1. คุณชายตระกูลลู่
เสียงแง้มประตูให้เปิดออก ตามมาด้วยร่างของหญิงชรานางหนึ่ง ยามนี้เป็นเวลาเช้าตรู่อากาศจึงหนาวเย็นยะเยือก หยาดน้ำค้างเกาะอยู่ตามยอดหลิวแลดูอ่อนละมุมยิ่ง กลิ่นควันจากการเผาไหม้จาง ๆ ลอยมาเตะจมูก เพราะกลิ่นนี้นางจึงทอดมองไปยังเตาเผาเครื่องปั้นของลูกชาย ผลันดวงตาพร่ามัวก็สะดุดเข้ากับวัตถุบางอย่างที่วางอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ หญิงชราเดินเชื่องช้าไปยังแคร่ไม้ไผ่ตัวนั้น เมื่อได้เข้ามาดูใกล้ ๆ ก็พบว่าสิ่งของซึ่งมองเห็นแต่ไกลคือถุงผ้าสีน้ำตาลใบหนึ่ง มือเหี่ยวย่นเอื้อมออกไปหยิบถุงผ้ามาเปิดดู ทว่าสิ่งที่อยู่ในถุงทำให้นางเบิกตาโตตะลึงค้าง..
"เชาถง! ปิงเหยียนออกมาดูนี่เร็วเข้า!"
……
…..
นครฉงเทียน 2024
รถซูเปอร์คาร์สุดหรูเล่นพาดผ่านถนนคดเคี้ยวเชิงเขา หญิงสาวที่นั่งมาด้วยลดกระจกลงรับอากาศบริสุทธิ์ สายลมอ่อนสะพัดมาได้กลิ่นหอมของมวลต้นไม้ใบหญ้าผสมกับกลิ่นดินกรุ่นหลังฝนตกใหม่ ภูเขาตรงหน้าตั้งตระหง่านระฟ้า ความพิเศษของหุบเขาแห่งนี้คือขึ้นสลับสับหว่างสวยงามราวจับวาง หากไม่ติดว่านี่คือดินแดนมนุษย์ ผู้มาเยือนอาจหลงผิดคิดว่าเป็นดินแดนสวรรค์
"วั้งซานกู่" คือสถานที่ทางธรรมชาติสุดแสนมหัศจรรย์ นอกจากทิวทัศน์ที่สวยงามแล้วยังมีลำธารไหลลงมาจากยอดเขา เป็นแหล่งน้ำสะอาดบริสุทธิ์ มีความใสกระจ่างจนมองเห็นฝูงปลาแหวกว่ายไปมา แม้กระทั่งก้อนกรวดเล็ก ๆ ที่ก้นลำธารก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
บรรยากาศในรถค่อนข้างอึดอัดอยู่ไม่น้อย เนื่องจากผู้โดยสารทั้งหมดไม่ได้ปริปากพูดคุยกันเลยแม้แต่คำเดียว กระทั่งรถเคลื่อนมาจอดยังตีนเขาซึ่งเป็นที่ดินแปลงใหญ่สุดลูกหูลูกตา ถือครองโฉนดที่ดินโดยทายาทตระกูลลู่ยาวนานหลายชั่วอายุคน
ตระกูลลู่คือตระกูลเก่าแก่ร่ำรวยมหาศาล ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และประเภทส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศ มากด้วยเงินทองและบริวาร เพราะอย่างนั้น ทายาทเพียงหนึ่งเดียวของรุ่นปัจจุบันอย่าง "ลู่ฉางกัง" ถึงได้หยิ่งยโสเพียงนี้
หากไม่มีเรื่องราวสะเทือนขวัญเมื่อสิบปีก่อน ฉางกังก็คงไม่ต้องแบกรับทุกอย่างลำพัง เขาเคยมีพ่อและแม่อยู่กันพร้อมหน้า ทว่าทุกอย่างผันผ่านราวกับฝัน อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดพรากทุกคนไปจนหมด ปัจจุบันนี้มีเพียงคุณย่าเพียงคนเดียวซึ่งเป็นครอบครัวที่เขาเหลืออยู่
ชายหนุ่มมองออกไปนอกกระจกรถ เห็นบ้านเรือนทรุดโทรมจำนวนกว่าร้อยหลังคาที่ตั้งอยู่หนึ่งหย่อม จึงรู้สึกขวางหูขวางตาเป็นอย่างมาก พร้อมกันนั้นหลากหลายคำถามผุดขึ้นมาในหัว
...เพราะอะไร...ทำไมคุณย่าถึงได้เมตตาคนกลุ่มนี้นักนะ
คุณย่าถึงขั้นอนุญาตให้คนจน ๆ พวกนี้เข้ามาสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัย และให้ใช้ที่ดินทำกิน โดยคิดค่าเช่าเพียงเดือนละหนึ่งตำลึง
...ฟังไม่ผิด...ค่าเช่าเพียงหนึ่งตำลึงต่อเดือน!
