เปรี๊ยง! เปรี๊ยง!
เสียงฟ้าร้องดังในขณะที่ท้องฟ้าอึมครึม ก่อนจะมีเม็ดฝนโปรยปรายลงมาเป็นเส้นยาวราวกับม่านบาง ๆ ทำให้ถนนใหญ่ของเมืองหลวงเปียกชุ่มจนเกิดเงาสะท้อนจากแสงไฟริมขอบถนนที่เริ่มสว่างขึ้นในช่วงที่ท้องฟ้ามืดครึ้มและฝนพรำ
ชิงเหม่ย เจ้าของร่างอ้อนแอ้นราวกับว่าเมื่อลมพัดมาก็จะปลิวไปได้ง่าย ๆ เธอสวมเสื้อคลุมผ้าบางที่แทบไม่กันฝน รีบวิ่งไปบนถนนพลางยกกระโปรงขึ้นเล็กน้อยเพื่อไม่ให้ชายกระโปรงเปียกน้ำฝนที่พื้นถนนเอาได้ ชิงเหม่ยกอดห่อผ้าขนาดเล็กไว้แน่นใต้เสื้อคลุม นั่นคืออาหารเช้าที่เธอเตรียมไปกินระหว่างพักเที่ยงที่ทำงาน
เสียงย่ำเท้าของชิงเหม่ยดังปนไปกับเสียงล้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่แล่นผ่านน้ำขังจนสาดกระเซ็น คนบนถนนบางคนถือร่มเดินอย่างระวัง บางคนก็ใช้กระเป๋าหรือของใช้ที่ติดมือมาบังศีรษะของตัวเองเอาไว้
แต่สำหรับชิงเหม่ยแล้ว ไม่มีเวลาพอจะคิดถึงฝนที่เย็นยะเยือก เธอมีเวลาเพียงไม่กี่นาทีก่อนที่จะไปทำงานสาย ชิงเหม่ยวิ่งหลบฝนไปพลางพึมพำกับตัวเองไปว่า…
‘ต้องรีบไปให้ทันก่อนที่จะประชุม นี่เป็นโอกาสสำคัญที่เราจะทำผลงานได้ และผลงานชิ้นนี้จะเป็นใบเบิกทางให้เราได้เลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนและสวัสดิการก็จะมากขึ้นอีกด้วย สู้ ๆ ชิงเหม่ย ฝนตกแค่นี้อย่าไปกลัว’
และระหว่างที่ชิงเหม่ยกำลังคิดถึงอนาคตอันสดใสของตัวเองอยู่นั้น เสียงแตรรถก็ดังขึ้นมาจากระยะไกล พร้อมกับเสียงยางรถเบียดพื้นถนนที่เกิดจากการเบรกอย่างกะทันหัน
ปี๊น! ปี๊น! เอี๊ยด!
เสียงแตรรถพร้อมกับเสียงเบรก ทำให้ชิงเหม่ยหยุดนิ่งและเงยหน้าขึ้นมองรถยนต์ที่เหมือนจะเสียหลักกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ตัวของเธอ พอชิงเหม่ยรู้ตัวก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ
“ว๊าย!”
“หลบไป ๆ เบรกไม่อยู่!”
เหมือนเวลาหยุดนิ่ง ห่อผ้าในมือบางหลุดร่วง น้ำฝนไหลลงบนใบหน้า จิตสุดท้ายของชิงเหม่ยคิดได้แค่ว่า…
‘ชีวิตของเราต้องจบลงแล้วเหรอ’
ชิงเหม่ยรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองนั้นกำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศ ไม่มีน้ำหนักหรือความเจ็บปวด ทุกอย่างขาวโพลนไปหมด แสงขาวสว่างจ้าคลายกับเมฆหมอกจนมองไม่เห็นสิ่งอื่นใดรอบตัว ก่อนจะมีเสียงของหญิงสาวลึกลับดังขึ้นกึกก้อง
“เจ้าคือผู้ถูกลิขิต ชีวิตของเจ้าที่นี่สิ้นสุดแล้ว แต่หนทางของเจ้ายังไม่จบลงเพียงเท่านี้”
“นะ นี่คือความตายอย่างนั้นหรือ ฉันยังตายไม่ได้นะ ฉันยังสาวอยู่เลย แฟนก็ยังไม่เคยมีสักคน หน้าที่การงานก็ยังต่ำเตี้ย ที่สำคัญฉันยังทำให้พ่อกับแม่ภูมิใจไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นฉันยังตายไม่ได้จริง ๆ ฮือ…”
“เจ้าอย่าพึ่งตีโพยตีพายไป เจ้าจะได้โอกาสมีชีวิตอีกครั้ง เพื่อแก้ไขสิ่งที่เจ้ามิอาจทำได้ในชีวิตที่เคยมี แต่ว่าที่ที่เจ้าต้องไปนั้น จะมิใช่ที่ที่เจ้าจากมา”
“…ละ แล้วฉันจะได้ไปที่ใดกัน”
“หึหึ ย้อนกลับไปยังอดีต ที่นั่นคือโลกที่เจ้าจะได้เริ่มต้นใหม่ในร่างเดิม เพียงแต่ยุคสมัยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”
“อะ อดีตอย่างนั้นหรือ แต่ฉันยังมีสิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จอีกตั้งเยอะเลยนะ ฉันต้องการกลับไปยังโลกปัจจุบัน คุณ! คุณได้ยินฉันไหม”
และทุกอย่างก็เงียบลง ก่อนที่ชิงเหม่ยจะหมดสติไปอีกครั้งในแสงสีขาว อย่างกับทุกอย่างเป็นเพียงความฝันหรือนิมิตอย่างไรอย่างนั้น…
เสียงนกและกลิ่นดินหลังฝนตก ทำให้เปลือกตาบางของคนที่กำลังหลับใหลค่อย ๆ ลืมขึ้นมาอย่างช้า ๆ เมื่อยกศีรษะขึ้นก็รู้สึกปวดและมึนเมาเล็กน้อย สายตาที่ยังคงพร่ามัวมองไปรอบ ๆ เห็นผนังไม้เก่า
‘ที่นี่คือที่ใด หรือว่านี่คืออดีตที่เสียงนั้นกล่าวถึง’
นอกจากนี้ยังได้ยินเสียงพูดคุยของผู้หญิงและผู้ชายดังมาจากข้างนอกห้องอีกด้วย ถึงแม้ว่าอาการจะยังไม่สู้ดี แต่สมองก็สั่งให้ตั้งใจฟัง
“เถ้าแก่ฟงให้ราคาดี จะมัวรออะไรอีก เด็กคนนี้ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรในบ้านอยู่แล้ว”
“แต่ชิงเหม่ยยังไม่หายดีเลยนะ ถ้าหากเธอรู้ว่าเราจะขายเธอให้คนอายุมากกว่าหลายปี เธอจะรับไม่ได้จนยอมกัดลิ้นตัวเองตายไปเลยเหรอ”
“อย่ามัวแต่ใจอ่อน! เงินที่เขาให้มามากพอที่จะปลดหนี้ทั้งหมดของบ้านเราได้ แล้วยังเหลือพอให้เธอไปซื้อผ้าใหม่อีกด้วย”
ชิงเหม่ยได้ยินทุกคำอย่างชัดเจน ทำให้หัวใจเต้นแรงด้วยความตกใจ พลางพึมพำกับตัวเองในใจว่าคนที่สองคนข้างนอกนั้นจะขายนั้นใช่ตัวเธอหรือไม่ แต่ชื่อที่เอ่ยออกมามันก็คือชื่อของเธอ
‘ขาย? พวกเขาคิดจะขายฉันอย่างนั้นหรือ’
เมื่อชิงเหม่ยคิดได้อย่างนั้น ก็รีบลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะเดินไปมองร่างกายของตัวเองในกระจกเก่าบานเล็ก ก็พบว่าร่างกายนี้เหมือนเค้าโครงเดิมของเธอแทบจะทุกอย่าง เพียงแต่ว่าอาจจะผอมบางกว่าหน่อยเท่านั้น บ่งบอกได้เลยว่าบ้านหลังนี้กำลังประสบปัญหาทางการเงินมากแค่ไหน ทั้งยังมีรอยแผลฟกช้ำตามตัวเล็กน้อยตามจุดต่าง ๆ ของร่างกายอีกด้วย
“นี่ฉันกลายเป็นลูกสาวของครอบครัวที่แสนจะลำบากแบบนี้จริง ๆ เหรอ และก็กำลังจะถูกพวกเขาคิดจะขายให้คนแก่อีกด้วย มอบชีวิตใหม่ให้แบบนี้ ส่งเราไปอยู่นรกเสียยังดีกว่า”
ในระหว่างที่ชิงเหม่ยกำลังตัดพ้อในโชคชะตาของตัวเองอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้น
“ชิงเหม่ย ฟื้นแล้วเหรอ”
บุคคลที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าของชิงเหม่ยนั้นเป็นหญิงและชายวัยกลางคน ซึ่งชิงเหม่ยคาดเดาในใจว่าสองคนนี้น่าจะเป็นพ่อกับแม่ของเธอในยุคนี้ และตอนที่ทั้งสองกำลังจะเดินเข้ามาหาชิงเหม่ยนั้น เธอก็ค่อย ๆ ก้าวเดินถอยหลังด้วยความหวาดหวั่น
“ทำไมลูกถึงมีสีหน้าและท่าทางที่กลัวพ่อกับแม่อย่างนั้นล่ะ”
“ฉัน เอ่อ…ลูกได้ยินทุกอย่างทั้งหมดแล้ว พ่อกับแม่จะพาตัวลูกไปขายให้กับคนแก่ใช่หรือไม่”
“ชิงเหม่ย! นี่ลูกได้ยินทั้งหมดเลยหรือ”
คนเป็นแม่มีสีหน้าและน้ำเสียงที่ตกใจ แต่ผู้เป็นพ่อมีสีหน้าที่เปลี่ยนเป็นดุดัน ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แข็งกระด้าง
“เจ้าเด็กคนนี้! นี่ไม่ใช่เรื่องที่ลูกควรยุ่ง ครอบครัวของเรายากจนมาก หากไม่ขายลูกไป พวกเราทั้งหมดก็ต้องอดตาย!”
เมื่อชิงเหม่ยได้ฟังคำพูดอันสุดแสนจะเห็นแก่ตัวของผู้เป็นพ่อ ก็อดที่จะกัดฟันแน่นด้วยความโกรธไม่ได้ แต่ก็พยายามที่จะสงบจิตสงบใจเอาไว้
“ลูกไม่ใช่สิ่งของที่พวกท่านจะขายไปเพื่อเงิน และอีกอย่าง ผู้เฒ่าฟงคนนั้น เขาอายุมากกว่าลูกหลายสิบปีเป็นแน่ พ่อกับแม่คิดจะส่งลูกไปเป็นบ่าวรับใช้ของเขาหรืออย่างไรกัน”
“ชิงเหม่ย แม่ไม่ได้อยากทำแบบนี้หรอกนะ แต่เฒ่าฟงบอกว่าเขาจะให้เงินก้อนใหญ่กับเรา เราจะได้ไม่ต้องทนลำบากอีกต่อไป ลูกเองไปอยู่กับเขา เขาก็จะยกให้เป็นเมีย สบายไปทั้งชีวิต แล้วแบบนี้ลูกจะกลัวสิ่งใดกันเล่า”
ผู้เป็นแม่พยายามเข้าไปพูดกับบุตรสาวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถทำให้ชิงเหม่ยเปลี่ยนใจได้ เธอหลบการสัมผัสของแม่เหมือนไม่เคยมีเยื่อใยกันมาก่อน ทั้งยังจ้องมองด้วยสายตาที่เย็นชาอีกด้วย
“แต่ลูกต้องเสียทั้งชีวิตเพื่อความสุขของพวกท่านใช่ไหม ลูกต้องการเลือกทางของลูกเอง!”
