ผ่านมาสิบปีกับการสูญเสียที่ไม่อาจหวนคืน
ผ่านมาสิบปีกับชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป
แต่ทว่าเป็นสิบปีที่ทำให้ศรัณนั้นเติบโตขึ้นได้มาก แม้ตอนนี้จะอายุเพียงสิบเก้าแต่เธอก็เข้มแข็งและดูแลตัวเองได้ดี แรกๆ ที่ต้องสูญเสียพ่อและแม่ไปอย่างไม่มีวันกลับ และตัวเธอเองก็ยังอยู่ในรถคันเกิดเหตุด้วย
แม้ตอนเกิดเหตุเธอจะอายุเพียงแค่เก้าขวบ แต่เธอกลับเกิดความเครียด หว้าเหว่และรู้สึกโดดเดี่ยว มองไปทางไหนก็เหลือเพียงเธอคนเดียวบนโลกใบนี้ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันหนักเกินกว่าที่เธอในเวลานั้นจะตั้งรับได้ทัน
ศรัณเกิดอาการซึมเศร้า อาการของเธอร้ายแรงถึงขนาดถูกพาไปพบจิตแพทย์เด็ก หนำซ้ำศรัณยังไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนให้พึ่งพิง ทำให้เทวาจำเลยในอุบัติเหตุที่พรากลมหายใจของพ่อและแม่ศรัณไปอย่างไม่มีวันกลับ ตัดสินใจที่จะรับอุปการะเธอ
“อุ๊ย...ขอโทษค่ะ” เสียงอุทานของศรัณดังขึ้นทันที ที่เปิดประตูห้องหนังสือเข้าไปแล้วเจอกับภาพที่ไม่ควรเจอเข้า ก่อนจะรีบหันหลังให้
เพราะการมาแบบพรวดพราดของเธอ ทำให้ชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังทำกิจกรรมอันเร่าร้อนบนโต๊ะดีดตัวออกห่างจากกันแทบจะทันที แต่ถึงอย่างนั้นคริสก็ยังคงนั่งอยู่บนตักของเทวา
“ตายจริง เข้ามาได้ยังไงเนี่ย” คริสอุทานออกมาอย่างหัวเสียเล็กๆ นั่นเพราะถูกขัดจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็มที่กำลังหวานชื่นกับคนรัก หากศรัณไม่เข้ามาขัดเสียก่อน ป่านนี้เธอกับเทวาคงไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว
คริสกระชับเสื้อผ้าที่แยกห่างออกจากกันให้เข้าที่เข้าทาง ผิดกับเทวาที่ทุกอย่างบนตัวเขานั้นยังคงเรียบร้อยดี แค่เสยผมนิดหน่อยทุกอย่างก็ดูปกติ
“จะไปไหนศรัณ” พอเห็นศรัณหันหลังพร้อมทำท่าจะเดินกลับออกไป เสียงของเทวาก็เอ่ยถามขึ้น นั่นเพราะไม่อยากให้เด็กสาวเข้าใจอะไรผิด อันที่จริงเขาไม่อยากทำอะไรประเจิดประเจ้อแบบนี้ให้ศรัณเห็น
“เอ่อ...จะกลับห้องค่ะ” เสียงสดใสของสาวรุ่นเอ่ยตอบ แต่ยังไม่ยอมหันกลับมามองหน้าคนถามแต่อย่างใด ใบหน้าสวยเห่อร้อนเพราะความอาย
“ไม่ต้อง”
“หนึ่ง” คริสเอ่ยเรียกชายหนุ่มขึ้นอย่างผิดคาด เพราะคิดว่าเขาจะให้ศรัณรีบๆ กลับห้องไปเสียอีก จากนั้นก็เริ่มกิจกรรมแสนเร่าร้อนกันใหม่ นี่กระไรกลับทำตรงกันข้ามกับที่เธอหวังเสียได้
“เอาเป็นว่าวันนี้คริสกลับก่อนดีกว่านะครับ”
“อะไรนะคะหนึ่ง” น้ำเสียงตกใจของคริสดังขึ้น เมื่อจู่ๆ เธอก็ถูกเทวาเทแบบไม่ได้ตั้งรับเช่นนี้ ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่คนต้นเรื่องอย่างศรัณแวบหนึ่ง แล้วหันมาส่งยิ้มหวานให้เทวาเพื่อร้องขอ แต่ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ใจอ่อน
“ผมอยากให้คุณกลับบ้านก่อนคืนนี้” เทวาเอ่ยบอกออกไปอีกครั้ง คริสจึงยกแขนขึ้นมาคล้องลำคอของชายหนุ่มไว้
“คริสขอค้างด้วยไม่ได้หรือคะ” น้ำเสียงออดอ้อนเอ่ยขออย่างไม่มีความเอียงอายใดๆ นั่นเพราะเธอเคยนอนค้างที่บ้านของเทวามาแล้วหลายต่อหลายครั้ง นอนอีกสักครั้งจะเป็นอะไรไป
ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าเธอกับเขารักกัน แถมยังเหมือนคู่หมั้นกันกลายๆ อีกด้วย แม้จะไม่มีพิธีหมั้นหมายอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม แต่ก่อนที่พ่อของเทวาจะเสียชีวิตก็เคยพูดทาบทามเธอกับครอบครัวไว้
ถ้าไม่ติดว่ามีเหตุการณ์ครั้งใหญ่เมื่อสิบปีก่อนเกิดขึ้น ป่านนี้เธอกับเทวาก็คงได้แต่งงานกันไปนานแล้ว เธอเกลียดเหตุการณ์ครั้งนั้นเพราะมันทำให้งานแต่งงานของเธอถูกเลื่อนแล้วเลื่อนอีก โดยเทวาให้เหตุผลว่าเขาอยากทุ่มเทเวลาเพื่อดูแลศรัณอย่างเต็มที่
เต็มที่มาถึงสิบปีก็ยังไม่ยอมเลิกดูแล จากเด็กผู้หญิงตอนนี้ศรัณก็โตเป็นสาวสะพรั่ง จากเด็กหน้าตาอมทุกข์ก็สดใสขึ้นจนเธอหมั่นไส้ เวลาที่ผ่านไปพลอยทำให้ระยะเวลาที่เธอกับเทวาคบหากันเกินกว่าสิบปีแล้วเช่นเดียวกัน เธอทนรอเขาขอแต่งงาน รอจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว
“วันหลังดีกว่า” เทวาก็ยังคงยืนกรานคำพูดเดิม
“โอเคค่ะ วันหลังก็วันหลัง งั้นวันนี้คริสกลับก่อนนะคะ” แม้จะอยากดื้อดึงแต่คริสก็รู้นิสัยของเทวาดีว่าเขาเป็นคนแบบไหน ขืนดันทุรังเธอนั่นแหละจะมีแต่เสียกับเสีย ทั้งเสียหน้า เสียภาพลักษณ์และเสียความรู้สึกด้วย รอให้เธอแต่งงานกับเขาก่อนแล้วค่อยเผยตัวตนออกมาก็ไม่สาย
“ครับ” เสียงทุ้มเอ่ยรับ แต่ทว่าคริสกลับยังไม่ยอมลงไปจากตักของชายหนุ่ม หนำซ้ำยังโน้มใบหน้าลงไปมอบจูบร้อนๆ ให้เทวา ซึ่งเป็นฉากจูบที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของศรัณ ชนิดที่ว่าเธอหลบสายตาไม่ทันเสียด้วย
และเมื่อถอนจูบออก คริสจึงขยับลงมาจากตักของคนรักหนุ่ม แล้วเดินตรงเข้ามาหาเด็กสาวที่เธอนั้นอยากจะเขี่ยให้ออกไปพ้นๆ จากชีวิตของเทวาใจจะขาด
เพราะยิ่งโตศรัณก็ยิ่งฉายแววความสวย แม้เทวาจะยืนกรานว่าไม่เคยคิดอะไรเป็นอื่นกับเด็กในอุปการะ แต่น้ำตาลใกล้มดอะไรมันก็ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เธอจึงอยากตัดไฟเสียแต่ต้นลม
“อาไปก่อนนะคะหนูศรัณ บายค่ะ”
“สวัสดีค่ะอาคริส” ศรัณยกมือไหว้คริสพร้อมส่งยิ้มให้ แต่ทว่าคริสกลับเมินใส่ก่อนจะเดินผ่านเธอออกไป ศรัณลอบถอนหายใจออกมานิดหน่อย เพราะรู้ว่าความสัมพันธ์ของเธอกับคริสดูไม่ราบรื่นสักเท่าไหร่
หากวันไหนที่เทวากับคริสแต่งงานกันขึ้นมา เธอก็คงโตพอที่จะย้ายออกไปอยู่ที่อื่น แม้การเป็นเด็กในอุปการะของเทวาจะเหลืออีกหกปี แต่เขาก็คงไม่ว่าอะไรหากเธอจะขอออกไปดูแลตัวเอง
“มีอะไรหรือเปล่า” คำถามของเทวาช่วยดึงสติของศรัณให้กลับคืนมา
“พอดีศรัณมีรายงานต้องทำส่งอาจารย์น่ะค่ะ เลยจะเข้ามาหาข้อมูลที่ห้องหนังสืออาหนึ่ง แต่ไม่คิดว่า...” ยังไม่ทันที่ศรัณจะเอ่ยจบประโยค เสียงของเทวาก็แย้งขึ้น
“เป็นเด็กเป็นเล็กคิดเลยเถิดไปถึงไหน...ช่างเถอะๆ ว่าแต่รายงานวิชาอะไร”
“แปลข่าวภาษาอังกฤษนะคะ ศรัณไม่อยากหาข่าวในกูเกิ้ล แต่อยากแปลข่าวเก่าๆ จากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่อาหนึ่งเก็บไว้มากกว่า” ศรัณเอ่ยบอก เธอชอบเรียนภาษาต่างประเทศมาก โดยเฉพาะภาษาอังกฤษเพราะคิดว่ามันสำคัญในการสื่อสาร
ปีนี้ศรัณ อายุครบสิบเก้า แต่ทว่ากลับยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก สาเหตุที่เป็นแบบนั้นเพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเก้าขวบ ทำให้เธอต้องเข้ารับการรักษาเรื่องสุขภาพจิต นั่นทำให้ศรัณต้องหยุดเรียนไปถึงหนึ่งปีเต็ม
“งั้นก็เข้ามาเอาไปสิ”
“ขอบคุณค่ะ” เอ่ยรับเสร็จ ศรัณก็เดินไปยังมุมเก็บหนังสือพิมพ์ฉบับภาษาอังกฤษที่เทวาวางไว้ แม้ตอนนี้หนังสือพิมพ์จะเป็นสิ่งที่หายาก แต่คนชื่นชอบอ่านข่าวสารผ่านหนังสือพิมพ์มากกว่าโซเชียลอย่างเทวาก็ยังคงมีอยู่ นั่นทำให้ชายหนุ่มมีหนังสือพิมพ์หลายร้อยฉบับ เรียกได้ว่าเขาเก็บสะสมไว้ก็คงไม่ผิดนัก
“ชอบภาษาอังกฤษมากหรือเรา”
“ค่ะ...ภาษาจีนกับเกาหลีศรัณก็ชอบนะคะ” ขณะนั่งเปิดหนังสือพิมพ์เพื่อหาข่าวที่สนใจศรัณก็เอ่ยตอบชายหนุ่มขึ้น
“ชอบเพราะจะได้เข้าใจตอนไอดอลเขาคุยกันใช่ไหม”
“อาหนึ่งรู้จักคำว่าไอดอลด้วยเหรอคะ” ศรัณหันมาถามชายหนุ่มอย่างแปลกใจ นั่นเพราะไม่คิดว่าเทวาจะเข้าใจคำว่าไอดอลด้วย ส่วนชายหนุ่มเองก็ไม่ได้อยากเข้าใจนักหรอก แต่ที่ต้องทำความเข้าใจเพราะจะได้รู้ว่าวัยรุ่นสมัยนี้ฮิตหรือชอบอะไรกัน นั่นเพื่อจะได้คุยกับศรัณได้เข้าใจต่างหาก
“รู้สิ ถึงอาจะแก่แต่อาก็รู้ทันโลกว่าเขาไปไหนต่อไหนกัน”
“ใครบอกว่าอาหนึ่งของศรัณแก่” เอ่ยจบศรัณก็ส่งยิ้มให้เทวา น่าแปลกเพราะมันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเทวาเต้นไม่เป็นจังหวะ ทั้งๆ ที่เขาน่าจะชินกับรอยยิ้มของศรัณมากกว่าใคร
“ก็อาแก่จริงๆ อีกไม่กี่ปีก็จะสี่สิบเข้าไปแล้ว เพื่อนรุ่นเดียวกันมีเมียมีลูกไปจนหมดแล้ว”
“อาหนึ่งจะแต่งงานกับอาคริสเมื่อไหร่คะ” คำถามของศรัณทำให้เทวานิ่งไปครู่หนึ่ง นั่นนะสิเขากับคริสจะแต่งงานกันเมื่อไหร่
“ไม่ใช่เรื่องที่เด็กควรรู้” เอ่ยรับเสร็จเทวาก็ลุกออกไปจากห้องหนังสือ ปล่อยให้ศรัณนั่งทำรายงานตามลำพัง แต่ทว่าเธอกลับนั่งเหม่อ
แม้เทวาจะไม่ตอบคำถามว่าเมื่อไหร่ แต่ศรัณก็เดาได้ว่าคงเร็วๆ นี้แน่นอน ทำไมเธอถึงไม่อยากให้ทั้งสองคนแต่งงานกัน แต่ทว่าอีกใจก็อยากให้แต่ง
“นี่เราเป็นอะไร” ศรัณเอ่ยถามตัวเองอย่างสับสน ก่อนจะส่ายหน้าไล่ความคิดอื่นออกไปจากสมอง จากนั้นก็ตั้งสติเพื่อทำงานรายตรงหน้าให้เสร็จ แม้สมองบางส่วนจะคิดวอกแวกไปหาเทวาบ่อยๆ ก็ตาม
ส่วนเทวานั้นเมื่อกลับถึงห้องนอนได้ ก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงกว้าง สมองของชายหนุ่มคิดวนไปวนมาอยู่หลายเรื่อง ทั้งเรื่องงาน เรื่องคริสและที่หนีไม่พ้นคือเรื่องของศรัณ
เพราะตอนนี้เธอไม่ใช่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ทุกครั้งเมื่อร้องไห้ก็จะวิ่งมาให้เขาโอ๋อีกแล้ว ศรัณเติบโตขึ้นทุกๆ วัน เมื่อไหร่ที่เธออายุครบยี่สิบห้า วันนั้นไม่แน่ว่าศรัณอาจไม่ต้องการเขาอีกก็เป็นได้ เธออาจต้องการอิสระหรือไม่ก็ต้องการไปจากการดูแลของเขา
เทวาไม่อยากให้วันนั้นมาถึง เพราะอะไรถึงไม่อยากให้มาถึงชายหนุ่มก็สับสนในตัวเอง ถ้าเลือกได้เขาอยากให้ศรัณเป็นแค่เด็กหญิงตัวน้อย แต่มันคงอยู่เหนือการควบคุมของเขาได้สินะ
เช้าวันรุ่งขึ้นเทวากับศรัณได้พบกันอีกครั้งที่โต๊ะอาหาร ชายหนุ่มที่อยู่ในชุดทำงานนั่งจิบกาแฟพร้อมอ่านข่าวสารบนหนังสือพิมพ์รวมถึงในโทรศัพท์มือถือไปด้วย ในขณะที่ศรัณซึ่งอยู่ในชุดนักเรียนลงมาช้ากว่าชายหนุ่มนิดหน่อย เธอหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ประจำตัว ซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายมือของเทวาซึ่งเขานั่งอยู่หัวโต๊ะ
ศรัณนั่งกินข้าวต้มปลาที่แม่บ้านเตรียมไว้ให้เงียบๆ พร้อมคอยสังเกตท่าทางของเทวาไปด้วยความสงสัย นั่นเพราะเช้านี้ดูชายหนุ่มดูเงียบผิดไปจากเดิม ปกติเทวาก็เป็นคนเงียบๆ อยู่แล้ว ยิ่งหากวันไหนเขาเครียดเรื่องงานหรือมีอะไรในใจ ก็จะดูเงียบจนน่ากลัว
“อิ่มแล้วเหรอ” เมื่อเห็นศรัณวางช้อนพร้อมคว้าแก้วน้ำมาดื่ม เสียงทุ้มก็เอ่ยถามขึ้น
“ค่ะ”
“รออาก่อน เดี๋ยววันนี้อาจะไปส่งที่โรงเรียน แล้วตอนเย็นค่อยให้ลุงแต้มไปรับเหมือนทุกวัน” เทวาละสายตาจากข่าวที่กำลังอ่านแล้วเอ่ยกับศรัณ
“ได้ค่ะ”
“รายงานเมื่อวานเสร็จหรือยัง”
“เสร็จแล้วค่ะ” ศรัณเอ่ยรับ แต่ลึกๆ อยากให้เทวาช่วยตรวจอยู่เหมือนกัน ทว่าเห็นท่าทางชายหนุ่มดูเครียดๆ จึงไม่กล้าเอ่ยขอให้ช่วย
“ให้อาช่วยดูไหม”
“ได้เหรอคะ” แววตาของศรัณเปล่งประกายขึ้นมาทันที
“ได้สิ”
“งั้นดีเลยค่ะ ศรัณจะได้มั่นใจตอนส่งให้ครู” ศรัณยิ้มกว้างออกมา เป็นรอยยิ้มที่ทำให้เทวารู้สึกแปลกๆ อีกตามเคย ก่อนที่เธอจะก้มไปหยิบรายงานในกระเป๋าที่ทำเมื่อวานส่งให้เทวาช่วยตรวจให้
มือหนายื่นมารับรายงานไปจากมือเล็กๆ ของศรัณจากนั้นก็ก้มลงอ่านอย่างตั้งใจ เทวายิ้มออกมาอย่างพอใจกับการถอดประโยคของศรัณ เพราะเธอเก่งไม่น้อยทีเดียว ก่อนจะคอมเมนต์บอกว่าประโยคไหนที่ศรัณต้องแก้ไขบ้าง ซึ่งเธอก็ทำทันที
“ขอบคุณนะคะอาหนึ่ง”
“ไม่เป็นไร” เสียงทุ้มเอ่ยบอก จากนั้นเทวาก็ออกไปจากบ้านพร้อมด้วยศรัณ ชายหนุ่มแวะไปส่งเธอที่โรงเรียนเสียก่อน แต่เพราะเขามาในชั่วโมงเร่งด่วน จึงต้องจอดส่งศรัณแค่หน้าตึกเรียนเท่านั้น
“ตั้งใจเรียนล่ะรู้ไหม”
“ค่ะ” ศรัณพยักหน้ารับ ก่อนจะเปิดประตูลงไปจากรถคันหรูของเทวาทันที และเมื่อเข้าห้องเรียนได้แสงดาวเพื่อนสนิทของศรัณที่รอเพื่อนอยู่นานแล้วก็ตรงปรี่เข้ามาหาเพื่อนรัก
“วันนี้อาหนึ่งมาส่งเหรอศรัณ ”
“อืม...ว่าแต่แสงเห็นด้วยเหรอ”
“เห็นสิ ทำไมจะไม่เห็น แต่เสียดายที่เห็นแค่รถไม่ได้เห็นหน้าอาหนึ่งคนหล่อ” แสงดาวเอ่ยด้วยใบหน้าแดงก่ำ นั่นเพราะเธอปลื้มคุณอาเทวาสุดหล่อของศรัณ มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
แม้เทวาจะอายุมากกว่าเธอหลายสิบปี แต่เทวากลับไม่ได้ดูแก่ ออกจะเป็นผู้ชายอบอุ่นเสียด้วยซ้ำ แล้วแบบนั้นใครบ้างจะไม่อยากเข้าใกล้ เธอนี่เห็นเทวาทีไรใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะเสียทุกที
“เพ้อ!” ศรัณ ส่ายหน้าให้แสงดาว ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะเรียนหนังสือของตัวเอง เก็บข้าวของใส่ลิ้นชักให้เรียบร้อย รวมทั้งการบ้านที่ทำมาก็พร้อมส่งอาจารย์เช่นกัน
“เราไม่ได้เพ้อนะ แต่ปลื้มจริงๆ”
“ปลื้มได้ไม่ผิด แต่อย่าลืมว่าอาหนึ่งเขามีคนรักแล้วนะ”
“รู้...แต่ก็ยังปลื้ม” แสงดาวยิ้มหวานออกมา เธอรู้ว่าเทวานั้นมีคนรักอยู่แล้ว และเธอก็ไม่ได้อยากไปแย่งชิงชายหนุ่มมาเสียหน่อยก็แค่ปลื้มเท่านั้นเอง
ส่วนศรัณกลับไม่เคยเปิดเผยความรู้สึกบางอย่างออกไปให้ใครรู้ แม้กระทั่งแสงดาวเพื่อนสนิท ว่าเธอนั้นก็แอบปลื้มเทวาอยู่เช่นกัน จากความปลื้มก็ถูกเปลี่ยนเป็นความชอบกระทั่งหลงรัก
ไม่รู้จริงๆ ว่าความรู้สึกแบบนี้มันเกิดขึ้นกับเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้ตัวอีกทีหัวใจของเธอก็มีเพียงแค่เทวา ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามานั่งจับจองอยู่จนเต็มพื้นที่ แต่เพราะเขาไม่โสด ทำให้เธอต้องเจียมหัวใจ เก็บซ่อนความรู้สึกที่ไม่ควรเกิดขึ้นเอาไว้ และตั้งใจจะฝังมันให้ตายไปพร้อมกับเธอ