“น้าเพ็ญอย่าร้องไห้เลยครับ” ตะวันฉายร้องไห้ตามแม่ยาย ทรมานหัวใจเมื่อเห็นวันเพ็ญคุกเข่าตรงปลายเท้าของหมอ
ชายหนุ่มคลานเข้าไปนั่งข้างๆ หญิงชรา...ตะวันฉายแกะมือวันเพ็ญออกจากมือหมอ ชายหนุ่มโอบบ่าบอบบางพยุงให้นางลุกขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม
“น้องท้องหรือฉาย?” เมื่อได้อยู่กันตามลำพัง วันเพ็ญก็เอ่ยถาม แววตาฉ่ำน้ำสั่นระริกมองใบหน้าของลูกเขย
“ผะ...ผมก็เพิ่งจะทราบเหมือนกันครับ”
เสียงเย็นเยือกของวันเพ็ญทำให้ตะวันฉายหนาวเหน็บเข้าไปถึงกระดูกสันหลัง ชายหนุ่มเอาแต่นั่งคุกเข่า ก้มหน้าไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นมองสบตาหญิงชรา เพราะเขากลัวนางจะเห็นความเลวชั่วของตัวเองในดวงตาของเขา
“ทำไมน้องถึงถูกรถชน...ฉายจะบอกน้าได้ไหม ทำไมลูกสาวของน้าถึงเป็นแบบนั้น?” วันเพ็ญถามลูกเขยเสียงสั่นเครือ แววตาเอ็นดูเหมือนลูกคนหนึ่งมองชายหนุ่มอย่างรักใคร่
ตะวันฉายเข้ามาเป็นคนในครอบครัว ไม่ใช่เพราะชายหนุ่มเป็นทายาทคนเดียวของมหาเศรษฐีรวยเงินล้นฟ้าติดอันดับสองของประเทศไทย แต่เป็นเพราะตะวันฉายกล้าเดินเข้ามาขอจันทร์ฉัตรจากนาง สัญญาต่อฟ้าดินและให้คำมั่น ว่าจะรักและปกป้องคุ้มครองลูกสาวของนางดั่งดวงตาดวงใจ ตะวันฉายได้ทำให้วันเพ็ญเชื่อใจยิ่งกว่าเก่า เมื่อพวกเขาทั้งสองได้พากันไปจดทะเบียนสมรสเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
“...” ความเงียบที่มีเพียงเสียงสูดน้ำมูกของลูกเขยที่นั่งคุกเข่า ก้มหน้าไม่ยอมตอบคำถามของนางนั้น ทำให้วันเพ็ญสะอื้นไห้ ตะวันฉายใจร้าวรานเมื่อน้ำตาร้อนระอุของหญิงชราหยดลงบนเส้นผมของเขาซึมลงผิวหนังศีรษะ ชายหนุ่มรีบเงยหน้าขึ้นมองแม่ยาย มือสั่นเทายื่นเข้าไปเช็ดน้ำตาปลอบขวัญหญิงชรา
“ผม...”
ตะวันฉายส่ายหน้าไม่ยอมพูดความจริง เขาก้มกราบเท้าของวันเพ็ญ น้ำตาเม็ดใหญ่ไหลอาบแก้มสากหยดลงบนหลังเท้าของแม่ยาย ดวงหน้าคมสันซบหน้าชิดเท้าทั้งสองข้างของวันเพ็ญ
ตะวันฉายนึกย้อนถึงเรื่องเลวร้ายที่ตนเองเป็นคนทำให้น้องต้องเป็นแบบนี้ เขาไม่กล้าเล่าเหตุการณ์ ว่าทำไมจันทร์ฉัตรถึงเกิดอุบัติเหตุให้วันเพ็ญฟัง
ย้อนไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงผ่านมา...
“สาวน้อย...ฉันอยากเมกเลิฟเธอ” เสียงเปิดประตูและปิดดังอยู่ข้างนอก ทำไห้ตะวันฉายผลักร่างของหญิงสาวให้นอนหงายบนที่นอน
“อุ๊ย! คุณคะ เบาๆ หน่อยสิคะ ผิวหนูช้ำไปหมดแล้วนะ” ปลายนิ้วมือผ่าวร้อนที่ไล้สัมผัสบนผิวเนื้อนุ่มนิ่มช่างทำให้หล่อนซ่านสยิวจนต้องเปล่งเสียงครางกระเส่า
“เธอสวยมาก รู้ตัวไหมเด็กน้อย”
ตะวันฉายปรายหางตามองกระจกตรงผนังด้านบนหัวเตียง เมื่อเห็นเพียงเงาของน้องที่ยืนอยู่หน้าห้องนอนก็เริ่มงาน เขากระโจนขึ้นคร่อมนอนทับร่างอวบ ดวงหน้าคมคายซุกไซ้ซอกคอระหง สูดดมกลิ่นไม่คุ้นเคยของหล่อน
“กรี๊ดด!” เพล้งง!!
จันทร์ฉัตรยืนช็อกร้องกรี๊ดๆ ข้าวของในมือหล่นเกลื่อนเต็มพื้น ดวงตากลมโตเบิกโพลงมองสามีของตัวเอง ชายหนุ่มกำลังจะร่วมรักอยู่กับผู้หญิงคนอื่น
“ว้าย! คุณคะ มีคนมาค่ะ”
หญิงสาวรุ่นๆ เดียวกับจันทร์ฉัตร หล่อนนอนอยู่ใต้ร่างของตะวันฉาย แกล้งทำท่าเอียงอาย ร่างเปลือยเปล่าขาวผ่องมีเพียงชุดชั้นในปิดบัง หล่อนยกแขนโอบรอบคอหนาพลางกระแซะทรวงอกอิ่มชิดแผ่นอกแข็งแกร่ง
“พิ...พี่ฉาย!”
จันทร์ฉัตรยืนเซ่อ ดวงตากลมโตเอ่อน้ำตามองสามี ชายหนุ่มย่ำยีหัวใจเธอด้วยการพาผู้หญิงคนใหม่เข้ามาในบ้าน...จันทร์ฉัตรมึนเมากับภาพบาดใจ ร่างน้อยเซถลาถอยหลังไปชนผนังห้องเมื่อถูกหมอนที่เธอใช้หนุนนอนปาใส่ แต่ในเวลานี้มันถูกผู้หญิงคนนั้นใช้หนุน และหล่อนคนนั้นก็ยังใช้มันเป็นอาวุธเหวี่ยงใส่เธออย่างแรง
“เธอเป็นใครคะ ทำไมคุณไม่ไล่เธอออกไปคะ?” หล่อนทำหน้าระรื่นเมื่อเห็นจันทร์ฉัตรร้องครางเหมือนเจ็บปวด
‘สมน้ำหน้า’ หล่อนพูดเยาะเย้ยจันทร์ฉัตรในใจ
“แม่บ้านน่ะ!” ตะวันฉายเมินหน้าหนีไม่มองหน้าน้อง เขาเจ็บแผ่นอกข้างซ้ายเมื่อยกตำแหน่งใหม่ให้น้อง
“ฮืออ...พี่ฉาย ทำไม?”
จันทร์ฉัตรยืนตัวชาสะอื้นไห้ เธอส่ายหน้าไปมาไม่ยอมรับความจริงเมื่อเห็นความว่างเปล่าในดวงตาสีเข้มของสามี
“คนใช้หรือคะ?” หล่อนอ้อยอิ่งอยู่ในอ้อมกอดของตะวันฉาย หยิบเอาเสื้อผ้าของจันทร์ฉัตรมาถือไว้ แล้วทำตามคำสั่งของชายหนุ่ม
“ไปนั่งเล่นรอฉันที่ห้องรับแขกก่อนนะ” ตะวันฉายกระซิบเสียงทุ้มชิดหน้าผากของหล่อน แล้วขยับตัวไปนั่งหย่อนขาตรงปลายเตียง เขาใส่เสื้อติดกระดุมเพียงสามเม็ด
“อึกก! พี่ฉายบอกจันทร์ได้ไหม มันเกิดอะไรขึ้น...เธอคนนั้นเป็นใคร?”
จันทร์ฉัตรหมดแรง ร่างบางทรุดลงนั่งบนพื้น เธอใจร้าวแตกละเอียดมองตะวันฉายเอาชุดนอนและชุดคลุมของเธอให้ผู้หญิงคนนั้นใส่
“ฉันต้องการให้เธอออกไปจากชีวิตฉัน!”
ตะวันฉายเดินไปส่งหญิงสาวที่หน้าประตูห้อง แล้วเขาก็ย้อนกลับเข้ามาใหม่ เดินผ่านหน้าของจันทร์ฉัตรไปยืนตรงหน้าต่างบานเลื่อน ชายหนุ่มยืนหันหลังให้น้อง สายตาเจ็บปวดมองความมัวหมองสีเทาบนท้องฟ้า ที่ดูไม่สดใสเปรียบเสมือนหัวใจของเขาในเวลานี้ มันช่างมืดมิดดำบอดเสียเหลือเกิน
“จันทร์ทำผิดอะไร ทำไมพี่ถึงทำกับจันทร์แบบนี้” ชายหนุ่มโยนระเบิดลูกใหญ่ลงกลางทรวง จนหัวใจของเธอแตกสลายยับเยิน
“...” ตะวันฉายเงียบ เพราะหัวใจของเขาแตกยับเยินด้วยคำพูดของตัวเอง
“พูดอะไรบ้างสิคะ อย่าเอาแต่ยืนหันหลังให้จันทร์แบบนี้ ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร พี่พาเธอเข้ามาในบ้านของเราทำไม แล้ว...” คำว่า ‘พี่มีอะไรกับเธอแล้วใช่ไหม’ ถูกตะวันฉายพูดตัดประโยค
“ฉันไม่ได้รักเธอแล้ว และฉันกำลังจะแต่งงานใหม่”
ตะวันฉายไม่ตอบคำถามของน้อง แต่ชายหนุ่มกลับใช้คำพูดทิ่มแทงหัวใจของตัวเอง
“กรี๊ดด! ไม่จริง! จันทร์ไม่เชื่อ พี่โกหกจันทร์”
จันทร์ฉัตรหมดแรงที่จะเดินเข้าไปกอดสามีจากทางด้านหลัง ร่างบางทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นเมื่อคำพูดของสามีช่างเปรียบเสมือนมีดแหลมคมเฉือนหัวใจให้ขาดออกจากขั้ว
“เงินยี่สิบล้าน โฉนดที่ดินและบ้านหลังใหม่ พร้อมด้วยรถอีกหนึ่งคัน คงจะซื้อชีวิตใหม่ของเธอได้ รับไว้ซะ”
ตะวันฉายหน่วงหน้าอกเมื่อเห็นน้ำตาของน้อง เขาหายใจไม่ออก เมินหน้าหนีแกล้งทำเป็นไม่ได้รัก ไม่สนใจมองร่างบางที่นั่งงอตัวร้องครวญครางเหมือนคนใกล้ตาย
“สี่ปีที่เรารักกัน มีกันและกันไม่มีความหมายเลยใช่ไหม...พี่ตีราคาความรักของจันทร์เพียงแค่สิ่งของพวกนี้เหรอคะ?”
จันทร์ฉัตรร้องไห้ เธอไม่ยอมรับซองเอกสารสีน้ำตาล แต่เมื่อถูกชายหนุ่มยัดเยียดใส่มือ เธอก็ฉีกสมุดธนาคารพร้อมทั้งโฉนดที่ดินและโฉนดบ้านเป็นสี่ชิ้น ก่อนเหวี่ยงเศษกระดาษที่เป็นขยะพวกนั้นใส่หน้าของชายคนรัก
“ฉันเบื่อเธอไง รู้ตัวบ้างสิ เธอน่ะเป็นผู้หญิงที่น่ารำคาญและน่าเบื่อมาก”
ตะวันฉายยกมือขึ้นลูบหน้า สายตาแห่งความร้าวรานเมินหนีไม่ยอมมองดวงหน้างาม เขากลบเกลื่อนแกล้งทำเป็นโกรธ โดยการทำร้ายน้องให้เจ็บช้ำน้ำใจ มือหนาคว้าต้นแขนของเธอฉุดอย่างแรง ลากร่างบางไปที่ประตูห้อง
“พิ...พี่ฉายจันทร์เจ็บ...ฮืออ” จันทร์ฉัตรครางเสียงสั่นระริกเมื่อถูกชายหนุ่มดันให้ออกนอกประตูบ้าน
“ถ้าไม่จำเป็น เธอไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก เพราะบ้านหลังนี้ ฉันจะขาย แล้วฉันก็จะย้ายไปอยู่ที่อเมริกากับภรรยาใหม่ของฉัน...”
“จันทร์ท้องได้สามเดือนแล้วค่ะ ฮือๆ” จันทร์ฉัตรร้องไห้โฮ เมื่อชายหนุ่มจะปิดประตูใส่หน้าเธอ
“นะ...แน่ใจเหรอ ว่าเด็กนั้นเป็นลูกของฉัน”
ตะวันฉายชะงัก ค่อยๆ แง้มประตูเปิดให้กว้าง ร่างสูงใหญ่ยืนเต็มประตูก่อนที่เขาจะเงยหน้ามองหน้าน้อง เขาได้เก็บความตื่นเต้นดีใจไว้ข้างในอกอันร้าวระบม
“พี่ใจร้ายกับจันทร์มาก เหยียบหัวใจของจันทร์ด้วยการนอกใจนอกกายยังไม่พอ พี่ยังปฏิเสธไม่ยอมรับเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองอีกเหรอคะ?”
จันทร์ฉัตรสะอึกสะอื้นไห้ เธอเช็ดน้ำตาออกจากข้างแก้ม เอาใบตรวจครรภ์ออกจากกระเป๋าสะพาย ความเจ็บร้าวหัวใจทำให้จันทร์ฉัตรขยำกระดาษแผ่นนั้นจนยับยู่ยี่แล้วปาใส่หน้าของชายหนุ่ม
“ถ้าไม่อยากเลี้ยงลูกคนเดียวก็ไปเอาไอ้เด็กนั้นออกซะ” หัวใจของตะวันฉายเต้นอย่างรุนแรงเจ็บไปทั่วหน้าอกด้านซ้ายเมื่อพูดสิ่งที่ขัดกับหัวใจ ‘พี่ต้องการเธอ พี่ต้องลูกนะ’ นี่เป็นคำตอบที่ชายหนุ่มไม่อาจพูดออกไปให้เธอรับรู้
“อยากให้จันทร์ทำอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหม? ได้! จันทร์จะเอาไอ้มารหัวขนออกตรงนี้เลย” ใจเธอจะขาดตายอยู่แล้วเมื่อสัมผัสรับรู้จากแววตาสีนิล มันช่างว่างเปล่า ไม่มีความรักความห่วงใยกันเหมือนครั้งก่อน จันทร์ฉัตรรับไม่ได้ กรีดร้องทุบตีทำร้ายตัวเองราวกับคนบ้าขาดสติ
“หยุดเดี๋ยวนี้นะจันทร์ฉัตร!” ตะวันฉายแทบใจขาดเมื่อเห็นน้องทุบตีลูกในท้อง เขารีบเดินเข้าไปยืนทางด้านหลังแล้วคว้าร่างน้องมากอดไว้ มือทั้งสองข้างที่ทุบตีหน้าท้องแบนราบถูกมือใหญ่กำข้อมือของเธอไว้แน่นแล้วยกขึ้นแนบทรวงของเธอ
“คนหัวใจสกปรก! จันทร์เกลียดพี่ ได้ยินไหม...จันทร์เกลียดพี่...ฮืออ” จันทร์ฉัตรสะอื้นไห้จนเหนื่อย เธอหยุดดิ้นขัดขืน พักหายใจอยู่ในอ้อมกอดของผู้ชายที่เหยียบหัวใจของเธอ
“ฉันไม่ต้องการให้เธอแท้งลูกตายตรงนี้ไง” ตะวันฉายหลับตากลั้นน้ำตาแห่งความปวดร้าวไม่ยอมให้ไหล ใบหน้าหล่อบูดเบี้ยวเพราะความหน่วงหัวใจ เกยคางบนหัวไหล่บาง เขากัดฟันจนเส้นเลือดตรงขมับปูด เสียงแค้นเคืองสั่นเทากระซิบชิดแก้มด้านข้าง ปลายจมูกโด่งก็ฉวยโอกาสสูดดมกลิ่นหอมที่คุ้นเคยจนพอใจ แล้วเขาก็ปล่อยให้เธอเป็นอิสระ
“อยากให้จันทร์ออกไปจากชีวิตของพี่มากใช่ไหม งั้นพรุ่งนี้ก็ช่วยไปเจอกันที่อำเภอตอนสิบโมงเช้าด้วย...จันทร์จะรอพี่ที่นั่น” พูดจบจันทร์ฉัตรก็ใช้กำลังที่มีดันคนตัวใหญ่ให้ออกห่าง แล้ววิ่งหนีความเจ็บปวดอย่างทุลักทุเลออกจากบ้าน ไม่ยอมฟังเสียงร้องตะโกนของชายหนุ่มที่วิ่งตามหลังมาติดๆ
“จันทร์...พิ...พี่ขอโทษ”
เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นแข่งกับเสียงฟ้าฝ่าเปรี้ยงๆ ดังจนหัวใจของเขาแตกละเอียด ตะวันฉายวิ่งฝ่าสายฝนตามน้อง ทรมานเจ็บหน่วงไปทั่วอกด้านซ้าย เมื่อเห็นน้องวิ่งไม่คิดชีวิต ช่างเปรียบเสมือนน้องกำลังวิ่งหนีไปให้พ้นจากหัวใจของเขา
“หมอ! ลูกของฉันเป็นยังไงบ้างคะ?” เสียงของวันเพ็ญถามหมอทำให้ตะวันฉายตื่นจากภวังค์ ดวงหน้ามีคราบน้ำตาเงยขึ้นจากฝ่ามือของตัวเอง ความร้าวรานเจ็บปวดบนใบหน้าของน้องทำให้ตะวันฉายสะอึกไห้ มือสั่นๆ ลูบหน้าที่ชาหนึบชา
“ใครจะเป็นคนเซ็นเอกสารครับ?”
ตะวันฉายยืนประกบหลังของวันเพ็ญ เขารับเอกสารมาถือไว้
“หมายความว่าไงครับ หมอ?” ตะวันฉายปากสั่นต้องกัดนิ้วตัวเองไว้แน่น เขาเจ็บแต่ไม่ใช่นิ้วที่ถูกกัดจนเลือดไหล แต่เป็นหัวใจของเขาเองที่เจ็บเพราะตัวเขาเป็นคนเหยียบขยี้ด้วยเท้าของตัวเอง ตะวันฉายตาแดงก่ำมีน้ำใสๆ ไหลผสมเลือดผ่านปลายคางหนาหยดลงกระทบเอกสารมอบอำนาจเปียกเป็นวงกลมหลายจุด
“ฟังและตั้งสติให้ดีๆ นะครับ ดวงตาทั้งสองข้างของคนป่วยใช้การไม่ได้แล้ว หมอต้องรีบผ่าตัดให้เร็วที่สุด” หมอยื่นปากกาให้ตะวันฉาย
“ชะ...ใช้การไม่ได้ หมายความว่า จันทร์ฉัตรจะมองไม่เห็นอีกแล้วใช่ไหมครับ” ตะวันฉายล้มทั้งยืน ร่างโตเซถอยหลังชนผนังห้องไม่มีแม้แต่แรงจะยืน แผ่นหลังที่พิงพนังห้องครูดไหลลงไปนั่งคุกเข่าบนพื้น
ตึงง!
สิ้นคำพูดของหมอว่า ลูกสาวสุดดวงใจจะกลายเป็นคนพิการตาบอด ทำให้วันเพ็ญช็อกอย่างกะทันหันดวงตาทั้งสองข้างเหลือกค้างมีน้ำตาไหลออกมาอยู่ตลอดเวลา ร่างกายอ่อนแอ กล้ามเนื้อแข็งเกร็งล้มหงายหลัง
“นะ...น้าเพ็ญระวัง!” ตะวันฉายเจ็บปวดหัวใจร้าวระบมยิ่งกว่าเก่า เมื่อเขาไม่สามารถเข้าไปรับร่างของแม่ยายไว้ได้ ร่างโตตะเกียกตะกายคลานเข้าไปซ้อนอุ้มตัวของวันเพ็ญให้มานอนเกยหน้าอกแกร่ง
“ฉะ...ฉาย...นะ...น้า...ฝะ...ฝาก...นะ...น้องด้วยนะ” วันเพ็ญรู้ชะตาชีวิตของตัวเอง คำพูดแต่ละคำที่พูดออกมาก็จะมีเลือดกระเด็นออกมาจากปากและจมูก
“น้าเพ็ญ ฮืออ...ผมขอโทษ...ผมผิดไปแล้ว” ตะวันฉายเอ่ยเสียงสั่นเทาโทษตัวเอง
“ระ...รับ...ปาก...นะ...น้าสิ” เจ็บจี๊ดๆ ที่ขั้วหัวใจเหมือนถูกของแหลมๆ มาทิ่มแทงจนทำให้ใบหน้าขาวซีดบูดเบี้ยว เจ็บปวดมากยามได้ถอนหายใจเข้าออก
“ฮืออ...น้าเพ็ญอย่าเป็น อะไรนะครับ...ผะ...ผมขอโทษ”
ตะวันฉายร้องไห้โฮ เขาสะเทือนใจมากเมื่อเห็นสภาพของหญิงชรา ตะวันฉายกอดวันเพ็ญด้วยแขนข้างเดียว ส่วนอีกข้างก็คอยเช็ดเลือดตรงมุมปากและปลายจมูก เขากลัวว่าแม่ยายจะเจ็บจึงเช็ดเบาๆ
“ระ...รับปาก...นะ...น้าสิ...ฉะ...ฉาย...จะ...มะ...ไม่ทิ้งน้อง”
“คะ...ครับ ผมรับปาก”
เมื่อได้คำตอบจากลูกเขย วันเพ็ญก็เริ่มมีอาการผิดปกติทางกายและใจ ปากเบี้ยวดวงตาเหลือกถลนแขนขาเกร็งและร่างกายก็กระตุกชักอย่างรุนแรง
“น้าเพ็ญต้องไม่เป็นอะไร! หมอครับ ช่วยแม่ยายผมด้วย ช่วยน้าเพ็ญด้วยครับหมอ” ตะวันฉายทำตามคำสั่งของหมอบอก เขาอุ้มวันเพ็ญให้นอนบนรถเข็น ชายหนุ่มยืนเคว้งคว้างไม่รู้จะไปห้องไหนดี ซ้ายคือห้องของเมียที่นอนรอการผ่าตัด ขวาคือห้องของแม่เมียที่นางพยาบาลสามสี่คนต่างพากันวิ่งเข้าวิ่งออกเพื่อช่วยเหลือวันเพ็ญ…