ตอน 2

2. เลิกกันเถอะ

เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังทุ้มในลำคอ ริมฝีปากหยักโค้งขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นเย็นชาเสมอต้นเสมอปลายไร้ที่ติ ไม่รู้ว่าตอนนั้นฉางกังคิดอะไรอยู่ เมื่อเห็นลี่อินทำเช่นนั้นก็รีบก้าวลงจากรถตรงไปกระชากแขนหญิงสาวออกมาด้วยท่าทางฉุนเฉียว

"คุณทำบ้าอะไร! คุณขับรถชนคนบาดเจ็บนะ ถ้าคุณไม่ช่วยฉันจะช่วยพวกเขาเอง"

เธอตวาดเขาแล้วสะบัดแขนออกจากการจับกุม

“คนพวกนี้เป็นมิจฉาชีพหรือเปล่าก็ไม่รู้ คุณออกให้ห่างเถอะเผื่อมีอันตราย”

"ลู่กัง! คุณไม่เห็นเหรอว่าเขามีเลือดออก ดูสิ! มีคนบาดเจ็บเพราะคุณนะ"

ฉางกังมองไปยังชาวบ้านทั้งสองแล้วเหยียดยิ้มอีกรอบ เขาคิดว่าชาวบ้านเหล่านี้คือมิจฉาชีพมากกว่าผู้ประสบภัย จึงดึงแขนของแฟนสาวพาขึ้นรถดังเดิมแล้วออกคำสั่ง

"นั่งรอในนี้ผมจัดการเอง ดู ๆ ไปตาแก่นั่นก็ไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อยเลยนี่"

บอกเพียงเท่านั้นก็เดินย้อนกลับมา ชายแก่พยุงตัวลุกขึ้นยืนข้างลูกสาว เล็งเห็นว่าอีกฝ่ายฐานะร่ำรวยและรถที่ฉางกังขับก็ราคาแพงมาก จึงกลัวว่าตนและลูกจะมีความผิด ดีไม่ดีอาจถูกเรียกร้องค่าเสียหายที่ทำรถหรูเป็นรอยจึงคุกเข่าก้มศีรษะขอโทษขอโพยยกใหญ่

"ขอโทษครับ ขอโทษจริง ๆ ลูกสาวผมเธอสติไม่ดี เธอวิ่งพรวดพราดออกมาผมจำเป็นต้องรีบเอาตัวบังไว้กลัวเธอจะเป็นอันตราย เลย..เอ่อ..ทำรถคุณเป็นรอยเสียแล้ว"

"พอเถอะครับคุณตา แค่อยากได้เงินก็ไม่เห็นต้องพล่ามอะไรให้ยืดยาวเลยนี่...เอานี่!"

เขาเอาเงินจำนวนหนึ่งยัดใส่มือชายแก่ ในตอนแรกชายแก่ยังงง ๆ อยู่ว่าคำพูดเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่ แต่เมื่อตีความออกว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าใจผิดก็พยายามจะยื่นเงินคืนให้ ทว่าฉางกังรีบสะบัดมือออกอย่างแรงทำให้ธนบัตรเหล่านั้นปลิวว่อนกลางอากาศ

"อย่าเล่นตัวรีบเก็บเงินนั่นไว้ เอ๊ะ...หรือว่าน้อยไป"

"ไม่ครับ ไม่ใช่อย่างนั้น ผมไม่อยากได้เงินของคุณเลย"

แม้ชายสูงวัยจะพูดไปตามที่ใจคิดแต่ก็ไม่อาจทำให้ฉางกังเชื่อได้ สีหน้าสิ้นหวังจนปัญญา

ชายหนุ่มกวาดสายตามองสองพ่อลูกตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาหยาบคายที่สุด จนอีกฝ่ายรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ

"เงินพวกนี้เป็นสิ่งที่คนจนโหยหามาตลอดชีวิตไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่รีบเก็บซะล่ะ คุณตาทำผมเสียเวลามากไปแล้วนะ ได้เงินแล้วก็ไปหาหมอ ครั้งหน้าก็อย่าเที่ยวหากินแบบนี้อีก ถ้าลูกสาวคุณตาสติไม่ดีก็ควรดูแลให้ดี อย่าปล่อยมาสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น อีกอย่างอย่าเอาความสติไม่ดีของลูกสาวมาแอบอ้างหากิน"

ไม่รอให้ชายแก่ได้อธิบายเขาก็ปัดชุดสูทหมุนตัวเดินกลับมาที่รถ ทันทีที่เปิดประตูรถหย่อนก้นนั่งตรงเบาะเสียงของลี่อินก็ดังขึ้น

“เมื่อกี้คุณทำอะไร ทุเรศมาก”

ลี่อินสุดจะทนกับพฤติกรรมของอีกฝ่ายเต็มที เธอจึงพูดออกไปแบบนั้นทั้งที่ไม่เคยต่อว่าฉางกังด้วยถ้อยคำที่รุนแรงแม้เพียงครั้งเดียว

“คุณกล้าว่าผมทุเรศ...หึ หัดมองตัวเองบ้างเถอะ สภาพอย่างคุณมีอะไรคู่ควรกับผม”

บรรยากาศภายในตัวรถเต็มไปด้วยความอึดอัด ลี่อินเสียใจและผิดหวังจนน้ำตาคลอ ความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อแฟนหนุ่มแทบไม่หลงเหลือ ที่แท้เขาก็มองเธอเช่นนี้นี่เอง ที่ผ่านมาเธอคงเป็นแค่ตัวตลกที่เขาคบเล่นไปวัน ๆ

หญิงสาวกระพริบตาถี่ ๆ ขับไล่น้ำตาที่กำลังจะร่วงหล่น กล้ำกลืนถ้อยคำแสนอดสูเอาไว้ไม่เอ่ยคำใดออกมา ฝ่ายเข่อซิงเองก็มองหญิงสาวด้วยแววตาเห็นใจ เขาอยากปลอบใจเธอแต่ก็ไม่กล้าแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง เพราะคนหนึ่งคือเจ้านาย ส่วนอีกคนคือแฟนของเจ้านาย

สำหรับเข่อซิงชินชาเสียแล้ว ไม่ว่าฉางกังจะดุด่าว่ากล่าวเขาอย่างไรเข่อซิงก็ไม่เคยโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย ด้วยความที่คิดมาตลอดว่าฉางกังไม่ได้เป็นเจ้านายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นบุตรชายของผู้มีพระคุณต่อตระกูลจ้าว หากไม่ได้ตระกูลลู่ให้ความช่วยเหลือบิดาของเขาเอาไว้ในวันนั้น เขาก็ไม่รู้ว่าครอบครัวจะย่ำแย่เพียงใด อาจตกอับถึงขั้นไม่มีอันจะกิน หรือไม่ก็ซัดเซพเนจรไร้หัวนอนปลายเท้า

หลิวเซียงฉินหรือคุณย่าหลิว ย่าแท้ ๆ ของฉางกังได้ให้ความช่วยเหลือจ้าวฟู่เฉิงซึ่งเป็นพ่อแท้ ๆ ของเข่อซิงเอาไว้ ย่าหลิวได้ไถ่ตัวฟู่เฉิงออกจากบ่อนการพนันพร้อมกับให้ชีวิตใหม่ ให้งานทำและให้อนาคตใหม่ พร้อมกันนั้นก็ได้ให้ฟู่เฉิงมอบสัตย์สาบานว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับการพนันอีกตลอดชีวิต กระทั่งฟู่เฉิงได้แต่งงานมีครอบครัวจึงถือกำเนิดเข่อซิงน้อยขึ้นมาเป็นพยานรัก ปัจจุบันนี้ฟู่เฉิงและภรรยาได้ปลดเกษียณแล้วให้เข่อซิงรับช่วงต่อ ตั้งแต่นั้นมาเข่อซิงจึงได้กลายเป็นคนสนิทของฉางกัง ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยให้ฉางกังทุกอย่าง รวมไปถึงเรื่องส่วนตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

อุปนิสัยของเข่อซิงเป็นคนซื่อตรงเรียบง่าย มีความจงรักและภักดีต่อผู้เป็นนาย ต่อให้ถูกด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงก็ไม่เคยถือสา คิดเพียงว่าฉางกังเป็นเหมือนเพื่อนเหมือนพี่เหมือนน้อง และเปรียบเสมือนญาติของเขาอีกคน

“ท่านประธานครับ...เอ่อ ท่านประธานว่าคุณลี่อินแรงเกินไปรึป่าวครับ”

เข่อซิงที่ทนฟังคำพูดของผู้เป็นนายไม่ไหวจึงพูดขึ้นบ้าง หวังว่าจะดึงสติเขากลับคืนมา แต่สิ่งที่ได้รับจากฉางกังคือแววตาที่แปลความหมายได้ว่าด่าบรรพบุรุษ

“ไม่ใช่เรื่องของนาย เงียบปากเสีย"

ลี่อินเจ็บหนึบกับคำพูดไม่กี่คำของแฟนหนุ่ม ในเมื่อเขาดูถูกเธอขนาดนี้แล้ว เธอก็ไม่ขอทนเขาอีกต่อไป

"พูดถูกแล้ว สภาพของฉันไม่คู่ควรกับคุณเลยสักนิดเดียว พอกันที! ฉันอดทนกับคุณไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เราเลิกกัน!...แต่ก่อนจะเลิกฉันขอสักทีเถอะ"

มือเรียวตบเข้าที่ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มอย่างแรง จนแก้มของฉางกังมีรอยแดงประทับอยู่ ฉางกังยกมือขึ้นมาลูบแก้มข้างที่ถูกตบด้วยความมึนงง ไม่คาดคิดว่าแฟนสาวของเขาจะกล้าเป็นฝ่ายบอกเลิกตนก่อนแล้วยังบังอาจตบเขาต่อหน้าเข่อซิงอีก

"...นี่...คุณกล้าทำแบบนี้กับผมเลยเหรอ"

“...ฉันรักคุณนะ...แต่เราจบกันแค่นี้เถอะ เราคงไปต่อกันไม่ได้ แนวคิดของคุณกับฉันมันต่างกันเกินไป จอดรถ ฉันจะลงตรงนี้แหละ เราไม่ต้องกลับมาเจอกันอีก! ฉันไม่อยากจะเจอคนอย่างคุณอีกแล้ว!”

ลี่อินพยายามพูดอย่างใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าทางตรงหน้าจะเปลี่ยวอีกทั้งยังอันตรายมากก็เถอะ อย่างน้อย ๆ มันก็ดีกว่าการต้องร่วมรถกับคนอย่างฉางกัง ยามนี้อะไรก็ดีกว่าทั้งนั้น ขอแค่หลุดพ้นจากปีศาจอย่างเขา ผู้ชายคนนี้ทั้งเย็นชาและเห็นแก่ตัว ไม่เคยคิดถึงจิตใจผู้อื่น แม้กระทั่งเธอที่คบกับเขามานานหลายปีก็ยังถูกพูดจาดูถูกให้เจ็บปวดอยู่เสมอ ครั้งนี้ควรจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่เธอต้องฝืนใจทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต คือการบอกเลิกเขาอย่างกล้าหาญและจะไม่มีวันหวนกลับไปอีก ลี่อินได้สาบานกับตนเองไว้แบบนั้น...