สิ่งเหล่านี้ขัดต่อหลักการทางความคิดของชายหนุ่มเป็นอย่างมาก เขาคิดว่าหากต้องเสียอะไรไป ต้องได้ผลประโยชน์ตอบแทนมาอย่างคุ้มค่า แต่เท่าที่เห็นฉางกังคิดว่าคนพวกนี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลยต่อตระกูลลู่ ก็แค่คนยากจนไร้ที่พึ่งพิงและไม่มีที่ไป หวังอาศัยบารมีของตระกูลลู่คุ้มกะลาหัว หากให้อยู่ต่อก็รังแต่จะสร้างความเสื่อมโทรมและทำลายทัศนียภาพของที่ดินผืนงามจนด้อยราคาลง
ดังนั้น จุดประสงค์หลักในการมาของฉางกังในครั้งนี้ก็เพื่อต้องการออกคำสั่งขับไล่ชาวบ้านออกไปอยู่ที่อื่น เขาคิดว่าหากปราศจากบ้านเรือนโกโรโกโสแล้ว ที่ดินผืนนี้น่าจะงามกว่าเดิมหลายเท่า ถ้าจะขายต่อนายทุนสร้างเป็นรีสอร์ทก็ดูเข้าที หรือทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติก็ดูไม่เลว
ท่อนขายาวท่าทางกำยำก้าวลงจากรถ ภายใต้ชุดสูทสีกรมท่าดูหรูหรา ยังมีนาฬิกาเรือนโปรดที่ประมูลมาในราคาหลายสิบล้าน ดู ๆ ไปแล้วก็ช่วยเสริมสร้างบุคลิกให้สง่าขึ้นไปอีก ใบหน้ามาดคมเข้มผุดผ่องสมกับที่เกิดในตระกูลบารมีสูงส่ง ผิวที่ขาวกระจ่างราวหยกน้ำค้างเมื่อกระทบแสงแดดยามเว่ย ดูดีเกินจะบรรยายได้ ทว่าภายใต้รูปลักษณ์ที่สง่างามนี้ จิตใจของลู่ฉางกังกลับถูกฝังกลบไปด้วยความเย็นชาไร้ซึ่งความเห็นใจผู้อื่น
หญิงสาวที่นั่งมาด้วยก็เดินลงจากรถเช่นกัน นามของเธอคือ จางลี่อิน แฟนสาวที่คบกันมานานหลายปีของฉางกัง เธอคนนี้แต่งตัวเรียบง่ายไม่เวิ่นเว้อเหมือนชายหนุ่ม
ตามมาด้วยเข่อซิง เลขาคนสนิทของฉางกังที่ลงจากรถเป็นคนสุดท้าย หลังจากที่ทั้งสามลงจากรถ ไม่นานก็มีชายวัย 60 หนาวคนหนึ่งเดินมาทางพวกเขา
"คุณชายลู่ เป็นบุญตาที่กระผมมีโอกาสได้เห็น"
ชายผู้นี้คือคนที่คุณย่าว่าจ้างให้ดูแลที่ดินหลังเขาวั้งซานกู่ เปรียบเสมือนผู้นำหมู่บ้านเลยก็ว่าได้ เขาเอ่ยขึ้นหลังจากเดินเข้ามาใกล้สักระยะสายตา ดวงตาของเขาเปี่ยมด้วยความดีใจแบบไม่ปิดบัง หากแต่มันกำลังจะเปลี่ยนไปในไม่ช้าเมื่อได้รับการตอบกลับจากบุคคลที่เขาเพิ่งเอ่ยชื่นชมเมื่อครู่
“รีบพาฉันไปดูให้จบ ๆ ที่ดินโกโรโกโสแบบนี้ฉันไม่อยากจะเสียเวลานาน”
ฉางกังพูดห้วน ๆ กับคนงานของคุณย่าจนอีกฝ่ายเก็บรอยยิ้มจริงใจแทบไม่ทัน เหลือไว้แต่เพียงรอยยิ้มฝืน ๆ ที่หากจะไม่ยิ้มก็ไม่ได้ แต่ก่อนที่จะได้เอ่ยอะไรต่อชายหนุ่มก็เดินนำหน้าไปก่อนด้วยความรำคาญใจ
ลี่อินที่เห็นสีหน้าเจื่อนของชายแก่จึงรีบเดินมาขอโทษ เธอรู้นิสัยแฟนหนุ่มเป็นอย่างดีว่าเขาเป็นคนไม่สนโลกเพียงใด และรู้สึกอับอายแก่การกระทำของฉางกังเป็นอย่างมาก ในบางครั้งเธอได้พูดจาตักเตือนเขาไปบ้าง แต่ฉางกังก็ไม่ใส่ใจคำเตือนของเธอเลยสักนิด เขามักคิดว่าตนเองคือศูนย์รวมของจักรวาล และมั่นอกมั่นใจว่าตนเองสูงส่งอยู่เหนือกว่าทุกคน
“คุณลุงคะ ขอโทษแทนลู่กังด้วยนะคะ เขาอารมณ์ไม่ดีค่ะ หวังว่าคุณลุงจะไม่ถือสาเขานะคะ”
หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลจนรอยยิ้มของอีกฝ่ายกลับมาประดับบนใบหน้าอีกครั้ง ชายแก่พยักหน้าให้เธอเบา ๆ เป็นเชิงบอกว่าเขาไม่เป็นอะไรอย่าได้กังวล แล้วมือเหี่ยวที่ตรากตำทำงานหนักมาหลายปีก็ผายออกเป็นนัยยะว่าตนนั้นกำลังจะเดินนำให้เดินตามมา และพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่า
"เชิญครับ ๆ เราเองก็รีบตามคุณชายลู่ไปกันเถอะครับ"
เวลาผ่านไปเป็นชั่วยาม แต่ฉางกังยังดูที่ดินได้เพียงบางส่วนเท่านั้น เขารู้สึกหงุดหงิดเต็มทีจึงเอ่ยปากสบถคำไม่น่าฟังออกมาทุกเมื่อ กระทั่งสมควรแก่เวลาที่ต้องกลับลี่อินจึงค่อยรู้สึกเบาใจได้บ้าง เธอเกรงว่าหากเมื่อใดที่แฟนหนุ่มของเธอหงุดหงิดจะพูดจากระทบใครต่อใครให้เจ็บช้ำน้ำใจ หรือร้ายไปกว่านั้นอาจถึงขั้นไล่คนงานที่เป็นคนเก่าแก่ของตระกูลลู่ออกอย่างไร้เหตุผล เมื่อรถเคลื่อนตัวจากไปเพียงไม่กี่นาทีก็ต้องหยุดกะทันหัน เหตุเพราะเสียงด่าทอของผู้เป็นนาย
“เจ้างั่ง! ถ้าจะขับช้าขนาดนี้ฉันนั่งเต่าไปไม่ดีกว่าเหรอ”
ลี่อินเห็นแฟนหนุ่มพูดด้วยอารมณ์โทสะ นี่คือภาพที่เห็นเป็นประจำแต่เธอก็ไม่อาจเพิกเฉยได้เลย บางครั้งเธอมองว่าไม่ใช่ความผิดของเข่อซิงด้วยซ้ำ เพียงเพราะว่าฉางกังเห็นเลขาเป็นที่ระบายอารมณ์เพียงเท่านั้น เข่อซิงก็เลยถูกปฏิบัติตอบด้วยพฤติกรรมที่ไม่ให้เกียรติ
