ตอน 1

ในขณะที่ออกซิเจนในห้องนิรภัยกำลังจะหมดลง ฉันรวบรวมลมหายใจเฮือกสุดท้ายวิทยุไปหาสามี

"ดันเต้... ช่วยด้วย ฉันหายใจไม่ออก"

แต่เสียงที่ตอบกลับมานั้นเย็นชายิ่งกว่าความตาย

"จัดการตัวเองไปก่อน เอเลน่า ผมกำลังพาโซเฟียออกจากเขตอันตราย"

วินาทีน้น ฉันรู้ทันทีว่าสำหรับมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่อย่าง 'ดันเต้ วิทิเอลโล' ฉันเป็นเพียงภรรยาในนามที่ไร้ค่า

เขาเลือกช่วยชู้รัก และทิ้งให้ฉันกับลูกในท้องที่เขาไม่เคยรู้ว่ามีตัวตน ต้องเผชิญความตายเพียงลำพัง

ฉันรอดมาได้ แต่หัวใจของฉันตายไปแล้ว

ฉันทิ้งใบหย่าไว้บนกองเอกสารธุรกิจพันล้านของเขา แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมความลับเรื่องลูกที่จากไป

หนึ่งเดือนต่อมา ดันเต้แทบพลิกแผ่นดินหา เมื่อเขารู้ความจริงจากคลินิกว่าคืนนั้นฉันสูญเสียอะไรไปบ้าง และเขาเป็นต้นเหตุ

เขาบุกมาหาฉันถึงนิวยอร์ก สภาพดูไม่ได้ คุกเข่าลงท่ามกลางสายฝนและโคลนตม อ้อนวอนขอโอกาสแก้ตัว

"ผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคุณ กลับบ้านเถอะนะ"

ฉันมองผู้ชายที่เคยรักสุดหัวใจด้วยแววตาว่างเปล่า ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายปิดตายความสัมพันธ์

"คุณไม่ได้เสียใจที่ทำร้ายฉันหรอก ดันเต้... คุณแค่เสียใจที่ฉันไม่อยู่ให้คุณควบคุมแล้วต่างหาก"

บทที่ 1

Elena POV

อากาศภายในห้องนิรภัยกำลังเจือจางลงทุกวินาที

แต่นั่นยังไม่ทรมานเท่ากับเสียงของสามีที่ดังแทรกผ่านความเงียบงันมาจากวิทยุสื่อสาร

"จัดการตัวเองไปก่อน เอเลน่า ผมกำลังพาโซเฟียออกจากเขตอันตราย"

ประโยคนั้นไม่ได้เพียงแค่ตัดขาดความช่วยเหลือ แต่มันกระชากลมหายใจเฮือกสุดท้ายของฉันออกไป

มันโหดร้ายยิ่งกว่าระบบระบายอากาศที่กำลังพังเสียหายเสียอีก

ในความมืดมิดที่ค่อยๆ กัดกินสติสัมปชัญญะ ฉันกำหมัดแน่น

ถ้าฉันรอดออกไปจากกล่องเหล็กนรกนี้ได้... ฉันสาบาน

ฉันจะทำลายเกียรติยศของ 'ดันเต้ วิทิเอลโล' ให้ย่อยยับ ด้วยการพรากสิ่งเดียวที่เขาคิดว่าเป็นของตายและไม่มีวันหนีไปไหน...

นั่นคือตัวฉันเอง

...

