช่คนดีอย่างที่เธอคิด
ยามดึกสงัด บ้านทั้งหลังเงียบงัน ชิงเหม่ยรวบรวมความกล้าเพื่อเดินไปเคาะประตูห้องของจ้าวฟง เพราะวันนี้ทั้งวันเธอแทบจะไม่เป็นอันทำงาน อยากจะถามเรื่องที่เจอในตอนเช้าใจจะขาด แต่ก็พยายามเก็บงำความสงสัยเอาไว้ก่อน เพื่อตั้งใจทำงานวันแรกให้ดี
ก๊อก! ก๊อก!
“ใคร”
“ฉันเอง…ชิงเหม่ย”
“เข้ามาได้”
เมื่อได้ยินเสียงตอบรับ ชิงเหม่ยก็เปิดประตูแล้วก้าวเข้าไปในห้อง ก็พบกับจ้าวฟงที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ใบหน้าดูอ่อนล้าจากการอ่านเอกสารกองโต เขาเงยหน้ามองชิงเหม่ย ดวงตาคมกริบแฝงด้วยความสงสัย
“เธอมีเรื่องอะไร ถึงมาหาฉันในเวลานี้”
ชิงเหม่ยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตัดสินใจพูดเรื่องที่เจอเมื่อเช้าออกไป
“ฉันมีเรื่องที่ต้องพูดกับคุณเกี่ยวกับไฉหงและอันอัน”
“เธอเจอเด็กสองคนนั้นแล้วเหรอ”
“ใช่ค่ะ ฉันเจอพวกเขาเมื่อเช้า และก็เจอป้า…”
“ป้าเผย”
“อ๋อ…ใช่ค่ะป้าเผย”
“แล้วยังไงต่อ”
“…ฉันไม่รู้ว่าฉันจะจุ้นจ้านมากเกินไปหรือไม่ แต่ฉันคงไม่สบายใจถ้าไม่ได้พูด คือ…ฉันไม่แน่ใจว่าคุณมีความเกี่ยวข้องอะไรกับป้าเผย ไว้ใจป้าเผยให้ดูแลลูกของคุณมากแค่ไหน แต่ฉันสังเกตเห็นว่าเด็กทั้งสองอยู่ในสภาพที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ หากได้รับการดูแลที่ดี”
“เธอหมายความว่าอย่างไร”
“พวกเขาสกปรก เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง และอาหารที่กินมีแค่ผักต้ม บางวันอาจไม่มีแม้แต่ข้าวได้กิน เพราะร่างกายผอมบางมาก ฉันสงสัยว่าป้าเผยอาจไม่ได้ดูแลพวกเขาอย่างที่ควรจะเป็น”
ชิงเหม่ยพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ส่วนจ้าวฟงก็นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นกัน
“เธอคงไม่รู้ว่าป้าเผยเป็นใคร ป้าเผยเป็นญาติที่สนิทที่สุดของครอบครัวเรา หลังจากที่แม่ของเด็ก ๆ เสีย ป้าเผยก็เป็นคนเดียวที่ยอมเสียสละมาดูแลไฉหงและอันอัน”
“แต่...ฉันเห็นด้วยตาตัวเองว่าเด็กทั้งสองอยู่ในสภาพที่ยากจะทน พวกเขาผอมจนแทบจะล้ม ถ้าป้าเผยดูแลดีจริง เรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น”
“ฉันรู้ว่าเธอหวังดี แต่เธอมาอยู่ที่นี่แค่เพียงวันเดียวจะไปรู้อะไร ป้าเผยเป็นคนที่ลำบากมามากเพราะต้องดูแลเด็กสองคนตามลำพัง ฉันเองทำงานจนไม่มีเวลา ถ้าไม่ได้ป้าเผยฉันก็คงแย่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่อยากให้ป้าเผยต้องลำบากใจเพราะคำพูดของเธอ”
ถึงแม้ว่าจ้าวฟงจะพูดอย่างนั้น แต่ชิงเหม่ยก็ยังไม่มั่นใจในตัวของป้าเผยอยู่ดี เธอจ้องมองเขาโดยที่ในใจของเธอหนักอึ้ง
“…แต่ว่าเด็ก ๆ อาจจะไม่กล้าพูดเพราะกลัวป้าเผยก็ได้ คุณลองคิดดูว่าพวกเขาอยู่กับป้าเผยในสภาพนี้ได้อย่างไร”
จ้าวฟงยกมือขึ้นราวกับจะขอให้ชิงเหม่ยหยุดพร้อมกับกล่าวถ้อยคำด้วยน้ำเสียงที่เบื่อหน่ายเต็มทน
“พอเถอะ ฉันไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหา เธอควรเลิกสงสัยในตัวของป้าเผย ป้าเผยเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ และฉันเชื่อใจป้าเผยมาก”
ชิงเหม่ยเม้มปากแน่น ใจเธอปั่นป่วนไปด้วยความคับข้องใจ อย่างไรเธอก็มั่นใจว่าป้าเผยดูแลเด็กได้ไม่ดีพอ
“หากคุณไม่ต้องการที่จะจัดการเรื่องนี้ ฉันก็จะไม่พูดอีก แต่ฉันขอยืนยันว่าเด็ก ๆ ต้องได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้”
พูดจบ ชิงเหม่ยก็มองจ้าวฟงอย่างผิดหวัง ก่อนจะถอนหายใจเป็นทางยาวออกมาแล้วเดินออกจากห้องไป ในใจเธอรู้ดีว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่เรื่องปกติ เธอจะไม่หยุดค้นหาความจริง แม้ว่าจ้าวฟงจะขอให้เธอเงียบก็ตาม