คำเถียงและความดื้อรั้นของชิงเหม่ยทำให้พ่อเกิดอารมณ์โมโหขึ้นมาอีกครั้ง ตบโต๊ะเสียงดังลั่นและกล่าวยื่นคำขาดพร้อมกับชี้หน้าของชิงเหม่ยอย่างออกคำสั่ง ก่อนที่พ่อกับแม่จะพากันเดินออกจากห้องไป
“ลูกไม่มีสิทธิ์เลือก! ลูกกินอยู่ในบ้านนี้และเป็นลูกของพวกเรา ลูกต้องทำตามที่พ่อกับแม่บอกเท่านั้น”
เมื่อทั้งสองออกจากห้องไปแล้ว ชิงเหม่ยก็พ่นลมหายใจออกมาเป็นทางยาว ก่อนจะพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พร้อมกับน้ำตาที่คลอเบ้าว่า…
“นี่คงเป็นบททดสอบจากเบื้องบนที่ส่งฉันมาที่นี่สินะ ฉันต้องหาทางรอดจากสถานการณ์นี้ไปให้ได้ ฉันจะไม่ยอมถูกขายไปเป็นเมียของคนแก่อย่างเด็ดขาด”
ระหว่างวันที่อยู่ในห้อง ชิงเหม่ยเอาแต่คิดวางแผนหนีออกจากบ้านที่เต็มไปด้วยความยากลำบากหลังนี้ จนกระทั่งสายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นว่าพ่อของเธอกำลังพูดคุยกับใครบางคนอย่างออกรสชาติ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความพอใจ ซึ่งชิงเหม่ยคิดว่าคนผู้นั้นต้องเป็นผู้เฒ่าฟงอย่างแน่นอน เพราะชายผู้นั้นเป็นคนแก่
‘ฉันต้องหนีคืนนี้หากรอจนถึงพรุ่งนี้ ฉันคงไม่มีโอกาสหนีรอดแล้ว’
แกร๊ก!
เสียงเปิดประตูทำให้ชิงเหม่ยหลุดออกมาจากความคิด แล้วทอดสายตาไปตรงประตูห้อง ก็เห็นว่าเป็นแม่ที่เดินเข้ามาในห้องพร้อมอาหารเรียบง่าย ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีเนื้อสัตว์ มีเพียงผักที่หาเก็บเอาได้เท่านั้น
“ชิงเหม่ย กินอะไรเสียหน่อยเถอะ พรุ่งนี้ลูกต้องตื่นแต่เช้าไปบ้านผู้เฒ่าฟง”
แม่เอ่ยเสียงเศร้า ถึงแม้ในใจอยากจะช่วยบุตรสาวมากแค่ไหน แต่ความจนมันบีบบังคับให้ต้องทำเช่นนี้
“ลูกรู้แล้ว ลูกจะรีบพักผ่อน”
ชิงเหม่ยแกล้งทำเป็นว่าง่ายเพื่อให้เรื่องมันจบ และแม่ก็ยอมออกจากห้องไปโดยง่าย เพราะถ้าอยู่ต่อไปบรรยากาศในห้องคงจะเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ส่วนชิงเหม่ยทำได้แค่เพียงกำมือแน่น น้ำตาคลอ แต่สายตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เวลาหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ จนถึงช่วงกลางดึก ท้องฟ้าในคืนนี้มืดหม่นกว่าปกติ มีแต่ดวงดาวให้แสงสว่างเท่านั้น ชิงเหม่ยเตรียมข้าวของจำเป็นเล็กน้อยใส่ห่อผ้า ส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้าเก่า ๆ ไม่มีของมีค่าอันใด
ชิงเหม่ยเปิดหน้าต่างแคบ ๆ แล้วพยายามปีนออกไปอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะรีบวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุดโดยเร็ว ในใจก็ยังคงคิดวางแผนอยู่ตลอดเวลา
‘ต้องไปให้ถึงถนนใหญ่ก่อนรุ่งสาง ถ้าเฒ่าฟงรู้ว่าฉันหนี เขาคงตามตัวฉันจนเจอเป็นแน่ เพราะคงจะเป็นบุคคลที่กว้างขวางอยู่ไม่น้อย’
ชิงเหม่ยวิ่งจนมาถึงถนนเส้นใหญ่ของหมู่บ้าน เสียงเครื่องยนต์ของรถและแสงไฟสาดส่องเข้ามาที่ใบหน้าใส ชิงเหม่ยมองเห็นรถคันใหญ่จอดอยู่ริมถนน เหมือนกับว่าเจ้าของรถกำลังทำอะไรบางอย่าง ทำให้ชิงเหม่ยคิดได้ว่าควรจะแอบขึ้นรถคันนี้ไป
‘นี่แหละโอกาสของเรา เราต้องซ่อนตัวไปกับรถคันนี้”
เมื่อคิดได้อย่างนั้นชิงเหม่ยก็ค่อย ๆ เดินย่องไปที่ท้ายรถ รอจนเจ้าของรถไม่สังเกตมา จึงปีนขึ้นไปท้ายรถอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร แต่ก็ดีกว่าอยู่ในบ้านหลังนั้น
เสียงล้อรถบดถนนลูกรังดังสม่ำเสมอในค่ำคืนอันเงียบสงัด ถนนลูกรังคดเคี้ยวทอดข้ามเนินเขาปกคลุมด้วยต้นไม้สีเขียวชอุ่ม คนขับรถยนต์มุ่งหน้าไปยังจุดหมายท่ามกลางความเงียบไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งรู้สึกถึงความผิดปกติจากกระบะหลัง เหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
เจ้าของรถจึงมองกระจกหลังพร้อมกับขมวดคิ้ว และพึมพำกับตัวเองด้วยความแปลกใจ
“นั่นมันอะไรกัน หรือว่าฉันตาฝาด”
คนขับตัดสินใจหยุดรถตรงข้างทางในช่วงที่มีบ้านคนอยู่หลายหลังพอสมควร พอหยุดรถก็เปิดประตูเดินลงไปด้านหลังกระบะในทันที ก่อนจะยกผ้าคลุมสินค้าออก และก็เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น ทำเอาเจ้าของรถถึงกับผงะถอยหลังด้วยความตกใจ สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือหญิงสาวใบหน้าซีดเซียวที่กำลังนั่งคดตัวซ่อนอยู่ท่ามกลางสิ่งของมากมาย
“เธอเป็นใครกัน! ขึ้นมาอยู่ในรถของฉันได้ยังไง”
ชิงเหม่ยสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจและกลัวมากไม่แพ้กัน ก่อนจะตัดสินใจยกมือขึ้นมาประสานเพื่อขอร้องชายตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกลัว
“ฉะ ฉันขอโทษ ฉันขอร้อง ได้โปรดอย่าไล่ฉันลงไปเลยนะคะ ฉันไม่มีที่ไปจริง ๆ”