ย้อนกลับไปเมื่อเช้านี้

แสงแดดอ่อนๆ ที่สาดส่องเข้ามาในวิลล่าหรูหราแถบชานเมืองชิคาโก ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นวันใหม่ที่งดงาม

แต่สำหรับฉัน... มันเป็นเพียงแสงสปอตไลท์ที่ส่องให้เห็นกรงทองที่ขังฉันเอาไว้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงขนาดคิงไซส์ที่ว่างเปล่า

พื้นที่อีกฝั่งหนึ่งของเตียงเย็นชืดไร้ร่องรอยความอบอุ่น ดันเต้ไม่ได้กลับบ้านเมื่อคืน

ฉันลุกขึ้นทำหน้าที่ประจำวัน แต่งหน้าอย่างประณีตบรรจง เก็บทุกเส้นผมให้เรียบกริบ เพื่อให้สมกับตำแหน่ง 'ภรรยา' ของ คาโป แห่งแก๊งมาเฟียที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเมือง

เปลือกนอกฉันดูสมบูรณ์แบบ แต่ลึกๆ แล้ว ฉันรู้ดีว่าตัวเองเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่โหยหาคำว่า "ครอบครัว" มากกว่าใคร

หลังจากเตรียมตัวเสร็จ ฉันขับรถมุ่งหน้าไปที่แกลเลอรีศิลปะที่ฉันดูแลอยู่ มันเป็นธุรกิจถูกกฎหมายของตระกูลวิทิเอลโล ฉากหน้าสวยหรูที่ฉันใช้พิสูจน์คุณค่าของตัวเอง

แต่เมื่อฉันเดินผ่านรถกันกระสุนของดันเต้ที่จอดเทียบอยู่หน้าตึก หัวใจของฉันก็กระตุกวูบ

บนกระจกติดฟิล์มดำสนิท... มีรอยลิปสติกสีแดงสดประทับตราอยู่อย่างจงใจ

และมันไม่ใช่เฉดสีที่ฉันใช้

มือของฉันสั่นเทาเล็กน้อยขณะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูโซเชียลมีเดีย

นั่นไง... โซเฟีย

อดีตคนรักของดันเต้ เพิ่งโพสต์รูปคู่กับเขาเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว

แคปชั่นสั้นๆ แต่บาดลึกเขียนว่า "ปลอดภัยเสมอเมื่ออยู่กับคุณ"

ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วอกเหมือนถูกน้ำกรดราด แต่ฉันสั่งให้ตัวเองนิ่ง

ฉันเรียกคนขับรถมาทันที

"เช็ดกระจกให้สะอาด อย่าให้เหลือรอยแม้แต่นิดเดียว"

เสียงของฉันราบเรียบ เย็นชา แต่ภายในใจเหมือนถูกกรีดด้วยมีดทื่อๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นี่ไม่ใช่แค่การนอกใจ แต่มันคือการประกาศสงคราม โซเฟียกำลังบอกให้โลกและฉันรู้ว่า... ใครคือตัวจริง

จังหวะนั้นเอง โทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้น

หน้าจอโชว์ชื่อ 'Dante'

"รายได้ไตรมาสนี้เป็นยังไง"

เสียงทุ้มต่ำของเขาถามขึ้นทันทีที่ฉันกดรับสาย ไม่มีคำทักทาย ไม่มีการถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ

"ตัวเลขเพิ่มขึ้นสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ ดันเต้ ทางบัญชี..."

"โซเฟีย ระวังบันไดหน่อย"

เสียงของเขาเปลี่ยนไปทันที...

มันอ่อนโยน นุ่มนวล และเต็มไปด้วยความห่วงใยในแบบที่ฉันไม่เคยได้รับมานานแสนนาน

เขาคงลืมไปว่ายังถือสายฉันอยู่ หรือไม่... เขาก็แค่ไม่แคร์

ฉันกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ความน้อยเนื้อต่ำใจจุกอยู่ที่คอหอย

"ฉันจะส่งรายงานให้ทางเมลนะคะ"

ฉันพูดแทรกขึ้นไป แล้วกดวางสายทันที

ความรู้สึกกดดันถาโถมเข้ามาที่หน้าอก ลมหายใจเริ่มติดขัด ภาพความทรงจำอันเลวร้ายในวัยเด็กตอนที่ถูกลักพาตัวและยัดใส่ท้ายรถเก๋งผุดขึ้นมาหลอกหลอน

โรคกลัวที่แคบของฉันกำลังกำเริบ

แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้ควานหายายาดม เสียงไซเรนเตือนภัยก็ดังก้องไปทั่วแกลเลอรี

"คุณนายครับ! มีผู้บุกรุก เราต้องพาคุณไปที่ห้องนิรภัยเดี๋ยวนี้!"

หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยพุ่งเข้ามา

ฉันถูกลากตัวไปตามทางเดินอย่างรวดเร็ว ลิฟต์ลับเปิดออก และฉันถูกผลักเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่ผนังทำจากเหล็กกล้าหนาทึบ

ปัง!

ประตูหนักอึ้งปิดลงพร้อมเสียงล็อคที่ดังสนั่นราวกับเสียงปิดตายโลงศพ

ความมืดเข้าปกคลุมทันที ไฟฉุกเฉินไม่ทำงาน

"ไม่... ไม่..."

ฉันพยายามควบคุมลมหายใจ แต่ความกลัวมันกัดกินสติสัมปชัญญะจนแทบคลั่ง

อากาศเริ่มน้อยลง... ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะจมน้ำทั้งที่อยู่บนบก

มือที่สั่นเทาควานหาปุ่มวิทยุสื่อสารบนผนังอย่างบ้าคลั่ง มันเป็นสายตรงถึงดันเต้

"ดันเต้... ช่วยด้วย ไฟดับ... ฉันหายใจไม่ออก"

เสียงของฉันสั่นเครือ เจือไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

มีความเงียบชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงของเขาจะตอบกลับมา

"คุณต้องรอ เอเลน่า ระบบคงรวน"

"แต่ฉันกลัว... ได้โปรด..."

"จัดการตัวเองไปก่อน ผมกำลังพาโซเฟียออกจากเขตอันตราย เธอตกใจมาก"

สัญญาณตัดไป

ติ๊ด...

ความเงียบที่ตามมานั้นดังยิ่งกว่าเสียงระเบิด

น้ำตาที่กำลังจะไหลแห้งเหือดไปทันที ความกลัวหายไป แทนที่ด้วยความเย็นชาที่กัดกินลึกไปถึงกระดูกดำ

เขาเลือกแล้ว

ในวินาทีเฉียดตายนั้น ภาพความทรงจำตอนที่เขาสาบานหน้าหลุมศพพ่อแม่ฉันว่าจะปกป้องฉันด้วยชีวิต... มันกลายเป็นเรื่องตลกที่ขมขื่นที่สุด

นี่ไม่ใช่ความรัก และไม่ใช่แม้กระทั่งหน้าที่

มันคือการทรยศ

ฉันทรุดตัวลงนั่งพิงผนังเย็นเฉียบ ในความมืดมิดนั้น ฉันไม่ได้มองเห็นความตายอีกต่อไป

แต่มองเห็นอิสรภาพ

ฉันจะไม่รอให้ใครมาช่วยอีกแล้ว... โดยเฉพาะผู้ชายที่ชื่อ ดันเต้ วิทิเอลโล

ตอน 2

Elena POV:

กลิ่นน้ำหอมราคาแพงแต่ฉุนจัดของโซเฟียลอยอบอวลไปทั่วห้องนั่งเล่น มันแทรกซึมไปในอากาศทุกอณู ราวกับเธอกำลังประกาศศักดาและตีตราจองอาณาเขตอย่างเงียบเชียบ

ผ้าพันคอไหมสีสดพาดอยู่บนพนักเก้าอี้ตัวโปรดของดันเต้ แก้วไวน์ที่มีรอยลิปสติกสีแดงก่ำวางทิ้งไว้บนโต๊ะกาแฟ

ของใช้ส่วนตัวของเธอเริ่มปรากฏขึ้นในบ้านของเรามากขึ้นทุกวัน เหมือนเชื้อราที่ค่อยๆ กัดกินและลุกลามไปทั่วทุกมุมบ้าน

ดันเต้เดินลงมาจากชั้นบน เขาหยุดสายตาที่ผ้าพันคอผืนนั้น แทนที่จะโกรธ หรือสั่งให้แม่บ้านเอาไปทิ้ง เขากลับหยิบมันขึ้นมา นิ้วมือหนาบรรจงพับวางไว้ด้านข้างอย่างเบามือ

ความทะนุถนอมที่เขามอบให้สิ่งของของเธอ... การกระทำเล็กๆ นั้นกรีดลึกลงกลางใจฉันยิ่งกว่าคำด่าทอ

มันคือการยอมรับโดยดุษณี

"คืนนี้มีงานเลี้ยงต้อนรับหุ้นส่วนจากอิตาลี" ดันเต้พูดโดยไม่มองหน้าฉัน เขากระชับเนกไทหน้ากระจก "คุณต้องไป"

"ค่ะ" ฉันตอบรับสั้นๆ เก็บซ่อนความขมขื่นไว้ในลำคอ

ที่งานเลี้ยง ฉันยืนคุยกับนักลงทุนรายใหญ่เรื่องคอลเลกชันใหม่ พยายามทำหน้าที่ภรรยาที่ดี แต่แล้วเสียงหัวเราะแหลมสูงก็ดังแทรกเข้ามา

"โอ้ งานศิลปะพวกนั้นน่าเบื่อจะตายไปค่ะ ว่าไหมคะดันเต้?"

โซเฟียเดินควงแขนสามีของฉันเข้ามา เธอสวมชุดสีแดงเพลิงที่ตัดกับชุดสีดำเรียบหรูของฉันอย่างจงใจ ราวกับต้องการประกาศให้โลกรู้ว่าใครคือตัวจริงที่ส่องสว่างกว่า

นักลงทุนมองหน้าฉันอย่างกระอักกระอ่วน

"ขอตัวนะคะ" ฉันยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา แล้วเดินเลี่ยงออกมา

ที่โต๊ะอาหารค่ำ ดันเต้นั่งหัวโต๊ะ ฉันนั่งขวามือ และโซเฟียนั่งซ้ายมือ

มันเป็นสามเหลี่ยมแห่งอำนาจที่บิดเบี้ยว บรรยากาศบนโต๊ะอาหารอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก

ดันเต้แทบไม่แตะต้องอาหาร สายตาของเขาจับจ้องไปที่โซเฟียขณะที่เธอเล่าเรื่องตลกฝืดๆ เกี่ยวกับทริปที่พวกเขาไปยุโรปด้วยกัน ทริปที่เขาบอกฉันว่าไปดูงาน

"จำได้ไหมคะตอนที่เราหลงทางที่ปารีส? คุณหัวเสียแทบแย่" โซเฟียหัวเราะคิกคัก วางมือบนท่อนแขนของดันเต้อย่างถือสิทธิ์

"จำได้" ดันเต้ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แววตาของเขาอ่อนลงเมื่อมองเธอ

พวกเขาขังฉันไว้ในกำแพงแห่งความทรงจำที่ฉันไม่มีส่วนร่วม

ความโดดเดี่ยวกลางผู้คนมันหนาวเหน็บแบบนี้นี่เอง

"ฉันขอตัวนะคะ ยังมีเอกสารที่แกลเลอรีต้องจัดการ" ฉันลุกขึ้นยืน ตัดบทสนทนาที่น่าสะอิดสะเอียนนั้น ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาประจานความอ่อนแอ

ดันเต้หันมามองฉันแวบหนึ่ง สายตาของเขาเหมือนจะค้นหาอะไรบางอย่าง แต่ฉันปิดกั้นความรู้สึกทั้งหมดไว้ภายใต้หน้ากากที่เรียบเฉย

ดึกคืนนั้น ประตูห้องนอนของฉันถูกเปิดออก

ดันเต้เดินเข้ามา กลิ่นเหล้าจางๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมของโซเฟียโชยมาแตะจมูก กลิ่นที่ทำให้กระเพาะของฉันปั่นป่วน

เขาเข้ามาประชิดตัวฉัน ตรึงร่างฉันติดกับกำแพง มือหนาเริ่มลูบไล้ไปตามเอว สัมผัสที่เคยคุ้นเคยกลับกลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ

"คุณเป็นภรรยาผม เอเลน่า" เขาพึมพำเสียงแหบพร่า เหมือนจะย้ำเตือนสิทธิ์ที่เขาคิดว่าเขามี สิทธิ์ในเรือนร่างที่เขาไม่เคยทะนุถนอม

ร่างกายของฉันสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความต้องการ แต่เป็นความรังเกียจที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง

ทันใดนั้น ความคลื่นไส้อย่างรุนแรงก็ตีตื้นขึ้นมาที่คอหอย

ฉันผลักเขาออกอย่างแรง แล้ววิ่งไปที่ห้องน้ำ อาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุง ขับไล่สัมผัสของเขาออกจากร่างกาย

เสียงโทรศัพท์ของดันเต้ดังขึ้น เป็นเสียงเรียกเข้าเฉพาะสำหรับเรื่องด่วน

เขาจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย สีหน้าเปลี่ยนกลับเป็นคาโปผู้เลือดเย็นทันที ความต้องการเมื่อครู่มลายหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้น

"ผมต้องไป"

เขาไม่ถามสักคำว่าฉันเป็นอะไร ไม่แม้แต่จะมองมาที่ฉันที่กำลังนั่งหมดแรงอยู่บนพื้นห้องน้ำ

เขาเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ฉันอยู่กับความเงียบและความสงสัยที่เริ่มก่อตัวขึ้นในท้อง

เช้าวันต่อมา ดันเต้นั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ ทำตัวราวกับเหตุการณ์เมื่อคืนเป็นเพียงความฝัน

"คุณวางแผนอนาคตไว้ยังไง เอเลน่า?" เขาถามขึ้นมาลอยๆ สายตายังคงจับจ้องที่ตัวหนังสือ "คุณไม่มีใครหนุนหลัง ถ้าไม่มีนามสกุลวิทิเอลโล คุณก็ไม่มีอะไรเลย"

เขาพยายามจะขู่ พยายามจะย้ำให้ฉันรู้ว่าฉันต้องพึ่งพาเขา เหมือนนกที่ถูกตัดปีก

"อนาคตย่อมมีทางของมันค่ะ" ฉันตอบเสียงเรียบ ซ่อนความนัยไว้ในน้ำเสียง

ก่อนที่เขาจะพูดอะไรต่อ โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง

"โซเฟีย? เป็นอะไร... ได้ ผมจะไปเดี๋ยวนี้"

เขาลุกขึ้นคว้ากุญแจรถ เดินออกจากบ้านไปโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งภรรยาไว้เบื้องหลังเพื่อไปหาผู้หญิงอีกคน... เป็นครั้งสุดท้าย

ฉันมองจานอาหารเช้าที่เย็นชืด แล้วลุกขึ้นเดินกลับขึ้นห้อง

บนโต๊ะเครื่องแป้ง มีเอกสารฉบับหนึ่งวางซ่อนอยู่ใต้กองนิตยสาร

'ร่างสัญญาขอยุติความสัมพันธ์'

ฉันหยิบปากกาขึ้นมา ปลายปากกาจรดลงบนกระดาษอย่างมั่นคง ขีดฆ่าคำว่า 'ภรรยา' ที่อยู่ในช่องสถานะ

แล้วเขียนคำว่า 'อิสระ' ลงไปแทน

ฉันเปิดแล็ปท็อป เข้าเว็บไซต์ค้นหาข้อมูลที่พักในนิวยอร์ก

การเตรียมการสิ้นสุดลงแล้ว ถึงเวลาที่ต้องลงมือทำ

ตอน 3

Elena POV:

<b>เปลวเพลิงในเตาผิงกำลังลุกโชนและโหมกระหน่ำ ราวกับมันกำลังเต้นระบำด้วยความบ้าคลั่ง... ไม่ต่างอะไรกับพายุอารมณ์ที่เคยก่อตัวอยู่ในใจของฉัน</b>

<b>ฉันทอดสายตามองดูแหวนเพชรวงงาม</b> ที่ครั้งหนึ่งดันเต้เคยบรรจงสวมมันลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของฉันในวันแต่งงาน <b>บัดนี้ มันกำลังนอนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางกองไฟ ความร้อนแรงสูงกำลังหลอมละลายตัวเรือนโลหะให้บิดเบี้ยวผิดรูป เพชรน้ำงามที่เคยส่องประกายเจิดจรัส บัดนี้กลับดูหมองหม่นและกำลังจะสูญสลายไปพร้อมกับความทรงจำ</b>

<b>"ลาก่อน... บทบาทตัวประกอบที่ไม่มีใครต้องการ"</b> ฉันกระซิบกับตัวเองเสียงแผ่วเบา

<b>ฉันเพิ่งกดส่งอีเมลตอบรับข้อเสนอจากแกลเลอรีชื่อดังในนิวยอร์ก ตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสกำลังรอฉันอยู่ และมันคือตั๋วเที่ยวเดียวที่จะพาฉันหนีออกไปจากขุมนรกแห่งนี้... ตลอดกาล</b>

ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา <b>ฉันใช้ชีวิตราวกับเป็นเพียงวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่</b> เก็บข้าวของเงียบๆ และทยอยส่งของสำคัญไปที่เซฟเฮาส์โดยไม่ให้ใครระแคะระคาย

<b>ฉันจัดการเคลียร์ความรู้สึกที่มีต่อดันเต้จนหมดสิ้น ไม่เหลือความรัก ไม่เหลือแม้แต่ความเกลียดชัง สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงความว่างเปล่าที่ด้านชา</b>

"เอเลน่า มาที่ห้องทำงานฉันเดี๋ยวนี้"

เสียงของดันเต้ดังลอดผ่านอินเตอร์คอม <b>มันคือคำสั่งที่เฉียบขาด ไม่ใช่คำเชิญชวนของสามีที่เรียกภรรยา</b>

ฉันเดินตรงเข้าไปในห้องทำงาน <b>กลิ่นฉุนของซิการ์ราคาแพงและกลิ่นอายของอำนาจที่เขามักจะแผ่ออกมาอบอวลไปทั่วห้อง</b>

ดันเต้นั่งตระหง่านอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้สักตัวใหญ่ เขามองมาที่ฉันด้วยสายตาเรียบนิ่ง<b>ที่ฉันไม่สามารถคาดเดาความหมายได้... หรือบางที ฉันอาจจะแค่ไม่สนใจที่จะอ่านมันอีกต่อไปแล้ว</b>

"นั่งลงสิ"

ฉันทิ้งตัวลงบนโซฟาหนังราคาแพง <b>เอนหลังพิงพนักอย่างเกียจคร้าน แสร้งทำเป็นหลับตาลงเพื่อหลีกหนีจากภาพตรงหน้า</b>

"คุณเรียกฉันมาเพื่อจะสั่งอะไรอีกคะ?"

"อย่าทำเสียงแบบนั้น เอเลน่า ผมแค่..."

<b>ทันใดนั้น ความคลื่นไส้ระลอกใหญ่ก็ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย ฉันต้องรีบยกมือขึ้นปิดปาก ใบหน้าซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด</b>

ดันเต้ขมวดคิ้วมุ่น "คุณไม่สบาย?"

<b>ยังไม่ทันที่เขาจะแสดงความห่วงใยจอมปลอมจบ</b> เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ

เขากดรับสาย สีหน้าเคร่งขรึมค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความตกตะลึง <b>ดวงตาเบิกกว้างขึ้น ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็น... ความปิติยินดีอย่างปิดไม่มิด?</b>

"ท้อง? จริงเหรอ... <b>คุณแน่ใจนะ? หมอยืนยันแล้วใช่ไหม?"</b>

<b>วินาทีนั้น โลกของฉันเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ</b>

โซเฟียท้อง

<b>ช่างเป็นความบังเอิญที่โหดร้ายและน่าสมเพชที่สุด เราทั้งคู่ต่างก็กำลังเผชิญชะตากรรมเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว</b>

ดันเต้ดูตื่นเต้นดีใจอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน <b>ความห่วงใยอันน้อยนิดที่เขามีให้ฉันเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายกำลังนั่งหน้าซีดเผือดอยู่ตรงนี้</b>

"ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ ดูแลเธอให้ดีที่สุด"

เขาวางสาย แล้วลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความรีบร้อน

"เอเลน่า ผมต้องไปหาโซเฟีย<b>เดี๋ยวนี้</b> เธอ... เธอไม่สบาย"

<b>เขาโกหก... โกหกได้อย่างหน้าไม่อาย</b>

แต่แปลกที่ฉันกลับไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองเลยแม้แต่น้อย <b>ตรงกันข้าม ฉันกลับรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด ราวกับโซ่ตรวนเส้นสุดท้ายได้ถูกปลดออก</b>

ในจังหวะที่เขากำลังกุลีกุจอเก็บของ ฉันแกล้งปัดมือไปโดนแก้วน้ำจนหกเลอะเทอะเต็มโต๊ะ <b>ความวุ่นวายเล็กน้อยนี้ทำให้เขายิ่งลนลานจนเสียอาการ</b>

"บ้าเอ้ย!" ดันเต้สบถออกมาอย่างหัวเสีย

เขาหันขวับมามองฉันแวบหนึ่ง <b>สายตาของเขาฉายแววลังเลอยู่เพียงเสี้ยววินาที... การชั่งใจระหว่างภรรยาที่กำลังป่วย กับชู้รักที่กำลังตั้งท้องลูกของเขา</b>

เสียงโทรศัพท์ดังเร่งเร้าขึ้นอีกครั้ง

<b>และเขาก็เลือกแล้ว... เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา</b>

"คุณพักผ่อนซะ ผมอาจจะไม่กลับดึก"

ดันเต้เดินจ้ำอ้าวออกจากห้องไป ทิ้งฉันไว้กับความเงียบงัน<b>ที่แสนจะเยือกเย็น</b>

ฉันมองตามแผ่นหลังกว้างที่ค่อยๆ หายลับไปจากสายตา

<b>นี่คือจุดจบที่สมบูรณ์แบบที่สุด</b>

ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าถือ หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมา

<b>'หนังสือสัญญาหย่า'</b>

ฉันวางมันลงบนโต๊ะทำงานของเขา <b>ทับลงบนกองเอกสารธุรกิจมูลค่าพันล้านอย่างจงใจ</b>

<b>ลายเซ็นของฉันประทับอยู่บนนั้นเรียบร้อยแล้ว</b>

ฉันเดินออกจากห้องทำงาน เดินออกจากวิลล่าหรูหราที่ไร้หัวใจ และเดินออกจากชีวิตของ <b>ดันเต้ วิทิเอลโล อย่างถาวร</b>

ข้างนอก ฝนเริ่มตกลงมาอย่างหนัก <b>สายฝนที่เย็นเฉียบไหลรินลงมากระทบผิวหน้า ชะล้างคราบน้ำตาที่ฉันไม่รู้ตัวเลยว่ามันไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่</b>

ฉันยืนอยู่หน้าประตูรั้ว ทอดสายตามองไปที่ถนนสายยาวที่ทอดตัวไปสู่ความมืดมิดเบื้องหน้า

<b>ฉันไม่รู้ว่าปลายทางข้างหน้าจะมีอะไรรออยู่</b>

<b>แต่สิ่งเดียวที่ฉันรู้แน่ชัด คือฉันจะไม่มีวันหันหลังกลับมามองที่นี่อีก... ตลอดไป</b>

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED