ในโลกของสายลับ การสืบคดีและรวบคนร้ายให้อยู่หมัด ถือเป็นงานที่มีเกียรติและน่าภาคภูมิใจ ครอบครัว ลูก เมีย และความรัก เป็นสิ่งที่ควรอยู่ให้ห่างไกลที่สุด ซึ่งถ้าให้เลือกระหว่างตายในหน้าที่กับออกเรือนแต่งงาน…
“ผมยอมตายซะเลยจะดีกว่า!”
ในยุคเทคโนโลยี โลกที่ตำรวจ สายลับ หรือแม้แต่โจร ติดต่อและล้วงข้อมูลของกันและกันได้ภายในเสี้ยววินาที โลกที่เสรีทั้งเรื่องเพศ ภาษา และ สังคม
โอ๊ย! ใครจะไปคิดว่า ผมจะถูกจับคลุมถุงชนแบบนี้! โน…โน…โนว!
อาคารที่ตกทอดมารุ่นสู่รุ่นที่แม้ไม่ได้โอ่อ่าอลังการ แต่ก็เป็นที่กล่าวขานและรู้กันดีว่าที่นี่คือ ‘บ้านหม่อมทินกร ตระกูลเก่าผู้ดีภาคใต้’
บ้านแฝดสองชั้นตั้งคู่ขนานขั้นกลางด้วยตัวตึกที่ก่อสร้างมานานเป็นร้อยปี อยู่กันมาตั้งแต่รุ่นพ่อของพ่อ ตัวบ้านตกแต่งด้วยสีและเฟอร์นิเจอร์เน้นโทนขาว ให้ความรู้สึกทั้งสะอาดและสบายตา หลังบ้านเป็นแปลงผักและสวนดอกที่ได้รับการตัดแต่งเป็นประจำอย่างดีจากเจ้าของบ้าน
แต่ถ้าวัดสีตามภาพในใจของคนที่นั่งกินข้าวอยู่ตอนนี้บอกเลยว่าบ้านหลังนี้สีเทาล้วน แถมเป็นเทาเข้มเสียด้วย
“ลูกชายคนเดียวของหม่อมทินกร นายแบบผู้แสนน่ารัก เรียบร้อย เพอร์เฟค"
"..."
"ช่างเหมาะสมกับท่านผู้พิพากษาจรัญ ราวกับ'กิ่งทองใบหยก' สมแล้วที่ไอ้เจตมันเลี้ยงลูกมันเองกับมือ ได้ดีเป็นผู้พิพากษาเหมือนมันไม่มีผิด ฮ่าๆ เพื่อนพ่อเท่เหมือนพ่อเลยใช่ไหมลูก ฮ่าๆ”
ชายวัยเกษียณผู้มีความสามารถในการชื่นชมคนอื่นมากมว่าลูกในไส้ ในชุดเสื้อโปโลสบายๆจับไหล่ลูกชายในชุดสูทสีขาวที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหารของบ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สามารถเรียกได้ว่า กล่อมประสาท
ไม่รู้ว่าชาติไหนพ่อผมจะเลิกยัดคำว่ากิ่งทองใบหยกมานิยามผมกับตานั่นสักที บางทีถ้าพ่อรู้ว่าตานั่นน่าหงุดหงิดขนาดไหน พ่ออาจจะใช้คำว่า ผีเน่ากับโลงผุแทนก็ได้ ไม่สิ ถ้าตานั่นเป็นผี ผมจะเป็นหมอผี ถ้าตานั่นเป็นโรงไม้ ผมขอเป็นศาลาวัดดีกว่า
คุณหนูตุ๊กตาบาร์บี้ ผมดำ ตัวเล็กๆ ดวงตาสีน้ำตาลประกาย ผิวสีขาวเหลืองอยากจะคายข้าวทิ้งในทันที
"แต่งมันวันนี้พรุ่งนี้เลยดีไหมลูก"
พรวด!
"แค่กๆ"
ที่ผมยอมเข้าไปใกล้ชิดตานั่น ก็เพราะตานั่นมันเกี่ยวข้องกับคดีการตายของนายเจง ถ้าต้องตบแต่งกันจริงๆ สาบานได้ว่าเขาจะได้ยาพิษใส่แก้วน้ำชนิดตรวจไม่เจอเป็นของขวัญวันแต่งงาน!
ผมชอบความยุติธรรมก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าอยากมีสามีเป็นผู้พิพากษานะพ่อ!
โบราณว่าคำบิดามารดาเป็นดั่งวาจาประกาศิต ก็คงศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เล่นเอาคนสำลักข้าวคว้าแก้วน้ำมาดื่มแทบไม่ทัน เมื่อข้าวสวยประจำบ้านเกือบติดคอตาย เพราะคำบิดาเป็นเหตุ
แกร๊ง
ช้อนส้อมถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยบนจานข้าวที่ยังคงเหลือข้าวอยู่มากกว่าครึ่ง ถ้าเขาไม่ได้กินข้าวต่อหน้าบิดา ช้อนส้อมที่ว่าคงถูกวางแบบไม่ไยดี ไม่ต้องพิรี้พิไร
ว่าที่เจ้าสาวที่ไม่สาวแต่กลับเป็นหนุ่มหล่อออกไปทางจิ้มลิ้ม ยกน้ำในแก้วทรงกระบอกขึ้นดื่ม น้ำเปล่าที่ควรจะปราศจากรสชาติ ทว่ายามได้ยินชื่อคนที่ไม่ถูกชะตาน้ำจืดก็ฝาดเฝือนคอจนยากจะกลืน
“อ้าว อิ่มแล้วเหรอลูกยา”
กระเดือกลงคอไม่ลงอะพ่อ พ่อเล่นเอาแต่พ่นชื่อตานั่นไม่หยุด
หม่อมทินกรถามเหมือนประหลาดใจ แต่คนถูกถามกลับรู้อยู่แก่ใจว่า ท่าทางอยากรู้อยากเห็นดูกระตือรือล้นเช่นนี้ เป็นอาการดีใจจนเก็บทรงไม่อยู่
“ครับ”
คนโตตาวาวรีบเดินมาเล็งสูทของลูกชาย มองซ้ายมองขวา จัดความเรียบร้อบตรงไหล่นิด ตรงเนคไทป์หน่อย
“ดีเลย งั้นเดี๋ยวพ่อให้คนไปส่งที่ทำงานของพี่จรัญนะลูก”
หม่อมทินกรผู้รอฟังคำตอบนี้มานาน รีบจับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนยัดใส่กล่องพัสดุเตรียมแพ็คส่งออกนอกบ้าน ซึ่งท่าทางกระดี๊กระด๊าปิดไม่มิดนี้ แน่นอนว่าคนมองทำได้แต่ยิ้มแห้งตอบ
นั่นไง ว่าแล้ว!
“ครับ”
รอยยิ้มแหยๆ เหมือนพินอคคิโอถูกส่งกลับไปอีกครั้ง ท่ามกลางความไม่สงสัยไม่เอะใจใดๆของคนมอง แล้วยาก็ได้แต่เตรียมตัวขึ้นรถตามระเบียบ
………………………
ถนนสายรองที่ไม่ได้ตัดผ่านตัวเมืองทำให้หมดกังวลเรื่องปัญหารถติด ท่ามกลางร้านค้าและรถเข็นขายของข้างทางของพวกชาวบ้านและนักช็อปแนวสตรีท รถสปอร์ตสีขาวคันงามแปลกตาจากคันอื่นๆกำลังเคลื่อนไปช้าๆตามเส้นถนน
ความเร็วรถนี้มันช่าง…เต่ามาก! เต่ากว่านี้อีกนิดหนึ่งได้จอดคาที่กลางถนนแล้ว!
ที่กลางเบาะด้านหลังคุณชายในชุดสูทขาว เจ้าของสีหน้าเบื่อโลก กำลังเคลื่อนนิ้วหารายชื่อปลายทางในโทรศัพท์มือถือหาอะไรทำฆ่าเวลาบนท้องถนน ที่แม้จะไม่มีรถติดก็คงใช้เวลาไม่ต่างกัน คุณลุงคนขับรถประจำบ้านขับรถเงียบๆเป็นใบ้เหมือนอย่างที่เคย ถึงในรถจะมีสองคนก็ไม่ต่างจากการอยู่คนเดียว ทุกอย่างเงียบเสียจนสามารถนั่งสมาธิได้
ติ้ด.
(ตูด….ตูด….ตูด….)
เอี๊ยด!
รถกระชากเล็กน้อยจากการที่คนขับแตะเบรกหยุดกะทันหัน คนไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยพุ่งไปข้างหน้าเล็กน้อย ดีที่เอามือซ้ายที่ไม่ได้ถือโทรศัพท์เท้ายันเบาะหน้าไว้ก่อน ก็เลยไม่ได้หัวทิ่มหัวตำ
“ขอโทษครับคุณหนู” คุณลุงคนขับรีบหันไปขอโทษขอโพยทำสีหน้าเหมือนกลัวจะโดนไล่ออก
คนตกใจนิดหน่อยยิ้มตอบส่ายหัวเล็กน้อยว่าไม่ถือสา เขาไม่ถือสาจริงๆทั้งยังคิดว่าดีแล้วที่คนขับขับช้าและที่นี่เป็นถนนนอก ถ้าเป็นเส้นหลักในเมือง คงไม่ได้มานั่งส่ายหัวใจดีใส่กันแบบนี้หรอก
(ฮัลโหลสวัสดีครับ ผู้พิพากษาจรัญครับ)
คุณลุงเมินยาหันกลับไปบังคับพวงมาลัยต่อ ส่วนยาที่กำลังฟังประโยคที่คุ้นเคยจากเจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมที่กำลังแนบหู ตอนนี้นอกจะจะไม่ห่วงเรื่องตัวเองจะเผลอไปกดตัดสายแล้ว ยังอยากจะตัดสายทิ้งด้วยตัวเองเสียด้วยซ้ำ
ชัดเลย โทรกี่ครั้งก็แบบเดิม ไม่คิดจะเมมเบอร์กันเลยสินะ หรือว่าเมมเบอร์ไม่เป็น
ยายกยิ้มขืนๆ ด้วยท่าทางที่กำลังพยายามข่มใจให้เย็นกรอกเสียงสุภาพนุ่มนวลลงสาย
“ผมว่าผมจะถึงที่ทำงานของพี่อีกครึ่งชั่วโมงครับ พี่จรัญจะฝากซื้ออะไรไหมครับ”
(...ติ้ด.)
ตัดสาย! ตัดสายเนี่ยนะ!!
โอ๊ย ไอผู้พิพากษาขี้เก๊ก เฮงซวย หล่อตายแหละ ถ้าไม่ต้องสืบเรื่องนายเจงนะ สาบานเลยว่าชาตินี้ทั้งชาติจะไม่มีวันญาติดีด้วย ไอ้งานหมั้นหมายคลุมถุงชนซังกะบ๊วยนี่นะ พ่อจะพังให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
“คุณหนูหมอบครับ!”
เอี๊ยด!
!!!
กึก!
ทันทีหลังจากสิ้นเสียงตะโกนของคนขับรถ รถหรูก็เบรกกะทันหันอีกครั้ง แถมครั้งนี้ก็ทำเอาเขาหัวทิ่มลงไปจริงๆ
สถานการณ์ไม่ชอบมาพากล คนขับก้มลงต่ำเหมือนหลบใครบางคน เนื้อตัวสั่นเล็กน้อย สีหน้าตื่นตระหนก กำลังหันมามองเขา เป็นเชิงปรามไม่ให้เงยหน้ากลับขึ้นไป สัญชาตญานบอกยาว่าด้านนอกมีอันตราย ก่อนเขาจะได้ยินเสียงปืนสองสามนัดดังแทรกเข้ามาในรถ และเสียงปืนมันก็ชัดขึ้นเรื่อยๆ
“เกิดอะไรขึ้น”
ยาไม่มีทางสับสนระหว่างเสียงปืนกับเสียงประทัด เขามั่นใจว่ามีลางร้ายบางอย่างกำลังก่อตัว ทว่าคนตอบคำถามดูบ้าบอเกินกว่าจะตอบคำถามในทันที จนยาต้องเป็นฝ่ายตะคอกเสียงดัง
“เกิดอะไรขึ้น!”
ในที่สุดคนสะดุ้งเล็กน้อยก็รู้สติ ยามองเค้นตาโต ในขณะที่ด้านนอกยังมีเสียงปืนดังเปรี้ยงปร้าง
“มีคนร้ายสองสามคนกำลังกราดยิงพวกชาวบ้านครับ”
ปึก!
มือซ้ายเอื้อมไปเปิดประตูเบาะหลังอย่างไวโดยไม่ต้องคิด แต่คนขับเอื้อมมือมาจับแขนเสื้อรั้งเขาไว้ เขาหันไปสลัดออกโดยไว
ทำไมเรื่องต้องมาเกิดแถวบ้านพ่อด้วยเนี่ย! ต้องทำตัวเรียบร้อยในสถานการณ์แบบนี้ไม่ไหวหรอกนะ
เขารู้สึกได้ถึงจังหวะนรกที่มาผิดที่ผิดเวลา แต่ถึงเขาไม่ใช่ตำรวจ แต่เลือดของผู้กล้ารักความยุติธรรมก็มีไม่แพ้กัน จะให้ยืนดู แอบดูเฉยๆ เขาทำไม่ได้และจะไม่ทำ
“คุณหนูจะไปไหนครับ อย่าไปครับ มันอันตราย!” คุณลุงพยายามรั้งสุดชีวิต ทว่าอีกฝ่ายใจร้อนเกินกว่าจะเอาน้ำลายมาหยุดได้
เจ้าของดวงตามุ่งมั่นนักสู้แง้มประตูมองลอดออกไปด้านนอกอย่างระแวดระวัง ขณะที่โทรศัพท์ที่ตกข้างตัวก็ส่งเสียงดังไม่รู้เวลา ยาหยิบมันขึ้นมากดรับสายลวกๆ
[คุณพ่อ]
ติ้ด.
“ฮัลโหลครับ พ่อครับพอดีผมทำสปาหน้าขัดผิวเตรียมไปเจอพี่จรัญอยู่ครับ เดี๋ยวผมโทรกลับนะครับ…ติ้ด.”
ยากดปิดเครื่อง โยนมันลงกับเบาะรถ เขาไม่มีเวลามาคิดเรื่องอื่นในตอนนี้ เสียงโหวกเหวกโวยวายดังมาจากฝั่งหน้ารถ ยาหาจังหวะรีบหลบลงมาอย่างกระฉับกระเฉง เมินคนในรถที่พยายามห้ามไม่ให้ไป
เมื่อห้านาทีที่แล้ว ถนนเส้นนี้ยังดูปลอดภัย คนเดินไปเดินมาซื้อของคึกคักกันอยู่เลย ตอนนี้ คนวิ่งหนีตายกันชุลมุน เสียงเรียกของแม่ค้าและเสียงต่อราคา พูดคุยกันจอแจ กลายเป็นเสียงลูกตะกั่วรัวดังแทนเสียแล้ว
ปัง ปัง ปัง
เสื้อสูทนี่มันน่าเผาทิ้งจริงๆ เกะกะรุ่มร่าม!
สองมือถอดสูทออกกองมันไว้กับพื้นถนนข้างตัวรถไม่สนราคาว่าจะซื้อมาในราคากี่หลัก สลัดคราบคุณหนูผู้เรียบร้อยอ่อนแอออกไม่เหลือ ก่อนจะค่อยๆย่องไปดูสถานการณ์สีแดงด้านหน้า
ปัง! ปัง! ปัง!
ชาวบ้านที่วิ่งกันไปมาจ้าละวันวุ่นวายต่างนั่งยองลงกับพื้นด้วยความกลัว แสงแดดร้อนแรงยามใกล้เที่ยง กระทบกับลูกตะกั่วจนเห็นวิถีกระสุนที่พวกคนร้ายมันยิงพื้นขู่ได้อย่างชัดเจน
ชายฉกรรจ์ อายุราวๆสามสิบห้าถึงสี่สิบ ในชุดนักโทษสีน้ำตาลอ่อน พกอาวุธเป็นปืนสั้นในมือ มีจำนวนสามคน ถือปืนคนละกระบอก ยืนห่างกันเป็นรูปสามเหลี่ยม ดูเหมือนคนที่ยิงปืนขู่พวกชาวบ้านจะเป็นหัวหน้า มือสนิทเป็นคนที่ดูกระฉับกระเฉงด้านหลังหัวหน้าคนร้ายเยื้องๆทางขวา ส่วนไอ้คนที่หลบแดดเข้าร่ม และอยู่ใกล้กับรถของยาที่สุดตอนนี้ น่าจะเป็น…ตัวแถม
สองคนแรกดูร่างกายกำยำใช้ได้ ไม่เหมือนคนสุดท้ายที่หุ่นผอมแห้งแรงน้อย ท่าจับปืนก็ดูเก้ ๆ กัง ๆไม่ถูกวิธี มีโอกาสสูงที่เจ้าตัวจะใช้งานไม่เป็น
“ใครมีเงินเอาออกมาวางให้หมด!”
“เฮ้ย ลูกพี่สั่ง ไม่ได้ยินกันหรือไงวะ อยากตายเหรอ!”
ยาภาวนาในใจให้พวกชาวบ้านไม่ทำตามที่พวกคนร้ายมันสั่ง แต่เหมือนเทพเจ้าจะไม่รับคำขอนั้น…
ชาวบ้านหลายคนที่กลัวคำขู่ของพวกคนร้าย ควักเงินออกมาจากกระเป๋า โยนไปที่พื้นข้างหน้าหัวหน้าคนร้าย แล้วก็รีบเอามือมาปิดหู
“ดีมาก เฮ้ย มึงไปนับดิ” ลูกพี่พยักพเยิดหน้าส่งสัญญาณให้พวกเดียวกัน
ส่วนไอ้ตัวลูกน้องมันก็ไล่เก็บทั้งแบงก์ทั้งเหรียญตามพื้นด้วยรอยยิ้มร้ายและสายตาลุกวาว ทำอย่างกับกำลังปล้นเศรษฐี พอครบแล้วก็ยืนนับเงินข้างลูกพี่โจรหน้าระรื่น
“เลวจริงๆ ไอพวกชั่ว” คนแอบดูข้างรถขาวเริ่มมองซ้ายขวาหาอาวุธและวิธีช่วยเหลือ
ลูกน้องโจรทำสีหน้าไม่พอใจหลังจากนับเงินในมือเสร็จ มันป้องหูลูกพี่โจรกระซิบกระซาบบางอย่าง บางอย่างที่ทำให้หัวหน้าโจรหน้าแดงก่ำกัดฟันโกรธ
ปัง!
“เฮ้ย! พวกมึงดูถูกพวกกูเหรอวะ แค่นี้มันจะไปพอยาไส้อะไร ถ้าพวกมึงไม่จ่าย นัดต่อไปจะเปลี่ยนจากฟ้าเป็นกะโหลกพวกมึง!”
พวกชาวบ้านที่กลัวจนตัวสั่นเอาแต่ปิดหูปิดหน้า แต่ยังไม่มีใครจ่ายเพิ่ม จนลูกสมุนโจรที่ถือเงินกระซิบกระซาบบางอย่างกับลูกพี่มันอีกครั้ง
จังหวะเผลอนี่เองที่ยาเตรียมจะเข้าไปรวบคนร้ายช่วยชาวบ้าน แต่ขาซ้ายที่ก้าวออกไป ขาขวาไม่ทันจะตามมา ก็ต้องรีบย่อตัวนั่ง เพราะวันนี้นอกจากเทพเจ้าจะไม่เข้าข้างดูเหมือนจะสาปส่งอีกด้วย
หมับ!
“กรี๊ด!”
“อย่า อย่าเอาลูกฉันไป!”
หัวหน้าโจรมันไปดึงตัวเด็กที่อยู่ในอ้อมกอดแม่ที่กอดลูกอยู่ออกมา กระบอกปืนจ่อที่ขมับหนูน้อยผู้ชายที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว แม่เด็กเอาแต่ร้องห่มร้องไห้อ้อนวอน
“ไอ้พวกกระจอก ถ้าพวกมึงไม่จ่าย กูเป่าหัวมันแน่”
โอ๊ย แค่อาวุธสามกระบอกกับมือเปล่าก็หนักแล้ว ทีนี้มีเด็กอีก เอาไงดีวะ ไอพวยขยะสังคม สาบานเลยว่างานนี้นอนคุกสถานเดียว
แซ่ด แซ่ด
เสียงพวกชาวบ้านเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้นาฬิกา กระเป๋าตังค์ แหวน สร้อย ของมีค่าต่าง ๆ ล้วนถูกโยนออกมาข้างหน้าจนหมดในทันที ยกเว้น จาก…แม่เด็ก
“ชาติชั่ว พวกแกต้องไปตายคาคุกกันให้หมด เดนสังคม” คนโมโหเริ่มทำตามแผน เขาเอื้อมเอาเสื้อสูทขาวตัวนอกที่ถอดออกห่อก้อนหินขนาดเท่ากำปั้น
เสียงอื้ออึงของพวกชาวบ้านทำให้เขาแอบย่องไปใกล้ขึ้นได้โดยที่ไม่มีใครสนใจ พอได้ระยะ เสื้อสูทห่อก้อนหินก็ถูกปาเข้าไปกลางวงสามเหลี่ยมของพวกโจร
“ในเสื้อสูทมีระเบิด!”
“กรี๊ด!!!!!”
พอสิ้นเสียงตะโกน ชาวบ้านก็วิ่งแตกตื่นหนีตาย พวกโจรก็เพ่งความสนใจไปที่สูทขาว ยาเข้าไปล็อกคอเจ้าโจรผอมในทันที เขาแย่งปืนในมือโจรผอมมาจ่อหลังมันแทนอย่างง่ายดายราวกับจับวาง
“ปล่อยเด็กซะ”
ฟิ้ว~
สายลมพัดหวิวผ่านรอยยิ้มแสยะร้ายของหัวหน้าโจรที่มองมาอย่างไม่ยำเกรง
ชาวบ้านที่หนีตายไปกันหมดทำให้ตรงนี้ไม่เหลือคนให้พวกมันปล้น นอกจากยา และแม่เด็ก แต่ทำไมพวกมันถึงยกยิ้มราวกับเป็นต่อ
ทว่าคำถามในใจของยาก็ได้รับคำตอบทันที
!!!
ตุบ!
ไอ้โจรมือขวามันเล่นทีเผลอลอบเข้ามาทางด้านข้างหวังจะจัดการกระชากยา ดีที่ยาเคยฝึกต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน ทำให้ประสาทสัมผัสรับรู้ได้ไวกว่าปกติ เขาถีบยอดอกหมาลอบกัดจนมันนอนหงายหลังแอ้งแม้งกับพื้น
ปัง!
อุ้ย พลาดไปนิด
คนที่คิดจะยิงเฉียดๆให้อีกฝ่ายกลัวแต่เพราะ คนที่ถูกล็อกแขนดันดิ้นตอนที่กำลังลั่นไกพอดี เพื่อนมันเลยโดนยิงเจาะขาเต็มๆ
“โอ๊ย!”
โอ๊ย แบบนี้ต้องโดนตำรวจสอบแน่ วุ่นวายจริงๆ ถ้าผมบอกตำรวจว่ายิงปืนไม่เป็น ตำรวจจะเชื่อไหมเนี่ย!
“มะ…มึงเป็นใครวะ แส่อะไรด้วย”
หัวหน้าโจรที่ดูเก่งกาจวางอำนาจเริ่มสติแตกเมื่อเห็นลูกน้องตัวเองนอนจับขาที่โดนยิงเลือดไหลไม่หยุดอยู่กับพื้น มือที่จับปืนจ่อหัวเด็กเองก็เริ่มสั่นเล็กน้อย ถ้าไม่สังเกตคงดูไม่ออก แต่แน่นอนว่า ยาดูออกในปราดเดียว
“ปล่อยเด็ก!” ยาตะคอก
“สรุปว่าในสูทนี่ไม่มีระเบิดช้ะ มึงตอแหลใช่ไหม” คนที่เอาปืนจ่อเด็กสติแตก ดวงตาเริ่มล่อกแลกอยู่ไม่สุข
ฉิบหายแล้วไง ไอ้คนร้ายมันเริ่มรู้ทันแล้ว ต้องรีบทำไรสักอย่างก่อนจะผิดแผนมากกว่านี้
“พี่ช่วยผมด้วย” คนที่โดนยาล็อกแขนเริ่มโวยวาย
“จะหนีตอนที่ระเบิดยังไม่ทำงานหรือจะตายตรงนี้พร้อมเด็ก”
ถ้าการสันนิษฐานถูกต้อง มันจะต้องทิ้งเด็ก ทิ้งลูกน้องเอาตัวรอดคนเดียวแน่
“พี่ช่วยผมด้วย”
“โอ๊ย ขากู”
“...” มันลังเลมองเพื่อนอีกสองคน
ผลั่ก!
เด็กถูกผลักอย่างแรง แม่เด็กเข้าไปรับไว้ในอ้อมกอด หัวหน้าคนร้ายเอาปืนเล็งยาอย่างระแวง แต่ก็ทิ้งเพื่อนทิ้งเด็กรีบวิ่งไปขึ้นรถจักรยานยนต์เตรียมหลบหนี
“พี่มาช่วยผมก่อน”
"ไม่ปล่อยให้รอดหรอก"
ยาสับหลังคอโจรผอมที่เอาแต่ขอความช่วยเหลือจนมันสลบลงพื้น และเตรียมยิงสกัดหัวหน้าโจรด้วยกระสุนนัดสุดท้าย
“มึงทำกู!”
ไอ้โจรเจ็บขามันเตรียมลั่นไกใส่ยาด้วยความโกรธแค้นที่สื่อออกมาทางแววตา
ปัง!
คนไหวตัวทันเบี่ยงหลบแล้วชิงยิงมือมันก่อน ปืนจึงกระเด็นหลุดมือไป จากนั้นยาก็รีบวิ่งไปแย่งปืนนั้นมายิงล้อรถที่ลูกพี่โจรขับหลบหนีแทนกระบอกที่กระสุนหมดพอดี
ปัง ปัง ปัง
โครม!
หัวหน้าโจรรถล้มพุ่งเข้าข้างทาง มันพยายามวิ่งหนี
“ใครก็ได้เรียกตำรวจที!” ยาตะโกน ทว่าชาวบ้านอาจจะไปแจ้งตำรวจสักพักแล้ว ไม่ทันจะสิ้นเสียงตำรวจก็บุกชาร์จพื้นที่ทันที
…………………
ยาให้ปากคำตำรวจเรียบร้อยก็เดินไปหาลุงคนขับรถที่ตอนนี้ลงมายืนข้างทางข้างๆแม่และเด็กที่ถูกจับเป็นตัวประกัน หญิงสาวหน้าตาดีวัยทำงานในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนเดินออกมาทำท่าเหมือนมีเรื่องจะคุยด้วย
คนจะรีบไปสืบคดีต่อจากผู้พิพากษา เดินเลี่ยงไปทางรถยนต์ แต่แม่เด็กก็เข้ามาจับมือยาไว้
อุตส่าห์จะหนีแล้วนะ!
“ขอบคุณมากนะคะ ถ้าไม่ได้คุณชายช่วยไว้คงแย่” หญิงสาวโค้งตัวก่อนลูบหัวลูกชายตัวเท่าเอวป้อยป้อย
งั้นคุยด้วยหน่อยแล้วกัน
“คุณแม่…” ยาส่งยิ้มหวานไปให้ ก่อนจะหุบลงเป็นใบหน้ายักษ์แทบไม่ทัน “นี่ลูกแท้ๆหรือเก็บมาเลี้ยงครับ”
“นี่ลูกแท้ๆหรือเก็บมาเลี้ยงครับ”
คนที่ขึ้นเสียงราวกับกำลังเป็นเมียน้อยยืนด่าเมียหลวง ส่งเสียงดังลั่น จนคนขับรถที่มายืนข้างๆยังตกใจ คนที่อยู่ใกล้ๆ พวกชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาถึงกับถอยห่าง หญิงสาวที่ฟังถึงกับอ้าปากค้าง
คนที่ยอมเสี่ยงตายไปช่วยเด็ก พอเห็นแม่เด็กทำตัวเหมือนไม่สำนึก ไม่รู้สึกรู้สาแล้วมันอดไม่ได้จริงๆ
“วันหลังเลี้ยงลูกนอกจากจะดูแลลูกแล้วก็ต้องดูแลจิตใต้สำนึกตัวเองหน่อย”
“....”
หญิงสาวมองคนหัวเสียตาไม่กะพริบ ไม่ได้มีท่าทางเกรงกลัวแต่ออกไปทางประหลาดใจ
“เป็นแม่ภาษาอะไร ตอนที่คนอื่นเขายอมถอดสร้อยถอดแหวน เธอมัวแต่ทำอะไรอยู่ เธอเป็นแม่เขานะ คิดอะไรอยู่หา!”
“คือ…ฉัน…”
“เงียบ! ไม่ต้องเถียงนะ” ยาตวาดใส่แม่เด็กที่กำลังจะอ้าปากแก้ตัว “ถ้าโจรมันไม่ใจป๊อดแล้วฆ่าเด็กขึ้นมาจริงๆ เธอ..ฮึ๋ย!….” ยาหยุดพูดด้วยความหงุดหงิดอารมณ์เสีย
หลังจากหมดคำจะพูดกับแม่เด็กที่ดูจะเกินเยียวยา เจ้าตัวก็ย่อตัวลงนั่งยองตรงหน้าเด็กน้อย มองเด็กชายคนเก่งที่กำลังส่งยิ้มอ่อนให้เขา
ท่าทางของเด็กน้อยทำให้ยาที่เตรียมจะโอ๋เด็กเต็มที่ชะงักเล็กน้อย เด็กชายคนเก่งไม่มีอาการหวาดกลัวหรือทีท่าว่าจะร้องไห้สักแอะ ไม่รู้ว่าน้องยังไม่รู้ความหรือว่าข้างในช็อกจนกระทบกับระบบประสาทและสมองไปแล้ว
“กลัวไหมครับ คนเก่ง”
เด็กน้อยส่ายหัวเบาๆทำตาโตแป๋วใส่เหมือนหุ่นยนต์น่ารักๆตัวหนึ่ง
“ไม่กลัวครับ พี่ชายเท่มากๆเลย” น้องยิ้มให้แทนคำขอบคุณ “แถมสวยด้วย”
ราวกับเขาถูกไฟช็อตจนนิ่งไปแล้ว คำชมที่ผ่านเข้าหูมันดูแปลกพิลึกจนเจ้าตัวที่ไม่มีสกิลการเข้าสังคมเท่าไหร่ แอบรู้สึกประหม่า
ต้องรู้สึกยังไงที่เด็กชมว่าสวยเนี่ย!
คนทำหน้าไม่ถูกเอามือซ้ายมาปิดตาตัวเองมองผ่านร่องนิ้ว มือขวายีหัวเด็ก ก่อนยืดเหยียดตัวขึ้นยืนตรง
ตั้งแต่เล็กจนโตยาไม่ค่อยได้คุยกับคนอื่นแบบเป็นตัวเองเท่าไหร่ ยิ่งกับคนแปลกหน้ายิ่งวางตัวไม่เป็น ยาเดินกลับไปที่รถขาวคันงามอันดูจะเป็นเซฟโซนในตอนนี้ คุณลุงเปิดประตูหลังรอต้อนรับแบบมืออาชีพ
“คุณหนูโอเคแน่นะครับ”
“ครับ” ยาพยักหน้าตอบ แต่ว่า…
สภาพเนี้อตัวมอมแมมกับสูทยับเยินจะไปหาเจ้าบ้านั้นยังไงละเนี่ย!
ตอนนี้สีหน้าที่บอกว่าโอเค เริ่มไม่โอเคแล้วสิ…
………………….
คาเฟ่ข้างๆศาลยุติธรรม ตกแต่งสไตล์เรือนกระจกที่ด้านในมีแมกไม้ธรรมชาติ เน้นจำพวกเฟิร์น ให้ความรู้สึกทั้งร่มรื่นและเฉอะแฉะพิลึก แต่นี่ก็ทำให้มีลูกค้ามากหน้าหลายตา มาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศตามจุดต่างๆอย่างกับว่าที่นี่เปลี่ยนจากร้านกาแฟเป็นแลนด์มาร์ก
“ฮ่าๆ เธอเนี่ยนะ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ”
ไม่ใช่ว่ายาไม่เลือกคบคนนะ แต่บางทีก็ดูจะเลือกไม่ได้ ยิ่งเขามองหญิงสาวเจ้าของร้านที่อายุเท่ากัน กำลังนั่งร่วมโต๊ะ ฟังเรื่องเล่าสุดซวยของวันนี้แล้วหัวเราะร่า ยิ่งรู้สึกว่ามาผิดที่จริงๆ 'แก้ว' เจ้าของร้านกาแฟและเป็นเพื่อนสาวแสนสนิทสนม ตั้งแต่สมัยเรียนประถม ไม่รู้ว่าโชคลาง พรหมลิขิต หรือคำสาปอะไรที่ทำให้ทั้งคู่มักจะวนเวียนอยู่ใกล้กัน จนเลิกคบกันไม่ได้จนถึงทุกวันนี้
“สรุปว่ายามาขอความช่วยเหลือถูกคนไหมเนี่ย” คนทำสี่หน้าบูดอยู่ตอนนี้เพราะเบื่อเพื่อน
“ฮ่าๆ ถูกจ้า พ่อหนุ่มสายลับ”
ยารีบเอามือไปปิดปากคนเสียงดังที่เน้นคำว่า สายลับราวกับจะประกาศให้คนทั้งร้านรู้ความลับของเขาอย่างนั้นแหละ ดีที่พอเจ้าตัวมองซ้ายมองขวาแล้วพบว่าไม่มีใครสนใจ
“ชู่ว…จะพูดทำไมเนี่ย” พอเอ็ดเรียบร้อยก็ดึงมือออก
ผมไม่ได้อยากจะให้แก้วไปโพทนาหรอกนะ ก็พอรู้ว่าเจ้าตัวชอบพูดอะไรไม่คิด แต่ที่ตอนนั้นยอมบอกให้แก้วรู้เอาไว้ เพราะคิดว่าต่อไปต้องพึ่งพาอาศัยกันก็ไม่อยากปิดปัง
“โทษที”
คนทำสีหน้าสำนึกผิดไม่ได้ตั้งใจพูดเสียงดัง ยาพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะก้มลงมองเสื้อผ้าตัวเอง สูทสีครีม กางเกงสแลคสีครีมและรองเท้าขาว ดูเข้ากัน
“ขอบใจนะ เรื่องชุด”
“เธอใช้ร้านฉันเป็นห้องแต่งตัวประจำอยู่แล้วนี่ ช่างมันเถอะ เอาเป็นว่า ฉันไม่ให้เด็กในร้านไปยุ่งกับห้องเก็บของหลังร้าน ไม่ได้แปลว่าเธอจะขนเอาเสื้อผ้าหรือพวกอาวุธกับเครื่องดักฟังมาเก็บไว้ที่นี่ตามใจชอบนะ”
“โอ๊ย บ่นเป็นยายแก่ไปได้”
เพื่อนที่ไหนเขาคิดเล็กคิดน้อยบ่นเป็นยายแก่จุกจิกแบบนี้เนี่ย ยาจำไม่เห็นได้เลยว่ามีเพื่อนขี้บ่นแบบนี้ตอนไหน แถมยังทำสายตาราวกับเป็นสารวัตรตำรวจกำลังคาดคั้นเขาอย่างนั้นแหละ
“ก็ถ้าไม่อยากให้ฉันบ่นก็บอกความจริงกับพ่อเธอสิจ๊ะ ว่าเธอไม่ได้เป็นนายแบบอิสระน่ะ”
พอยาได้ยินเรื่องนี้เขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ หันกลับไปหยิบช้อนคนแก้วกาแฟที่ไม่ได้รับการใส่ใจตรงหน้า เขาคิดภาพไม่ออกเลยว่าถ้าหม่อมทินกรรู้เรื่องนี้เข้าจะเป็นเช่นไร เอาจริงๆตามวิชาชีพแล้ว ยิ่งคนรู้น้อยเท่าไหร่ยิ่งดี
“ที่ยาเดินทางนี้ก็เพราะว่าอยากแข็งแรงพอที่จะปกป้องพ่อ ไม่ให้ถูกใครทำร้ายแล้วหนีไปเหมือนตอนเด็กๆ”
“ฉันยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมเธอสอบผ่านตำรวจแล้วถึงไม่เอา กลับมาทำงานอะไรลับๆล่อๆแบบนี้”
ก่อนหน้าที่ยาจะมาเป็นสายลับ เขาเคยเข้าสอบข้าราชการตำรวจมาก่อน แต่แน่นอนว่าบิดาเขาคิดว่าเขาเป็นเด็กเรียบร้อย ดังนั้นถ้าเจ้าตัวรู้ว่าลูกชายที่ฝากฝังจะให้แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา ควงปืนออกไปจับผู้ร้าย จับโจร คงได้ใช้อำนาจบีบให้ออกจากงานเป็นแน่
“โอ๊ย แกก็รู้ว่าพ่อเป็นใคร ถ้ายาไม่ทำงานนี้ พ่อยกหูกริ๊งเดียวก็สืบรู้แล้ว พ่อยาไม่ชอบความรุนแรง อีกอย่าง….ยาก็ไม่อยากให้เขาเสี่ยงอันตราย” ยาหยุดคนกาแฟ แล้วยกแก้วอุ่นขึ้นจิบ “ไม่รู้อะดีแล้ว”
“แล้ว….กับท่านผู้พิพากษารูปหล่อล่ะจ้ะ ใครๆก็รู้ว่าเขาน่ะ ฮอตในหมู่สาวๆ ทั้งหล่อทั้งรวย หน้าที่การงานก็ดี เท่ ไม่เคยมีประวัติเสีย แถมยังว่ากันว่าตัดสินทุกคดีอย่างยุติธรรม ตรงยิ่งกว่าไม้บรรทัดเสียอีก”
แก้วกับจรัญไม่เคยเจอกันแท้ๆ แต่แก้วทำตัวเหมือนเป็นแฟนคลับคนคนนั้น พูดพร่ำเพ้อราวกับเจ้าหมอนั่นเป็นพระเจ้า จนยาที่ฟังถึงกับยกปากส่ายหน้าหรี่ตารัวๆ
“โอ๊ย ไม้บรรทัดหักอะสิไม่ว่า”
“แกว่าอะไรนะ”
ยาส่ายหัว
“แกไม่ต้องรู้สักเรื่องได้ไหม เอาเป็นว่า ยากับตานั่นไม่มีทางเป็นอย่างอื่น นอกจาก…”
“จากอะไร”
พอยานึกถึงความสัมพันธ์ที่ผ่านมากว่าสองสามอาทิตย์ที่คุยกัน เจ้าตัวก็นิยามความสัมพันธ์นี้ได้ในทันที
“ความสัมพันธ์แบบนายพรานกับเหยื่อ”
จรัญอาจจะเป็นคนร้ายคดีของนายเจงที่เขากำลังตามหาอยู่ก็ได้ และแน่นอนว่า นายพรานอย่างเขาจะไม่ตกหลุมรักเหยื่ออย่างแน่นอน งานนี้มีแต่ผู้ล่าและผู้ถูกล่าเท่านั้น.
………………..