หญิงสาวเปิดประตูลงจากรถด้วยใจที่บอบช้ำ เธอปาดน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้ม ฉางกังมองตามแผ่นหลังของเธอด้วยแววตานิ่งเฉยเย็นชา เข่อซิงที่เห็นท่าไม่ดีอีกทั้งยังเป็นห่วงลี่อินที่ขอลงไปเดินลำพังบนทางเปลี่ยวจึงบังอาจขอพูดแทรก

“ปล่อยเธอไปแบบนี้จะดีหรือครับ ถนนสายนี้เปลี่ยวมากไม่มีรถสวนมาเลย บ้านเรือนผู้คนก็น้อย"

"..."

"เอ่อ...ให้ ให้ผมลงไปเป็นเพื่อนเธอเถอะครับ"

"...อยากไปก็ไป!"

"ครับ วางใจเถอะครับเดี๋ยวไม่นานคุณลี่อินก็หายโกรธ"

เข่อซิงรีบบอกพร้อมทั้งเปิดประตูรถวิ่งตามหญิงสาวไป เขาเดินไปพร้อม ๆ กับเธอบนถนนทอดยาว

ฉางกังมองดูคนทั้งสอง ความคิดหลายอย่างถาโถมเข้าหา ใจหนึ่งยังลังเลอยู่ว่าหรือเขาควรจะไปง้อลี่อินดี แต่อีกใจสั่งการว่าควรปล่อยเลยตามเลยไปแบบนั้น

...ก็เธออยากอวดดีตบหน้าเขาก่อนทำไมกัน จนท้ายที่สุดสิ่งที่ต่อต้านในหัวของเขาก็ได้ข้อสรุป

...ลี่อินมีเข่อซิงไปเป็นเพื่อนแล้วไม่มีอะไรต้องห่วง เดี๋ยวพอหายโกรธลี่อินก็คงจะกลับมาเดินตามเขาต้อย ๆ เหมือนอย่างเคย

เขาไม่คิดว่าลี่อินจะกล้าเลิกรากันจริง หากแต่ความคิดเหล่านั้นล้วนแต่มีคำตอบในตัวมันเองอยู่แล้ว ฉางกังขับรถออกไปจากจุดนั้นโดยไร้ใยดีต่อแฟนสาวและเลขาหนุ่ม มุ่งไปยังเส้นทางข้างหน้าอย่างเย็นชา มีเพียงวูบเดียวเท่านั้นที่เขามองผ่านกระจกหลังเพื่อดูคนทั้งสองเดินเคียงกันแต่ไม่คิดจะแตะเบรกจอดรอ และแล้วรถคันหรูก็เล่นออกมาไกลจนลับตา

...หารู้ไหมว่านับจากนี้ไปจะมีผลเปลี่ยนแปลงชะตาเขาอย่างมหาศาล

ใช้เวลาเดินทางสามชั่วยามฉางกังได้มาถึงหน้าบ้านหลังใหญ่ เขาก้าวลงจากรถสีหน้าแสดงความเบื่อหน่ายไร้อารมณ์ เมื่อเข้าไปภายในบ้าน ปลายระยะสายตาแลเห็นหญิงชรานั่งคอยตนอยู่ก่อนแล้ว ถ้าให้คิดเล่น ๆ ว่านอกจากหญิงชราที่นั่งรอเขา หากมีแม่และพ่อของเขารออยู่ด้วยก็คงจะดีไม่น้อย ทว่าครอบครัวที่แสนอบอุ่นในวันวานไม่มีทางหวนกลับ ส่วนเรื่องราวเกี่ยวกับผู้เป็นพ่อที่พอจะจดจำได้ก็น้อยมาก คิดแล้วฉางกังรู้สึกหน่วงในใจอย่างประหลาด เนื่องจากยังติดอยู่ในภวังค์ความทรงจำวัยเด็กว่าพ่อคือคนทรยศแม่

ตอน 3

3. ครอบครัวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่

ภาพในหัวของชายหนุ่มฉายอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ความคิดทั้งหมดจะอันตรธานหายไป แทนที่ด้วยเรื่องราวที่ดินหลังเขาวั้งซานกู่ เขาคิดมาตลอดทางแล้วว่าหากทำเป็นรีสอร์ทปรับสภาพพื้นที่กันดารเปลี่ยวผู้คนให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติคงจะสวยงามไม่น้อย และผลที่ตามมาจะต้องเป็นกำไรมหาศาล