“แล้วคุณจะเอายังไงคะ ฉันว่าความเร็วระดับนี้ถือว่าปลอดภัยกับพวกเราแล้ว นี่เป็นเส้นทางบนเขานะ ทั้งคดเคี้ยวและลาดชัน ถ้าคุณไม่พอใจมากนักคุณก็ไปขับเองสิ”
เสียงหวานของจางลี่อินเอ่ยสวนกลับฉางกังอย่างไม่พอใจ นี่คงเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดแล้ว ในเมื่อเขามักจะเอาตามใจตนเองทุกอย่าง เช่นนั้นสมควรให้เขาขับเองจะได้สิ้นเรื่อง ฉางกังหันมาสบตาแฟนสาวด้วยสีหน้าสุดจะเบื่อหน่าย แล้วพูดกระแทกเสียงจนลี่อินสะดุ้ง
“ได้! เดี๋ยวผมจะขับเอง"
พูดจบเขาก็เปลี่ยนที่นั่งกับเข่อซิง แล้วขับรถออกไปด้วยความเร็วชนิดที่เรียกได้ว่าหูดับตับไหม้ บริเวณนี้คือทางแทรกกลางระหว่างเขาสองลูกที่ถูกระเบิดเพื่อแหวกเส้นทางทำถนนสำหรับสัญจรไปมา เส้นทางค่อนข้างเปลี่ยว สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้เล็กใหญ่ทว่าแซมไปด้วยบ้านคนที่ปลูกห่างกัน นาน ๆ ทีจะเจอสักหลัง ฉางกังจึงขาดความระมัดระวัง เขาได้เหยียบคันเร่งเต็มแรงหวังกลับให้ถึงบ้านที่อยู่ในตัวเมืองโดยเร็ว
...แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
พลั่ก!
กรี๊ดดดด
วัตถุบางอย่างกระทบตัวรถ ตามมาด้วยเสียงเหยียบเบรกกะทันหัน ลี่อินกรีดร้องออกมาอย่างตกใจ ในตอนแรกฉางกังคิดว่าตนเองขับรถชนสัตว์ป่าที่กำลังข้ามถนนหรือกำลังออกหากินจึงลดกระจกลงดู ปรากฏว่าเห็นชายแก่ ๆ นอนบาดเจ็บอยู่ ข้างชายแก่มีผู้หญิงอายุราว 30 หนาวต้น ๆ พวกเขาทั้งสองคือชาวบ้านธรรมดาที่อาศัยอยู่ละแวกนี้ สวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ผิวดำหยาบกร้าน ใบหน้ามอมแมม ร่างกายคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหงื่อไคลจากการใช้แรงงานหนัก
ในขณะที่ฉางกังกำลังมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ลี่อินก็ลงไปพยุงชายแก่คนนั้นให้ลุกนั่ง เธอร้อนรนให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้ คนจิตใจดีอย่างลี่อินคิดไปไกลว่าแฟนหนุ่มของเธอควรจะพาชายแก่คนนี้ไปส่งโรงพยาบาล แต่ฉางกังไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลยสักนิดเดียว
...หึ ลูกไม้ตื้น ๆ
เขาคิดในใจอย่างไร้มนุษยธรรม
>>>>>ไรท์ฝากกดหัวใจสีชมพูดวงน้อย ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้นิยายของไรท์มีคนเข้ามาเห็นเยอะ ๆ ด้วยนะคะ
นิยายเรื่องนี้มีความยาวอยู่ที่ประมาณ 40 ตอนถ้ายอดหัวใจถึง 200 ไรท์จะลงให้อ่านฟรีจนถึงตอนจบค่ะ
2. เลิกกันเถอะ
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังทุ้มในลำคอ ริมฝีปากหยักโค้งขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคู่นั้นเย็นชาเสมอต้นเสมอปลายไร้ที่ติ ไม่รู้ว่าตอนนั้นฉางกังคิดอะไรอยู่ เมื่อเห็นลี่อินทำเช่นนั้นก็รีบก้าวลงจากรถตรงไปกระชากแขนหญิงสาวออกมาด้วยท่าทางฉุนเฉียว
"คุณทำบ้าอะไร! คุณขับรถชนคนบาดเจ็บนะ ถ้าคุณไม่ช่วยฉันจะช่วยพวกเขาเอง"
เธอตวาดเขาแล้วสะบัดแขนออกจากการจับกุม
“คนพวกนี้เป็นมิจฉาชีพหรือเปล่าก็ไม่รู้ คุณออกให้ห่างเถอะเผื่อมีอันตราย”
"ลู่กัง! คุณไม่เห็นเหรอว่าเขามีเลือดออก ดูสิ! มีคนบาดเจ็บเพราะคุณนะ"
ฉางกังมองไปยังชาวบ้านทั้งสองแล้วเหยียดยิ้มอีกรอบ เขาคิดว่าชาวบ้านเหล่านี้คือมิจฉาชีพมากกว่าผู้ประสบภัย จึงดึงแขนของแฟนสาวพาขึ้นรถดังเดิมแล้วออกคำสั่ง
"นั่งรอในนี้ผมจัดการเอง ดู ๆ ไปตาแก่นั่นก็ไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อยเลยนี่"
บอกเพียงเท่านั้นก็เดินย้อนกลับมา ชายแก่พยุงตัวลุกขึ้นยืนข้างลูกสาว เล็งเห็นว่าอีกฝ่ายฐานะร่ำรวยและรถที่ฉางกังขับก็ราคาแพงมาก จึงกลัวว่าตนและลูกจะมีความผิด ดีไม่ดีอาจถูกเรียกร้องค่าเสียหายที่ทำรถหรูเป็นรอยจึงคุกเข่าก้มศีรษะขอโทษขอโพยยกใหญ่
"ขอโทษครับ ขอโทษจริง ๆ ลูกสาวผมเธอสติไม่ดี เธอวิ่งพรวดพราดออกมาผมจำเป็นต้องรีบเอาตัวบังไว้กลัวเธอจะเป็นอันตราย เลย..เอ่อ..ทำรถคุณเป็นรอยเสียแล้ว"
"พอเถอะครับคุณตา แค่อยากได้เงินก็ไม่เห็นต้องพล่ามอะไรให้ยืดยาวเลยนี่...เอานี่!"
เขาเอาเงินจำนวนหนึ่งยัดใส่มือชายแก่ ในตอนแรกชายแก่ยังงง ๆ อยู่ว่าคำพูดเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่ แต่เมื่อตีความออกว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าใจผิดก็พยายามจะยื่นเงินคืนให้ ทว่าฉางกังรีบสะบัดมือออกอย่างแรงทำให้ธนบัตรเหล่านั้นปลิวว่อนกลางอากาศ
"อย่าเล่นตัวรีบเก็บเงินนั่นไว้ เอ๊ะ...หรือว่าน้อยไป"
"ไม่ครับ ไม่ใช่อย่างนั้น ผมไม่อยากได้เงินของคุณเลย"
แม้ชายสูงวัยจะพูดไปตามที่ใจคิดแต่ก็ไม่อาจทำให้ฉางกังเชื่อได้ สีหน้าสิ้นหวังจนปัญญา
ชายหนุ่มกวาดสายตามองสองพ่อลูกตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาหยาบคายที่สุด จนอีกฝ่ายรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ
"เงินพวกนี้เป็นสิ่งที่คนจนโหยหามาตลอดชีวิตไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่รีบเก็บซะล่ะ คุณตาทำผมเสียเวลามากไปแล้วนะ ได้เงินแล้วก็ไปหาหมอ ครั้งหน้าก็อย่าเที่ยวหากินแบบนี้อีก ถ้าลูกสาวคุณตาสติไม่ดีก็ควรดูแลให้ดี อย่าปล่อยมาสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น อีกอย่างอย่าเอาความสติไม่ดีของลูกสาวมาแอบอ้างหากิน"
ไม่รอให้ชายแก่ได้อธิบายเขาก็ปัดชุดสูทหมุนตัวเดินกลับมาที่รถ ทันทีที่เปิดประตูรถหย่อนก้นนั่งตรงเบาะเสียงของลี่อินก็ดังขึ้น
“เมื่อกี้คุณทำอะไร ทุเรศมาก”
ลี่อินสุดจะทนกับพฤติกรรมของอีกฝ่ายเต็มที เธอจึงพูดออกไปแบบนั้นทั้งที่ไม่เคยต่อว่าฉางกังด้วยถ้อยคำที่รุนแรงแม้เพียงครั้งเดียว
“คุณกล้าว่าผมทุเรศ...หึ หัดมองตัวเองบ้างเถอะ สภาพอย่างคุณมีอะไรคู่ควรกับผม”
บรรยากาศภายในตัวรถเต็มไปด้วยความอึดอัด ลี่อินเสียใจและผิดหวังจนน้ำตาคลอ ความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อแฟนหนุ่มแทบไม่หลงเหลือ ที่แท้เขาก็มองเธอเช่นนี้นี่เอง ที่ผ่านมาเธอคงเป็นแค่ตัวตลกที่เขาคบเล่นไปวัน ๆ
หญิงสาวกระพริบตาถี่ ๆ ขับไล่น้ำตาที่กำลังจะร่วงหล่น กล้ำกลืนถ้อยคำแสนอดสูเอาไว้ไม่เอ่ยคำใดออกมา ฝ่ายเข่อซิงเองก็มองหญิงสาวด้วยแววตาเห็นใจ เขาอยากปลอบใจเธอแต่ก็ไม่กล้าแสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง เพราะคนหนึ่งคือเจ้านาย ส่วนอีกคนคือแฟนของเจ้านาย
สำหรับเข่อซิงชินชาเสียแล้ว ไม่ว่าฉางกังจะดุด่าว่ากล่าวเขาอย่างไรเข่อซิงก็ไม่เคยโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย ด้วยความที่คิดมาตลอดว่าฉางกังไม่ได้เป็นเจ้านายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นบุตรชายของผู้มีพระคุณต่อตระกูลจ้าว หากไม่ได้ตระกูลลู่ให้ความช่วยเหลือบิดาของเขาเอาไว้ในวันนั้น เขาก็ไม่รู้ว่าครอบครัวจะย่ำแย่เพียงใด อาจตกอับถึงขั้นไม่มีอันจะกิน หรือไม่ก็ซัดเซพเนจรไร้หัวนอนปลายเท้า
หลิวเซียงฉินหรือคุณย่าหลิว ย่าแท้ ๆ ของฉางกังได้ให้ความช่วยเหลือจ้าวฟู่เฉิงซึ่งเป็นพ่อแท้ ๆ ของเข่อซิงเอาไว้ ย่าหลิวได้ไถ่ตัวฟู่เฉิงออกจากบ่อนการพนันพร้อมกับให้ชีวิตใหม่ ให้งานทำและให้อนาคตใหม่ พร้อมกันนั้นก็ได้ให้ฟู่เฉิงมอบสัตย์สาบานว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับการพนันอีกตลอดชีวิต กระทั่งฟู่เฉิงได้แต่งงานมีครอบครัวจึงถือกำเนิดเข่อซิงน้อยขึ้นมาเป็นพยานรัก ปัจจุบันนี้ฟู่เฉิงและภรรยาได้ปลดเกษียณแล้วให้เข่อซิงรับช่วงต่อ ตั้งแต่นั้นมาเข่อซิงจึงได้กลายเป็นคนสนิทของฉางกัง ทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยให้ฉางกังทุกอย่าง รวมไปถึงเรื่องส่วนตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
อุปนิสัยของเข่อซิงเป็นคนซื่อตรงเรียบง่าย มีความจงรักและภักดีต่อผู้เป็นนาย ต่อให้ถูกด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงก็ไม่เคยถือสา คิดเพียงว่าฉางกังเป็นเหมือนเพื่อนเหมือนพี่เหมือนน้อง และเปรียบเสมือนญาติของเขาอีกคน
“ท่านประธานครับ...เอ่อ ท่านประธานว่าคุณลี่อินแรงเกินไปรึป่าวครับ”
เข่อซิงที่ทนฟังคำพูดของผู้เป็นนายไม่ไหวจึงพูดขึ้นบ้าง หวังว่าจะดึงสติเขากลับคืนมา แต่สิ่งที่ได้รับจากฉางกังคือแววตาที่แปลความหมายได้ว่าด่าบรรพบุรุษ
“ไม่ใช่เรื่องของนาย เงียบปากเสีย"
ลี่อินเจ็บหนึบกับคำพูดไม่กี่คำของแฟนหนุ่ม ในเมื่อเขาดูถูกเธอขนาดนี้แล้ว เธอก็ไม่ขอทนเขาอีกต่อไป
"พูดถูกแล้ว สภาพของฉันไม่คู่ควรกับคุณเลยสักนิดเดียว พอกันที! ฉันอดทนกับคุณไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เราเลิกกัน!...แต่ก่อนจะเลิกฉันขอสักทีเถอะ"
มือเรียวตบเข้าที่ใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มอย่างแรง จนแก้มของฉางกังมีรอยแดงประทับอยู่ ฉางกังยกมือขึ้นมาลูบแก้มข้างที่ถูกตบด้วยความมึนงง ไม่คาดคิดว่าแฟนสาวของเขาจะกล้าเป็นฝ่ายบอกเลิกตนก่อนแล้วยังบังอาจตบเขาต่อหน้าเข่อซิงอีก
"...นี่...คุณกล้าทำแบบนี้กับผมเลยเหรอ"
“...ฉันรักคุณนะ...แต่เราจบกันแค่นี้เถอะ เราคงไปต่อกันไม่ได้ แนวคิดของคุณกับฉันมันต่างกันเกินไป จอดรถ ฉันจะลงตรงนี้แหละ เราไม่ต้องกลับมาเจอกันอีก! ฉันไม่อยากจะเจอคนอย่างคุณอีกแล้ว!”
ลี่อินพยายามพูดอย่างใจเย็นที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าทางตรงหน้าจะเปลี่ยวอีกทั้งยังอันตรายมากก็เถอะ อย่างน้อย ๆ มันก็ดีกว่าการต้องร่วมรถกับคนอย่างฉางกัง ยามนี้อะไรก็ดีกว่าทั้งนั้น ขอแค่หลุดพ้นจากปีศาจอย่างเขา ผู้ชายคนนี้ทั้งเย็นชาและเห็นแก่ตัว ไม่เคยคิดถึงจิตใจผู้อื่น แม้กระทั่งเธอที่คบกับเขามานานหลายปีก็ยังถูกพูดจาดูถูกให้เจ็บปวดอยู่เสมอ ครั้งนี้ควรจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่เธอต้องฝืนใจทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต คือการบอกเลิกเขาอย่างกล้าหาญและจะไม่มีวันหวนกลับไปอีก ลี่อินได้สาบานกับตนเองไว้แบบนั้น...
หญิงสาวเปิดประตูลงจากรถด้วยใจที่บอบช้ำ เธอปาดน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้ม ฉางกังมองตามแผ่นหลังของเธอด้วยแววตานิ่งเฉยเย็นชา เข่อซิงที่เห็นท่าไม่ดีอีกทั้งยังเป็นห่วงลี่อินที่ขอลงไปเดินลำพังบนทางเปลี่ยวจึงบังอาจขอพูดแทรก
“ปล่อยเธอไปแบบนี้จะดีหรือครับ ถนนสายนี้เปลี่ยวมากไม่มีรถสวนมาเลย บ้านเรือนผู้คนก็น้อย"
"..."
"เอ่อ...ให้ ให้ผมลงไปเป็นเพื่อนเธอเถอะครับ"
"...อยากไปก็ไป!"
"ครับ วางใจเถอะครับเดี๋ยวไม่นานคุณลี่อินก็หายโกรธ"
เข่อซิงรีบบอกพร้อมทั้งเปิดประตูรถวิ่งตามหญิงสาวไป เขาเดินไปพร้อม ๆ กับเธอบนถนนทอดยาว
ฉางกังมองดูคนทั้งสอง ความคิดหลายอย่างถาโถมเข้าหา ใจหนึ่งยังลังเลอยู่ว่าหรือเขาควรจะไปง้อลี่อินดี แต่อีกใจสั่งการว่าควรปล่อยเลยตามเลยไปแบบนั้น
...ก็เธออยากอวดดีตบหน้าเขาก่อนทำไมกัน จนท้ายที่สุดสิ่งที่ต่อต้านในหัวของเขาก็ได้ข้อสรุป
...ลี่อินมีเข่อซิงไปเป็นเพื่อนแล้วไม่มีอะไรต้องห่วง เดี๋ยวพอหายโกรธลี่อินก็คงจะกลับมาเดินตามเขาต้อย ๆ เหมือนอย่างเคย
เขาไม่คิดว่าลี่อินจะกล้าเลิกรากันจริง หากแต่ความคิดเหล่านั้นล้วนแต่มีคำตอบในตัวมันเองอยู่แล้ว ฉางกังขับรถออกไปจากจุดนั้นโดยไร้ใยดีต่อแฟนสาวและเลขาหนุ่ม มุ่งไปยังเส้นทางข้างหน้าอย่างเย็นชา มีเพียงวูบเดียวเท่านั้นที่เขามองผ่านกระจกหลังเพื่อดูคนทั้งสองเดินเคียงกันแต่ไม่คิดจะแตะเบรกจอดรอ และแล้วรถคันหรูก็เล่นออกมาไกลจนลับตา
...หารู้ไหมว่านับจากนี้ไปจะมีผลเปลี่ยนแปลงชะตาเขาอย่างมหาศาล
ใช้เวลาเดินทางสามชั่วยามฉางกังได้มาถึงหน้าบ้านหลังใหญ่ เขาก้าวลงจากรถสีหน้าแสดงความเบื่อหน่ายไร้อารมณ์ เมื่อเข้าไปภายในบ้าน ปลายระยะสายตาแลเห็นหญิงชรานั่งคอยตนอยู่ก่อนแล้ว ถ้าให้คิดเล่น ๆ ว่านอกจากหญิงชราที่นั่งรอเขา หากมีแม่และพ่อของเขารออยู่ด้วยก็คงจะดีไม่น้อย ทว่าครอบครัวที่แสนอบอุ่นในวันวานไม่มีทางหวนกลับ ส่วนเรื่องราวเกี่ยวกับผู้เป็นพ่อที่พอจะจดจำได้ก็น้อยมาก คิดแล้วฉางกังรู้สึกหน่วงในใจอย่างประหลาด เนื่องจากยังติดอยู่ในภวังค์ความทรงจำวัยเด็กว่าพ่อคือคนทรยศแม่
3. ครอบครัวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่
ภาพในหัวของชายหนุ่มฉายอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ความคิดทั้งหมดจะอันตรธานหายไป แทนที่ด้วยเรื่องราวที่ดินหลังเขาวั้งซานกู่ เขาคิดมาตลอดทางแล้วว่าหากทำเป็นรีสอร์ทปรับสภาพพื้นที่กันดารเปลี่ยวผู้คนให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติคงจะสวยงามไม่น้อย และผลที่ตามมาจะต้องเป็นกำไรมหาศาล
ฉางกังเดินตรงไปหาคุณย่าซึ่งนั่งรอให้เขากลับมาทานข้าวด้วยกันอยู่ที่โต๊ะอาหาร ฝ่ายคุณย่าเมื่อเห็นว่าหลานชายสุดที่รักได้กลับมาถึงแล้วก็แย้มยิ้มบาง ๆ พร้อมกล่าวทักทายเฉกเช่นปกติทุกวัน
“อ้าว อากังกลับมาแล้วหรือ ย่าเตรียมของโปรดไว้ให้เยอะเลย มีแต่ของที่หลานชอบทั้งนั้น เอ๊ะ...นั่น...อากังหน้าไปโดนอะไรมา”
เสียงแหบแห้งเอ่ยเรียกหลานชายเพียงคนเดียวพร้อมกับทักท้วงรอยแดงเด่นชัดที่ข้างแก้ม ฉางกังไม่ได้ตอบคำถามแต่ตรงดิ่งเข้ามานั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามกัน รอยยิ้มของหญิงชราปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่น เธอย้อนคิดดูว่านานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้มานั่งทานข้าวเย็นกับเธอแบบนี้ แม้ว่าในทุก ๆ วันหญิงชราจะเตรียมอาหารจานโปรดไว้รอเขากลับมาทานก็ตามที ส่วนมากฉางกังจะมาไม่ทันเวลาอาหารมื้อเย็น หรือบางครั้งถ้ามาถึงแต่หัววันเขาก็มักจะอ้างว่าทานอาหารนอกบ้านมาจนอิ่มแล้วเกือบทุกครั้ง
"ว่าอย่างไร ข้างแก้มไปโดนใครประทับตรามา ใครกันนะแจกยันต์ให้หลานย่า"
"คุณย่าจะไปจัดการให้ผมเหรอครับ"
"ไปตบรางวัลนะซี ยอดเยี่ยมจริง ๆ"
"คุณย่า! ไม่คุยเรื่องนี้แล้ว จริงสิ...วันนี้ผมไปดูที่ดินที่คุณย่ายกให้ผมแล้วนะครับ ทำเลเหมาะแก่การสร้างรีสอร์ทน่าจะดีเลย เอ่อ...ชาวบ้านที่คุณย่าให้เช่าเป็นที่พักพิงราคาหนึ่งตำลึงต่อเดือนพวกนั้น ผมได้ออกคำสั่งให้ผู้ดูแลไล่ให้ไปหาที่อยู่ใหม่แล้ว แต่ผมเกรงว่าพวกเขาจะดื้อด้านไม่ยอมออกไป จึงอยากให้คุณย่าเป็นคนออกคำสั่งเองอีกครั้ง อย่างไรเสียคำสั่งการของคุณย่าก็ถือเป็นประกาศิต”
คุณย่าหลุบตามองอาหารชั้นเลิศในจานแล้วครุ่นคิดบางอย่างพิจารณาถี่ถ้วน ก่อนจะบอกหลานชายน้ำเสียงชุ่มเย็น
"อากัง ย่าจะไม่ไปพูดให้หรอกนะ"
"อ้าว"
"แล้วย่าก็ไม่ให้ขายที่แปลงนั้นด้วย หากไล่ชาวบ้านไปกะทันหันพวกเขาจะทำอย่างไร"
"แต่ที่ตรงนั้นคุณย่ายกให้ผมแล้วนะครับ ถ้าไม่ให้ผมขาย...ครับผมเข้าใจ แต่ผมจะเอามาทำอะไรก็ได้ไม่ใช่เหรอ"
ชายหนุ่มแย้งด้วยเหตุผลของตนเอง แต่พูดด้วยโทนเสียงโน้มน้าวให้คุณย่าเห็นดีด้วยกับสิ่งที่ตนเสนอ เนื่องจากถือวิสาสะว่าในเมื่อคุณย่าไม่ให้ตนขายตนก็จะเอามาทำเป็นรีสอร์ทเพื่อหาผลประโยชน์เสียเอง ต่อให้ได้ผลประกอบการน้อยนิดก็ยังดีกว่าปล่อยกินค่าเช่าเดือนละหนึ่งตำลึงอยู่อย่างนี้ สำหรับเขาสิ่งนี้คือการลงทุนและมั่นใจมากว่าคุณย่าน่าจะเห็นด้วย
“แล้วหลานจะให้เขาไปอยู่ที่ไหน พวกเขาไม่มีที่ไปแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฉางกังก็ขมวดคิ้วหากันจนแน่น สีหน้าบ่งบอกว่าไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
เขาทำการกุศลอยู่หรือ...
ทำบุญให้คนไร้บ้านว่างั้นเถอะ...
ญาติก็ไม่ใช่ทำไมเขาต้องสงสารคนเหล่านั้นด้วย ไม่เห็นจะมีเหตุผลอะไรที่เขาต้องสงสารเลย เขาคิดพลางส่ายศีรษะไปมาอย่างเหลือเชื่อกับความคิดคุณย่า
“คนเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผมเลยนะครับ ทำไมผมต้องให้อาศัยอยู่ในที่ดินของผมโดยไร้ผลประโยชน์ตอบแทนด้วย คุณย่าลองคิดดูนะครับว่าหากผมทำธุรกิจรี
สอร์ทจนประสบผลสำเร็จ เงินทองจะหลั่งไหลเข้ามามากมายมหาศาล คนที่เข้าพักก็จะมีแต่เหล่าคนรวยมาพักผ่อน ถ้าพวกเขามาเห็นทัศนียภาพเป็นบ้านเรือนโกโรโกโสอยู่แบบนี้จะมีใครเข้าพักล่ะครับ”
ฉางกังโต้กลับผู้เป็นย่ายาวเหยียด แต่หญิงสูงวัยส่งยิ้มอ่อนละมุนให้แทนคำตอบ นั่นหมายความว่าถึงอย่างไรคุณย่าก็ยืนกรานจะให้ชาวบ้านเหล่านั้นอยู่กันต่อไป
ในเมื่อเป็นอย่างนี้หว่านล้อมอย่างไรก็ไม่คงสำเร็จ ยกเม็ดเงินมาอ้างก็แล้ว ยกเหตุผลมาอ้างก็แล้ว ฉางกังจึงไม่อยากโต้แย้งกับคุณย่าอีก เขาจำใจยอมฟังคำคุณย่าเพราะกลัวว่าโรคประจำตัวคุณย่าจะกำเริบ อีกอย่างตัวเขาเองก็ไม่เหลือใครอีกแล้วในชีวิตนี้ หากต้องเสียคุณย่าไปอีกคนโลกใบนี้ก็คงจะกลายเป็นนรกบนดินดี ๆ นี่เอง
ฉางกังเลือกที่จะไม่ได้พูดอะไรต่อแล้วตักข้าวเข้าปากเงียบ ๆ คุณย่าสังเกตอาการหลานชายพอจะเข้าใจความคิดเด็กรุ่นใหม่ไฟแรง จึงพูดปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงชุ่มเย็น
“คนที่นั่นมีน้ำใจกับย่าทุกครั้งที่ไปเยือน ต้นตระกูลของเราเคยอาศัยในบ้านหลังคามุงฟางเล็ก ๆ หลังเขาวั้งซานกู่ พอค้าขายกิจการรุ่งเรืองก็ขยับขยายออกมา แต่ผู้คนที่หลานเห็นว่ายังอาศัยที่เขาวั้งซานกู่พวกเขาไม่ได้โชคดีเหมือนตระกูลลู่ พวกเขายากจนและไม่สามารถตั้งหลักปักฐานในที่ดี ๆ กว่านั้นได้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะหยิบจับสิ่งใดแล้วประสบผลสำเร็จไปเสียหมดนะอากัง เราเองยังไม่ได้ขัดสนเงินทองถึงขนาดจะต้องขายที่กิน คนเราควรอยู่กันด้วยความเมตตา หากวันหนึ่งอากังไม่มีย่าคอยให้คำปรึกษาแล้วหลานก็ยังมีพวกเขาที่ยังคงจงรักภักดีกับตระกูลลู่อยู่ พวกเขาจะต้องตอบแทนน้ำใจตระกูลลู่แน่นอน ย่าเชื่ออย่างนั้น”
มือเหี่ยวย่นเอื้อมมาลูบหัวของฉางกังเบา ๆ ด้วยความอ่อนโยนและความรักเต็มเปี่ยม ทำให้ชายหนุ่มยอมเห็นด้วยแม้ว่าจะไม่เต็มร้อยก็ตาม แต่นี่ก็มากพอจะเป็นหลักค้ำประกันได้แล้วว่าเขาจะไม่ขับไล่คนเหล่านั้นออกไปจากที่พักพิง
...หรืออาจจะขับไล่ในภายหลังใครจะรู้ อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน คุณย่าไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า ส่วนเขาก็หาใช่นักบวชใจบุญเสียเมื่อไร
หลังจากอาหารมื้อเย็นจบลง ฉางกังก็ไปอาบน้ำอาบท่าเตรียมเข้านอน น้ำอุ่น ๆ จากฝักบัวไหลลงมาชโลมร่างกายที่ปวดร้าวในทุกอณูส่วนของกล้ามเนื้อ ความเครียดของวันค่อย ๆ จางหายไปกับหยดน้ำที่กระทบลงมาบนเรือนร่าง ตอนนี้คนที่เขาคิดถึงที่สุดคือลี่อิน ป่านนี้ไม่รู้ว่าแฟนสาวจะกลับถึงบ้านหรือยัง ดึกขนาดนี้แล้วเธอจะเป็นอย่างไรบ้าง
...และที่สำคัญเธอจะหายโกรธเขาหรือไม่
อาบน้ำเสร็จชายหนุ่มก็รีบใส่เสื้อผ้าพร้อมทั้งหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทร.หาแฟนสาว เขาหวังจะง้อให้เธอหายโกรธ ปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ ว่าเขานั้นรักลี่อินมากเพียงใด ที่พูดทำร้ายจิตใจเธอล้วนเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น เขาไม่ได้หมายความอย่างที่พูดเลยแม้แต่คำเดียว
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ...
เสียงสัญญาณมือถือดังติดกันหลายครั้ง เขารอคอยจะได้ยินการตอบรับของอีกคนด้วยใจจดจ่อ
ติ๊ด!
แต่แล้ว...เสียงสัญญาณก็สิ้นสุดลงเพราะอีกฝ่ายกดทิ้งไม่รับสาย และนั่นก็หมายความว่าลี่อินยังไม่หายโกรธ แม้อยากจะโทร.ซ้ำแค่ไหนเขาก็สงวนท่าทีไม่ทำตามใจตนเพราะกลัวเสียหน้า ฉางกังไม่ชอบความรู้สึกที่ตนต้องเป็นฝ่ายวิ่งไล่ตาม ชายหนุ่มวางมือถือไว้ที่หัวเตียงแล้วพยายามจะข่มตาให้หลับแต่เหมือนว่าจะเป็นเรื่องยากเหลือเกิน...
เขานอนมองเพดานอยู่อย่างนั้นจนเวลาผ่านไปหลายชั่วยามในความรู้สึก ตอนนี้เวลาล่วงเลยเข้าเที่ยงคืนเห็นจะได้ ด้วยความคิดอะไรบางอย่างฉางกังเลือกที่จะลุกจากเตียง เดินไปหยิบกุญแจตู้เซฟแล้วเข้าไปอีกห้องหนึ่ง เขาเสียบลูกกุญแจ หมุนรหัสไม่นานประตูเซฟก็เปิดออก ภายในตู้เซฟเก็บของมีค่าไว้มากมาย อาทิเช่น เงินสด ทองคำแท่ง เครื่องเพชร และโฉนดที่ดิน
มือขาวเอื้อมไปหยิบซองเอกสาร ซึ่งภายในคือโฉนดที่ดินหลังเขาวั้งซานกู่ออกมา ดวงตาคมกวาดดูข้อความที่ถูกพิมพ์และเขียนไว้บนนั้นจนครบถ้วนไม่ข้ามแม้เพียงตัวอักษรเดียว
ก็ถูกนี่...โฉนดที่ดินผืนงามนี้ลงนามชื่อของเขาเป็นผู้ถือครอง
แล้วอย่างไร? พับผ่าเถอะ! ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง
"เฮ้อ..."
ขณะที่มือของชายหนุ่มกำลังจะวางซองเอกสารนั้นไว้ที่เดิมกลับเหลือบไปเห็นกล่องไม้ขนาดเท่าฝ่ามือ ลักษณะทำขึ้นมาจากไม้ฉลุลวดลายโบราณบุปผาแย้มกลีบ ให้เรียกว่าหีบไม้ขนาดเล็กน่าจะเหมาะกว่า ฉางกังจำได้เลือนรางว่าเจ้าหีบไม้โบราณนี้คุณย่าของเขาหวงแหนเป็นหนักหนา ถึงขั้นที่ว่าไม่ยอมให้ผู้ใดได้แตะต้องสัมผัสมันเลย
แต่ด้วยความที่อยากรู้อยากเห็นตามอุปนิสัยเดิมของเจ้าตัวแล้วนั้น เขารีบเก็บเอกสารโฉนดที่ดินไว้ตามเดิมแล้วเพ่งความสนใจไปยังกล่องไม้อันเล็กกะทัดรัด
"ข้างในต้องมีของมีค่ามากแน่ ๆ คุณย่าถึงได้หวงนัก"
ชายหนุ่มหมุนหีบไม้ลายบุปผาแรกแย้มนั้นไปมา พลางจินตนาการว่าสิ่งที่อยู่ภายในจะเป็นอะไรกันแน่ เหตุใดคุณย่าถึงหวงหีบนี้กว่าสมบัติชิ้นอื่น ๆ ตอนนี้อาจเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้รู้ว่าสิ่งของด้านในคือสิ่งใด เพราะคุณย่าหลับไปแล้วจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกดุด่าหรือตำหนิ
ฉางกังค่อย ๆ จับที่ฝาหีบออกแรงเป็นอย่างมากเพื่อที่จะเปิดมันออก จู่ ๆ บังเกิดความรู้สึกหนึ่ง ดูเหมือนว่าบางอย่างสั่งให้เขาล้มเลิกความคิดนั้น
...แต่แล้วสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะได้ทุกสิ่ง เขามุ่งมั่นใช้กำลังที่มีพยายามเปิดฝากล่องออกอย่างตั้งใจดูใหม่ ปากก็บ่นพึมพำไม่หยุด
“ทำไมเปิดยากขนาดนี้กันนะ โอ๊ะ!”
เขาเปิดหีบโบราณออกสำเร็จ ทว่ายังไม่ทันจะได้รู้เลยว่าสิ่งของข้างในคืออะไรกันแน่ รอบตัวเขาก็มีแสงสว่างจ้าจนทำให้ดวงตาบอดแสงไปชั่วขณะ ในหัวโคลงเคลงเหมือนบ้านหมุน ฉับพลันทุกอย่างมืดมิดกะทันหัน ตามมาด้วยเสียงหวีดหวิวในหูดังคล้ายคลื่นความถี่...