เจ้าของรถมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างระแวง เพราะกลัวว่าเธอจะเป็นบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ และเขาก็ไม่คุ้นหน้าของเธอมาก่อนเลย ไม่แน่ใจว่าเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันหรือไม่
“ไม่มีที่ไป? เธอรู้ไหมว่าการแอบขึ้นรถคนอื่นมันไม่ดี”
สภาพจิตใจที่กำลังอ่อนแอ ทำให้หยดน้ำตาอุ่น ๆ เอ่อล้นในดวงตา ใบหน้าสวยก้มลงปล่อยให้น้ำตารินไหลลงพื้นด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาของตัวเองปะปนกับความกลัว
“ฉันรู้…แต่ฉันไม่มีทางเลือก ฉันขอร้อง…ได้โปรดเถิด ฮึก”
คนถูกขอร้องนิ่งไปครู่หนึ่ง พยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง แต่สายตาของหญิงสาวตรงหน้านั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังเสียเต็มประดา
“แล้วเธอหนีสิ่งใดมา”
“ฮึก…พ่อกับแม่ต้องการขายฉัน ฉันแค่ต้องการหนีให้พ้น หากคุณไม่ช่วย ฉันคงไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป”
คนฟังถึงกับถอนหายใจหนัก มองหญิงสาวผู้น่าสงสารตรงหน้าด้วยสายตาและความคิดที่ลังเล
“เธอรู้ไหมว่าฉันอาจจะเดือดร้อนถ้าฉันช่วยเธอ”
“ฮือ…ถ้าฉันจะทำให้คุณเดือดร้อน ฮึก…ฉันลงตรงนี้ก็ได้”
“เห้อ!…แต่จะให้ฉันทิ้งเธอไว้แบบนี้ก็ไม่ใช่คนเหมือนกัน”
เจ้าของรถพูดพร้อมกับยื่นมือไปช่วยหญิงสาวให้ลุกขึ้นยืน แม้ว่าจะยังคงระแวง แต่ความเป็นมนุษย์ทำให้เขาตัดสินใจที่จะช่วยเหลือ
“เอาล่ะ เธอไปนั่งด้านหน้ากับฉัน ฉันจะพาเธอไปด้วย แต่พอถึงที่นั่น เธอต้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟัง เข้าใจไหม”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น ชิงเหม่ยก็รีบพยักหน้าตกลงอย่างรวดเร็ว และเช็ดน้ำตาไหลด้วยความโล่งใจ
“ขะ ขอบคุณ ขอบคุณมาก คุณช่วยชีวิตของฉันไว้จริง ๆ”
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไปนั่งด้านหน้ารถ ก่อนที่รถยนต์คันนี้จะเคลื่อนตัวต่อไปในความมืดอีกครั้ง พร้อมกับความคิดที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในหัวของคนขับ
‘ฉันคิดถูกหรือเปล่าที่พาเธอมาด้วย แต่จะให้ปล่อยเธอไปแบบนั้น คืนนี้ฉันคงนอนไม่หลับเป็นแน่’
รถยนต์คันใหญ่เคลื่อนตัวเข้าสู่บ้านชั้นเดียวหลังเล็กตั้งอยู่กลางสวนผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ หลังคามุงกระเบื้องดินเผาโค้งเล็กน้อยตามแบบบ้านชาวสวนชนบท ผนังบ้านทำจากอิฐดินโคลนผสมฟางข้าวที่ให้สัมผัสธรรมชาติ สีสันซีดจางไปตามกาลเวลาแต่ยังคงความอบอุ่นและกลิ่นอายของวิถีชีวิตดั้งเดิม
หน้าบ้านมีระเบียงไม้เล็ก ๆ พร้อมเก้าอี้หวายเก่า ๆ ไว้สำหรับนั่งพักผ่อน พื้นดินรอบ ๆ ปูด้วยอิฐแดงหยาบที่ถูกวางอย่างเรียบง่าย สวนรอบบ้านเต็มไปด้วยต้นไม้ผล ที่กำลังออกผลเต็มต้น กลิ่นหอมหวานของผลไม้และดอกไม้ป่าลอยมาตามลม
“นะ นี่บ้านของคุณเหรอคะ”
“อืม…ลงมาสิ”
อีกฝ่ายตอบด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ราบเรียบ ก่อนจะดับเครื่องแล้วเปิดประตูลงจากรถ ชิงเหม่ยจึงไม่รอช้าที่จะลงตามไป และเดินตามเข้าไปในบ้านอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
เมื่อก้าวเข้าสู่ในบ้าน ภายในแบ่งออกเป็นห้องนอนเล็ก ๆ สามห้องนอน และห้องโถงกลางสำหรับรับประทานอาหาร โต๊ะไม้เตี้ยและเก้าอี้นั่งล้อมรอบเตาไฟดินเผา ที่มุมห้องโถงมีชั้นไม้เรียบง่ายวางแจกันดอกไม้ป่าและภาพวาดน้ำหมึกเก่าที่สะท้อนถึงความสุขสงบของบ้าน
ชิงเหม่ยหันมองออกไปนอกหน้าต่างบานเล็ก จะเห็นภาพทิวเขาเขียวขจีไกลสุดสายตา พร้อมสายหมอกที่ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาจากลำธารเล็ก ๆ ใกล้สวน โดยมีแสงสว่างจากดวงจันทร์และดวงดาว บรรยากาศอบอวลด้วยเสียงจักจั่น เสียงลม และกลิ่นดินที่ชุ่มชื้นจากฝนตกในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ
“…บ้านของน่าอยู่มากเลยค่ะ”
ชิงเหม่ยเอ่ยเสียงสั่น รับรู้ได้ด้วยตัวเองว่าชายในชุดชาวสวนใส่เสื้อยืดสีเทากางเกงสแล็คสีดำ เสื้อกันหนาวแขนยาว มีหมวกขนสั้นปิดบังความหนาว และรองเท้าหนังหุ้มส้นคล้ายรองเท้าทหารผู้นี้นั้นต้องมีอาชีพเป็นเกษตรกรอย่างแน่นอน ดังนั้นคงเป็นการดี ถ้าเธอจะของานทำและพักอาศัยอยู่ที่นี่ไปก่อน
“เอ่อ…คุณคะ ฉันมีบางอย่างอยากจะขอร้องคุณอีกได้หรือไม่”
“อะไรอีกล่ะ ฉันช่วยพาเธอมาถึงที่บ้านของฉันก็เกินพอแล้วนะ”
เมื่อเจอคำพูดแบบนั้นกลับมา ชิงเหม่ยก็ถึงกับคอตก เอ่ยต่อน้ำเสียงอ่อน
“ฉะ ฉันไม่ได้อยากรบกวนคุณ แต่ฉันขอเพียงงานทำ ไม่ว่าคุณจะให้ฉันทำอะไร ฉันก็ยินดีทำทั้งนั้น”
“งาน? เธอพูดเหมือนคนไม่มีที่ไปจริง ๆ ทั้งที่เธอเองก็มีบ้าน มีพ่อมีแม่”
“ฉันไม่อยากกลับบ้าน ฉันบอกคุณไปแล้วว่าพ่อกับแม่ของฉันกำลังจะบังคับให้ฉันแต่งงานกับชายแก่คนหนึ่งที่ฉันไม่ได้รัก ไม่เคยแม้จะเห็นหน้าเลยด้วยซ้ำ”
“ชายแก่? ทำไมพวกเขาถึงทำแบบนั้นล่ะ พ่อแม่ของเธอควรจะอยากเห็นลูกมีความสุขไม่ใช่เหรอ”
“แต่พวกเขาสนใจเพียงทรัพย์สินเงินทอง คนแก่ผู้นั้นคงจะเป็นเศรษฐีในเมืองใหญ่ และฉันเป็นเพียงสิ่งแลกเปลี่ยนเพื่อความมั่งคั่งของครอบครัวเท่านั้น ฉันไม่อยากแต่งงานกับคนที่ฉันไม่ได้รัก ฉันไม่อยากเป็นเหมือนนกในกรงทอง”
เมื่อเขาได้ฟังเรื่องราวที่น่าจะเป็นความจริงจากหญิงสาว ก็ถึงกับถอนหายใจ มองเธอด้วยสายตาที่อ่อนลง
“แล้วเธอคิดว่าการหนีมาแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างนั้นเหรอ ถ้าพวกเขาตามหาเธอพบล่ะ”
“ฉันรู้ว่าฉันหนีไม่ได้ตลอดไป แต่ฉันอยากพยายามสร้างชีวิตด้วยตัวเอง ฉันขอแค่โอกาสได้เริ่มต้นใหม่ แม้จะเป็นงานหนักเพียงใดก็ตาม”
คนที่ถูกขอนิ่งคิด ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะการช่วยเหลือใครสักคนที่หนีออกจากบ้านมานั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไร
“งานน่ะ ฉันพอจะหาให้ได้ แต่ฉันช่วยเธอได้ชั่วคราวเท่านั้น และระหว่างที่เธออยู่ที่นี่ เธอต้องทำตัวให้เรียบร้อย และอย่าทำให้คนในบ้านเดือดร้อน เข้าใจไหม”
“ฉันสัญญา! ฉันจะตั้งใจทำงานและไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ขอบคุณคุณมาก คุณช่างมีเมตตาจริง ๆ”
คนใจดีที่ชิงเหม่ยเอ่ยชม ถึงกับถอนหายใจออกมารอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ พร้อมกับพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ว่า
“ฉันน่าจะปล่อยเธอไว้ข้างทางเสียก็ดี แต่ทำไมฉันใจแข็งกับเธอไม่ลงกันนะ”
“คุณคะ”
ระหว่างที่เจ้าของบ้านกำลังจะหันหลังให้กับหญิงสาวเจ้าปัญหานั้น น้ำเสียงใส ๆ ของเธอก็เรียกเอาไว้ ก่อนที่เขาจะหันกลับไปมองเธอด้วยสีหน้าที่เอือมระอา
“มีอะไรอีก”
“คุณชื่อว่าอะไรเหรอคะ”
“…จ้าวฟง”
“จ้าวฟง…ฉันชื่อชิงเหม่ยนะคะ”
“อืม เอาไว้ค่อยคุยกัน ฉันมีงานด่วนที่ต้องจัดการ เสียเวลากับเธอไปมากพอแล้ว”
จ้าวฟงตอบ ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วหันหลังเดินไปนั่งที่โต๊ะกว้างใจกลางบ้าน แล้วเอาเอกสารที่ต้องจัดการออกมาสะสาง
บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยเอกสารและตัวอย่างผลไม้สด ชิงเหม่ยที่ยืนอยู่ไม่ห่างเห็นว่าจ้าวฟงดูเอกสารแล้วมีสีหน้าที่เคร่งเครียด แต่เธอก็ทำได้แค่เพียงยืนมองอยู่อย่างเงียบ ๆ มองเขาด้วยสายตาลังเลว่าจะเข้าไปถามดีหรือไม่ แต่ด้วยความที่อยากตอบแทนบุญคุณ จึงตัดสินใจเดินเข้าไปถาม
“คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ ฉันพอจะช่วยคุณได้บ้างไหม”
จ้าวฟงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เป็นทางยาว บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าปัญหาที่เขากำลังประสบอยู่นั้นมันน่าหงุดหงิดมากเพียงใด
“ภาษาอังกฤษนี่มันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับฉันเสียจริง ๆ ถ้าฉันพูด อ่าน และเขียนได้คล่อง กิจการคงไปได้ไกลกว่านี้”
“เอ่อ…ฉันพอจะมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษอยู่บ้าง คุณให้ฉันช่วยไหม”
“เธอมีความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษอย่างนั้นเหรอ”
“ใช่ค่ะ ตอนที่ฉันอยู่ในเมือง ฉันมีโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษจากอาจารย์ชาวต่างชาติ”
จ้าวฟงเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย เพราะยุคนี้น้อยคนนักที่จะรู้ภาษาอังกฤษ และยิ่งเธอบอกว่ามาจากครอบครัวที่ยากจนแล้ว ยิ่งไม่น่าเชื่อไปกันใหญ่ แต่ในเมื่อสงสัยก็ต้องมีการพิสูจน์
“งั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นลองแปลข้อความนี้ให้ฉันดูหน่อย”
จ้าวฟงส่งกระดาษที่มีข้อความภาษาอังกฤษให้ชิงเหม่ย เธออ่านอย่างตั้งใจและแปลได้อย่างคล่องแคล่ว พิสูจน์ได้อย่างไร้ข้อกังขาว่าเธอนั้นมีความรู้เกี่ยวกับภาษาอังกฤษจริง ๆ
“อืม…ดูเหมือนเธอจะทำได้จริงๆ นะ ฉันกำลังต้องการคนช่วยอยู่พอดี ถ้าอย่างนั้นฉันจะให้เธอเป็นผู้ช่วยของฉันก็แล้วกัน”
“จริงเหรอคะ”
“อืม”
“ฉันขอบคุณคุณมาก ฉันดีใจที่สุดเลยค่ะ แล้ว…ฉันสามารถพักอยู่ที่นี่ตลอดในช่วงที่ทำงานให้คุณหรือเปล่าคะ”
“เอาแบบนี้ก็แล้วกัน บ้านฉันมีห้องว่าง เธอก็อยู่ที่นี่ได้ แต่มีข้อแม้นะ”
ริมฝีปากบางฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจเมื่ออีกฝ่ายยอมให้เธอพักอาศัยอยู่ที่นี่ระหว่างที่เธอทำงานให้ จากตอนแรกที่ยังไม่ได้ให้ความมั่นใจ ชิงเหม่ยจึงรีบตอบตกลงด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น
“ได้ค่ะ ไม่ว่าคุณจะตั้งข้อแม้อะไร ฉันยินดีจะทำตามทุกอย่าง!”
“ข้อแม้ก็ง่าย ๆ อย่างที่ฉันบอก อย่าสร้างความวุ่นวาย และห้ามยุ่งเรื่องส่วนตัวของฉัน แต่ที่สำคัญคือต้องช่วยงานฉันอย่างเต็มที่และตั้งใจจริง ๆ”
ชิงเหม่ยพยักหน้าแรง ๆ เป็นการยืนยันว่าเธอจะรักษาสัญญาอย่างแน่นอน
“ฉันสัญญาว่าจะตั้งใจทำงานและไม่สร้างปัญหาให้คุณอย่างเด็ดขาด”
“อืม…ถ้าอย่างนั้นก็ตามที่ตกลง พรุ่งนี้เริ่มงานเลยก็แล้วกัน ฉันจะพาเธอไปดูโกดังสินค้าและช่วยประสานงานกับลูกค้าชาวต่างชาติ”
“ได้เลยค่ะ”
ชิงเหม่ยมองจ้าวฟงด้วยสายตาที่ซาบซึ้ง ขณะที่เขากลับไปสนใจเอกสารต่อ บรรยากาศระหว่างพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ เป็นจุดเริ่มต้นของความไว้วางใจกันและกัน
…แสงตะวันอ่อน ๆ ส่องผ่านหน้าต่างไม้เก่าที่มีรอยแตกเข้ามากระทบเปลือกตาบางจนทำให้ชิงเหม่ยต้องตื่นและลุกขึ้นจากที่นอนเรียบง่าย เธอขยับตัวเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายความปวดเมื่อย ก่อนจะเปิดประตูออกมาแล้วพบกับเด็กสองคนกำลังนั่งกอดเข่าชิดกำแพงมุมห้องอยู่ข้างกัน
ซึ่งเด็กทั้งสองเป็นเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายตัวเล็ก มีสภาพที่แทบจะดูไม่ได้ เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเต็มไปด้วยคราบฝุ่นและดิน ใบหน้าและมือมีรอยเปื้อนชัดเจน ผมยุ่งเหยิงจนจับเป็นกระจุก และในตอนนี้เด็กน้อยทั้งคู่กำลังลอบมองชิงเหม่ยด้วยสายตาระแวง
ชิงเหม่ยจึงหยุดมองด้วยความสงสัย ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
“พวกหนูสองคนเป็นใครกันหรือ”
เด็กผู้หญิงชะงักไป แต่ก็ยอมตอบเบา ๆ
“…หนูชื่อไฉหง นี่พี่ชายของหนูชื่อว่าพี่อันอัน”
เมื่อได้รู้ชื่อของเด็กทั้งสอง ชิงเหม่ยก็พยักหน้าช้า ๆ ขณะที่ดวงตาหันไปมองเด็กผู้ชายที่ยังไม่ยอมพูด
“ทำไมพวกหนูถึงอยู่ในสภาพนี้ล่ะ ไม่ได้อาบน้ำมานานเท่าไรแล้วเนี่ย”
ไฉหงหลุบตาลงเหมือนไม่กล้าสบสายตา ก่อนตอบเสียงแผ่ว ๆ
“พวกเราไม่ค่อยมีเสื้อผ้าที่สะอาด”
หัวใจของชิงเหม่ยกระตุกเมื่อได้ยินคำตอบจากหนูน้อย และเธอก็รู้สึกสงสารจนจับใจ
“แล้วพวกหนูกินข้าวหรือยังจ๊ะ”
“...เมื่อวานมีแต่ผักที่เหลืออยู่เล็กน้อย ป้าเผยจึงนำเอามาทำอาหารให้พวกเรากิน”
ไฉหงส่ายหน้าด้วยสีหน้าเศร้า ๆ แล้วตอบออกมาขณะที่ก้มหน้ากอดพี่ชายเอาไว้แน่น
“เดี๋ยวพี่จะต้มน้ำให้อาบ และหาเสื้อผ้าให้พวกหนูเปลี่ยน หลังจากนั้นเราจะกินข้าวด้วยกัน พวกหนูรออยู่ตรงนี้นะ พี่จะไปต้มน้ำก่อน”
“แล้วพี่เป็นใครเหรอ”
“พี่ชื่อว่าชิงเหม่ย พี่มาทำงานให้กับเจ้าของบ้านหลังนี้ เอ่อ…ว่าแต่พวกหนูเป็นลูกของคุณจ้าวฟงเหรอ”
เด็กทั้งสองพยักหน้าพร้อมกันแทนคำตอบ ทำเอาชิงเหม่ยนึกมองจ้าวฟงเปลี่ยนไป ว่าทำไมเขาถึงปล่อยให้ลูกทั้งสองคนของตัวเองตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทั้งผอมทั้งมอมแมม
ชิงเหม่ยหยุดความคิดเอาไว้ก่อน แล้วหันไปเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กทั้งสองอย่างตั้งใจ แม้ยังไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลังของพวกเขา แต่เธอรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่เธอควรต้องค้นหาเกี่ยวกับเด็กสองคนนี้ในไม่ช้า
หลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เด็กน้อยทั้งสองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชิงเหม่ยก็เดินไปที่ครัวเล็ก ๆ ของบ้าน เธอพบเพียงโต๊ะไม้เก่าตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีเพียงชามผักต้มที่เหลืออยู่ครึ่งชาม น้ำในชามเริ่มเย็นชืดจนมีคราบไขมันลอยอยู่เบาบางข้าง ๆ มีถ้วยข้าวเปล่าที่มีเศษข้าวแห้งติดอยู่
ชิงเหม่ยหันกลับไปมองร่างเล็กของทั้งไฉหงและอันอันที่ดูซูบผอมจนเห็นกระดูกไหปลารา ผิวพวกเขาซีดเซียวจนเธออดสงสารไม่ได้ ชิงเหม่ยขมวดคิ้ว เธอนั่งลงข้างโต๊ะ มองชามผักที่แทบไม่มีคุณค่าทางอาหารเพียงพอ แล้วหันไปถามเด็กน้อยผู้น่าสงสาร
“พวกหนูกินแบบนี้มานานเท่าไรแล้ว”
“หลายวันแล้ว บางวันก็ไม่มีอะไรเลย”
ไฉหงนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วตอบเสียงแผ่ว ส่วนอันอันยังคงนั่งนิ่ง เงยหน้าขึ้นมองชิงเหม่ยแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดเบา ๆ เป็นประโยคยาว
“อาหารดี ๆ มีไม่บ่อยครั้งนัก ถ้าวันไหนมีผมก็มักจะแบ่งให้น้องได้กินก่อนเสมอ”
ชิงเหม่ยได้ยินดังนั้น ใจยิ่งปวดร้าว เธอเดินไปลูบหัวทั้งสองคนเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
“พวกหนูไม่ควรต้องลำบากถึงเพียงนี้ ต่อไปพี่จะดูแลพวกหนูเอง ไม่ต้องกังวลอีกแล้ว”
ดวงตาของไฉหงสั่นไหว แต่เธอเม้มปากแน่นเหมือนไม่กล้าปล่อยโฮออกมา ชิงเหม่ยยิ้มอ่อนโยนพลางลุกขึ้น
“พี่จะไปทำอาหารมาให้ใหม่ วันนี้หนูสองคนต้องได้กินให้อิ่ม พี่จะไม่ยอมให้ใครต้องหิวอีกต่อไป”
พูดจบ ชิงเหม่ยก็ก้าวเดินไปในครัวด้วยความมุ่งมั่น ทิ้งสองเด็กไว้กับความอบอุ่นที่เริ่มแผ่เข้ามาในหัวใจของพวกเขาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผ่านมา
เวลาผ่านไปสักพักชิงเหม่ยยกถ้วยข้าวต้มร้อน ๆ พร้อมไข่ต้มและผักสดวางลงบนโต๊ะอย่างประณีต ไฉหงกับอันอันนั่งจ้องอาหารตรงหน้าด้วยแววตาตื่นเต้น กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของข้าวต้มทำให้ท้องที่ว่างเปล่าของพวกเขาเริ่มร้องประท้วง
“กินสิ พวกหนูต้องกินให้อิ่ม”
ชิงเหม่ยพูดพลางยิ้มอ่อนโยน เด็กทั้งสองก็เริ่มหยิบช้อนอย่างลังเล แต่ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงแหลมสูงของหญิงวัยกลางคน
“นี่เธอเป็นใครกัน!”
หญิงวัยกลางคนผู้นั้นก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เธอจ้องชิงเหม่ยราวกับจะเผาผลาญให้มอดไหม้ ทำเอาชิงเหม่ยต้องรีบแนะนำตัวเองออกไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะไม่รู้ว่าหญิงผู้นี้เกี่ยวข้องอะไรกับจ้าวฟง
“ฉะ ฉันมาทำงานให้กับเจ้าของบ้านหลังนี้ เขาก็เลยให้ฉันพักอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยค่ะ”
“แล้วเธอมีสิทธิ์อะไรมายุ่งวุ่นวายกับเด็กสองคนนี้ หึ! อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าเธอต้องการอะไร”
ป้าถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนหันไปมองไฉหงกับอันอัน
“ไฉหง อันอัน เจ้าสองคนอย่าไปหลงกลผู้หญิงคนนี้อย่างเด็ดขาด เธอไม่ได้หวังดีกับพวกเจ้าจริง ๆ เธอก็แค่มาที่นี่เพื่อหวังจะเป็นเมียของพ่อพวกเจ้า”
ไฉหงกับอันอันชะงัก ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสน ส่วนชิงเหม่ยเองก็ตกใจไม่น้อยเมื่อได้ยินอย่างนั้น ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับป้าเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง
“ฉันไม่ได้มีเจตนาอย่างที่ป้าพูดเลยนะ ฉันมาที่นี่เพื่อมาทำงานจริง ๆ และฉันก็เห็นว่าเด็ก ๆ สมควรได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้”
“เธอไม่ต้องมาทำเป็นคนดี! ฉันรู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ เธอก็แค่ต้องการสร้างความดีความชอบเพื่อให้จ้าวฟงสนใจในตัวเธอ แล้วทิ้งเด็กสองคนนี้ไป ฉันเห็นมานักต่อนักแล้วผู้หญิงแบบเธอ”
ป้าแค่นเสียงพ่นคำดูถูกออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจ คำพูดของเธอเหมือนเข็มแหลมที่แทงเข้าไปในจิตใจของเด็ก ๆ ไฉหงเงยหน้าขึ้นมองชิงเหม่ย ดวงตาเต็มไปด้วยความลังเลและหวาดกลัว
ชิงเหม่ยรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่ได้ยิน แต่เธอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ฉันไม่รู้ว่าป้ามีปัญหาอะไรกับฉัน แต่ฉันขอยืนยันว่าฉันไม่ได้มีเจตนาอย่างที่ป้าพูด และที่ฉันทำไปก็เพื่อช่วยไฉหงกับอันอันก็เท่านั้น”
“ช่วย? หึ! เธอไม่ใช่คนในครอบครัวนี้ จะมาช่วยอะไรได้”
ป้าแค่นหัวเราะ พลางดึงมือไฉหงและอันอันให้ลุกขึ้น
“ไป! ไปกับป้า อย่าไปยุ่งกับเธอคนนี้อีก!”
ไฉหงลังเลแต่ก็ยอมเดินตามไปพร้อมอันอันที่มองกลับมาทางชิงเหม่ยด้วยสายตาเศร้า ๆ
ชิงเหม่ยมองทั้งสามคนเดินหายไปในมุมบ้าน เธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจเป็นทางยาว พลางคิดในใจว่าเรื่องนี้มันไม่ปกติเป็นแน่ แล้วทำไมจ้าวฟงถึงปล่อยให้ลูก ๆ ของตนเองอยู่กับคนที่ใจร้ายเช่นนี้ หรือว่าแท้จริงแล้วจ้าวฟงก็ไม่ใช่คนดีอย่างที่เธอคิด
ยามดึกสงัด บ้านทั้งหลังเงียบงัน ชิงเหม่ยรวบรวมความกล้าเพื่อเดินไปเคาะประตูห้องของจ้าวฟง เพราะวันนี้ทั้งวันเธอแทบจะไม่เป็นอันทำงาน อยากจะถามเรื่องที่เจอในตอนเช้าใจจะขาด แต่ก็พยายามเก็บงำความสงสัยเอาไว้ก่อน เพื่อตั้งใจทำงานวันแรกให้ดี
ก๊อก! ก๊อก!
“ใคร”
“ฉันเอง…ชิงเหม่ย”
“เข้ามาได้”
เมื่อได้ยินเสียงตอบรับ ชิงเหม่ยก็เปิดประตูแล้วก้าวเข้าไปในห้อง ก็พบกับจ้าวฟงที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ใบหน้าดูอ่อนล้าจากการอ่านเอกสารกองโต เขาเงยหน้ามองชิงเหม่ย ดวงตาคมกริบแฝงด้วยความสงสัย
“เธอมีเรื่องอะไร ถึงมาหาฉันในเวลานี้”
ชิงเหม่ยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตัดสินใจพูดเรื่องที่เจอเมื่อเช้าออกไป
“ฉันมีเรื่องที่ต้องพูดกับคุณเกี่ยวกับไฉหงและอันอัน”
“เธอเจอเด็กสองคนนั้นแล้วเหรอ”
“ใช่ค่ะ ฉันเจอพวกเขาเมื่อเช้า และก็เจอป้า…”
“ป้าเผย”
“อ๋อ…ใช่ค่ะป้าเผย”
“แล้วยังไงต่อ”
“…ฉันไม่รู้ว่าฉันจะจุ้นจ้านมากเกินไปหรือไม่ แต่ฉันคงไม่สบายใจถ้าไม่ได้พูด คือ…ฉันไม่แน่ใจว่าคุณมีความเกี่ยวข้องอะไรกับป้าเผย ไว้ใจป้าเผยให้ดูแลลูกของคุณมากแค่ไหน แต่ฉันสังเกตเห็นว่าเด็กทั้งสองอยู่ในสภาพที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ หากได้รับการดูแลที่ดี”
“เธอหมายความว่าอย่างไร”
“พวกเขาสกปรก เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง และอาหารที่กินมีแค่ผักต้ม บางวันอาจไม่มีแม้แต่ข้าวได้กิน เพราะร่างกายผอมบางมาก ฉันสงสัยว่าป้าเผยอาจไม่ได้ดูแลพวกเขาอย่างที่ควรจะเป็น”
ชิงเหม่ยพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ส่วนจ้าวฟงก็นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นกัน
“เธอคงไม่รู้ว่าป้าเผยเป็นใคร ป้าเผยเป็นญาติที่สนิทที่สุดของครอบครัวเรา หลังจากที่แม่ของเด็ก ๆ เสีย ป้าเผยก็เป็นคนเดียวที่ยอมเสียสละมาดูแลไฉหงและอันอัน”
“แต่...ฉันเห็นด้วยตาตัวเองว่าเด็กทั้งสองอยู่ในสภาพที่ยากจะทน พวกเขาผอมจนแทบจะล้ม ถ้าป้าเผยดูแลดีจริง เรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น”
“ฉันรู้ว่าเธอหวังดี แต่เธอมาอยู่ที่นี่แค่เพียงวันเดียวจะไปรู้อะไร ป้าเผยเป็นคนที่ลำบากมามากเพราะต้องดูแลเด็กสองคนตามลำพัง ฉันเองทำงานจนไม่มีเวลา ถ้าไม่ได้ป้าเผยฉันก็คงแย่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่อยากให้ป้าเผยต้องลำบากใจเพราะคำพูดของเธอ”
ถึงแม้ว่าจ้าวฟงจะพูดอย่างนั้น แต่ชิงเหม่ยก็ยังไม่มั่นใจในตัวของป้าเผยอยู่ดี เธอจ้องมองเขาโดยที่ในใจของเธอหนักอึ้ง
“…แต่ว่าเด็ก ๆ อาจจะไม่กล้าพูดเพราะกลัวป้าเผยก็ได้ คุณลองคิดดูว่าพวกเขาอยู่กับป้าเผยในสภาพนี้ได้อย่างไร”
จ้าวฟงยกมือขึ้นราวกับจะขอให้ชิงเหม่ยหยุดพร้อมกับกล่าวถ้อยคำด้วยน้ำเสียงที่เบื่อหน่ายเต็มทน
“พอเถอะ ฉันไม่อยากให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหา เธอควรเลิกสงสัยในตัวของป้าเผย ป้าเผยเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ และฉันเชื่อใจป้าเผยมาก”
ชิงเหม่ยเม้มปากแน่น ใจเธอปั่นป่วนไปด้วยความคับข้องใจ อย่างไรเธอก็มั่นใจว่าป้าเผยดูแลเด็กได้ไม่ดีพอ
“หากคุณไม่ต้องการที่จะจัดการเรื่องนี้ ฉันก็จะไม่พูดอีก แต่ฉันขอยืนยันว่าเด็ก ๆ ต้องได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้”
พูดจบ ชิงเหม่ยก็มองจ้าวฟงอย่างผิดหวัง ก่อนจะถอนหายใจเป็นทางยาวออกมาแล้วเดินออกจากห้องไป ในใจเธอรู้ดีว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่เรื่องปกติ เธอจะไม่หยุดค้นหาความจริง แม้ว่าจ้าวฟงจะขอให้เธอเงียบก็ตาม