ฉางกังเดินตรงไปหาคุณย่าซึ่งนั่งรอให้เขากลับมาทานข้าวด้วยกันอยู่ที่โต๊ะอาหาร ฝ่ายคุณย่าเมื่อเห็นว่าหลานชายสุดที่รักได้กลับมาถึงแล้วก็แย้มยิ้มบาง ๆ พร้อมกล่าวทักทายเฉกเช่นปกติทุกวัน

“อ้าว อากังกลับมาแล้วหรือ ย่าเตรียมของโปรดไว้ให้เยอะเลย มีแต่ของที่หลานชอบทั้งนั้น เอ๊ะ...นั่น...อากังหน้าไปโดนอะไรมา”

เสียงแหบแห้งเอ่ยเรียกหลานชายเพียงคนเดียวพร้อมกับทักท้วงรอยแดงเด่นชัดที่ข้างแก้ม ฉางกังไม่ได้ตอบคำถามแต่ตรงดิ่งเข้ามานั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามกัน รอยยิ้มของหญิงชราปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่น เธอย้อนคิดดูว่านานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้มานั่งทานข้าวเย็นกับเธอแบบนี้ แม้ว่าในทุก ๆ วันหญิงชราจะเตรียมอาหารจานโปรดไว้รอเขากลับมาทานก็ตามที ส่วนมากฉางกังจะมาไม่ทันเวลาอาหารมื้อเย็น หรือบางครั้งถ้ามาถึงแต่หัววันเขาก็มักจะอ้างว่าทานอาหารนอกบ้านมาจนอิ่มแล้วเกือบทุกครั้ง

"ว่าอย่างไร ข้างแก้มไปโดนใครประทับตรามา ใครกันนะแจกยันต์ให้หลานย่า"

"คุณย่าจะไปจัดการให้ผมเหรอครับ"

"ไปตบรางวัลนะซี ยอดเยี่ยมจริง ๆ"

"คุณย่า! ไม่คุยเรื่องนี้แล้ว จริงสิ...วันนี้ผมไปดูที่ดินที่คุณย่ายกให้ผมแล้วนะครับ ทำเลเหมาะแก่การสร้างรีสอร์ทน่าจะดีเลย เอ่อ...ชาวบ้านที่คุณย่าให้เช่าเป็นที่พักพิงราคาหนึ่งตำลึงต่อเดือนพวกนั้น ผมได้ออกคำสั่งให้ผู้ดูแลไล่ให้ไปหาที่อยู่ใหม่แล้ว แต่ผมเกรงว่าพวกเขาจะดื้อด้านไม่ยอมออกไป จึงอยากให้คุณย่าเป็นคนออกคำสั่งเองอีกครั้ง อย่างไรเสียคำสั่งการของคุณย่าก็ถือเป็นประกาศิต”

คุณย่าหลุบตามองอาหารชั้นเลิศในจานแล้วครุ่นคิดบางอย่างพิจารณาถี่ถ้วน ก่อนจะบอกหลานชายน้ำเสียงชุ่มเย็น

"อากัง ย่าจะไม่ไปพูดให้หรอกนะ"

"อ้าว"

"แล้วย่าก็ไม่ให้ขายที่แปลงนั้นด้วย หากไล่ชาวบ้านไปกะทันหันพวกเขาจะทำอย่างไร"

"แต่ที่ตรงนั้นคุณย่ายกให้ผมแล้วนะครับ ถ้าไม่ให้ผมขาย...ครับผมเข้าใจ แต่ผมจะเอามาทำอะไรก็ได้ไม่ใช่เหรอ"

ชายหนุ่มแย้งด้วยเหตุผลของตนเอง แต่พูดด้วยโทนเสียงโน้มน้าวให้คุณย่าเห็นดีด้วยกับสิ่งที่ตนเสนอ เนื่องจากถือวิสาสะว่าในเมื่อคุณย่าไม่ให้ตนขายตนก็จะเอามาทำเป็นรีสอร์ทเพื่อหาผลประโยชน์เสียเอง ต่อให้ได้ผลประกอบการน้อยนิดก็ยังดีกว่าปล่อยกินค่าเช่าเดือนละหนึ่งตำลึงอยู่อย่างนี้ สำหรับเขาสิ่งนี้คือการลงทุนและมั่นใจมากว่าคุณย่าน่าจะเห็นด้วย

“แล้วหลานจะให้เขาไปอยู่ที่ไหน พวกเขาไม่มีที่ไปแล้ว”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นฉางกังก็ขมวดคิ้วหากันจนแน่น สีหน้าบ่งบอกว่าไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

เขาทำการกุศลอยู่หรือ...

ทำบุญให้คนไร้บ้านว่างั้นเถอะ...

ญาติก็ไม่ใช่ทำไมเขาต้องสงสารคนเหล่านั้นด้วย ไม่เห็นจะมีเหตุผลอะไรที่เขาต้องสงสารเลย เขาคิดพลางส่ายศีรษะไปมาอย่างเหลือเชื่อกับความคิดคุณย่า

“คนเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมเลยนะครับ ทำไมผมต้องให้อาศัยอยู่ในที่ดินของผมโดยไร้ผลประโยชน์ตอบแทนด้วย คุณย่าลองคิดดูนะครับว่าหากผมทำธุรกิจรี

สอร์ทจนประสบผลสำเร็จ เงินทองจะหลั่งไหลเข้ามามากมายมหาศาล คนที่เข้าพักก็จะมีแต่เหล่าคนรวยมาพักผ่อน ถ้าพวกเขามาเห็นทัศนียภาพเป็นบ้านเรือนโกโรโกโสอยู่แบบนี้จะมีใครเข้าพักล่ะครับ”

ฉางกังโต้กลับผู้เป็นย่ายาวเหยียด แต่หญิงสูงวัยส่งยิ้มอ่อนละมุนให้แทนคำตอบ นั่นหมายความว่าถึงอย่างไรคุณย่าก็ยืนกรานจะให้ชาวบ้านเหล่านั้นอยู่กันต่อไป

ในเมื่อเป็นอย่างนี้หว่านล้อมอย่างไรก็ไม่คงสำเร็จ ยกเม็ดเงินมาอ้างก็แล้ว ยกเหตุผลมาอ้างก็แล้ว ฉางกังจึงไม่อยากโต้แย้งกับคุณย่าอีก เขาจำใจยอมฟังคำคุณย่าเพราะกลัวว่าโรคประจำตัวคุณย่าจะกำเริบ อีกอย่างตัวเขาเองก็ไม่เหลือใครอีกแล้วในชีวิตนี้ หากต้องเสียคุณย่าไปอีกคนโลกใบนี้ก็คงจะกลายเป็นนรกบนดินดี ๆ นี่เอง

ฉางกังเลือกที่จะไม่ได้พูดอะไรต่อแล้วตักข้าวเข้าปากเงียบ ๆ คุณย่าสังเกตอาการหลานชายพอจะเข้าใจความคิดเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง จึงพูดปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงชุ่มเย็น

“คนที่นั่นมีน้ำใจกับย่าทุกครั้งที่ไปเยือน ต้นตระกูลของเราเคยอาศัยในบ้านหลังคามุงฟางเล็ก ๆ หลังเขาวั้งซานกู่ พอค้าขายกิจการรุ่งเรืองก็ขยับขยายออกมา แต่ผู้คนที่หลานเห็นว่ายังอาศัยที่เขาวั้งซานกู่พวกเขาไม่ได้โชคดีเหมือนตระกูลลู่ พวกเขายากจนและไม่สามารถตั้งหลักปักฐานในที่ดี ๆ กว่านั้นได้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะหยิบจับสิ่งใดแล้วประสบผลสำเร็จไปเสียหมดนะอากัง เราเองยังไม่ได้ขัดสนเงินทองถึงขนาดจะต้องขายที่กิน คนเราควรอยู่กันด้วยความเมตตา หากวันหนึ่งอากังไม่มีย่าคอยให้คำปรึกษาแล้วหลานก็ยังมีพวกเขาที่ยังคงจงรักภักดีกับตระกูลลู่อยู่ พวกเขาจะต้องตอบแทนน้ำใจตระกูลลู่แน่นอน ย่าเชื่ออย่างนั้น”

มือเหี่ยวย่นเอื้อมมาลูบหัวของฉางกังเบา ๆ ด้วยความอ่อนโยนและความรักเต็มเปี่ยม ทำให้ชายหนุ่มยอมเห็นด้วยแม้ว่าจะไม่เต็มร้อยก็ตาม แต่นี่ก็มากพอจะเป็นหลักค้ำประกันได้แล้วว่าเขาจะไม่ขับไล่คนเหล่านั้นออกไปจากที่พักพิง

...หรืออาจจะขับไล่ในภายหลังใครจะรู้ อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน คุณย่าไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า ส่วนเขาก็หาใช่นักบวชใจบุญเสียเมื่อไร

หลังจากอาหารมื้อเย็นจบลง ฉางกังก็ไปอาบน้ำอาบท่าเตรียมเข้านอน น้ำอุ่น ๆ จากฝักบัวไหลลงมาชโลมร่างกายที่ปวดร้าวในทุกอณูส่วนของกล้ามเนื้อ ความเครียดของวันค่อย ๆ จางหายไปกับหยดน้ำที่กระทบลงมาบนเรือนร่าง ตอนนี้คนที่เขาคิดถึงที่สุดคือลี่อิน ป่านนี้ไม่รู้ว่าแฟนสาวจะกลับถึงบ้านหรือยัง ดึกขนาดนี้แล้วเธอจะเป็นอย่างไรบ้าง

...และที่สำคัญเธอจะหายโกรธเขาหรือไม่

อาบน้ำเสร็จชายหนุ่มก็รีบใส่เสื้อผ้าพร้อมทั้งหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทร.หาแฟนสาว เขาหวังจะง้อให้เธอหายโกรธ ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ ว่าเขานั้นรักลี่อินมากเพียงใด ที่พูดทำร้ายจิตใจเธอล้วนเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น เขาไม่ได้หมายความอย่างที่พูดเลยแม้แต่คำเดียว

ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ...

เสียงสัญญาณมือถือดังติดกันหลายครั้ง เขารอคอยจะได้ยินการตอบรับของอีกคนด้วยใจจดจ่อ

ติ๊ด!

แต่แล้ว...เสียงสัญญาณก็สิ้นสุดลงเพราะอีกฝ่ายกดทิ้งไม่รับสาย และนั่นก็หมายความว่าลี่อินยังไม่หายโกรธ แม้อยากจะโทร.ซ้ำแค่ไหนเขาก็สงวนท่าทีไม่ทำตามใจตนเพราะกลัวเสียหน้า ฉางกังไม่ชอบความรู้สึกที่ตนต้องเป็นฝ่ายวิ่งไล่ตาม ชายหนุ่มวางมือถือไว้ที่หัวเตียงแล้วพยายามจะข่มตาให้หลับแต่เหมือนว่าจะเป็นเรื่องยากเหลือเกิน...

เขานอนมองเพดานอยู่อย่างนั้นจนเวลาผ่านไปหลายชั่วยามในความรู้สึก ตอนนี้เวลาล่วงเลยเข้าเที่ยงคืนเห็นจะได้ ด้วยความคิดอะไรบางอย่างฉางกังเลือกที่จะลุกจากเตียง เดินไปหยิบกุญแจตู้เซฟแล้วเข้าไปอีกห้องหนึ่ง เขาเสียบลูกกุญแจ หมุนรหัสไม่นานประตูเซฟก็เปิดออก ภายในตู้เซฟเก็บของมีค่าไว้มากมาย อาทิเช่น เงินสด ทองคำแท่ง เครื่องเพชร และโฉนดที่ดิน

มือขาวเอื้อมไปหยิบซองเอกสาร ซึ่งภายในคือโฉนดที่ดินหลังเขาวั้งซานกู่ออกมา ดวงตาคมกวาดดูข้อความที่ถูกพิมพ์และเขียนไว้บนนั้นจนครบถ้วนไม่ข้ามแม้เพียงตัวอักษรเดียว

ก็ถูกนี่...โฉนดที่ดินผืนงามนี้ลงนามชื่อของเขาเป็นผู้ถือครอง

แล้วอย่างไร? พับผ่าเถอะ! ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง

"เฮ้อ..."

ขณะที่มือของชายหนุ่มกำลังจะวางซองเอกสารนั้นไว้ที่เดิมกลับเหลือบไปเห็นกล่องไม้ขนาดเท่าฝ่ามือ ลักษณะทำขึ้นมาจากไม้ฉลุลวดลายโบราณบุปผาแย้มกลีบ ให้เรียกว่าหีบไม้ขนาดเล็กน่าจะเหมาะกว่า ฉางกังจำได้เลือนรางว่าเจ้าหีบไม้โบราณนี้คุณย่าของเขาหวงแหนเป็นหนักหนา ถึงขั้นที่ว่าไม่ยอมให้ผู้ใดได้แตะต้องสัมผัสมันเลย

แต่ด้วยความที่อยากรู้อยากเห็นตามอุปนิสัยเดิมของเจ้าตัวแล้วนั้น เขารีบเก็บเอกสารโฉนดที่ดินไว้ตามเดิมแล้วเพ่งความสนใจไปยังกล่องไม้อันเล็กกะทัดรัด

"ข้างในต้องมีของมีค่ามากแน่ ๆ คุณย่าถึงได้หวงนัก"

ชายหนุ่มหมุนหีบไม้ลายบุปผาแรกแย้มนั้นไปมา พลางจินตนาการว่าสิ่งที่อยู่ภายในจะเป็นอะไรกันแน่ เหตุใดคุณย่าถึงหวงหีบนี้กว่าสมบัติชิ้นอื่น ๆ ตอนนี้อาจเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้รู้ว่าสิ่งของด้านในคือสิ่งใด เพราะคุณย่าหลับไปแล้วจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกดุด่าหรือตำหนิ

ฉางกังค่อย ๆ จับที่ฝาหีบออกแรงเป็นอย่างมากเพื่อที่จะเปิดมันออก จู่ ๆ บังเกิดความรู้สึกหนึ่ง ดูเหมือนว่าบางอย่างสั่งให้เขาล้มเลิกความคิดนั้น

...แต่แล้วสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะได้ทุกสิ่ง เขามุ่งมั่นใช้กำลังที่มีพยายามเปิดฝากล่องออกอย่างตั้งใจดูใหม่ ปากก็บ่นพึมพำไม่หยุด

“ทำไมเปิดยากขนาดนี้กันนะ โอ๊ะ!”

เขาเปิดหีบโบราณออกสำเร็จ ทว่ายังไม่ทันจะได้รู้เลยว่าสิ่งของข้างในคืออะไรกันแน่ รอบตัวเขาก็มีแสงสว่างจ้าจนทำให้ดวงตาบอดแสงไปชั่วขณะ ในหัวโคลงเคลงเหมือนบ้านหมุน ฉับพลันทุกอย่างมืดมิดกะทันหัน ตามมาด้วยเสียงหวีดหวิวในหูดังคล้ายคลื่นความถี่...

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED