พักสมอง
ผับคนรักเสียงเพลง ของบุรินทร์
เสียงเพลงที่ดังกระหึ่มลั่นไปทั้งฮอลล์ กับเสียงผู้คนที่มาเที่ยวผ่อนคลายในยามราตรี
นายบุรินทร์ บูรณะภากร เดินเข้าไปในห้องทำงานของตัวเอง ในห้องนั้นบุผนังเพื่อลดเสียงภายนอกให้เบาลง เขานั่งลงไปที่หน้าจอโน้ตบุ๊ก และเปิดมันขึ้นมา เขาเข้าอีเมล และเปิดรูปภาพของอรุณวนาในอิริยาบถต่าง ๆ ที่นักสืบที่เขาให้ไปจัดการสืบเรื่องของเธอมาให้
‘ผู้หญิงคนนี้ไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลยสักนิด งานที่ทำ ก็คงทำเงินให้หล่อนได้ไม่มาก แล้วไอ้น้องชายก็คงมาเกาะพี่บูเพื่อหวังรวยทางลัด หึ... เธอจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่น้องชายของเธอทำก็แล้วกัน แม่อรุณวนา’
บุรินทร์กำลังคิดหาแผนการอันแยบยลที่เขาจะต้องทำทุกอย่างตามที่เขาหวังเอาไว้
เขาอ่านข้อความที่พี่สาวคนเดียวส่งมาให้ครั้งแล้วครั้งเล่า ข้อความนี้ถูกส่งไปให้เขาตอนที่เขาไปทัวร์อยู่ที่ยุโรปสิบห้าวัน ตอนนั้นเขายอมรับว่าตกใจมาก และพยายามติดต่อกับพี่สาวของเขาทุกวิถีทาง แต่เหมือนอีกฝ่ายจะปิดกั้นไม่ยอมรับสายของเขา บุรินทร์เจ็บใจนัก ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมบูรณีทำแบบนี้ และเขาไม่เคยรู้ข่าวเกี่ยวกับการรักกันของคนทั้งคู่มาก่อน
(พี่จดทะเบียนแล้ว ทุกอย่างพี่ทำลงไป พี่ยืนยันได้ว่า มันเป็นความรัก และเรื่องนี้พี่ไม่อยากทำให้เอิกเกริก จึงตัดสินใจอยู่กินกับอติคุณ พี่หวังว่า บิลคงจะเข้าใจพี่นะ บิลกลับมาจากยุโรป เราสองคนค่อยคุยกัน แล้วพี่จะแนะนำให้บิลรู้จักกับนาย นายน่ารัก และที่สำคัญ เขารักพี่ ถึงแม้ว่าเขาจะอายุน้อยกว่าพี่สิบปี พอดี แต่พี่ก็เชื่อว่า เขารักพี่ และเขาได้พิสูจน์ให้พี่เห็นแล้ว รักบิลนะ พี่บู)
“อายุน้อยกว่าสิบปี มันจะรักพี่จริงได้ยังไงล่ะ พี่บู มันรักเงินของพี่นะสิ” เขากำมือแน่น
‘อยากจะเห็นหน้าไอ้ผู้ชายคนนั้นจัง ๆ นัก แล้วจะถามเอาความจริงมาให้ได้ คอยดูก็แล้วกัน’
บุรินทร์ไม่เชื่อหรอกว่า อติคุณจะรักพี่สาวเขาด้วยใจจริง พวกนี้ต้องเป็นสิบแปดมงกุฎที่ต้องการเข้ามาหาผลประโยชน์และกอบโกยเอาเงินทอง เพราะว่าความใจดีของพี่สาวของเขาแน่ ๆ
‘แล้วเราจะได้เห็นดีกัน’
ที่บ้านของอรุณวนา เธออาบน้ำและเข้านอนแล้ว
ทันใดนั้น
ติ๊ง ติ๊ง มีเสียงข้อความเข้า
(ยายนาอยากได้เช็คไหม ค่านิยายนะ) ข้อความที่ส่งมาจาก บก. แฟรงค์ เธอรีบกระเด้งตัวลุกมานั่งบนที่นอนในทันที
(อยากได้สิคะ) พร้อมกับสติกเกอร์หน้ายิ้ม
(งั้นออกมาเจอกันสิ พี่กำลังจะพาน้อง ๆ ที่ออฟฟิศไปแดนซ์กัน นาก็ต้องมาด้วย เธอคร่ำเคร่งเรื่องปั้นต้นฉบับมานานแล้วนะ)
(ไปแดนซ์หรือคะ)
(อืม ก็ใช่นะสิ 555++)
(ทำไม แกคิดว่าพี่แก่ จนไม่มีแรงเต้นหรือยังไง)
(เปล่าค่ะ แต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก พี่แฟรงค์รู้ไหมคะ ว่าหนูนะเป็นเท้าไฟมาก่อน)
(อู้ย ๆ ไม่อยากจะเชื่อ ยายเฉิ่ม อิอิ)
(หื้อ มาดูถูก แม่สาวเท้าไฟซะแล้ว คอยดูหนูจะแปลงโฉมเป็นสาวสวย จนพี่แฟรงค์ต้องตะลึงเลยค่ะ)
(โอเค ได้สิ จะคอยดู)
(มาเจอกันที่ ผับคนรักเสียงเพลง รู้จักใช่ไหม ที่เราต้องผ่านทุกครั้ง ก่อนจะมาถึงที่ออฟฟิศของพี่น่ะ)
(จำได้ค่ะ รู้จักค่ะ)
(เดี๋ยวเจอกัน)
(โอเค บาย ๆ) พร้อมส่งสติกเกอร์โบกมือให้
อรุณวนารีบลุกขึ้นไปแต่งตัว เธอตรงดิ่งไปที่ตู้เสื้อผ้าที่เก็บชุดสวย ๆ เธอเป็นพวกอดใจไม่ได้ เมื่อเลื่อนหรือว่าไถเฟซฯ ผ่าน เวลาที่มีโฆษณาเกี่ยวกับเสื้อผ้าขึ้น เธอจำต้องเปิดดูทุกครั้ง และอรุณวนาจะเสียเงินไปกับเรื่องพวกนี้พอสมควร
หญิงสาวเลือกที่จะหยิบชุดสีเหลืองที่เธอคิดว่า เธอจะมีโอกาสได้ใส่มันหรือเปล่าตอนที่เธอซื้อมา รอยยิ้มฉายชัดบนใบหน้า
“ได้ใส่แล้ว จะทำให้พี่แฟรงค์ และคนที่ออฟฟิศตะลึงไปเลยล่ะ” เธอหัวเราะออกมา
พลางสวมใส่ชุดนั้นอย่างบรรจง และนั่งลงไปที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หยิบเครื่องสำอางที่เธอซื้อเก็บเอาไว้ขึ้นมาแต่งแต้มบนใบหน้า
เวลาที่อรุณวนาเครียดจากการเขียนหนังสือ เธอก็จะมานั่งตรงนี้ และเปิดคลิปวิดีโอจากยูทูบ เรื่องการแต่งหน้าในแบบต่าง ๆ ซึ่งเธอฝึกฝนจนชำนาญ เรียกได้ว่า แต่งได้เนียนกริบ ยิ่งกว่าให้น้องฉัตร ช่างแต่งหน้าชื่อดังมาแต่งให้เสียอีก
เมื่อแต่งหน้าเสร็จ หญิงสาวมองตัวเองในกระจกอย่างชื่นชม
“ใครบอกว่า ฉันไม่สวยนะ ฮา... ที่จริงแล้วฉันเป็นคนสวยคนหนึ่ง” เธอพูดกับตัวเอง การชมตัวเองนี่แหละ มันให้กำลังใจและใส่ความเชื่อมั่นได้ดีที่สุด
อรุณวนาเดินไปหยิบกระเป๋าสะพายใบสวยที่ไม่เคยใช้เลยออกมาจากถุง มันเป็นสีดำตัดกับสีของชุดที่เธอใส่ แต่มันก็เข้ากันได้ดี และเธอก็เลือกรองเท้าส้นสูงส้นแหลม แต่ไม่สูงมาก เพราะคิดว่าจะไปเต้นให้กระจาย
หญิงสาวเดินมามองตัวเองในกระจกบานใหญ่ที่ซื้อมาติดอยู่ที่ตรงประตู ก่อนจะเดินเฉิดฉายออกไปจากบ้าน เธอมุ่งตรงไปที่ปากทาง แล้วโบกเรียกแท็กซี่ที่ผ่านมา แล้วบอกคนขับถึงจุดหมายปลายทางแก่คนขับ
เมื่อไปถึงที่ผับ อรุณวนาเดินเฉิดฉายด้วยความมั่นใจเข้าไปข้างใน เสียงเพลงที่เปลี่ยนจังหวะจากเร็ว ๆ ตอนนี้นักดนตรีกำลังบรรเลงเป็นเพลงช้า ๆ สลับกับจังหวะมัน ๆ อยู่ เธอสอดส่ายสายตามองหาพวกของแฟรงค์ แล้วก็เจอ
“ทางนี้” แฟรงค์ส่งเสียงเรียก อรุณวนาจึงเดินเข้าไปหาเขา และน้องในออฟฟิศที่รู้จักกันอีกสี่คน มาย เป้ รักษ์ และดล
“โอ้โห สวยจังเลยคะพี่นา ไม่เคยเห็นแต่งตัวแบบนี้เลยนะคะ”
“ใช่ นึกว่านางแบบหลุดออกมาจากนิตยสารซะอีก” น้อง ๆ พากันแซว
“ไม่น่าเชื่อแฮะ จากยายเฉิ่มเชย จะแปลงโฉมเป็นเจ้าหญิงแสนสวยแบบนี้” พี่แฟรงค์ถึงกับจ้องเธอตาเป็นมัน
รวมแกงค์
“สวัสดีค่ะพี่แฟรงค์ แหม... พี่ก็พูดเกินไปค่ะ” พูดจบเธอก็แบมือยื่นไปตรงหน้า จุดประสงค์ที่เธอมาที่นี่ก็เพราะค่าต้นฉบับนิยายที่ส่งไป
แฟรงค์ส่ายหน้านิด ๆ แล้วล้วงมือไปในกระเป๋า พร้อมกับหยิบซองที่ใส่เช็คออกมายื่นให้กับหญิงสาว อรุณวนารับซองนั้นมา แล้วเปิด พอเห็นตัวเลขที่แฟรงค์เขียนให้ก็ยิ้ม พลางยกมือไหว้ กล่าวขอบคุณเขายกใหญ่
“งกนี่ ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ ได้ข่าวว่า นายน้องชายของนา แต่งงานกับเศรษฐินีไม่ใช่หรือ ต่อไปเราก็ไม่ต้องหาเงินงก ๆ แล้วละซิ”
“ไม่เกี่ยวกันสักหน่อยค่ะพี่แฟรงค์ น้องก็ส่วนน้อง นาก็ส่วนนา นาดีใจนะคะที่นายแต่งงานไปซะได้ จะได้ออกไปจากอกของนาสักที ต่อไปนาก็เป็นไท อยากจะทำอะไรตามใจตัวเองก็ได้ หายห่วงไปแล้วค่ะ”
“ดีใจด้วยนะ”
“ดีใจด้วยนะคะพี่นา”
“งั้น เราก็มาฉลองกับความเป็นไทของยายหนูนากันวันนี้”
ทุกคนพากันยกแก้วของตัวเองขึ้นมาแล้วชนกัน และตอนนี้ในผับก็เป็นเสียงเพลงเป็นจังหวะโจ๊ะ ๆ ทุกคนในโต๊ะ จึงลุกขึ้นมายักย้ายส่ายสะโพก ทุกคนดูสนุกสนานกันมาก
บุรินทร์ที่มองออกมาจากกระจกใสที่ทำให้เขาเห็นไปทั้งผับนั้น เขาสะดุดตากับผู้หญิงในชุดเหลืองที่กำลังเต้นอย่างเมามัน และไม่แคร์อะไร ชุดที่เธอใส่มันทำให้เธอโดดเด่น เพราะในร้าน ทุคนแทบจะใส่เสื้อผ้าเป็นโทนสีทึบ ๆ ดำ ๆ เสียมากกว่า เธอคนนั้นดูสวยและเซ็กซี่ แต่เมื่อเธอคนนั้นหันหน้ามาทางที่เขายืนอยู่ บุรินทร์ก็แทบขยี้ตา
‘หึ... ยายพี่สาวของนายอติคุณหรือ’
เขาไม่แน่ใจ แต่ใบหน้านี้ ทำให้ชายหนุ่มถึงกับต้องเดินกลับไปที่โต๊ะ แล้วหยิบเอารูปถ่ายของอรุณวนาในอิริยาบถต่าง ๆ ที่นักสืบส่งมาให้ดูอีกครั้งหนึ่ง แล้วกลับไปที่หน้าต่าง แต่ผู้หญิงในชุดเหลืองนั้น กับกลุ่มเพื่อนก็อันตรธานหายไปเสียแล้ว เขารีบก้าวขายาว ๆ ของเขาออกมาจากห้องทำงานทันที
‘ยายคนนั้นไปไหนแล้วเนี่ย’ เขาตรงไปที่โต๊ะตัวนั้น และมองหาผู้หญิงชุดเหลือง เขาไม่มั่นใจนักว่าใช่ยายอรุณวนา พี่สาวของนายอติคุณหรือเปล่า
“พวกที่นั่งอยู่โต๊ะนี้ไปไหนซะแล้ว” เขาหันไปหาพนักงานที่ทำงานอยู่ตรงนั้น
“เช็กบิล จ่ายเงิน แล้วก็กลับแล้วครับคุณบิล”
“เหรอ” เขารีบเดินเร็วออกไปด้านหน้าในทันควัน
กลุ่มของอรุณวนากำลังเอ่ยร่ำลากันอยู่
“ให้พี่ไปส่งไหม” แฟรงค์เอ่ยถาม เพราะเริ่มเห็นในความสวยและน่ารักของอรุณวนาแล้ว
“โอ้ย ไม่ต้องมาทำขี้หลีกับน้องกับนุ่งเลยนะคะ ฮา...” เธอหัวเราะออกมาอย่างมีจริต
“ก็พี่นาเล่นแต่งตัวสวย และทำตัวน่ารักแบบนี้ พี่แฟรงค์ก็ถูกใจนะสิ”
“ใช่”
“ฮา...” ทุกคนต่างส่งเสียงหัวเราะ ที่ได้เห็นอรุณวนาทำท่าเขิน
“มายขับรถดี ๆ นะ พาพี่แฟรงค์ส่งกลับไปให้เมียแกถึงบ้านด้วย”
“ค่ะ ไป! ไป! ขึ้นรถกันได้แล้ว” มายผลักหลังหนุ่มให้ขึ้นรถ แล้วเธอก็ไปนั่งประจำที่นั่งคนขับ
“กลับถึงบ้านปลอดภัยนะคะ” อรุณวนาโบกมือลาทุกคน ที่พากันกดกระจกลงมาแล้วส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว
เธอยืนยิ้ม มองรถที่มายขับออกไปจนลับตา วันนี้ เธอรู้สึกได้ปลดปล่อยความเซ็ง ความเมื่อย และทุกอย่างที่อึดอัดในใจออกมาจนหมด
“เฮ้อ... หลังจากนี้ ค่อยมีแรงทำงานขึ้นมาอีก ดีนะที่ได้ออกมาแดนซ์ซะบ้าง ต้องหาเรื่องมาปลดปล่อยที่นี่บ่อย ๆ แล้ว เปิดเพลงสนุก แล้วก็นักร้องเสียงดี๊ดี” เธอพูดคนเดียวเพราะความเคยชิน
“อรุณวนา” เสียงทุ้มเรียกชื่อเธอจากด้านหลัง
“ค่ะ” เธอขานรับ เจ้าของชื่อถึงกับหันหน้ากลับไปมองคนที่เรียกเธอขึ้นในทันที สายตาของทั้งสองคนประสานกัน บุรินทร์ถึงกับยิ้มแสยะออกมา ‘ใช่ แม่คนนั้นจริง ๆ ด้วย พี่สาวของนายอติคุณ’
“คุณเรียกฉันหรือคะ” เธอถามเขา มองหน้าของบุรินทร์แบบแปลกใจ เพราะเธอมั่นใจได้ทีเดียวว่า เธอไม่เคยเห็นหน้าผู้ชายคนนี้มาก่อนในชีวิต
บุรินทร์ค่อย ๆ เดินเข้ามาหาเธอ
“คุณอรุณวนา” เขาหยุดตรงหน้าของเธอ แล้วเรียกชื่อเธออีกครั้ง
“ใช่ค่ะ แล้วคุณ...” เธอเอียงหน้ามองเขา เพราะยิ่งมองยิ่งมั่นใจว่าไม่เคยเจอหรือว่า รู้จักผู้ชายคนนี้มาก่อน
“ยินดีที่ได้รู้จัก” เขายิ้มเย็น จ้องมองดวงหน้าของเธอแบบเปิดเผย
อรุณวนาแปลกใจมากกว่าเดิมไปอีก “ฉันคิดว่า ฉันไม่เคยรู้จักคุณมาก่อน ไม่ทราบว่าคุณเป็นใครคะ” เธอถามเขาออกไปตรง ๆ
ร่างสูงโปร่ง หน้าตาดี และการแต่งเนื้อแต่งตัวของเขาบ่งบอกฐานะของเจ้าตัวได้เป็นอย่างดี อรุณวนาเชื่อมั่นว่า เธอไม่เคยไปมีปฏิสัมพันธ์กับพวกมีเงิน หรือเศรษฐีเมืองไทยคนไหนมาก่อน แต่นัยน์ของเขา และรูปปากแบบนี้ เธอเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
“ผมบุรินทร์ หรือว่า บิล น้องชายของ บูรณี” เขาเอ่ยแนะนำตัว แต่สายตาของเขาและรอยยิ้มหยักนั้น มันแปรเปลี่ยนไปเป็นดูถูกและหยามหยัน
“อรุณวนา พี่สาวแท้ ๆ เพียงคนเดียวของ นายอติคุณ” น้ำเสียงที่เปล่งออกมายิ่งทำให้อรุณวนารู้สึกขุ่นเคืองใจ
เธอยกหน้ามองเขาแบบเชิดหยิ่ง รู้สึกคอแข็งขึ้นมาเฉย ๆ และใบหน้าร้อนออกผ่าว ๆ แค่สีหน้า แววตา และน้ำเสียงแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนโดนดูถูก
“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ไม่ทราบว่าจะได้มาเจอคุณที่นี่”
“อ๋อ ที่นี่เป็นผับของผมเอง”
“ค่ะ”
สายตาที่มองตอนนี้เหมือนจะห้ำหั่นกัน
“ฉันมั่นใจว่า เราสองคนไม่เจอหน้ากันมาก่อน และคุณรู้จักฉันได้ยังไง”
“หึ-หึ มันไม่ยากหรอกนะ ถ้ามีเงิน และอยากจะหาข้อมูลของพวกที่จะมาปอกลอกสมบัติของพี่สาวของผม”